LOGINครั้งหนึ่งเฉินอวี้ในวัย 4 ขวบปีพลัดตกลงไปในสระบัวของบ้านใหญ่สกุลเฉิน และกว่าเฉินจางหย่งและข้ารับใช้จะงมตัวเด็กชายขึ้นมาจากสระได้ เฉินอวี้ก็ไม่รู้สึกตัวแล้วหากนับวันดูจะพบว่าวันที่เกิดเหตุคือ 9 เดือนก่อนองค์ชายไป๋เหลียนฮวาจะประสูติพอดีบ้านสกุลเฉินนั้นแม้จะมีผู้พักอาศัยอยู่หลายคนตั้งแต่คนในตระกูลไปจนถึงคนงานภายใน แต่เพราะบ้านมีเนื้อที่มาก และคนในตระกูลที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้แก่ผู้เฒ่า บ้านจึงเงียบเหงาไม่ใคร่มีสีสันนักใหญ่เกินไป กว้างเกินไป และเงียบเกินไปตั้งแต่เยี่ยอี้เฉินย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ ก็เห็นบ้านหลังนี้จะมีสีสันอยู่เพียงยามที่น้องชายคนเล็กของเฉินจางหย่งยังอยู่ และยามหลี่ถงฮว่ามาอาศัย แต่ก็เพียงช่วงสั้น ๆ นั้นเท่านั้น เพราะแค่สองคนนั้นก้าวเท้าออกนอกประตูบ้านไป ทุกอย่างก็กลับมาเงียบเหงาเช่นเดิมจนกระทั่งเฉินอวี้เกิดมานั่นเล่าที่บ้านสกุลเฉินคึกครื้นขึ้นอีกครั้งเฉินอวี้ในวัยเด็กซุกซนมาก สมัยยังเดินไม่ได้ก็คลานไปทั่วบ้าน บางครั้งเยี่ยอี้เฉินนึกว่ากล่อมบุตรหลับสำเร็จแล้วจึงผละจากทารกในเปลไปเก็บของเล่นที่
หากให้เฉินจางหย่งกล่าวถึงช่วงเวลาที่ตนมีความสุขที่สุดในชีวิต ขุนพลสูงวัยท่านนี้คงกล่าวถึงเพียงสามเหตุการณ์ในชีวิตตนเท่านั้น เหตุการณ์ที่หนึ่งคือวันวิวาห์ระหว่างเขาและเยี่ยอี้เฉิน เหตุการณ์ที่สองวันที่เฉินอวี้เกิดมา และเหตุการณ์ที่สาม...คือช่วงเวลาที่เยี่ยอี้เฉินตั้งท้องเฉินอวี้วันที่เยี่ยอี้เฉินทราบว่าตนท้องเฉินอวี้เขายังตื่นขึ้นตอนเช้ามืดในอ้อมแขนของเฉินจางหย่ง ยังกินอาหารเช้าได้เช่นทุกวัน และสนทนากับคนในบ้านตามปกติไม่มีอาการคลื่นเหียน อ่อนเพลีย หรืออยากอาหารใดเป็นพิเศษ กล่าวคือไม่มีสิ่งใดบ่งบอกถึงการมีอยู่ของชีวิตใหม่ในกายสักอย่าง จนกระทั่งเขาออกจากบ้านสกุลเฉินไปยังสำนักแพทย์หลวงซึ่งเป็นสถานที่ทำงานนั่นเล่าจึงทราบสำนักแพทย์หลวงไป๋เป็นทั้งสถานศึกษาของแพทย์ฝึกหัด และแหล่งผลิตยาสมุนไพรสำคัญของแคว้น เยี่ยอี้เฉินเป็นหมอยาของสำนักแพทย์หลวง หน้าที่สำคัญมีสองอย่าง หากไม่อยู่เวรเป็นแพทย์จ่ายยาให้ประชาชนก็ผลัดไปทำหน้าที่ปรุงยาตามที่คลังของสำนักแพทย์หลวงต้องการวันนั้นช่วงสายมีดอกบัวเกวียนหนึ่งมาส่งที่สำนักแพทย์หลวง แคว้นไป๋ใช้ดอกบัวทำหลายอย
วันที่นางก้าวออกจากวังหลวง ใบหน้านางยังประดับรอยยิ้มอ่อนหวาน อยากจะตรัสรั้งไว้ แต่ได้เพียงนั่งทอดพระเนตรจากบนบัลลังก์ทั้งหทัยร้าวราน จนกระทั่งเวลาผ่านไปเป็นปีจนราชบุตรและพระธิดาเติบใหญ่ จนองค์ชายในพระสนมไป๋มีพระชนมายุได้ 10 พรรษา แล้วเกิดเหตุลอบปลงพระชนม์ในแคว้นไป๋นั่นแลที่พระองค์ได้พบนางอีกครั้งเป็นหยางไท่ซานที่บาดเจ็บซมซานไปจนถึงบ้านนางเมื่อคู่กันแล้ว ย่อมไม่ยอมแคล้วคลาดกันไปไหนตลอดระยะเวลาที่หยางไท่ซานประทับอยู่กับนาง หลี่ถงฮว่าขอให้เยี่ยอี้เฉินและเฉินจางหย่งไม่มาที่บ้านตน นางสรรหาเหตุผลต่าง ๆ นานามาใช้ทั้งที่ฟังขึ้นและที่ฟังไม่ขึ้นจนเยี่ยอี้เฉินใจเสียคิดว่านางรังเกียจรำคาญตน ส่งจดหมายไปรบเร้าขอคำตอบว่าตนกระทำสิ่งใดผิดแก่นางหรือไม่ และนางต้องส่งจดหมายมาขอโทษที่ทำให้เข้าใจผิดนางเล่าว่าแท้จริงที่ไม่อยากให้พวกเขามาเยือน เพราะที่บ้านนางมีกวางป่าบาดเจ็บอยู่ตัวหนึ่ง กำลังพักรักษาตัวอยู่ในระยะบ้าน นางเกรงว่ามันจะตื่นคนแล้วเตลิดจนเกิดอันตราย และแค่นางอธิบายเยี่ยอี้เฉินจากจันทร์หม่นแสงก็กลายเป็นกระจ่างฟ้า คลายเศร้าใน
“ฉันจะไม่ดื่มหนักขนาดนี้อีกแล้ว” อีเจ๊พูดขณะใช้ตะเกียบคีบอาหารเข้าปากอย่างอ่อนแรง แล้วเขาในสภาพเดียวกันก็ตอบหล่อนกลับไปว่า “ครั้งที่แล้วเจ๊ก็พูดแบบนี้” พวกเขานั่งพักดมเครื่องหอมกันครึ่งวันก็หันมาสนใจแผนการเอาตัวรอดที่ได้มา มันไม่มีอะไรมาก เป็นแค่แบบแปลนของบ้านหลังหนึ่งพร้อมข้อมูลสถานที่ตั้งของบ้านโดยละเอียด ระดับที่มีการเขียนบรรณานุกรมของเอกสารที่นำมาใช้อ้างอิงกำกับไว้เสียด้วยใช่ พวกเขาวางแผนจะออกไปสร้างบ้านไว้อยู่กันสักหลัง บ้านที่ต้องสร้างเสร็จก่อนสงครามจะเริ่ม ต้องตั้งอยู่ในจุดที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามมากนัก และต้องมีช่องทางทำมาหากินด้วย บ้านที่พวกเขาจะใช้หนีไปอยู่เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังจบสงครามและในบรรดาข้อมูลที่อันวาร์และรจนาใช้อ้างอิงในการหาทำเลสร้างบ้านก็มีข้อมูลที่ตั้งของบ้านในเขตชายแดนของหลี่ถงฮว่าอยู่ด้วยครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อครั้งที่หอสมุดหลวงยังมีเพียงเขา หลี่ถงฮว่า และไป๋หวังเยี่ยน หลี่ถงฮว่าเคยบอกเขาว่า หากโลกของพวกเขาเป็นหนังสือนิยาย นางคงเป็นเพียงตัวประกอบตัวหนึ่งในนั้น...
เป็นดรุณีผู้อ่อนหวานนางหนึ่ง ทั้งใบหน้าอมยิ้มสุขุม นัยน์ตากลมโตสุกใส ผมน้ำตาลเข้มแสกกลางยาวถึงกลางหลังจัดทรงธรรมดาน่ามอง และอาภรณ์สีเขียวน้ำทะเลปักดิ้นทองทับเสื้อขาวดูสะอาดตาก่อนหลี่ถงฮว่าจะเดินทางกลับมาถึงแคว้นไป๋ มีจดหมายฉบับหนึ่งส่งมาถึงบ้านสกุลเฉิน เป็นกระดาษอย่างดีจากแคว้นหยางที่เนื้อความเขียนอย่างวิจิตรบรรจง จ่าหน้าถึงสหายรักที่มิได้เห็นหน้าค่าตามายาวนาน และเพียงเปิดอ่าน เพียงเห็นชื่อของผู้ส่ง โลกอันทึมเทาของเยี่ยอี้เฉินก็คล้ายมีแสงตะวันอ่อนหวานอาบชโลมหลี่ถงฮว่ากำลังจะกลับมาสายนั้นที่เยี่ยอี้เฉินได้รับจดหมายจากนาง ชายหนุ่มไม่ต่างจากดอกไม้เหี่ยวเฉาได้รับแสงชีวี หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะคล้ายได้กลับไปเป็นเด็กหนุ่มแพทย์ฝึกหัดในวันวานอีกครั้ง เขาเปิดอ่านจดหมายอย่างรวดเร็วซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับพยายามจะจดจำทุกพยางค์ประโยคที่นางเขียน ก่อนจะรีบใช้เหยี่ยวส่งสาสน์ไปหาเฉินจางหย่งถึงที่ลานฝึกของกองทัพ ตื่นเต้นดีใจจนทุกอักษรในสาสน์ด่วนฉบับน้อยโย้ไปเย้มาและเมื่อเฉินจางหย่งกลับมาถึงบ้าน สิ่งที่รอรับเขาอยู่ก็คือรอยยิ้มที่งดงามที่สุดของสามี
WARNING-มีการกล่าวถึงการแท้งบุตรก่อนจะมีเฉินอวี้ เยี่ยอี้เฉินและเฉินจางหย่งเสียบุตรไปสามคน บุตรคนแรกของพวกเขาหลุดจากครรภ์ของเยี่ยอี้เฉินไปก่อนที่ชายหนุ่มจะรู้ตัวเสียด้วยซ้ำว่าตนท้องวันนั้นเฉินจางหย่งจำได้ดีไม่ต่างจากครั้งแรกที่พบเยี่ยอี้เฉินที่หอสมุดหลวง เขาและเยี่ยอี้เฉินเพิ่งแต่งงานกันได้ปีเศษ เยี่ยอี้เฉินอายุยี่สิบสี่ย่างเข้ายี่สิบห้า ส่วนเขายี่สิบหก พวกเขากำลังเดินชมสวนยามเช้าด้วยกันเช่นทุกวันที่อากาศดีตอนที่เยี่ยอี้เฉินปวดท้องอย่างรุนแรงจนหมดสติเสียหลักเขารับร่างของเยี่ยอี้เฉินไว้ ก่อนจะส่งบ่าวรับใช้ไปตามแพทย์มาที่บ้านเป็นการด่วน ขณะตนใช้วิชาตัวเบาพาอีกคนไปที่เตียง โลกเชื่องช้าจนเขารู้สึกว่าทุกย่างก้าวของตนช่างอืดอาดหนักอึ้ง และกว่าเขาจะเห็นว่าเยี่ยอี้เฉินมีเลือดออกมาตลอดทางที่อุ้มวิ่งก็ยามส่งอีกคนถึงมือหมอแล้วเลือดแดงหยดตามพื้นไม้แต่เยี่ยอี้เฉินไม่มีบาดแผล ซึ่งหากอีกคนมี...เลือดออกขนาดนี้แผลย่อมไม่เล็กซึ่งเขาต้องเห็นแล้วแต่นี่...และเพียงนึกได้ทั้งกายของเฉินจางหย่งก็รู้สึกราวถูกสาปให้กลายเป็นหินห้องนอนที่เพิ่งลุกจากก
เพราะร่างกายของชาวยุทธ์มีอุณหภูมิสูงกว่าคนปกติกระมัง ยามอากาศหนาวเย็นจนเกินทานทน พระองค์จึงมักขอมือนางไปจับไว้เพื่อคลายหนาวเมื่อครั้งพระชนมายุได้ 11 ชันษา หยางซิงอีเคยถูกพระสนมไป๋หวังเยี่ยนลักพาตัวไปนานราวเจ็ดวันทันทีที่ทราบผลการสืบสวนจากซูมู่ถง เฉินฝู่
เคยไปขอเนื้อคู่ แต่เหมือนเทพเจ้าเข้าใจสารที่ส่งไปผิดรึเปล่ารจนา คือ กรณีตัวอย่างของสถานการณ์นั้น แล้วหล่อนก็มั่นใจว่า ตัวเองน่าจะเป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุดด้วย เลวร้ายมาก ๆ!รจนา มัลลเวศน์ (มัน-ละ-เวด) เป็นสาวไทยเชื้อสายจีนผู้ไปขอเนื้อคู่กับศาลเจ้าชื่อดังในฮ่องกง แต่ดันพลัดตกทะเล ขณะไปปาร์ตี้งานแต่ง
ความเปลี่ยนแปลงขององค์ชายเจ็ดเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ อย่างสีฉลองพระองค์ ที่ก่อนเคยมีให้ผู้คนเห็นเพียง 2 สี แต่หลังจากตื่นมาความจำเสื่อมก็กลายเป็น 7 สีที่เปลี่ยนไปทุกวันและใส่วนซ้ำทุก 7 วันจนคนในวังหลวงต่างก็เห็นตรงกันว่า องค์ชายเจ็ดวิปลาสไปเสียแล้วนาย อันวาร์ วราหะ (อายุ 26 ปี
ราชสำนักและยุทธภพอาจแยกกัน แต่ไม่เคยแยกจากกันโดยสิ้นเชิง อันที่จริงออกจะพึ่งพาอาศัยกันเสียด้วยซ้ำ เพราะยามใดที่ประเทศชาติต้องการยอดฝีมือหรือราชสำนักขาดกำลังคน ชาวยุทธ์ก็มักจะเป็นคนกลุ่มแรกที่พวกเขาเรียกหา กลับกัน ชาวยุทธ์เองก็ได้ประโยชน์มากมายจากราชสำนัก ทั้งการสนับสนุนด้านเงินทอง โอกาสทางอาชีพกา
![What is a divorce? [Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





![[แบตเตอรี่ที่สมบูรณ์แบบระดับ SS]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
