Masukเขาไล่สายตามองสารรูปของนิรินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาประเมินค่า
"ลูกสาวเมียน้อยที่ไม่เคยมีตัวตนในสายตาครอบครัว ถูกเลี้ยงดูทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่มีปากมีเสียง ถูกส่งมาเป็นตัวแทนล้างหนี้เลือด... เธอคิดว่าพ่อของเธอส่งเธอมาที่นี่เพื่ออะไร ริน"
อารัญจงใจเรียกชื่อเล่นของเธอด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน เขาต้องการเห็นความพังทลายของลูกคุณหนูตระกูลมาเฟีย ต้องการเห็นเธอฟูมฟาย ร้องไห้ร้องห่ม ร้องขอความเมตตา หรือไม่ก็ด่าทอสาปแช่งพ่อตัวเองที่ส่งมาตาย
แต่นิรินกลับนั่งนิ่ง
ดวงตากลมโตที่เคยสั่นระริกด้วยความกลัวเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่าที่แสนเศร้า ริมฝีปากที่แห้งผากของเธอเม้มเข้าหากันแน่น ก่อนจะคลายออกช้าๆ
"หนูรู้ค่ะ" นิรินตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาของเธอสบกับดวงตาคมกริบหลังเลนส์แว่นโดยไม่หลบหลีก "หนูรู้ว่าคุณพ่อไม่ได้ส่งหนูมาเพื่อให้คุณหมอรักษา... ท่านส่งหนูมาตายแทน"
คำตอบของเธอทำให้อารัญคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
"หนูไม่มีค่าพอให้คุณพ่อมาไถ่ตัวหรอกค่ะ" นิรินพูดต่อ น้ำเสียงของเธอไม่ได้ประชดประชัน แต่มันคือการยอมรับความจริงที่เจ็บปวดมาตลอดทั้งชีวิต "ต่อให้คุณหมอจะฆ่าหนูทิ้ง หรือทรมานหนูจนตาย คุณพ่อก็จะไม่เสียใจ และจะไม่มีวันเอาอะไรมาแลกเพื่อชีวิตของหนู... การที่ท่านส่งหนูมา ก็แค่เพื่อซื้อเวลาให้ตัวเองหนีรอดไปได้นานขึ้นอีกนิดเท่านั้น"
อารัญมองผู้หญิงตรงหน้านิ่ง เขาเคยรักษาพวกมาเฟียมานับไม่ถ้วน เคยเห็นลูกหลานคนรวยร้องไห้กราบกรานขอชีวิตเมื่อรู้ว่าจะถูกฆ่าทิ้ง แต่ผู้หญิงบอบบางที่เพิ่งผ่านความเป็นความตายมาเมื่อคืน กลับนั่งพูดถึงความไร้ค่าของตัวเองด้วยท่าทีสงบงัน
ความสงบที่ดูเหมือนการยอมจำนนต่อโชคชะตาอย่างสมบูรณ์แบบ
และนั่นคือสิ่งที่ทำให้อารัญหงุดหงิด
เขาเกลียดคนอ่อนแอ เกลียดคนที่ยอมแพ้ต่อทุกสิ่งโดยไม่คิดจะต่อสู้ และเขาไม่เชื่อว่าลูกหลานของตระกูลหวังจะยอมรับความตายได้ง่ายดายขนาดนี้ มันต้องเป็นแค่การเสแสร้งเพื่อเรียกร้องความสงสาร
"ละครบทนี้พ่อเธอสอนมาดีนี่" อารัญแค่นยิ้ม "แกล้งทำตัวน่าสมเพช เพื่อให้ฉันใจอ่อนแล้วปล่อยเธอไปงั้นสิ"
"หนูไม่ได้แกล้งทำค่ะ" นิรินเถียงเสียงเบา
"งั้นมาดูกัน ว่าความอดทนของเธอจะเก่งเหมือนปากหรือเปล่า"
อารัญยื่นมือไปจับข้อมือซ้ายของนิรินข้างที่มีเข็มน้ำเกลือเจาะอยู่ นิรินสะดุ้งพยายามจะชักมือกลับ แต่ฝ่ามือใหญ่ของเขากุมข้อมือเธอไว้แน่นราวกีบคีมเหล็ก
เขาไม่ได้ใช้เครื่องมือแพทย์ ไม่ได้ใช้ยาพิษ เขาเพียงแค่วางนิ้วหัวแม่มือลงบนผิวเนื้อหลังมือของเธอ... ตรงตำแหน่งที่ต่ำกว่าปลายเข็มพลาสติกที่ฝังอยู่ในเส้นเลือดเพียงนิดเดียว
อารัญกดน้ำหนักนิ้วลงไปอย่างจงใจ
ความเจ็บปวดแล่นแปลบขึ้นมาตามท่อนแขนทันทีเมื่อปลายเข็มพลาสติกขยับเสียดสีกับผนังเส้นเลือดด้านใน นิรินเบิกตากว้าง ร่างกายของเธอเกร็งกระตุกตามสัญชาตญาณ ลมหายใจที่เพิ่งเข้าที่เข้าทางเริ่มขาดห้วงอีกครั้ง
"เจ็บไหม" อารัญถามเสียงเย็น น้ำหนักที่กดลงบนหลังมือไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
นิรินอยากจะกรีดร้อง อยากจะขอร้องให้เขาปล่อย แต่เมื่อเธอมองเข้าไปในแววตาของเขา เธอเห็นเพียงความท้าทายและการรอคอยที่จะได้เห็นเธอพังทลาย เขาต้องการให้เธอร้องไห้ ต้องการให้เธอคุกเข่าอ้อนวอนเหมือนที่เขาเชื่อว่าคนตระกูลหวังทุกคนเป็นพวกขี้ขลาด
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ฟันซี่เล็กกัดลงบนริมฝีปากล่างของตัวเองอย่างแรงเพื่อสกัดกั้นเสียงร้องที่กำลังจะหลุดรอดออกมา
ความเจ็บจากการถูกกดทับบริเวณเข็มน้ำเกลือทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนน้ำตาใสๆ เอ่อคลอขึ้นมาที่หน่วยตา แต่นิรินยังคงนั่งหลังตรง เธอไม่พยายามดึงมือออก ไม่พยายามสะบัดหนี และไม่ยอมเปล่งเสียงร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว
อารัญจ้องมองใบหน้าที่เริ่มบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวดของคนตรงหน้า คิ้วเข้มของเขาขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น ผู้หญิงคนนี้ตัวสั่นจนแทบจะนั่งไม่อยู่ เครื่องมอนิเตอร์ส่งเสียงเตือนอัตราการเต้นของหัวใจที่พุ่งสูงขึ้นทะลุร้อยครั้งต่อนาที แต่เธอกลับเลือกที่จะกัดปากตัวเองจนแน่น แทนที่จะร้องขอความเมตตาจากเขา
ฟันที่ขบลงบนเนื้ออ่อนของริมฝีปากแรงเกินไป ทำให้ผิวที่ซีดเซียวปริแตก หยดเลือดสีแดงสดซึมออกมาจากรอยแยกนั้น ไหลลงมาตามมุมปากของหญิงสาว
เลือดสีแดงหยดนั้นสะดุดตาอารัญอย่างจัง
เขาเป็นศัลยแพทย์ เห็นเลือดกระฉูดออกมาจากร่างคนไข้มานับไม่ถ้วน เลือดแค่นี้ไม่ควรทำให้เขารู้สึกอะไร แต่มันกลับทำให้ปลายนิ้วหัวแม่มือของเขาที่กำลังกดทับหลังมือของเธออยู่หยุดชะงัก
อารัญคลายแรงกดลงทันที ก่อนจะปล่อยมือจากข้อมือของนิรินราวกับสัมผัสถูกของร้อน
นิรินรีบชักมือกลับมากุมไว้ที่หน้าอกตัวเอง ร่างกายของเธอยังสั่นเทา ลมหายใจหอบถี่ติดขัด รสฝาดเฝื่อนของเลือดคละคลุ้งอยู่ในโพรงปาก แต่เธอก็ยังคงจ้องมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความดื้อดึง แม้จะมีหยาดน้ำตาเกาะพราวอยู่บนแพขนตาก็ตาม
ความเงียบโรยตัวปกคลุมห้องพักฟื้นสี่เหลี่ยม อารัญยืนล้วงกระเป๋ากางเกง มองหยดเลือดที่ริมฝีปากของนิรินด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก เขาตั้งใจจะสั่งสอนให้เธอรู้สถานะ ตั้งใจจะทำให้เธอหวาดกลัวจนหัวหด แต่ปฏิกิริยาตอบสนองของเธอผิดคาดไปหมด
ความอดทนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ร่างกายที่พังทลายนั้น... เป็นสิ่งที่เขาไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นจากคนของตระกูลหวัง
"จำความเจ็บปวดนี้ไว้"
เธอก้มมองสำรวจตัวเอง ชุดคนไข้สีฟ้าถูกถอดออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ สิ่งที่ห่อหุ้มร่างกายบอบบางของเธออยู่ในตอนนี้คือเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำสนิทตัวโคร่ง เนื้อผ้าคอตตอนผสมซิลก์ลื่นมือ ทรงเสื้อที่ใหญ่เกินไปทำให้ชายเสื้อยาวลงมาคลุมถึงช่วงต้นขา แขนเสื้อที่ยาวรุ่มร่ามถูกพับขึ้นลวกๆ สองทบเพื่อให้พ้นข้อมือกลิ่นอายเฉพาะตัวที่ฝังอยู่ในเนื้อผ้า ทำให้เธอรู้ได้ทันทีว่านี่คือเสื้อของใครนพ. อารัญ ภักดีดำรงนิรินกำคอเสื้อเชิ้ตเข้าหากันแน่น ความทรงจำอันโหดร้ายเมื่อคืนย้อนกลับมาโจมตีจิตใจอีกครั้ง ภาพมือปืนในชุดบุรุษพยาบาล เข็มฉีดยาพิษ และคำสารภาพที่หลุดออกจากปากคนร้ายว่า ‘เฮียหวัง’ พี่ชายต่างแม่ของเธอเป็นคนจ้างวานมาฆ่าปิดปากความจริงข้อนั้นกรีดทึ้งความรู้สึกของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี เธอรู้ตัวว่าไม่เคยเป็นที่รัก แต่ไม่เคยคิดเลยว่าครอบครัวที่มีสายเลือดครึ่งหนึ่งเหมือนกัน จะทนเห็นเธอมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ไม่ได้จนต้องส่งคนมาปลิดชีพหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกดก้อนสะอื้นที่ตีตื้นขึ้นมาในลำคอให้จมลงไป เธอไม่มีน้ำตาจะไหลอีกแล้ว ร่างกายและจิตใจมันแห้งแล้งเกินก
“หยุดพูดจาไร้สาระเดี๋ยวนี้ นิริน” อารัญกดเสียงต่ำ ขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน“มันคือความจริงนี่คะ” นิรินเงยหน้าขึ้นมองเขาเป็นครั้งแรก นัยน์ตากลมโตที่พร่ามัวด้วยน้ำตาสะท้อนความรวดร้าวที่แสนสาหัส “ถ้าการมีรินอยู่มันทำให้พี่รัญเดือดร้อน ปล่อยรินไปเถอะค่ะ”ความโกรธที่อารัญพยายามระงับไว้ ปะทุขึ้นมาอีกครั้งเขาไม่ได้โกรธที่เธอต่อปากต่อคำ แต่เขาโกรธที่เธอด้อยค่าชีวิตของตัวเอง โกรธที่เธอยอมแพ้ต่อความบัดซบของครอบครัวตัวเองอย่าง
“เฮียหวังบอกว่า... การส่งตัวคุณนิรินมาให้หมอ มันเป็นแค่การซื้อเวลาของเจ้าสัว...” คนร้ายละล่ำละลักอธิบาย “แต่ถ้าสภามาเฟียรู้ว่าคุณนิรินมีชีวิตรอด และหมออาจจะใช้เธอเป็นข้อต่อรองเรียกร้องอะไรจากตระกูลหวังเพิ่มเติม... เฮียหวังไม่อยากรับภาระตรงนั้น... เลยสั่งให้ผมมาปิดปากเธอซะ ตายที่นี่ ก็โยนความผิดให้คลินิกหมอได้ด้วย...”ความจริงที่โสมมและเน่าเฟะของตระกูลหวังถูกตีแผ่ออกมาจนหมดเปลือกอารัญขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน เขาเคยคิดว่าเจ้าสัวหวังส่งลูกสาวมาเป็นหมากขัดดอกเพื่อให้เขาเชือดทิ้งเล่นๆ ก็ว่าเลวทรามแล้ว แต่การที่พี่ชายแท้ๆ ส่งมือปืนมาลอบฆ่าน้องสาวตัวเองเพื่อตัดรำคาญและหวังจะป้ายสีให้คลินิกของเขา มันเป็นการกระทำที่เกินกว่าคำว่าเดรัจฉานไปมากชายหนุ่มชักมีดผ่าตัดกลับ ยกเท้าออกจากหน้าอกของคนร้าย เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันไปพยักหน้าให้คินที่ยืนรอคำสั่งอยู่“ลากตัวมันลงไปที่ห้องใต้ดินชั้นสาม มัดมันไว้กับเก้าอี้” อารัญสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “รอจนกว่าฉันจะลงไปสะสางบัญชีกับมันด้วยตัวเอง”“รับทราบครับนาย&r
“ช่วยด้วย...” เสียงแหบพร่าพยายามจะเปล่งออกมาจากลำคอที่แห้งผาก นิรินรวบรวมพละกำลังที่เหลืออยู่พลิกตัวหงายขึ้น ยกมือขวาปัดท่อนแขนของบุรุษพยาบาลปลอมอย่างแรงจนปลายเข็มพลาดเป้าเฉี่ยวหลังมือเธอไปเพียงนิดเดียว“อยู่นิ่งๆ สิวะ!” ชายคนนั้นสบถเสียงต่ำลอดไรฟัน เขาไม่สนใจที่จะปิดบังเจตนาอีกต่อไป มือหนาคว้าเข้าที่ต้นแขนซ้ายของเธออย่างรุนแรง ออกแรงกดร่างบอบบางที่กำลังดิ้นรนให้จมลงกับฟูกนอน น้ำหนักตัวที่กดทับลงมาทำให้นิรินจุกจนแทบหายใจไม่ออก“ปล่อย! ปล่อยฉัน!” เธอพยายามดิ้นรน สองขาเตะถีบผ้าห่มจนหลุดลุ่ย มือบางจิกข่วนลงบนท่อนแขนของคนร้าย“ถ้ามึงยอมอยู่นิ่งๆ ยานี่จะทำให้มึงหลับไปสบายๆ ไม่ต้องทรมาน” คนร้ายขู่ตะคอก มือข้างที่ถือเข็มฉีดยาพยายามจะหาจังหวะแทงเข้าที่จุกน้ำเกลืออีกครั้ง “แต่ถ้ามึงดิ้น กูจะแทงเข้าคอหอยมึงแทน!”นิรินส่ายหน้าหลับตาปี๋ น้ำตาแห่งความหวาดกลัวไหลทะลักออกมา เธอไม่มีทางสู้แรงผู้ชายร่างใหญ่คนนี้ได้เลย เรี่ยวแรงที่เพิ่งฟื้นฟูจากการกินยาเริ่มเหือดหาย อาการแน่นหน้าอกตีตื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็วป
คำถามที่แทงตรงใจทำให้นิรินสะดุ้ง เธอเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อซ่อนความสั่นไหว ความสับสนตีรวนอยู่ในอก ผู้ชายคนนี้คือคนที่จับเธอขังไว้ในห้องนี้ คือคนที่ขู่จะหักขาเธอถ้าคิดหนี แต่เขากลับเป็นคนเดียวที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความรู้สึกที่ไม่ใช่ความหวาดกลัว"หนู... เกลียดคุณหมอ" เธอเค้นเสียงตอบออกไปอย่างยากลำบาก มันเป็นคำด่าทอที่ไร้เรี่ยวแรงที่สุดเท่าที่เธอเคยพูดมาอารัญไม่ได้สะทกสะท้านกับคำเกลียดชังนั้น เขาปล่อยมือจากข้อมือของเธออย่างเชื่องช้า ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง จัดคอเสื้อเชิ้ตสีเทาของตัวเองให้เข้าที่ ก่อนจะขยับแว่นตาบนสันจมูกด้วยท่าทีสุขุมเยือกเย็นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเขาปรายตามองแก้วน้ำอุ่นที่ว่างเปล่าและกระดาษทิชชูที่เปื้อนยาเม็ดแรก ก่อนจะตวัดสายตากลับมาที่ใบหน้าของนักโทษวีไอพีบนเตียงอีกครั้งการพังทลายกำแพงทางร่างกายครั้งนี้ เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการสั่งสอนให้เธอรู้ว่า อำนาจการควบคุมทั้งหมดในห้องนี้เป็นของเขา ไม่ว่าเธอจะดื้อดึงแค่ไหน ลมหายใจและจังหวะการเต้นของหัวใจของเธอ ก็ต้องเดินตามเกมที่เขาวางไว้เท่านั้นชายหนุ่มหมุนตัวเดินตรงไปยังประ
"คุณหมอ... อื้อ!"เสียงประท้วงของนิรินถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่ออารัญทาบทับริมฝีปากหยักลึกของเขาลงบนริมฝีปากอิ่มของเธออย่างรุนแรงและเอาแต่ใจสัมผัสนั้นไม่ได้นุ่มนวลหรืออ่อนหวาน มันคือการบุกรุกที่เต็มไปด้วยอำนาจและการลงโทษ อารัญใช้กลีบปากของเขาบดเบียดริมฝีปากของเธอ บังคับให้ขากรรไกรที่ปิดสนิทต้องอ้าออก นิรินพยายามขัดขืน สองมือเล็กยกขึ้นทุบลงบนท่อนแขนและบ่ากว้างของเขา แต่พละกำลังของเธอเทียบไม่ได้เลยกับศัลยแพทย์ร่างใหญ่เมื่อริมฝีปากของเธอเปิดออก อารัญก็สอดแทรกปลายลิ้นร้อนชื้นเข้าไปในโพรงปากของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว เขาผลักดันเม็ดยาสีขาวและน้ำอุ่นที่อมไว้ ส่งผ่านจากปากของเขาเข้าสู่ปากของเธอโดยตรงรสชาติขมปร่าของยาแผ่ซ่านขึ้นมาทันที แต่มันถูกผสมปนเปไปกับรสชาติของกาแฟดำเอสเปรสโซที่ติดอยู่บนปลายลิ้นของอารัญ กลิ่นมินต์อ่อนๆ จากลมหายใจของเขาปะทะเข้ากับโสตประสาทของนิริน สร้างความปั่นป่วนในช่องท้องอย่างรุนแรงนิรินตาเบิกโพลง ร่างกายแข็งทื่อ สติสัมปชัญญะหลุดลอยไปชั่วขณะ เธอพยายามจะดันตัวออกเพื่อบ้วนยาทิ้ง แต่อารัญรู้ทัน เขาเลื่อนมืออีกข้างขึ้นมาบีบปลายคางของเธอไว้







