로그인ชื่อของเธอเมื่อมาอยู่ในร่างนี้ก็ยังคงเป็นหลินจื่อเหยา ชื่อนี้อยู่กับเธอมานานแสนนาน เพียงแต่เธอไม่ใช่เทพเซียนผู้หยั่งรู้ความเป็นความตาย มองปราดเดียวรู้สุขทุกข์ในโลกบำเพ็ญเพียรอีกต่อไปแล้ว
เธอไม่ใช่หลินจื่อเหยา ศัลยแพทย์มือทอง อัจฉริยะวงการแพทย์ หรือหลินจื่อเหยาทายาทหมอยาผู้สืบทอดหมอเข็มทองรุ่นที่สาม ในตอนนี้นางคือลูกสาวสายตรงของตระกูลขุนนางใหญ่ที่โชว์ใครไม่ได้ของตระกูลหลิน และยังเป็นตัวอัปลักษณ์ ขยะไร้ค่าตัวถ่วงความก้าวหน้าของตระกูลอีกด้วย เรียกได้ว่า ตายไปพวกเขาทั้งตระกูลหลินก็ไม่มีใครถามหา ที่หมดสติไปครั้งนี้ก็เป็นเพราะโดนบิดาผู้ให้กำเนิดสั่งลงโทษให้นางอดอาหารในขณะที่ร่างกายได้รับบาดเจ็บ นางถูกบิดาสั่งล่ามเอาไว้ร่างกายถูกทรมานอย่างต่อเนื่องหลายวันนางไม่สามารถดิ้นรนขัดขืนได้ ตอนนั้นเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ใครเป็นคนผลักหลินเสี่ยวเซวียนลงไปในบึงกัน เท่าที่ปรากฎในความทรงจำไม่เป็นเช่นนั้นแน่ "คุณหนูรอง ยามาแล้วเจ้าค่ะท่านก็รีบดื่มเสียเถอะ อย่าให้ท่านหมอเสียเวลานักเลย..คุณหนูรองจะดื่มเองหรือให้ข้าป้อนเจ้าคะ?" จิ่วจิงสาวรับใช้ผู้โอหังของนางเอ่ยถามพร้อมกับถือถ้วยยาเข้ามา ครั้นยังเห็นหลินจื่อเหยาไม่ขยับ ความหงุดหงิดรำคาญของนางก็แล่นขึ้นมาทันที “คุณหนูรองเจ้าคะ ข้าถามท่านอยู่นะ นี่ไม่ใช่ว่าท่านเป็นใบ้ไปแล้วหรอกนะ" “หนวกหู” หลินจื่อเหยาส่งสายตารำคาญใส่คนที่ยืนอยู่พร้อมกับเอ่ยเสียงปนรำคาญออกไป “เงียบๆ หน่อย!" “เสี่ยวเหยาอย่าทำเช่นนี้เลยได้ไหม ยาก็มาแล้วก็รีบดื่มเสีย อีกสักครู่พี่ต้องกลับจวนแล้ว เจ้าอยู่ที่นี่ก็อยู่ให้ดี..." "ประตูอยู่นั่น ออกไปซะไปให้หมด!" หลินจื่อเหยากระชับอกเสื้อกล่าวอย่างไม่รีบร้อน เดิมทีหลินเสี่ยวเซวียนต้องการที่จะให้เด็กสาวพูดจาอ้อนวอนนางสักนิด ขอร้องให้นางพากลับจวนตระกูลหลินด้วยแต่นึกไม่ถึงว่าหมัดที่หวดออกไปกลับพลาด หน้าของนางซีดขาวขึ้นมาในทันที ใบหน้าร้อนผ่าว “เสี่ยวเหยา!" หลินเสี่ยวเซวียนกำมือแน่นสายตารังเกียจเผยออกมา กับน้องสาวต่างมารดาของตนคนนี้ไม่นับว่าเป็นตัวอะไรต้องให้นางใส่ใจเลยสักนิด เดิมทีฮูหยินเอกนั่นก็ไม่สมควรที่จะให้กำเนิดคนชั้นต่ำนี่มาด้วยซ้ำหากไม่ใช่เพราะท่านพ่อเกิดความสับสนแม้ว่าตนจะได้เป็นคุณหนูใหญ่เพียงเพราะมารดาได้เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นผู้ดูแลจวนเป็นฮูหยินเอกที่ท่านพ่อแต่งตั้งแต่ตามความเป็นจริงแล้วในใจยังคงรังเกียจสถานะของบุตรสาวอนุอยู่ แต่เมื่อเห็นบุตรีสายตรงของจวนเป็นคนไม่เอาไหน ไม่มีประโยชน์ก็ทำให้นางนั้นรู้สึกดีขึ้นมาไม่น้อย จากนั้นท่านแม่ก็คอยใช้ชื่อเสียงที่ฉาวโฉ่ของนางคอยผลักดันให้ชื่อเสียงของตนนั้นดูสูงขึ้นเท่านั้นแต่หากว่าตายไปก็ไม่ส่งผลใดๆ กับนางสักนิด “เจ้าอย่าลืมว่า เจ้ามาอยู่ที่นี่เพราะเหตุใด และรอดตายมาได้อย่างไร ยานี่ก็เป็นยาที่ข้าใช้ตำลึงจำนวนมากหามา หากเจ้ายังทำตัวเช่นนี้ไม่ยอมดื่ม ยานี่ก็เสียเปล่าร่างกายของเจ้าก็จะไม่หาย เช่นนั้นความห่วงใยที่ข้ามอบให้...” "อืม ความห่วงใยจอมปลอม" หลินจื่อเหยาพูด “คนที่ไม่รู้คงคิดว่าที่ข้ามานอนแหมะอยู่ตรงนี้ได้นั้นเป็นเพราะข้าทำผิดต่อเจ้าเลยโดนบิดาลงโทษสินะ " เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลินเสี่ยวเซวียนก็ตื่นตระหนกเอ่ยอุทานออกมาด้วยความตกใจ "เสี่ยวเหยา?" หลินจื่อเหยาใช้ข้อศอกยันตัวลุกขึ้นมานั่ง “แต่ที่สุนัขรับใช้เหล่านี้พูดก็มีเหตุผลอยู่ ข้าเองก็อยากจะรู้ว่าผู้ใดเป็นคนผลักคุณหนูใหญ่หลินลงไปในบึงกันแน่...ข้าว่านะคนทำชั่วจะอย่างไรเสียมันก็ต้องเผยพิรุธอยู่บ้างหล่ะ” กล่าวจบหลินจื่อเหยาเอื้อมมือไปหยิบถ้วยยามาจากจิ่วจิงที่ยืนอ้าปากค้างกับคำพูดของคุณหนูรองที่อ่อนแอ โง่เขลาในก่อนหน้านี้อยู่ข้างเตียง จากนั้นนางก็หันไปมองหลินเสี่ยวเซวียนพูด้วยน้ำเสียงลนลานขึ้น "คุณหนูใหญ่?” หลังจากวางถ้วยยาลงทันใดนั้นทุกคนก็รู้สึกว่าท่าทางของเด็กสาวนั้นเปลี่ยนเป็นคนละคน จากเมื่อก่อนที่วันๆ เอาแต่ก้มหน้า ไม่พูดจาโง่เขลาให้พวกนางกลั่นแกล้งได้ทุกวันกลับกลายเป็นกดดันขึ้นมาอย่างน่าเกรงขาม หลินเสี่ยวเซวียนวางมาดไม่อยู่อย่างสิ้นเชิง นางขมวดคิ้วไม่พอใจ "เสี่ยวเหยาเจ้าเลิกเอาแต่ใจได้แล้ว.." "ใช่เจ้าค่ะ คุณหนูรองท่านเป็นคนทำให้คุณหนูใหญ่ตกน้ำ เพราะท่านไม่พอใจที่องค์รัชทายาทหมั้นหมายกับคุณหนูใหญ่ท่านอย่ามาพูดดำเป็นขาวเช่นนี้เลยทุกคนเห็นกันหมด คุณหนูใหญ่เจ้าคะท่านเลิกปกป้องนางเถอะเจ้าค่ะ" “บ่าวว่า สุนัขรับใช้มีสิทธิ์อันใดมาสอด จวนตระกูลหลินคงเลี้ยงสุนัขรับใช้เอาไว้ให้ตีตนเสมอนายเช่นนี้สินะ...” หลินจื่อเหยาเงยหน้ามองไปที่จิ่วจิง แล้วกล่าวต่อ "จากนี้ไปเจ้าก็ไม่ต้องมาอยู่ข้างกายข้า เจ้าอยากไปรับใช้ผู้ใดก็ไป หรือไม่เช่นนั้นหากข้ายังเห็นเจ้าโผล่หน้าเข้ามาอีก ข้าอาจจะขายเจ้าให้หอนางโลมไปเสีย" "เจ้ากล้า.." จิ่วจิงที่เคยกลั่นแกล้งหลินจื่อเหยามานานหลายปีคุ้นชินกับการทุบตีนางไปเสียแล้ว เมื่อได้ยินว่าจะถูกขยะผู้หนึ่งนำตนไปขายมือเล็กของนางก็ยกขึ้นมาอย่างทันท่วงที แต่ยังไม่ทันที่จะตบลงมาก็โดนหลินจื่อเหยาคว้ามือเอาไว้จากนั้น เสียงกร็อบ ก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงโหยหวนของจิ่วจิง "อ๊า...แขนข้าหักแล้ว เจ้า...คุณหนูใหญ่ช่วยข้าด้วย คุณหนูรองจะฆ่าข้า..อ๊า.." จิ่วจิงถูกหลินจื่อเหยาผลักออกไปจนล้มลง ทุกคนที่อยู่ภายในห้องยืนแข็งทื่อด้วยความตกตะลึง หลินเสี่ยวเซวียนไม่คาดคิดว่าหลินจื่อเหยาจะกล้าลงมือรวดเร็วเช่นนี้ หนำซ้ำยามนี้ยังมีกลิ่นอายความเย็นชาอบอวลอยู่รอบกายของนางสายหนึ่งอีกด้วย หลินเสี่ยวเซวียนไม่เคยเห็นหลินจื่อเหยาเป็นเช่นนี้มาก่อน "นี่...เจ้าเป็นใครกันแน่ เจ้าไม่ใช่หลินจื่อเหยาคนขี้ขลาดนั่น เจ้าเป็นใคร?" "เจ้าคิดว่าข้าเป็นใครกันหล่ะ ข้าก็ยังเป็นหลินจื่อเหยานี่ แต่อาจจะไม่ใช่คนโง่งมที่ใครๆ จะมารังแกได้อีกต่อไปก็เท่านั้นเอง.." กล่าวจบหลินจื่อเหยาก็ลุกขึ้นเดินไปหยุดมองจิ่วจิงที่นอนตัวงออยู่ที่พื้น ยกเท้าเตะนางไปอีกหนึ่งที นางไม่สนใจว่าหลินเสี่ยวเซวียนจะมีสีหน้าอย่างไร ก็เดินออกจากห้องพักไปอย่างไม่หันกลับมามอง หลินเสี่ยวเซวียนกัดริมฝีปากแววตาหม่นลงนางครุ่นคิด "คุณหนูใหญ่เจ้าคะ วันนี้คุณหนูรองเป็นอะไรไปปกตินางจะเชื่อฟังคุณใหญ่ที่สุดแต่วันนี้...." ดวงตาของหลินเสี่ยวเซวียนสั่นไหว ใบหน้าของนางซีดขาว นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดขยะอย่างหลินจื่อเหยาถึงได้มีความกล้าที่จะตอบโต้นางเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมาเชื่อฟังนางมาตลอดหรอกหรือ คิ้วสวยของหลินเสี่ยวเซวียนขมวดเข้าหากัน ใบหน้าเย่อหยิ่งสวยงามของนางยกสูงขึ้น "กลับจวนกันเถอะ เรื่องในวันนี้พวกเจ้าก็นำไปซุบซิบให้มากเสียหน่อยหล่ะ " "ทราบแล้วเจ้าค่ะคุณหนูใหญ่ " เหล่าสาวใช้ที่เหลือขานรับอย่างกระตือรือร้น จากนั้นก็พยุงจิ่วจิงออกจากห้องตามกันออกไปที่รถม้าทันที หลินจื่อเหยา เจ้ากล้าต่อต้านข้า ข้าก็จะให้เจ้ารู้ว่าการต่อต้านข้านั้นมันจะจบลงอย่างไร ใบหน้าเย่อหยิ่งของหลินเสี่ยวเซวียนผุดยิ้มร้ายออกมา ไม่มีผู้ใดเคยเห็นมุมนี้ของนางเลยสักคน เพราะฉาบหน้าของนางคือสตรีอันดับหนึ่งคู่หมั้นที่เหมาะสมขององค์รัชทายาท บ่ายคล้อยที่ท่ามกลางหิมะโปรยปราย ขาวโพลนไปถ้วนทั่วเมืองอู่เฉิง ในกลางฤดูหนาวก็ไม่มีทางได้เห็นหิมะ แต่ปีนี้วันหนึ่งในปลายเดือนมกราคมกลับมีหิมะโปรยปรายกลางท้องฟ้าที่กำลังเข้าสู่ยามราตรีที่อากาศหนาวเย็น เวลานี้บนถนนที่มีผู้คนสัญจรไปมา บรรยากาศครึกครื้นเป็นพิเศษ เด็กสาวสวมอาภรณ์สีดำรวบผมไว้ด้านหลังปักปิ่นอย่างเรียบง่าย ร่างกายดูบอบบางเธอสะพายกระเป๋าปักใบเล็กๆ หากจ้องดูดีดีกระเป๋าใบนั้นปักด้วยดิ้นสีทองเป็นดอกลั่วฮวาสีค่อนข้างซีดพอๆ กับใบหน้าของเจ้าของ นางเดินไปอย่างช้าๆ ดูไม่เข้ากันกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ใบหน้าของนางซีดเซียว แต่กลับไม่สูญเสียความงามไป บางช่วงมีแสงไฟจากการจุดโคมและพลุพาดผ่านใบหน้าของนาง ประหนึ่งดวงดาวที่เล็กละเอียดค่อยๆ กระจัดกระจายออกไป ไกลออกไปบริเวณร้านน้ำชาชั้นสองฝั่งตรงข้าม “เอ๋ องค์ชายห้าเจ้าดูนั่นสิ” สายตาของซุนยวี่เหอจับจ้องพร้อมกับสะกิดคนข้างๆ “เจ้าลองเดาดูสิว่าข้าเห็นผู้ใด” “หืม?” องค์ชายห้าท่าทางเอื่อยเฉื่อยเอ่ย “เจ้าพบคนรักเก่าเข้าแล้วอย่างนั้นหรือ” เขาเอียงตัวพิงเก้าอี้ รูปร่างสูงยาว ท่าทางเหนื่อยหน่าย ให้ความรู้สึกเหมือนไม่เอาไหนนิ้วมือเรียวยาวดุจกิ่งเหมยกำลังเล่นแหวนปานจื่อ มือนั้นกลับขาวนวลเสียยิ่งกว่าหยกเสียอีก ซุนยวี่เหอหันกลับไป ควันจางๆจากเตาน้ำชาบดบังใบหน้าของเขา แต่ไม่อาจกลบหน้าตาอันคมคาย กลับยิ่งดูสะดุดตาเสียด้วยซ้ำชายหนุ่มมีดวงตาดอกท้อที่เจือด้วยรอยยิ้ม โค้งมนเล็กน้อย ไม่ว่ามองใครก็คล้ายกับมีเยื่อใย ชวนให้หลงใหล เย้ายวนสะกดใจซาตานผู้มาพร้อมกับแรงดึงดูดมหาศาลชัดๆ ซุนยวี่เหอคิดในใจ มิน่าเล่าเหล่าบรรดาสตรีทั่วเมืองอู่เฉิงต่างก็เพ้อฝันถึงองค์ชายผู้นี้กันทั่วทั้งเมือง ขนาดเขาที่เป็นชายด้วยกันเห็นแล้วยังอยากคุกเข่าเลย “คนรักเก่าอะไรเล่า ข้าไม่เคยคบค้ากับสตรีนางใดเจ้าก็รู้ แต่ที่ข้าเห็นนั้น นู่นเจ้าดูสิ นั่นเป็นบุตรสาวคนรองสกุลหลินที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่นั่นต่างหาก” ชายหนุ่มขานรับอย่างไม่สนใจ มือขวาของเขายกขึ้นมาเท้าคางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยไม่ว่าจะเป็นท่วงท่าหรือกรอบหน้าล้วนอยู่ในจุดที่สมบูรณ์ สง่างาม เหล่าสตรีมากน้อยที่เข้ามาในร้านน้ำชาต่างก็พากันหัวใจสั่นไหว ซุนยวี่เหอเห็นว่าเขาไม่สนใจใคร่มองครั้นแล้วจึงพูดขึ้นมาอีกครั้ง “องค์ชายห้าเจ้าออกท่องยุทธภพมาเนิ่นนานหลายปี กว่าจะกลับมาที่เมืองหลวงคงไม่รู้ว่าบุตรสาวคนรองของสกุลหลินนั้นไร้ยางอายเพียงใด เพื่อได้หมั้นหมายกับองค์รัชทายาทแล้วนางถึงกับลงมือทำร้ายพี่สาวของตนเอง คุณหนูใหญ่หลิน หลินเสี่ยวเซวียนเชียวหล่ะ" ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย ในที่สุดก็มีท่าทีตอบสนอง “องค์รัชทายาทอย่างนั้นหรือ” "ใช่" ซุนยวี่เหอทำเสียงจิ๊ “นางช่างไร้ยางอายเสียจริงๆ” ..มู่หรงเหว่ยถิงไม่สนใจชายชุดดำเหล่านั้นนางหมุนกายก้าวเดินกลับมาที่ชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินที่ยืนอยู่เมื่อเห็นเด็กสาวเดินเข้ามา เด็กหนุ่มผู้นั้นก็ยกหน้าขึ้นช้าๆ ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องลงมา ดวงหน้าเยาว์วัยของเขานิ่งขรึมไร้ซึ่งรอยยิ้ม แต่กลับงดงามจนเด็กสาวต้องเผลอชะงักลมหายใจผิวของเขาขาวสะอาดดุจหยกเนื้อดี ทว่าไม่ซีดเซียว กลับมีเลือดฝาดจาง ๆ ที่พวงแก้มดูมีชีวิตชีวา หน้าผากกว้างได้รูป แสดงถึงความเฉลียวฉลาด คิ้วดกดำเรียวยาวโค้งงามราวขีดพู่กันจากจิตรกรเอกรับกับดวงตาคมล้ำดั่งหมึกจิ้มจอก ทั้งแววตาสุขุมนั้นแลดูเกินวัยคล้ายซ่อนความลึกซึ้งไว้ภายใน คล้ายเคยผ่านเรื่องราวมากมายเกินกว่าบุรุษน้อยในวัยเดียวกันจะรับไหวขนตายาวสลวยขับเน้นนัยน์ตาสีดำสนิทดั่งหยกดำ เส้นผมยาวประบ่าผูกไว้หลวม ๆ ด้วยเชือกไหมสีเข้ม เมื่อสายลมพัดผ่าน กลุ่มผมก็กระเพื่อมตามจังหวะ เผยให้เห็นต้นคอขาวละมุนราวหยกหิมะจมูกโด่งสวยรับกับรูปหน้า ปากบางสีชมพูอ่อน เม้มแน่นคล้ายไม่คุ้นชินกับการสนทนา สายตาเมื่อจ้องมองเด็กสาวราวกับจะมองทะลุไปถึงจิตใจเขาไม่ได้แต่งกายหรูหรามากนัก เป็นผ้าเนื้อดีธรรมดาสีน้ำเงินปักลวกลายเรียบสะอาดสะอ้าน ทว
มือของเขาที่โอบอยู่รอบเองของนางได้ลูบไล้ขึ้นลงเหมือนสายน้ำที่ไหลผ่านพาให้หลินจื่อเหยารู้สึกราวกับว่าเวลานี้นางกำลังถูกกระแสไฟฟ้าพาดผ่านชาไปทั่วทั้งตัวจากนั้นนิ้วเรียวยาวของเขาก็เคลื่อนมาด้านข้างกระตุกสายรัดเอวของนางออกสิบอึดใจผ่านไปมือไม้พัลวัน“ชุดเจ้าสาวชุดนี้ถอดยากพอสมควร” พอหลินจื่อเหยาเห็นเช่นนั้นก็เลิกคิ้ว “ฮูหยินรองกับฮูหยินจวนตระกูลห่าวช่วยสวมใส่ให้ข้ายุ่งยากพอสมควร”ตอนที่นางลงมาอยู่บนโลกมนุษย์ในยุคสมัยใหม่การสวมใส่เสื้อผ้านั้นค่อนข้างง่ายพอสมควรชุดเดรสยามคลุมเท้าชุดเดียวก็ไปไหนๆได้แล้วดังนั้นเมื่อสองปีก่อนนางจึงได้ออกแบบชุดเดรสแขนยาวนำไปให้ร้านตัดเย็บตัดมาส่งให้ ในทุกๆวันรอบสองปีนางมีเดรสสีขาว สีดำและสีฟ้ายาวครอบเท้าสวมใส่อย่างสม่ำเสมอนอกจากเพราะความเคยชินแล้วยังเพราะความสะดวกด้วยตอนนี้ชุดแต่งงานนี้เป็นการสวมตัวในหนึ่งชั้นตัวนอกหนึ่งชั้นและยังมีชุดคลุมอีกชั้นแต่ละชั้นล้วนมีเชือกผูกซ้ายผูกขวายุ่งยากมากตอนนี้นางกลับรู้สึกขอบคุณชุดที่ซับซ้อนแบบนี้ที่ให้เวลานางได้เตรียมใจและผ่อนคลายก่อนแต่ชั่วครู่ถัดมามือของมู่หรงเหว่ยหมินก็โอบเอวนางอีกครั้ง เงยหน้าขึ้นไปก็ถูกริมฝีปากบางก็ถ
มู่หรงเหว่ยหมินจับมือหลินจื่อเหยาเอาไว้แน่น ยกยิ้มมุมปากเอ่ยกระซิบ “เหยาเหยาข้ารู้สึกตื่นเต้นมาก”ถึงแม้จะพูดแบบนี้แต่น้ำเสียงของเขาก็ยังคงดูไม่จริงจัง“หืม...” หลินจื่อเหยาเหลือบมองเขาผ่านผ้าโปร่ง “ท่านยังต้องอยู่ดื่มสุราต้อนรับแขกและส่งแขกอีกนะระหว่างนี้ท่านก็ก็ใจเย็นๆ”มู่หรงเหว่ยหมินครุ่นคิด “อืมก็จริง”หลังจากที่ส่งหลินจื่อเหยาเข้าห้องหอแล้ว มู่หรงเหว่ยหมินก็ถูกแม่ทัพน้อยไป๋และซุนยวี่เหอลากตัวออกไป ในห้องโถงจัดเลี้ยงมู่หรงจินเหยียนก็ถูกคุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋ ไป๋เผยหนิงพระชายาของเขาประคองเข้ามา"น้องห้าพี่ใหญ่มาแสดงความยินดีกับเจ้า" น้ำเสียงของเขาแหบแห้งร่างกายที่เคยแข็งแรงดูอ่อนแอ เวลานี้ตำแหน่งองค์รัชทายาทของราชวงศ์เปลี่ยนไปเป็นมู่หรงจื่อเฉิงไปแล้วแม้หลายฝ่ายจะไม่ค่อยเห็นด้วยแต่สุดท้ายตัวเลือกที่ดีที่สุดก็ยังคงเป็นเขามู่หรงเหว่ยหมินหมุนกายกลับมา ยกจอกสุราขึ้น"พี่ใหญ่สภาพร่างกายไม่แข็งแรงยังมาดื่มฉลองให้ข้าอีกข้าขอบพระทัยท่านมาก""ไม่ลำบากสักนิด"เขายิ้มแล้วยกสุราขึ้นดื่ม จากนั้นบรรดาองค์หญิงองค์ชายองค์อื่นๆ ก็เข้ามา แสดงความยินดีกับเขาถัดไปไม่ไกล อู๋เฉินวางจอกสุราลงแล้วถามมู่หรงจื
หลินจื่อหานกลอกตา ถอนหายใจ"ท่านพ่อน้องสาวจะออกเรือน ท่านควรพูดเรื่องดีดีสิ" "อืม..ที่ผ่านมาพ่อไม่ดีนัก พ่อไม่รู้จะทำอย่างไรไม่รู้ว่าจะทำอะไรเพื่อน้องสาวของเจ้าได้บ้างในตอนนี้..." เสนาบดีหลินเสียงสั่นหลินจื่อเหยากระพริบตา "ท่านไม่ต้องทำอะไรข้ารับรู้ได้ทั้งหมดแล้ว..""ท่านเสนาได้เวลาส่งตัวเจ้าสาวแล้วเจ้าค่ะ" ฮูหยินรองของจวนหลินเอื้อนเอ่ย จากนั้นนางก็ลุกขึ้นมาประคองหลินจื่อเหยา เอ่ยช้าๆ"คุณหนูใหญ่ข้าขอให้ท่านมีความสุขมากๆมีหลานตัวน้อยออกมาไวๆ""ขอบคุณฮูหยินรอง อย่างไรเสียก็ฝากดูแลท่านพ่อต้มน้ำแกงไก่ดำบำรุงร่างกายให้เขาเสียหน่อยประเดี๋ยวก็จะไม่สบาย"เมื่อได้หยินหลินจื่อเหยาเอ่ยเช่นนั้นฮูหยินรองไม่กล้าไม่เชื่อ นางพยักหน้า "ได้ คุณหนูใหญ่เชิญ"ในเวลาต่อมาเจ้าสาวในชุดสีแดงก็ถูกแม่สื่อจูงออกมาที่ด้านหน้าประตูจวนซึ่งเวลานี้มีคนของตระกูลหลินจำนวนมากมายืนส่งนาง ทันทีที่เห็นหญิงสาวในชุดสีแดงก้าวเดินออกมาแม้จะมีผ้าคลุมหน้าปิดบังเอาไว้ ผู้คนที่ยืนรอดูอยู่หน้าจวนต่างก็ส่งเสียงฮือฮา"ออกมาแล้วเจ้าสาวออกมาแล้ว.." "เสียดายจริงๆไม่เห็นตอนนางเปิดหน้า..""เจ้ายังไม่เคยเห็นนางหรือ? นางงดงามมากเชียวนะ ง
หลังจากตกลงกันได้แล้วว่าจะใช้สุรารสชาติใดทั้งสองก็ได้เปิดประตูเดินออกมา แต่ทันทีที่เดินออกมาก็มีมีเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีดังขึ้น คนที่ซ่อนตัวอยู่รอบๆก็พากันกระโดดออกมา“องค์ชายห้า เหยาเอ๋อยินดีด้วย!”“ยินดีกับองค์ชายห้าที่ได้สมรสเสียที!”“อย่างนั้นคืนนี้พวกเราก็เลี้ยงฉลองกันเลย! ”ซุนยวี่เหอยกไหสุราขึ้นมา “องค์ชายห้าในฐานะที่ข้าเป็นสหายคนที่สนิทที่สุดของเจ้าวันนี้ไม่เมาข้าไม่กลับจวน!”“อย่างนั้นเลยหรือ?!” มู่หรงเหว่ยหมินเอ่ยถาม “ใช่ข้าเอาด้วย วันนี้เป็นเจ้าเลี้ยงสุราข้าในฐานะที่แย่งศิษย์พี่ใหญ่เหยาของพวกข้าไป!” ห่าวหรานก้าวออกมาสมทบ“ใช่จริงด้วยองค์ชายห้าท่านควรเลี้ยงสุราพวกเรา” หมินอวี่เห็นด้วยและทุกคนที่มาต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย มู่หรงเหว่ยหมินหันมาพูดอย่างใจเย็น “สุราหอซุนไห่รสชาติไม่เลวคุณชายใหญ่ซุนเจ้ายินดีจะนำออกมาเลี้ยงทุกคนหรือไม่?”ทุกคน “…”พวกเขาหันไปมองซุนยวี่หยางพร้อมๆกัน ซุนยวี่หยางค่อยก้าวเดินมาทางหมินอวี่หยุดตรงหน้านางแล้วพูด "ต้องแล้วแต่ฮูหยินใหญ่ซุนแล้ว"พร๊วด!!แค้กๆๆ!!"ไอ่หยาพวกเจ้าช่างโอ้อวดเสียจริงๆ"ห่าวหรานหงุดหงิดหมินอวี่หันไป "ห่าวหรานข้าเห็นนะว่าเจ้าชอบ
จวนตระกูลซุนผู้เฒ่าซุนเห็นหลานชายทั้งสองเดินเข้ามาก็นึกถึงงานสมรสอันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นพลางนึกโมโหชี้หน้าซุนยวี่เหอ “เจ้าหลานโง่ ดูองค์ชายห้าจะแต่งงานแล้ว แล้วเจ้าหล่ะไหนสตรีที่เจ้าพึงใจ!”ซุนยวี่เหอย่นปากกระชับเสื้อคลุม “อ่า..ท่านปู่ ท่านไม่รู้หรอกหรือว่าบรรดาขุนนางที่ประเคนบุตรสาวเข้ามาตระกูลซุนก็เพราะเห็นแก่อำนาจที่แข็งแกร่งของตระกูลซุนของพวกเราทั้งนั้น” พูดพลางเดินเข้ามาหยิบขนมบนโต๊ะน้ำชาเข้าปากแล้วเอ่ยต่อ“ไม่ได้จริงใจต่อข้า ข้าไม่เอาหรอก”“ถุย!” ผู้เฒ่าซุนโมโหหนัก “แค่มีมาก็ดีแล้ว ทำไมเจ้ายังคิดว่าพวกเขายังจะอยากได้น้ำในหัวของแกด้วยหรืออย่างไร”ซุนยวี่เหอ “…”เขาขยิบตาให้ซุนยวี่หยางที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง “พี่ใหญ่! พี่ใหญ่ช่วยด้วย!”ซุนยวี่หยางกลืนน้ำชายังไม่ทันได้พูดอะไรในที่สุดผู้เฒ่าซุนก็หันไปโมโหเขาด้วยอีกคน “เจ้าด้วยก็อีกคน!” ชายชราถอนหายใจ “ทำงามหน้านักข้าให้เจ้าไปหาสตรีที่ตระกูลไม่ต้องมีอำนาจเกี่ยวกับราชสำนัก แต่เจ้า!กลับไปพึงพอใจบุตรสาวเจ้าสำนักเงาของราชวงศ์หนำซ้ำยังไม่ยังพานางติดสอยห้อยตามทำราวกับนางไร้บิดามารดา ปู่บอกว่าให้จัดเตรียมสินเดิมไปเจรจาตกลงกับเจ้าสำนักเง







