تسجيل الدخولสิบห้านาทีต่อมา นิรินในชุดเสื้อเชิ้ตสีเทาพับแขนและกางเกงขายาวที่ต้องพับขาขึ้นสองทบ ก็เดินตามหลังคินออกมาจากกรงขังสีขาวเป็นครั้งแรกในรอบสามวัน
ทางเดินด้านนอกไม่ได้เป็นสีขาวสะอาดตาเหมือนในห้องพักฟื้น ผนังทางเดินถูกทาด้วยสีเทาเข้มตัดกับแสงไฟนีออนสีขาวอมฟ้า บรรยากาศเงียบสงัดและเย็นเยียบ อากาศผสมปนเปไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ กลิ่นสนิมเหล็ก และกลิ่นน้ำหอมปรับอากาศที่พยายามกลบเกลื่อนบางสิ่ง
ยิ่งเดินลึกเข้าไปตามโถงทางเดิน นิรินยิ่งสัมผัสได้ถึงความไม่ปกติของสถานที่แห่งนี้
มันไม่ใช่คลินิกรักษาโรคทั่วไป และไม่ใช่โรงพยาบาลเอกชนหรูหรา แต่มันเหมือนป้อมปราการที่ถูกสร้างขึ้นใต้ดิน มีประตูเหล็กบานหนาปิดกั้นเป็นโซนๆ และทุกจุดเชื่อมต่อจะมีชายชุดดำยืนเฝ้าอยู่อย่างแน่นหนา
คินพาเธอมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานเลื่อนกระจกฝ้าที่เขียนป้ายตัวอักษรภาษาอังกฤษว่า โซนพักผ่อน' เขาแตะคีย์การ์ดปลดล็อก ประตูเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นพื้นที่ด้านในที่กว้างขวางกว่าที่คิด
มันคือโซนพักผ่อนขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยโซฟาหนังสีดำ ทีวีจอยักษ์ โต๊ะบิลเลียด และเคาน์เตอร์บาร์เครื่องดื่ม แสงไฟในโซนนี้สลัวกว่าด้านนอก ควันบุหรี่ลอยจางๆ อยู่ในอากาศ แม้จะมีระบบดูดควันทำงานอยู่ก็ตาม
และที่สำคัญที่สุด... ที่นี่เต็มไปด้วยผู้คน
นิรินชะงักฝีเท้าอยู่แค่หน้าประตู สัญชาตญาณเตือนภัยในหัวร้องลั่นเมื่อสายตาของเธอปะทะเข้ากับกลุ่มคนไข้ที่นั่งจับกลุ่มกันอยู่ตามมุมต่างๆ
ชายฉกรรจ์รอยสักเต็มตัวที่กำลังนั่งเล่นไพ่พลางสบถคำหยาบ ชายวัยกลางคนที่มีผ้าพันแผลพันรอบศีรษะและมีคราบเลือดซึมนั่งสูบบุหรี่อยู่ที่บาร์ บางคนมีเฝือกดามแขน บางคนนั่งขัดปืนกระบอกเล็กกึ่งเล่นกึ่งจริง ทุกคนในห้องนี้ล้วนแผ่รังสีความอันตรายและคาวเลือดออกมาอย่างปิดไม่มิด
นี่คือโลกใต้ดิน โลกของอาชญากรที่บาดเจ็บและไม่สามารถเดินเข้าโรงพยาบาลสว่างๆ ได้
"มัวยืนบื้อทำไม เดินเข้ามา"
เสียงทุ้มต่ำและคุ้นหูดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้อง นิรินสะดุ้งเล็กน้อย หันไปตามเสียงก่อนจะพบร่างสูงใหญ่ของอารัญนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาเดี่ยวตัวใหญ่ริมผนังกระจก
เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทตัวเก่ง แขนเสื้อพับขึ้นถึงศอกเผยให้เห็นนาฬิกาเรือนหรู บนตักมีแฟ้มประวัติคนไข้วางอยู่ สายตาคมกริบภายใต้แว่นตากรอบเงินตวัดมองมาที่เธออย่างประเมิน
นิรินกลืนน้ำลายเหนียวลงคอ เธอไม่กล้าสบตากับพวกผู้ชายหน้าตาน่ากลัวในห้องที่เริ่มหันมามองเธอเป็นตาเดียว หญิงสาวก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง แล้วรีบสาวเท้าเดินเข้าไปหาอารัญให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา อารัญก็ปิดแฟ้มในมือลงดังพับ
"นั่งลง" เขาพยักพเยิดหน้าไปยังโซฟาตัวยาวที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม
นิรินยอมทำตามอย่างว่าง่าย เธอทิ้งตัวลงนั่งหมิ่นๆ บนขอบโซฟา สองมือบีบเข้าหากันแน่นบนตัก พยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาอยากรู้อยากเห็นจากคนรอบข้าง
"ฉันให้คินพาเธอออกมาเดินยืดเส้นยืดสาย เพราะไม่อยากให้กล้ามเนื้อฝ่อจนกลายเป็นภาระในการรักษา" อารัญเริ่มต้นพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ท่าทางของเขาผ่อนคลายแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่กดข่มทุกคนในบริเวณนั้น "ตั้งแต่วันนี้ไป ในช่วงบ่ายเธอสามารถออกมานั่งในโซนนี้ได้ จำกัดเวลาแค่สองชั่วโมง"
"ขอบคุณค่ะ... คุณหมอ" นิรินตอบรับเสียงเบา
"แต่อย่าคิดว่าการที่ฉันอนุญาตให้ออกจากห้อง จะหมายความว่าเธอมีสิทธิพิเศษอะไร" อารัญเอนหลังพิงพนักโซฟา นัยน์ตาเยียบเย็นจ้องมองใบหน้าของเธอ "เธอคือนักโทษ คือสิ่งของขัดดอกที่ตระกูลหวังทิ้งไว้ ฉันอนุญาตให้เธอเดินหายใจอยู่ในคลินิกนี้ได้ ก็เพื่อรอเวลาที่สภามาเฟียจะตัดสินใจว่าจะเอายังไงกับชีวิตเธอ"
คำพูดของเขาตอกย้ำสถานะที่แท้จริงอย่างโหดร้าย นิรินเม้มริมฝีปากเบาๆ เธอรู้ดีอยู่แล้ว แค่เมื่อคืนเขาใจดีรักษาเธอ ไม่ได้แปลว่าความแค้นระหว่างเขาและพ่อของเธอจะหายไป
"หนูเข้าใจค่ะ" เธอตอบกลับโดยไม่เถียง
"เข้าใจก็ดี" อารัญลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โยนแฟ้มประวัติคนไข้ให้คินที่ยืนอยู่ด้านหลัง "ตามมา ฉันจะพาไปดูอะไรบางอย่าง จะได้รู้ไว้ว่าการเดินเพ่นพ่านในที่ของฉัน เธอต้องเจอกับอะไรบ้าง"
อารัญออกเดินนำหน้าไปทางโซนโต๊ะบิลเลียด นิรินไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากลุกขึ้นและเดินตามเขาไปติดๆ เธอไม่กล้าทิ้งระยะห่างมากนัก เพราะยิ่งเดินลึกเข้าไปในห้อง สายตาของผู้ชายหลายคนที่นั่งจับกลุ่มกันอยู่ก็ยิ่งจับจ้องมาที่เธออย่างเปิดเผย
สายตาพวกนั้นไม่ได้มองเธอด้วยความเคารพหรือเกรงใจ แต่มันคือสายตาของนักล่าที่กำลังประเมินเนื้อชิ้นใหม่ที่หลงเข้ามาในถ้ำเสือ
นิรินรู้สึกเหมือนตัวเองเปลือยเปล่าท่ามกลางฝูงหมาป่า เสื้อเชิ้ตตัวโคร่งไม่ได้ช่วยปกปิดความเปราะบางของเธอเลยสักนิด ขนอ่อนตามหลังคอของเธอลุกชัน หญิงสาวเผลอขยับเข้าไปใกล้แผ่นหลังกว้างของอารัญโดยสัญชาตญาณ อย่างน้อยรังสีความน่ากลัวของเขาก็เป็นสิ่งเดียวที่พอจะกันสายตาคุกคามเหล่านั้นออกไปได้บ้าง
อารัญหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะบิลเลียดที่กำลังมีชายฉกรรจ์สามคนแทงลูกคิวกันอยู่ หนึ่งในนั้นคือชายร่างกำยำที่มีรอยแผลเป็นทางยาวพาดผ่านคิ้วขวา เขาสวมเสื้อกล้ามสีดำรัดรูป เผยให้เห็นรอยสักรูปงูที่เลื้อยพันท่อนแขน
ชายคนนั้นหยุดชะงักเมื่อเห็นอารัญเดินเข้ามา เขาวางไม้คิวลงและค้อมศีรษะให้ศัลยแพทย์หนุ่มด้วยความเกรงใจ
"อ้าว หมอรัญ วันนี้ลงมาตรวจถึงข้างล่างเลยเหรอครับ"
ชายหนุ่มยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง ถอยห่างออกมาเพื่อดึงระยะห่างให้กลับมาเป็นปกติ"หยุดพูดเรื่องความตายไร้สาระนั่นได้แล้ว" เขาปรับน้ำเสียงให้กลับมาราบเรียบ "กินยาเสร็จแล้วก็ไปพักผ่อนซะ ตอนบ่ายฉันมีผ่าตัดคนไข้ข้างล่าง จะให้แม่บ้านขึ้นมาเก็บถาดอาหาร"พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินตรงไปยังประตูห้องนอน นิรินมองแผ่นหลังกว้างของเขากำลังจะเดินจากไป ความรู้สึกอึดอัดและไม่ปลอดภัยในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยทำให้เธอเผลอเรียกเขาเอาไว้อีกครั้ง"คุณหมอคะ..."
นิรินพยักหน้ารับรู้ เธอเพิ่งสังเกตว่าผ้าม่านในห้องนี้ถูกปิดทึบเกือบทั้งหมด เหลือเพียงช่องว่างเล็กๆ ให้แสงอาทิตย์ลอดเข้ามาได้บ้างเท่านั้น"และข้อสาม... ข้อนี้สำคัญที่สุด" อารัญเน้นเสียงหนัก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ "กินข้าว กินยา ให้ตรงเวลา และกินให้หมด ห้ามมีข้ออ้างว่ากลืนไม่ลง พะอืดพะอม หรืออะไรก็ตามแต่ ถ้าฉันเห็นข้าวเหลือในชามเกินสามคำ หรือเห็นยาถูกคายทิ้งไว้... ฉันจะใช้วิธีป้อนแบบเดิมบังคับให้เธอกลืนมันลงไปเอง"เมื่อนึกถึง 'วิธีป้อนแบบเดิม' ที่เขายัดเยียดรสชาติขมปร่าผ่านจูบที่ดุดันรุน
เธอก้มมองสำรวจตัวเอง ชุดคนไข้สีฟ้าถูกถอดออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ สิ่งที่ห่อหุ้มร่างกายบอบบางของเธออยู่ในตอนนี้คือเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำสนิทตัวโคร่ง เนื้อผ้าคอตตอนผสมซิลก์ลื่นมือ ทรงเสื้อที่ใหญ่เกินไปทำให้ชายเสื้อยาวลงมาคลุมถึงช่วงต้นขา แขนเสื้อที่ยาวรุ่มร่ามถูกพับขึ้นลวกๆ สองทบเพื่อให้พ้นข้อมือกลิ่นอายเฉพาะตัวที่ฝังอยู่ในเนื้อผ้า ทำให้เธอรู้ได้ทันทีว่านี่คือเสื้อของใครนพ. อารัญ ภักดีดำรงนิรินกำคอเสื้อเชิ้ตเข้าหากันแน่น ความทรงจำอันโหดร้ายเมื่อคืนย้อนกลับมาโจมตีจิตใจอีกครั้ง ภาพมือปืนในชุดบุรุษพยาบาล เข็มฉีดยาพิษ และคำสารภาพที่หลุดออกจากปากคนร้ายว่า ‘เฮียหวัง’ พี่ชายต่างแม่ของเธอเป็นคนจ้างวานมาฆ่าปิดปากความจริงข้อนั้นกรีดทึ้งความรู้สึกของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี เธอรู้ตัวว่าไม่เคยเป็นที่รัก แต่ไม่เคยคิดเลยว่าครอบครัวที่มีสายเลือดครึ่งหนึ่งเหมือนกัน จะทนเห็นเธอมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ไม่ได้จนต้องส่งคนมาปลิดชีพหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกดก้อนสะอื้นที่ตีตื้นขึ้นมาในลำคอให้จมลงไป เธอไม่มีน้ำตาจะไหลอีกแล้ว ร่างกายและจิตใจมันแห้งแล้งเกินก
“หยุดพูดจาไร้สาระเดี๋ยวนี้ นิริน” อารัญกดเสียงต่ำ ขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน“มันคือความจริงนี่คะ” นิรินเงยหน้าขึ้นมองเขาเป็นครั้งแรก นัยน์ตากลมโตที่พร่ามัวด้วยน้ำตาสะท้อนความรวดร้าวที่แสนสาหัส “ถ้าการมีรินอยู่มันทำให้พี่รัญเดือดร้อน ปล่อยรินไปเถอะค่ะ”ความโกรธที่อารัญพยายามระงับไว้ ปะทุขึ้นมาอีกครั้งเขาไม่ได้โกรธที่เธอต่อปากต่อคำ แต่เขาโกรธที่เธอด้อยค่าชีวิตของตัวเอง โกรธที่เธอยอมแพ้ต่อความบัดซบของครอบครัวตัวเองอย่าง
“เฮียหวังบอกว่า... การส่งตัวคุณนิรินมาให้หมอ มันเป็นแค่การซื้อเวลาของเจ้าสัว...” คนร้ายละล่ำละลักอธิบาย “แต่ถ้าสภามาเฟียรู้ว่าคุณนิรินมีชีวิตรอด และหมออาจจะใช้เธอเป็นข้อต่อรองเรียกร้องอะไรจากตระกูลหวังเพิ่มเติม... เฮียหวังไม่อยากรับภาระตรงนั้น... เลยสั่งให้ผมมาปิดปากเธอซะ ตายที่นี่ ก็โยนความผิดให้คลินิกหมอได้ด้วย...”ความจริงที่โสมมและเน่าเฟะของตระกูลหวังถูกตีแผ่ออกมาจนหมดเปลือกอารัญขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน เขาเคยคิดว่าเจ้าสัวหวังส่งลูกสาวมาเป็นหมากขัดดอกเพื่อให้เขาเชือดทิ้งเล่นๆ ก็ว่าเลวทรามแล้ว แต่การที่พี่ชายแท้ๆ ส่งมือปืนมาลอบฆ่าน้องสาวตัวเองเพื่อตัดรำคาญและหวังจะป้ายสีให้คลินิกของเขา มันเป็นการกระทำที่เกินกว่าคำว่าเดรัจฉานไปมากชายหนุ่มชักมีดผ่าตัดกลับ ยกเท้าออกจากหน้าอกของคนร้าย เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันไปพยักหน้าให้คินที่ยืนรอคำสั่งอยู่“ลากตัวมันลงไปที่ห้องใต้ดินชั้นสาม มัดมันไว้กับเก้าอี้” อารัญสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “รอจนกว่าฉันจะลงไปสะสางบัญชีกับมันด้วยตัวเอง”“รับทราบครับนาย&r
“ช่วยด้วย...” เสียงแหบพร่าพยายามจะเปล่งออกมาจากลำคอที่แห้งผาก นิรินรวบรวมพละกำลังที่เหลืออยู่พลิกตัวหงายขึ้น ยกมือขวาปัดท่อนแขนของบุรุษพยาบาลปลอมอย่างแรงจนปลายเข็มพลาดเป้าเฉี่ยวหลังมือเธอไปเพียงนิดเดียว“อยู่นิ่งๆ สิวะ!” ชายคนนั้นสบถเสียงต่ำลอดไรฟัน เขาไม่สนใจที่จะปิดบังเจตนาอีกต่อไป มือหนาคว้าเข้าที่ต้นแขนซ้ายของเธออย่างรุนแรง ออกแรงกดร่างบอบบางที่กำลังดิ้นรนให้จมลงกับฟูกนอน น้ำหนักตัวที่กดทับลงมาทำให้นิรินจุกจนแทบหายใจไม่ออก“ปล่อย! ปล่อยฉัน!” เธอพยายามดิ้นรน สองขาเตะถีบผ้าห่มจนหลุดลุ่ย มือบางจิกข่วนลงบนท่อนแขนของคนร้าย“ถ้ามึงยอมอยู่นิ่งๆ ยานี่จะทำให้มึงหลับไปสบายๆ ไม่ต้องทรมาน” คนร้ายขู่ตะคอก มือข้างที่ถือเข็มฉีดยาพยายามจะหาจังหวะแทงเข้าที่จุกน้ำเกลืออีกครั้ง “แต่ถ้ามึงดิ้น กูจะแทงเข้าคอหอยมึงแทน!”นิรินส่ายหน้าหลับตาปี๋ น้ำตาแห่งความหวาดกลัวไหลทะลักออกมา เธอไม่มีทางสู้แรงผู้ชายร่างใหญ่คนนี้ได้เลย เรี่ยวแรงที่เพิ่งฟื้นฟูจากการกินยาเริ่มเหือดหาย อาการแน่นหน้าอกตีตื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็วป







