LOGIN“สองวัน” อารัญเริ่มต้นบทสนทนาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กดดัน “นั่นคือเวลาที่เธอเอาแต่นั่งอมทุกข์และเทข้าวของคลินิกฉันทิ้งลงถังขยะ”
“หนู... หนูไม่ได้ตั้งใจทิ้งค่ะ” นิรินตอบเสียงเบาหวิว พยายามหลบสายตาดุดันคู่นั้น “หนูแค่... ทานไม่ลง”
“กินไม่ลง หรือกำลังหาทางตายเพื่อหนีความรับผิดชอบ” อารัญสาวเท้าเข้ามาประชิดขอบเตียง “ฉันเคยบอกเธอไปแล้วริน ว่าชีวิตเธอเป็นของฉัน หนี้ที่พ่อเธอสร้างไว้ยังไม่ได้รับการชำระแม้แต่สตางค์เดียว เธอไม่มีสิทธิ์มาอดข้าวตายในถิ่นของฉัน”
“หนูไม่ได้ประท้วงนะคะ” นิรินเงยหน้าขึ้นเถียง ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว “หนูกลืนมันไม่ลงจริงๆ แค่ได้กลิ่นก็คลื่นไส้แล้ว ร่างกายหนูมันไม่รับ...”
“ข้ออ้างของคนอ่อนแอ”
อารัญตอกกลับทันที เขาเกลียดคำว่าทำไม่ได้ เกลียดการยอมจำนนต่อสภาพร่างกาย ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบชามซุปไก่ที่ยังร้อนกรุ่นขึ้นมา ถือช้อนสเตนเลสไว้ในมืออีกข้าง
“ลงมานั่งดีๆ” เขาสั่ง
นิรินส่ายหน้าช้าๆ ขยับตัวหนีไปชิดหัวเตียงยิ่งกว่าเดิม “หนูขอเวลาอีกนิดนะคะ เดี๋ยวหนูจะพยายามฝืนกินเอง คุณหมอวางไว้เถอะค่ะ”
“ฉันสั่งให้ลงมานั่งดีๆ อย่าให้ฉันต้องใช้กำลังกับคนป่วย” น้ำเสียงของอารัญลดต่ำลงในระดับอันตราย
ความดื้อดึงของนิรินบวกกับความหงุดหงิดที่สะสมมาทำให้อารัญหมดความอดทน เขาวางชามซุปลงบนรถเข็น แล้วยื่นมือใหญ่ไปคว้าข้อเท้าของหญิงสาวที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่ม ออกแรงกระชากเพียงนิดเดียว ร่างบอบบางก็ไถลครูดมาตามเบาะนอนจนมาหยุดอยู่ที่ขอบเตียงตรงหน้าเขา
“โอ๊ย!” นิรินอุทานด้วยความตกใจและเจ็บจากการถูกลากเสียดสีกับที่นอน เธอพยายามจะถอยกลับ แต่อารัญใช้มือซ้ายยึดต้นแขนเธอไว้แน่น ส่วนมือขวาคว้าชามซุปขึ้นมาอีกครั้ง
“ในเมื่อปากบอกว่ากินเองไม่ลง ฉันก็จะสงเคราะห์ป้อนให้” อารัญพูดลอดไรฟัน “อ้าปาก”
“ไม่เอาค่ะ... หนูคลื่นไส้ ปล่อยหนู...” นิรินยกมือขึ้นดันแผงอกกว้างของเขา พยายามเบือนหน้าหนีช้อนที่จ่อเข้ามาใกล้
แต่แรงของผู้หญิงที่อดอาหารมาสองวันไม่มีทางต้านทานศัลยแพทย์ร่างใหญ่ได้ อารัญใช้ความรวดเร็วและพละกำลังที่เหนือกว่า บีบปลายนิ้วลงบนสันกรามของเธอ บังคับให้ขากรรไกรเปิดออกเหมือนที่เคยทำตอนสอดท่อช่วยหายใจ เพียงแต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ทำเพื่อกู้ชีพ เขาทำเพื่อปราบพยศ
นิรินเบิกตากว้างเมื่อถูกบังคับให้เชิดหน้าขึ้น ช้อนสเตนเลสที่ตักซุปไก่ร้อนๆ ถูกยัดเข้ามาในโพรงปากของเธออย่างหยาบกระด้าง
“กลืนลงไป” อารัญสั่งเสียงเหี้ยม
รสชาติเข้มข้นของซุปและกลิ่นมันไก่ตีตื้นขึ้นมาแตะโคนลิ้น กระเพาะอาหารที่หดเกร็งอยู่แล้วต่อต้านสิ่งแปลกปลอมอย่างรุนแรง นิรินพยายามจะบ้วนทิ้ง แต่อารัญยกมือขึ้นปิดริมฝีปากของเธอไว้ บังคับให้เธอต้องกลืนน้ำซุปนั้นลงคอไป
ของเหลวร้อนๆ ไหลผ่านหลอดลมลงสู่กระเพาะ ทันทีที่มันตกลงไปถึง ร่างกายของเธอก็เกิดปฏิกิริยาต่อต้านขั้นสุด
นิรินเบิกตากว้าง มือที่เคยดันอกเขาเปลี่ยนเป็นจิกกำเสื้อเชิ้ตสีดำของเขาไว้แน่น ร่างกายของเธอกระตุกอย่างแรง อารัญเห็นท่าไม่ดีจึงยอมปล่อยมือจากปลายคางของเธอ
พริบตาเดียวที่ได้รับอิสระ นิรินสำลักออกมาอย่างรุนแรง
อึก... แหวะ!
ของเหลวที่เพิ่งถูกบังคับให้กลืนลงไป ถูกขย้อนออกมาพร้อมกับน้ำย่อยในกระเพาะ มันพุ่งรดลงบนหน้าอกเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทของอารัญอย่างจัง คราบซุปและเศษอาหารเปรอะเปื้อนตั้งแต่ช่วงคอเสื้อลงมาจนถึงหน้าท้องของชายหนุ่ม
เสียงหอบหายใจและเสียงไอโขลกของนิรินดังสะท้อนไปทั่วห้อง เธอตัวงอเป็นกุ้ง สองมือกุมท้องตัวเองไว้แน่น น้ำตาแห่งความทรมานไหลทะลักออกมาอาบแก้ม
อารัญยืนนิ่งอึ้ง ชามซุปในมือเอียงจนน้ำซุปหกเลอะพื้น กลิ่นเหม็นเปรี้ยวของอาเจียนคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เขาหลุบตามองเสื้อเชิ้ตราคาแพงของตัวเองที่เปียกชุ่มไปด้วยคราบสกปรก เส้นเลือดตรงขมับของเขาปูดโปน อารมณ์โกรธพุ่งทะลุขีดจำกัด สัญชาตญาณดิบเถื่อนที่ฝังอยู่ในสายเลือดมาเฟียถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการถูกหยามหยัน
ชายหนุ่มโยนชามทิ้งลงบนรถเข็น เขายกมือขวาขึ้นสูง ง้างมือเตรียมจะตบลงบนใบหน้าซีดเซียวที่บังอาจพ่นของสกปรกใส่เขา
นิรินเห็นเงามือนั้นเงื้อขึ้นเหนือหัว สัญชาตญาณความกลัวทำให้เธอไม่แม้แต่จะคิดหนี หญิงสาวหดตัวจนเล็กลีบ หลับตาปี๋ สองมือที่สั่นเทาอย่างหนักยกขึ้นพนมประกบกันไว้ระดับอก เป็นท่าทีของการยอมแพ้และการร้องขอชีวิตที่ออกมาจากก้นบึ้งของความหวาดกลัว
“หนูขอโทษ... ฮึก... หนูขอโทษค่ะ... อย่าทำหนู...”
เสียงของเธอสั่นสะท้านและขาดห้วง น้ำตาเม็ดโตไหลรินออกจากหางตาที่ปิดสนิท ร่างกายบอบบางสั่นระริกเหมือนใบไม้ที่ถูกพายุพัดกระหน่ำ เธอไม่ได้ส่งเสียงร้องโวยวาย ไม่ได้สู้กลับ เธอเพียงแค่พนมมือไหว้อย่างคนไร้ทางสู้ กลืนกินความผิดพลาดของตัวเองเงียบๆ
ฝ่ามือใหญ่ที่กำลังจะฟาดลงมา... หยุดชะงักค้างอยู่กลางอากาศ
อารัญมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เหมือนถูกของแข็งกระแทกเข้าที่กลางอก ความโกรธที่เคยเดือดดาลดับวูบลงราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด
“หยุดพูดจาไร้สาระเดี๋ยวนี้ นิริน” อารัญกดเสียงต่ำ ขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน“มันคือความจริงนี่คะ” นิรินเงยหน้าขึ้นมองเขาเป็นครั้งแรก นัยน์ตากลมโตที่พร่ามัวด้วยน้ำตาสะท้อนความรวดร้าวที่แสนสาหัส “ถ้าการมีรินอยู่มันทำให้พี่รัญเดือดร้อน ปล่อยรินไปเถอะค่ะ”ความโกรธที่อารัญพยายามระงับไว้ ปะทุขึ้นมาอีกครั้งเขาไม่ได้โกรธที่เธอต่อปากต่อคำ แต่เขาโกรธที่เธอด้อยค่าชีวิตของตัวเอง โกรธที่เธอยอมแพ้ต่อความบัดซบของครอบครัวตัวเองอย่าง
“เฮียหวังบอกว่า... การส่งตัวคุณนิรินมาให้หมอ มันเป็นแค่การซื้อเวลาของเจ้าสัว...” คนร้ายละล่ำละลักอธิบาย “แต่ถ้าสภามาเฟียรู้ว่าคุณนิรินมีชีวิตรอด และหมออาจจะใช้เธอเป็นข้อต่อรองเรียกร้องอะไรจากตระกูลหวังเพิ่มเติม... เฮียหวังไม่อยากรับภาระตรงนั้น... เลยสั่งให้ผมมาปิดปากเธอซะ ตายที่นี่ ก็โยนความผิดให้คลินิกหมอได้ด้วย...”ความจริงที่โสมมและเน่าเฟะของตระกูลหวังถูกตีแผ่ออกมาจนหมดเปลือกอารัญขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน เขาเคยคิดว่าเจ้าสัวหวังส่งลูกสาวมาเป็นหมากขัดดอกเพื่อให้เขาเชือดทิ้งเล่นๆ ก็ว่าเลวทรามแล้ว แต่การที่พี่ชายแท้ๆ ส่งมือปืนมาลอบฆ่าน้องสาวตัวเองเพื่อตัดรำคาญและหวังจะป้ายสีให้คลินิกของเขา มันเป็นการกระทำที่เกินกว่าคำว่าเดรัจฉานไปมากชายหนุ่มชักมีดผ่าตัดกลับ ยกเท้าออกจากหน้าอกของคนร้าย เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หันไปพยักหน้าให้คินที่ยืนรอคำสั่งอยู่“ลากตัวมันลงไปที่ห้องใต้ดินชั้นสาม มัดมันไว้กับเก้าอี้” อารัญสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “รอจนกว่าฉันจะลงไปสะสางบัญชีกับมันด้วยตัวเอง”“รับทราบครับนาย&r
“ช่วยด้วย...” เสียงแหบพร่าพยายามจะเปล่งออกมาจากลำคอที่แห้งผาก นิรินรวบรวมพละกำลังที่เหลืออยู่พลิกตัวหงายขึ้น ยกมือขวาปัดท่อนแขนของบุรุษพยาบาลปลอมอย่างแรงจนปลายเข็มพลาดเป้าเฉี่ยวหลังมือเธอไปเพียงนิดเดียว“อยู่นิ่งๆ สิวะ!” ชายคนนั้นสบถเสียงต่ำลอดไรฟัน เขาไม่สนใจที่จะปิดบังเจตนาอีกต่อไป มือหนาคว้าเข้าที่ต้นแขนซ้ายของเธออย่างรุนแรง ออกแรงกดร่างบอบบางที่กำลังดิ้นรนให้จมลงกับฟูกนอน น้ำหนักตัวที่กดทับลงมาทำให้นิรินจุกจนแทบหายใจไม่ออก“ปล่อย! ปล่อยฉัน!” เธอพยายามดิ้นรน สองขาเตะถีบผ้าห่มจนหลุดลุ่ย มือบางจิกข่วนลงบนท่อนแขนของคนร้าย“ถ้ามึงยอมอยู่นิ่งๆ ยานี่จะทำให้มึงหลับไปสบายๆ ไม่ต้องทรมาน” คนร้ายขู่ตะคอก มือข้างที่ถือเข็มฉีดยาพยายามจะหาจังหวะแทงเข้าที่จุกน้ำเกลืออีกครั้ง “แต่ถ้ามึงดิ้น กูจะแทงเข้าคอหอยมึงแทน!”นิรินส่ายหน้าหลับตาปี๋ น้ำตาแห่งความหวาดกลัวไหลทะลักออกมา เธอไม่มีทางสู้แรงผู้ชายร่างใหญ่คนนี้ได้เลย เรี่ยวแรงที่เพิ่งฟื้นฟูจากการกินยาเริ่มเหือดหาย อาการแน่นหน้าอกตีตื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็วป
คำถามที่แทงตรงใจทำให้นิรินสะดุ้ง เธอเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อซ่อนความสั่นไหว ความสับสนตีรวนอยู่ในอก ผู้ชายคนนี้คือคนที่จับเธอขังไว้ในห้องนี้ คือคนที่ขู่จะหักขาเธอถ้าคิดหนี แต่เขากลับเป็นคนเดียวที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความรู้สึกที่ไม่ใช่ความหวาดกลัว"หนู... เกลียดคุณหมอ" เธอเค้นเสียงตอบออกไปอย่างยากลำบาก มันเป็นคำด่าทอที่ไร้เรี่ยวแรงที่สุดเท่าที่เธอเคยพูดมาอารัญไม่ได้สะทกสะท้านกับคำเกลียดชังนั้น เขาปล่อยมือจากข้อมือของเธออย่างเชื่องช้า ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง จัดคอเสื้อเชิ้ตสีเทาของตัวเองให้เข้าที่ ก่อนจะขยับแว่นตาบนสันจมูกด้วยท่าทีสุขุมเยือกเย็นราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเขาปรายตามองแก้วน้ำอุ่นที่ว่างเปล่าและกระดาษทิชชูที่เปื้อนยาเม็ดแรก ก่อนจะตวัดสายตากลับมาที่ใบหน้าของนักโทษวีไอพีบนเตียงอีกครั้งการพังทลายกำแพงทางร่างกายครั้งนี้ เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการสั่งสอนให้เธอรู้ว่า อำนาจการควบคุมทั้งหมดในห้องนี้เป็นของเขา ไม่ว่าเธอจะดื้อดึงแค่ไหน ลมหายใจและจังหวะการเต้นของหัวใจของเธอ ก็ต้องเดินตามเกมที่เขาวางไว้เท่านั้นชายหนุ่มหมุนตัวเดินตรงไปยังประ
"คุณหมอ... อื้อ!"เสียงประท้วงของนิรินถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่ออารัญทาบทับริมฝีปากหยักลึกของเขาลงบนริมฝีปากอิ่มของเธออย่างรุนแรงและเอาแต่ใจสัมผัสนั้นไม่ได้นุ่มนวลหรืออ่อนหวาน มันคือการบุกรุกที่เต็มไปด้วยอำนาจและการลงโทษ อารัญใช้กลีบปากของเขาบดเบียดริมฝีปากของเธอ บังคับให้ขากรรไกรที่ปิดสนิทต้องอ้าออก นิรินพยายามขัดขืน สองมือเล็กยกขึ้นทุบลงบนท่อนแขนและบ่ากว้างของเขา แต่พละกำลังของเธอเทียบไม่ได้เลยกับศัลยแพทย์ร่างใหญ่เมื่อริมฝีปากของเธอเปิดออก อารัญก็สอดแทรกปลายลิ้นร้อนชื้นเข้าไปในโพรงปากของหญิงสาวอย่างรวดเร็ว เขาผลักดันเม็ดยาสีขาวและน้ำอุ่นที่อมไว้ ส่งผ่านจากปากของเขาเข้าสู่ปากของเธอโดยตรงรสชาติขมปร่าของยาแผ่ซ่านขึ้นมาทันที แต่มันถูกผสมปนเปไปกับรสชาติของกาแฟดำเอสเปรสโซที่ติดอยู่บนปลายลิ้นของอารัญ กลิ่นมินต์อ่อนๆ จากลมหายใจของเขาปะทะเข้ากับโสตประสาทของนิริน สร้างความปั่นป่วนในช่องท้องอย่างรุนแรงนิรินตาเบิกโพลง ร่างกายแข็งทื่อ สติสัมปชัญญะหลุดลอยไปชั่วขณะ เธอพยายามจะดันตัวออกเพื่อบ้วนยาทิ้ง แต่อารัญรู้ทัน เขาเลื่อนมืออีกข้างขึ้นมาบีบปลายคางของเธอไว้
"ยานี้เป็นแบบยาชนิดปลดปล่อยตัวยาช้า ออกฤทธิ์ปลดปล่อยตัวยาช้าๆ" อารัญตอบกลับทันควัน นัยน์ตาหลังเลนส์แว่นตวัดมองใบหน้าซีดเซียวของคนบนเตียง "ถ้าหัก หยาบ หรือบด ตัวยาจะทะลักเข้ากระแสเลือดรวดเดียวเกินขนาด เธอรับผลข้างเคียงของมันไม่ไหวหรอก ริน"นิรินรับฟังคำอธิบายทางการแพทย์ด้วยความจนใจ เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกลืนมันลงไปทั้งเม็ด หญิงสาวเอื้อมมือไปกดปุ่มเรียกพยาบาลที่หัวเตียง หมายจะขอพยาบาลให้เอายาเม็ดใหม่และน้ำอุ่นมาให้แต่อารัญกลับยื่นมือมาจับข้อมือของเธอไว้ก่อนที่ปลายนิ้วของเธอจะทันได้สัมผัสปุ่ม







