Masukเมื่อพันไมล์เดินจากไปอัมรานก็เดินตรงไปยังกระโจมที่พักของตนเอง ใจก็หวนคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเขาและเธอ นัยน์ตาของเขาเป็นประกาย เมื่อนึกย้อนไปถึงสัมผัสกอดรัดแนบชิดระหว่างกัน อะไรในตัวพันไมล์ทำให้การควบคุมตัวเองที่ฝึกฝนมาอย่างดีของเขาพังทลาย รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะขยายกว้างเป็นเสียงหัวเราะ เมื่อย้อนคิดไปถึงคำขู่สุดท้ายของหญิงสาว
ขู่จะตัดไอ้นั่นของเขา...คงจะมีแต่พันไมล์คนเดียวเท่านั้นแหละที่กล้าทำเช่นนี้!
ความคิดของอัมรานต้องหยุดลงเพียงแค่นั้น เมื่อยะห์ซินเดินเข้ามาภายในกระโจมของเขา เพื่อมารายงานความคืบหน้า
"พวกมันหนีไปหมดแล้วครับ" ยะห์ซินรายงาน "ผมให้ลูกน้องตรวจเช็คดูรอบๆ บริเวณนั้น แต่ก็ไม่พบอะไรครับ"
"ร่องรอยที่หลงเหลือยู่น้อยมาก น่าจะเป็นพวกมืออาชีพ" องครักษ์กล่าวเสริม
“พวกนั้นมันก็เป็นแค่นักฆ่าที่ถูกจ้างวานมาอีกที”
ชีคหนุ่มมิได้กังวลเรื่องที่จับตัวคนลอบทำร้ายเขาไม่ได้ แต่กังวลว่าการเดินทางมาในครั้งนี้ของเขาจะไม่ใช่ความลับ ท่านอาน่าจะเริ่มรู้ระแคะระคายถึงเหตุผลแท้จริง ที่ทำให้เขาต้องออกเดินทางมาในครั้งนี้
“ท่านชีคคิดว่าเป็นฝีมือของพวกไหนครับ”
“ถ้าเดาไม่ผิดท่านอาน่าจะเป็นคนบงการเรื่องนี้”
“แล้วเราจะจัดการอย่างไรต่อครับท่านชีค”
“เราคิดไว้แล้ว..." อัมรานบอกแผนการทั้งหมดให้ยะห์ซินฟัง โดยเน้นว่าเรื่องนี้จะช้าไม่ได้เด็ดขาด
"ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่ท่านชีควางไว้ พรุ่งนี้บ่ายพวกเราคงถึงซาเนีย”
“ใช่...คืนนี้เราเหนื่อยกันมามากแล้ว นายไปพักผ่อนเถอะยะห์ซิน เพราะพรุ่งนี้เราต้องออกเดินทางกันแต่เช้า"
แต่ยะห์ซินยังคงเป็นกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนหัวค่ำ เขารู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้านายหนุ่มและอาคันตุกะสาว จนเป็นเหตุให้เขาถึงกับต้องเอ่ยปาก
“เหตุการณ์ในคืนนี้ทำให้รู้ว่า ท่านชีคตกเป็นเป้าสังหารของพวกมัน แม้ครั้งนี้พวกมันจะล้มเหลว แต่ผมเชื่อว่าพวกมันจะต้องกลับมาอีกแน่ ท่านชีคต้องระวังตัวนะครับ"
“เรื่องนั้นฉันรู้ยะห์ซิน ต่อไปจะระวังตัวให้มากขึ้น พอใจไหม!" อัมรานตอบเสียงขรึมแต่สีหน้าระบายยิ้ม
ยะห์ซินพยักหน้า สีหน้าคลายกังวลที่เจ้านายหนุ่มเข้าใจถึงความห่วงใยของเขา
“สำหรับเรื่องการลอบทำร้ายท่านชีค พวกผมจะพยายามสืบรู้ให้ได้ว่า นักฆ่าที่ส่งมาเป็นกลุ่มไหน ใครก็ตามที่มันกล้าลอบทำร้ายชีคอัมราน เราจะไม่ปล่อยให้พวกมันลอยนวลครับ”
“ได้เรื่องอย่างไรก็มารายงานด้วยแล้วกัน ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วนายไปพักเถอะ เราเองก็อยากพักผ่อนเหมือนกัน”
ยะห์ซินลุกขึ้นทำความเคารพชีคอัมราน ก่อนจะเดินออกไปจากกระโจมที่พักของผู้เป็นนาย
“บัดซบ!”
ฮาร์มาลคำรามก้อง หลังได้ยินลูกน้องคนสนิทรายงาน ถึงความล้มเหลวของการลอบสังหารหลานชายของตนเอง
“เจ้าคนไร้ประโยชน์” ฮาร์มาลปาที่ทับกระดาษใส่หน้าดีนาส จนเลือดออกมาเป็นทาง
“ท่านอัมรานฝีมือไม่ใช่ย่อย...แถมยัง...”
“ไร้ฝีมือ! แล้วยังจะมีหน้ามาแก้ตัว” ฮาร์มาลด่า
“คนที่ผมคัดไป ล้วนเป็นมือหนึ่งทั้งนั้น แต่ชีคอัมรานเหมือนจะรู้ว่าถูกสะกดรอยถึงได้ระวังตัวตลอดเวลา และยังผู้หญิงคนนั้นอีกครับ”
“ผู้หญิง อย่าบอกนะว่า ที่เจ้าพลาดครั้งนี้เพราะผู้หญิงคนหนึ่ง” ฮาร์มาลคำราม
ดีนาสคุกเข่า “ขอโอกาสผมอีกครั้งนะครับ คราวนี้ผมจะจัดคนลงไปให้มากกว่าเดิม จะไม่ยอมให้ชีคอัมรานได้มีลมหายใจและกลับมาที่บารัซทันคืนวันบุหลันโซฮาอย่างเด็ดขาด”
"คิดจะฆ่าอัมรานตอนนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลานตัวดีของข้าคงจะรู้ตัวและป้องกันเต็มที่"
"ถ้าเช่นนั้นท่านคิดจะทำอะไรครับ"
“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องรู้...” ฮาร์มาลตอบด้วยสีหน้าเหี้ยมโหด ดวงตาของเขาวาวโรจน์
“ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง...แค่ครั้งเดียวเท่านั้นนะ ถ้าเจ้ายังขืนทำพลาดอีกก็อย่าหาว่าข้าใจร้ายละกัน” เน้นคำคำรามเสียงต่ำ
“ครับ...ผมจะรีบไปจัดการทุกอย่างตามคำสั่งของท่านเดี๋ยวนี้เลยครับ”
ผู้สำเร็จราชการของบารัซยืนมองลูกน้องเดินจากไป เขาไม่ได้รู้สึกผิดสักนิดที่สั่งการลงไปเช่นนั้น เพราะอำนาจมันไม่เข้าใครออกใคร และเป็นสิ่งหอมหวานที่ใครต่างก็อยากได้ไว้ในครอบครอง แม้ทุกวันนี้อำนาจในการสั่งการโดยส่วนใหญ่จะตกอยู่ในมือของเขาแล้ว แต่เขาก็ยังไม่พอใจ ตราบใดที่อัมรานยังมีชีวิตอยู่เขาก็ยังต้องคอยระแวงว่า หลานชายจะกลับมาทวงอำนาจที่อยู่ในมือของเขากลับคืนไปเมื่อไร วิธีเดียวที่จะทำให้เขาวางใจได้ในเรื่องนี้ก็คืออัมรานจะต้องหมดสิ้นลมหายใจเท่านั้น
“อัมรานข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้ามีลมหายใจ เพื่อกลับมาเป็นเสี้ยนหนามตำใจข้าอีกต่อไป สิ้นเจ้าสักคนทุกอย่างก็จะตกเป็นของข้าอย่างสมบูรณ์ และอย่าหวังว่าจะมีโอกาสหาสร้อยเส้นนั้นพบ”
ฮาร์มาลเอ่ยพร้อมกับหัวเราะเสียงดังกึกก้อง เขาวาดฝันถึงวันที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งชีคผู้นำคนใหม่แห่งบารัซ ที่ทุกคนต่างก็ต้องให้ความเคารพยำเกรง และตั้งตารอที่จะให้วันนั้นมาถึงโดยเร็ว
เช้าวันต่อมาอัมรานพาคณะออกเดินทางมุ่งหน้าตรงไปยังซาเนีย โดยอาศัยการล่าจิ้งจอกทะเลทรายเป็นข้ออ้างบังหน้า แม้จะทำให้การเดินทางช้าลงกว่าปกติ แต่ก็เป็นไปตามแผนของเขา
พันไมล์ได้มีโอกาสเปิดหูเปิดตา ดูวิธีการไล่ล่าจิ้งจอกทะเลทรายของชาวบารัซ หญิงสาวรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ทุกคนจะขี่ม้าไล่ต้อนพวกมันไปยังทิศทางที่คิดไว้ จากนั้นก็จะใช้ปืนรมยาสลบยิง
“พวกมันน่ารักกันจังเลยค่ะ” เธอมองจิ้งจอกหลายสิบตัวที่ถูกจับไว้อยู่ในกรง โดยมีทีมสัตวแพทย์ทำเครื่องหมายติดไว้ที่ตัวพวกมัน เพื่อจัดเก็บจำนวนจิ้งจอกทะเลทรายเหล่านี้ไว้เป็นสถิติ ก่อนจะปล่อยมันคืนสู่ธรรมชาติในเวลาต่อมา
“ตอนแรก...ที่ฉันรู้ว่าจะได้มาล่าจิ้งจอกก็ตื่นเต้นนะคะ แต่พอคิดว่าต้องใช้ปืนยิงสัตว์พวกนี้ก็นึกสงสาร” พันไมล์บอกยะห์ซินและจาบริน
“สมัยก่อนก็ใช้ปืนจริงครับ ปัจจุบันก็มีพวกที่ชอบลอบล่าจิ้งจอกพวกนี้เหมือนกัน แต่ท่านชีคมีคำสั่งให้อนุรักษ์สัตว์พวกนี้ไว้ ทุกปีเราจึงออกมาทำเครื่องหมายและจดสถิติไว้ครับ”
พันไมล์เหลือบมองชีคหนุ่ม พลันสายตาเธอก็ประสานเข้ากับดวงตาคมเข้มของชีคอัมราน หัวใจที่เคยสงบนิ่งก็เต้นผิดจังหวะขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ และเมื่อเขาควบม้าวนผ่านตัวเธอไป เธอจึงรู้ว่าตัวเองได้กลั้นหายใจไว้
“บ้าจริง...” หญิงสาวเผลอบ่นออกมาด้วยความหงุดหงิดตัวเอง
“สัตว์พวกนี้ไม่มีเชื้อบ้าหรอกครับ เพราะเราฉีดยากันไว้ทุกปี” จาบรินเอ่ย
พันไมล์ทำหน้าไม่ถูก ที่อีกฝ่ายเข้าใจผิดไปคนละทิศคนละทาง สุดท้ายก็ได้แต่พยักหน้าเห็นด้วยกับจาบริน โดยพยายามดึงสมาธิให้กลับมาอยู่ที่การสนทนา ซึ่งการไล่ล่าจิ้งจอกเป็นเช่นนี้จนกระทั่งบ่ายจัด อัมรานจึงสั่งให้ตั้งกระโจมอีกครั้ง และสั่งให้ทุกคนพักได้
หลังจากพาลูกๆ เข้านอนแล้ว พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองอีกครั้ง เธอพบว่าสามีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ “แม่ตัวยุ่งหลับแล้วหรือพาย” “สิ้นฤทธิ์ไปแล้วค่ะ วันนี้ซนจนหมดแรง แถมยังเจอเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ ก็เลยหลับไวกว่าทุกวัน” พันไมล์ตอบพร้อมกับเดินไปช่วยเช็ดผมให้เขาด้วยความตั้งใจ ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ “เชอรีนทั้งซนและดื้อเหมือนใครนะ” พันไมล์ตวัดตาคมค้อนสามีที่เขากระเซ้าเย้าแหย่เธอ ก่อนจะเอ่ยแย้ง “ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะพ่ออย่างคุณให้ท้ายมากกว่าค่ะ ฉันว่าทาซัสและมัสซาร์ดูจะเรียบร้อย ไม่ซนและดื้อมากเท่าเชอรีน เพราะคุณรักและตามใจเชอรีนมากเกินไป ลูกถึงได้ใจอยากทำอะไรก็ทำ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้นำบารัซ เขากุมมือเรียวบางของภรรยาขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวกลับไปสวมกอดเธอไว้ พันไมล์สวมกอดเขาไว้เช่นกัน เธอแนบหน้าซุกแผงอกล่ำสัน เพราะอายเกินกว่าจะกล้าสบตาแพรวพราวคู่นั้น อัมรานกอดกระชับร่างบางในอ้อมแขน จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของเธอตามแต่ใจปรารถนา พร้อมกับกร
“นอกจากแม่จะลิบอาวุธของลูกแล้ว ลูกยังต้องคัดลายมือ ก-ฮ หนึ่งร้อยจบ โดยห้ามมิให้ใครช่วยเด็ดขาด และจะออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะคัดเสร็จ” “หนูต้องโดนกักบริเวณด้วยเหรอคะ” “จะพูดแบบนั้นก็ได้” ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูเชอรีนชื่นชอบการออกไปวิ่งเล่นซุกซนกลางแจ้ง มากกว่าที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อถูกมารดาสั่งกักบริเวณ แม่หนูน้อยก็หันไปสบตาบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ “พ่อคะ” อัมรานไม่ยอมสบตาลูก เพราะถ้าเขาสบตาเป็นต้องยอมแพ้แม่หนูน้อยเชอรีนแน่ และคงอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดขอร้องภรรยาให้ลดหย่อนโทษให้บุตรสาว ที่สำคัญเขาเห็นด้วยกับพันไมล์ในการทำโทษเชอรีนในครั้งนี้ ลูกจะได้หลาบจำและไม่กล้าทำอะไรเช่นนี้อีก เชอรีนจำต้องยอมรับบทลงโทษของมารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกล่าวคำขอโทษทหารองค์รักษ์ทุกคนที่เธอยิงลูกแก้วใส่ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยสวาททั้งสามคนของบิดาด้วย แต่ในเมื่อยังไม่ได้กลับไปที่จัสตินพาเลซ เธอจึงทำได้แค่กล่าวคำขอโทษคุณอาทั้งสาม “ขอโทษนะคะที่เชอรีนยิงลูกแก้วใส่พวกคุณอา เชอรีนแค่อยากรู้ว่าอาวุธที่ลุง
“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท” “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที “พ่อจ๋า” อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่ หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้ “โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไปก่อเรื่องอะไรไว
“หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง “ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ” “คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย “ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน” ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ “พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา” “ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน” ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...” “ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” “ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่” ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกแ
“ดีค่ะ ไล่ออกให้หมด....” พันไมล์โต้ตอบกลับไป เมื่อเดินตามมาสมทบ “ไล่ฉันออกด้วยนะคะ” เธอบอกพร้อมตวัดสายตาคมมองผู้เป็นสามีอย่างกล่าวหา “พาย!” อัมรานเรียก เดินเร็วเข้าไปหา ดึงมือเล็กมากุมไว้อย่างเอาใจ “ใครจะกล้าไล่คุณออกกันเล่า....แต่พวกนี้สิบังอาจทำเชอรีนหาย มันน่าถูกไล่ออกให้หมด” “ใครทำเชอรีนหายคะ” เธอย้อนถามเสียงเย็น คราวนี้ชีคหนุ่มเริ่มจะรู้ถึงความผิดปกติ เพราะแม้พันไมล์จะเป็นมารดาที่เข้มงวด แต่ก็รักลูกสาวสุดหัวใจเช่นกัน “อ้าว...” ชีคหนุ่มมีอาการงุนงง “ก็มีคนไปแจ้งผมว่าเชอรีนหายตัวไป ไม่ใช่ถูกลักพาตัวไปหรอกหรือ” เขาถาม กวาดสายตามองทุกคนในห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน “ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่” ชีคหนุ่มเอ่ยถามโดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าถามใคร พันไมล์ตวัดตาคมค้อนให้อีกรอบ “จะอะไรซะอีกล่ะคะ นอกเสียจากหลบหนีความผิดของตัวเอง” “ความผิด!!” อัมรานย้อนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ตัดสินใจลากตัวสามีไปดูผลงานของเชอรี
หลังจากพันไมล์ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นวีไอพี สองหนุ่มสาวต่างก็ถกเถียงกันถึงเรื่องของลูก แต่เป็นการถกเถียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข “คุณคอยดูนะ ฉันจะฝึกฝนให้ลูกของเรา เก่งทางด้านการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนฉัน” “ไม่ได้เด็ดขาด คุณควรเลี้ยงให้ลูกเติบโต เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารักสิถึงจะถูก รู้ไหมว่าผู้ชายเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เก่งกล้าเกินตัว” “ไม่ชอบแบบนี้จริงหรือคะ” อัมรานหัวเราะ ขยี้ศีรษะยุ่งๆ โยกไปมา “ไม่จริง!...” เขาปฏิเสธเสียงจริงจัง จนคนฟังยิ้มแก้มปริ ก่อนจะมาหงิกงอเมื่อเขาพูดต่อด้วย “มันช่วยไม่ได้หลงผิดไปแล้ว จะให้กลับตัวกลับใจตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องปล่อยเลยตามเลย” พันไมล์ฟังแล้วทั้งฉุนทั้งขำ มือบางจึงแจกขนมตุ้บตั้บไปหลายที “โอ๊ย! ทำไมชอบซ้อมสามีอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ช้ำในตายกันพอดี” พันไมล์ค้อนขวับ กับความช่างพูดเกินจริงของอีกฝ่าย “อย่ามาเฉไฉ...จากนี้ไปคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงซะใหม่ เพราะผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณ







