Masuk
เช้าวันต่อมาเมื่อพันไมล์ทำธุระส่วนตัวเสร็จ เธอก็รีบเดินตรงไปที่กระโจมของชีคอัมราน เพื่อสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับอาการของเขา ทันทีที่ก้าวเข้าไปภายในกระโจมก็ได้ยินเสียงโวยวายของคนเจ็บดังก้องไปทั่ว
นอกจากน้ำเสียงที่แสดงถึงความหงุดหงิดแล้ว อัมรานยังพยายามที่จะลุกขึ้นนั่งทั้งที่วาคิมขอร้องให้เขานอนลง เพราะยังไม่อยากให้เขาเคลื่อนไหวร่างกายในตอนนี้ ด้วยเกรงว่าเลือดจะไหลออกมาจากบาดแผลอีก ทำให้มีการยื้อยุดกันเกิดขึ้น คนเจ็บโมโหที่ไม่ได้ดังใจถึงกับออกคำสั่ง
“ปล่อยเราเดี๋ยวนี้นะวาคิม!”
“ปล่อยไม่ได้ครับ ท่านชีคยังไม่ควรเคลื่อนไหวตอนนี้นะครับ”
"เราบาดเจ็บไม่เท่าไร...พวกนายก็กล้าขัดคำสั่งแล้วหรือ" เขาถามเสียงเครียดขรึม พร้อมกับไอเบาๆ อันเนื่องมาจากความเจ็บ
วาคิมถอนหายใจ ก่อนจะพูดชี้แจงเหตุผลให้เจ้านายหนุ่มที่แสนจะดื้อรั้นฟัง
"ผมพูดเพราะผมเป็นห่วงท่านชีคนะครับ แม้กระสุนจะไม่โดนจุดสำคัญ แต่เมื่อคืนท่านชีคเสียเลือดไปมาก หากรีบเคลื่อนไหวแผลจะเปิดและเลือดจะไหลออกมาอีกนะครับ" วาคิมอธิบาย
"เราแค่อยากไปดูพวกที่ยะห์ซินจับตัวกลับมา...แค่นี้ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไร"
"เรื่องนั้นยะห์ซินกำลังจัดการอยู่ครับ อีกสักครู่คงมารายงาน" หมอหนุ่มบอก "เวลานี้ท่านชีคควรพัก ส่วนเรื่องอื่นเดี๋ยวพวกผมจะจัดการเอง"
เมื่อหมอยืนกรานแข็งขันชีคหนุ่มจึงมีท่าทีอ่อนลง
ร่างสูงใหญ่ล้มตัวนอนตามเดิม
แม้ปกติอัมรานจะเป็นคนสุขภาพแข็งแรง แต่โดนยิงคราวนี้มีผลทำให้เขาอ่อนเพลียไปมากพอสมควร ชายหนุ่มจึงนอนหลับตานิ่งๆ
“คุณหมอพูดถูก...คุณควรนอนพักให้มากๆ ร่างกายจะได้ฟื้นตัว" พันไมล์พูดขึ้นพร้อมกับเดินมาหยุดข้างตัวชีคหนุ่ม
อัมรานลืมตามองดวงหน้าเล็กที่บัดนี้ซีดเซียวเพราะอดนอนนิ่งโดยไม่โต้ตอบอะไร
"เมื่อคืนคุณถูกยิงและเสียเลือดมาก..." คำพูดที่เหลือแผ่วหวิวหายไปในลำคอ
ความรู้สึกผิดฉายชัดในแววตาเธอ อัมรานรับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของเธอได้อย่างชัดเจน
"ใช่ครับ" วาคิมเสริม "ผมบอกจนปากจะถึงหูท่านชีคก็ไม่ฟัง"
อัมรานขึงตามองลูกน้องคนสนิท ปากได้รูปเม้มแน่น
"สงสัยนายจะว่างมากเกินไป ถึงได้มีเวลามาพูดมากขนาดนี้"
วาคิมหัวเราะ "คุณพายครับผมฝากดูแลท่านชีคด้วยนะครับ"
หมอหนุ่มพูดอย่างรู้หน้าที่ดี เขาขอตัวออกไปดูคนร้ายที่ถูกจับมาได้
"เราให้เวลาพวกนายครึ่งชั่วโมง ถ้าไม่ได้เรื่องอะไรเราจะไปจัดการเอง" อัมรานสั่ง
วาคิมยิ้มโค้งทำความเคารพแล้วเดินจากไป
"เอ่อ...เดี๋ยวค่ะคุณหมอ" พันไมล์เรียกไว้
แต่หมอหนุ่มทำเหมือนไม่ได้ยิน เร่งฝีเท้าเดินจากไปโดยเร็ว
เมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพัง พันไมล์รู้สึกประหม่าและวางตัวไม่ถูก ทันใดนั้นเองเธอก็ได้ยินชีคอัมรานพูดอะไรบางอย่าง แต่ได้ยินไม่ถนัดก็เลยเอ่ยถาม
“อะไรนะคะ”
"ผมหิวน้ำ..." ปากบอกหิวน้ำแต่ตาจ้องเธอเขม็ง
พันไมล์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ยอมเดินไปรินน้ำมายื่นส่งให้เขา อัมรานยื่นมือออกไปรับ ด้วยความที่เจ็บแผลทำให้เขาถือแก้วน้ำได้ไม่มั่นคงนัก และพยายามที่จะชันตัวลุกขึ้นแต่ก็ทำได้ไม่ถนัด พันไมล์เห็นเช่นนั้นก็อดรนทนไม่ไหวต้องก้าวเข้าไปช่วยประคอง เพื่อให้เขาดื่มน้ำได้สะดวกขึ้น
มือที่ประคองแก้วน้ำของพันไมล์สั่นน้อยๆ เมื่อสายตาประสานเข้ากับดวงตาคมกล้า เธอไม่อาจต้านทานสายตาคมที่เพ่งมองมาแบบนั้นได้จริงๆ แม้ยามปกติเธอจะมีเพื่อนผู้ชายหลายคน ทว่าไม่มีใครที่มองเธออย่างนี้มาก่อน มันคล้ายกับสามารถมองลึกไปถึงก้นบึ้งของหัวใจเธอ ชวนให้ใจเต้นไม่เป็นส่ำ หายใจไม่เป็นจังหวะ รู้สึกอึดอัดอย่างไรบอกไม่ถูก ปกติเธอเป็นคนปากไวพูดจาฉะฉานแต่บัดนี้กลับไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดตรงไหนดี ในที่สุดเมื่อทนไม่ไหวจึงจำต้องเป็นฝ่ายทำลายความน่าอึดอัดที่กำลังก่อตัวขึ้น ด้วยการถามเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของเขา
“อาการของคุณเป็นอย่างไรบ้างคะ ยังเจ็บแผลอยู่หรือเปล่า”
อัมรานไม่ได้ตอบคำถามของเธอ แต่เลือกที่จะพูดบางสิ่งบางอย่างแทน
“คุณรู้ตัวไหมพันไมล์ว่าคุณเป็นตัวปัญหา ที่มักจะสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นอยู่เสมอ”
เสียงเข้มที่ออกจากปากของผู้นำบารัซนั้น นอกจากจะฟังเหมือนเป็นคำตำหนิเธอแล้ว ยังฟังดูเย็นชาจนเธอรู้สึกตกใจ พันไมล์เบือนหลบสายตาเขา เหมือนเด็กที่หลบสายตาผู้ใหญ่ ยามเมื่อตัวเองทำผิด
“จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเมื่อคืนผมตามไปช่วยคุณไว้ไม่ทัน คุณไม่เคยฟังคำเตือนของคนอื่น และมักจะคิดว่าตัวเองเก่งอยู่เสมอ”
“เมื่อคืนฉันบังเอิญได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ก็เลยเดินไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น และฉันก็เห็นสองพี่น้องกำลังถูกรังแก คุณจะให้ฉันทนนิ่งเฉยอยู่ได้ยังไงละคะ”
แม้เธอจะกลัวเขา แต่ก็ยังทำใจกล้าเถียงออกไป แต่มันกลับยิ่งทำให้เรื่องราวยิ่งเลวร้ายมากขึ้น
“บังเอิญ! ถ้าสมองคุณยังดีอยู่ละก็ คุณต้องรู้ว่าจุดที่เกิดเหตุห่างจากค่ายพักของเรา แต่ที่คุณได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ก็เพราะคุณหลบหนีออกไปเที่ยวเล่นเพียงลำพัง โดยไม่ฟังคำเตือนของคนอื่น จนเกือบโดนไอ้อันธพาลพวกนั้นมันฆ่าข่มขืน”
พันไมล์เม้มปากแน่น “ฉันรู้ค่ะว่าฉันผิดที่ไม่เชื่อคำเตือนของพวกคุณ จนเป็นเหตุให้คุณต้องได้รับบาดเจ็บ”
“เพราะคุณมันดื้อ ดื้อและอวดเก่ง คิดว่าตัวเองแน่ แต่สุดท้ายก็เอาตัวไม่รอด” อัมรานดุเสียงเข้ม
“แล้วคุณจะให้ฉันทนเห็นเด็กสองคนนั้นถูกรังแกต่อหน้าต่อตา โดยที่ไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือพวกเขาอย่างนั้นหรือคะ ฉันทำไม่ได้หรอกค่ะ”
“วิธีที่จะช่วยเด็กสองคนนั้นมีตั้งหลายวิธี แต่คุณก็เลือกที่จะเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง คุณเองก็เป็นผู้หญิง ถ้าพลาดพลั้งเสียทีพวกมัน แล้วถ้าผมหรือใครไปช่วยไว้ไม่ทันจะทำยังไง ทำไมคุณถึงชอบทำอะไรเสี่ยงๆ วู่วาม โดยไม่คิดหน้าคิดหลังอยู่เรื่อยเลยนะพันไมล์...”
อารมณ์โกรธพุ่งพล่านจนชายหนุ่มระงับไม่อยู่ เมื่อได้ยินแม่จอมยุ่งเถียงคำไม่ตกฟากทั้งที่ตัวเองเป็นคนผิด ทำให้เขาพูดเสียงดังอย่างน่ากลัว ใบหน้าถมึงทึง ดวงตาวาววับ พันไมล์ตกใจกลัว เพราะไม่เคยเห็นเขาโกรธมากขนาดนี้มาก่อน แม้กับคนอื่นเขาก็ไม่เคยแสดงท่าทางแบบนี้ ยามโกรธมีแต่นิ่งเงียบแล้วบ่งบอกทางสายตา แค่นั้นใครๆ ก็พากันกลัวเขาจนลนลาน นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเขาโกรธมากถึงเพียงนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่วายปากดี
“ถึงคุณไม่อยากให้ฉันทำ แต่ฉันก็ทำไปแล้ว คุณจะให้ฉันทำยังไง”
“นี่คุณยังไม่สำนึกในความผิดของคุณอีกหรือพันไมล์”
อัมรานพูดเสียงคำรามดังก้อง ทำให้พันไมล์สะดุ้งสุดตัว สายตาที่จับจ้องก็ดุดันจนเธอเริ่มรู้สึกกลัว เพราะไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาเอาจริงเอาจังกับเธอมากเท่าครั้งนี้มาก่อน
“ไม่ใช่ไม่สำนึก และฉันก็รู้สึกเสียใจที่เป็นต้นเหตุให้คุณได้รับบาดเจ็บ แต่ฉันไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้”
ดวงตาของพันไมล์มีน้ำตาคลอจนเขาใจอ่อนยวบ แต่ต้องพยายามฝืนทำใจแข็งไว้ เพราะถ้าขืนเขายอมอ่อนข้อให้เหตุการณ์แบบเมื่อคืนนี้ก็อาจจะเกิดขึ้นอีก อัมรานต้องการจะสั่งสอนให้พันไมล์รู้สึกนึกในความผิดของตัวเอง
“ต่อไปนี้คุณต้องฟัง และปฏิบัติตามคำพูดของผมอย่างเคร่งครัด ห้ามทำอะไรตามใจตัวเองโดยไม่สนใจคำเตือนของคนอื่น อยากจะไปไหนหรืออยากจะทำอะไรก็บอกผมตรงๆ อย่าไปไหนโดยไม่บอกกล่าวใคร ถ้าคุณไม่ทำตาม ผมคิดว่าคุณก็ไม่ควรจะอยู่ที่นี่ ผมจะส่งคุณกลับเมืองไทย”
หลังจากพาลูกๆ เข้านอนแล้ว พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองอีกครั้ง เธอพบว่าสามีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ “แม่ตัวยุ่งหลับแล้วหรือพาย” “สิ้นฤทธิ์ไปแล้วค่ะ วันนี้ซนจนหมดแรง แถมยังเจอเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ ก็เลยหลับไวกว่าทุกวัน” พันไมล์ตอบพร้อมกับเดินไปช่วยเช็ดผมให้เขาด้วยความตั้งใจ ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ “เชอรีนทั้งซนและดื้อเหมือนใครนะ” พันไมล์ตวัดตาคมค้อนสามีที่เขากระเซ้าเย้าแหย่เธอ ก่อนจะเอ่ยแย้ง “ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะพ่ออย่างคุณให้ท้ายมากกว่าค่ะ ฉันว่าทาซัสและมัสซาร์ดูจะเรียบร้อย ไม่ซนและดื้อมากเท่าเชอรีน เพราะคุณรักและตามใจเชอรีนมากเกินไป ลูกถึงได้ใจอยากทำอะไรก็ทำ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้นำบารัซ เขากุมมือเรียวบางของภรรยาขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวกลับไปสวมกอดเธอไว้ พันไมล์สวมกอดเขาไว้เช่นกัน เธอแนบหน้าซุกแผงอกล่ำสัน เพราะอายเกินกว่าจะกล้าสบตาแพรวพราวคู่นั้น อัมรานกอดกระชับร่างบางในอ้อมแขน จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของเธอตามแต่ใจปรารถนา พร้อมกับกร
“นอกจากแม่จะลิบอาวุธของลูกแล้ว ลูกยังต้องคัดลายมือ ก-ฮ หนึ่งร้อยจบ โดยห้ามมิให้ใครช่วยเด็ดขาด และจะออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะคัดเสร็จ” “หนูต้องโดนกักบริเวณด้วยเหรอคะ” “จะพูดแบบนั้นก็ได้” ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูเชอรีนชื่นชอบการออกไปวิ่งเล่นซุกซนกลางแจ้ง มากกว่าที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อถูกมารดาสั่งกักบริเวณ แม่หนูน้อยก็หันไปสบตาบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ “พ่อคะ” อัมรานไม่ยอมสบตาลูก เพราะถ้าเขาสบตาเป็นต้องยอมแพ้แม่หนูน้อยเชอรีนแน่ และคงอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดขอร้องภรรยาให้ลดหย่อนโทษให้บุตรสาว ที่สำคัญเขาเห็นด้วยกับพันไมล์ในการทำโทษเชอรีนในครั้งนี้ ลูกจะได้หลาบจำและไม่กล้าทำอะไรเช่นนี้อีก เชอรีนจำต้องยอมรับบทลงโทษของมารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกล่าวคำขอโทษทหารองค์รักษ์ทุกคนที่เธอยิงลูกแก้วใส่ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยสวาททั้งสามคนของบิดาด้วย แต่ในเมื่อยังไม่ได้กลับไปที่จัสตินพาเลซ เธอจึงทำได้แค่กล่าวคำขอโทษคุณอาทั้งสาม “ขอโทษนะคะที่เชอรีนยิงลูกแก้วใส่พวกคุณอา เชอรีนแค่อยากรู้ว่าอาวุธที่ลุง
“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท” “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที “พ่อจ๋า” อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่ หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้ “โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไปก่อเรื่องอะไรไว
“หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง “ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ” “คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย “ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน” ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ “พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา” “ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน” ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...” “ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” “ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่” ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกแ
“ดีค่ะ ไล่ออกให้หมด....” พันไมล์โต้ตอบกลับไป เมื่อเดินตามมาสมทบ “ไล่ฉันออกด้วยนะคะ” เธอบอกพร้อมตวัดสายตาคมมองผู้เป็นสามีอย่างกล่าวหา “พาย!” อัมรานเรียก เดินเร็วเข้าไปหา ดึงมือเล็กมากุมไว้อย่างเอาใจ “ใครจะกล้าไล่คุณออกกันเล่า....แต่พวกนี้สิบังอาจทำเชอรีนหาย มันน่าถูกไล่ออกให้หมด” “ใครทำเชอรีนหายคะ” เธอย้อนถามเสียงเย็น คราวนี้ชีคหนุ่มเริ่มจะรู้ถึงความผิดปกติ เพราะแม้พันไมล์จะเป็นมารดาที่เข้มงวด แต่ก็รักลูกสาวสุดหัวใจเช่นกัน “อ้าว...” ชีคหนุ่มมีอาการงุนงง “ก็มีคนไปแจ้งผมว่าเชอรีนหายตัวไป ไม่ใช่ถูกลักพาตัวไปหรอกหรือ” เขาถาม กวาดสายตามองทุกคนในห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน “ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่” ชีคหนุ่มเอ่ยถามโดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าถามใคร พันไมล์ตวัดตาคมค้อนให้อีกรอบ “จะอะไรซะอีกล่ะคะ นอกเสียจากหลบหนีความผิดของตัวเอง” “ความผิด!!” อัมรานย้อนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ตัดสินใจลากตัวสามีไปดูผลงานของเชอรี
หลังจากพันไมล์ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นวีไอพี สองหนุ่มสาวต่างก็ถกเถียงกันถึงเรื่องของลูก แต่เป็นการถกเถียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข “คุณคอยดูนะ ฉันจะฝึกฝนให้ลูกของเรา เก่งทางด้านการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนฉัน” “ไม่ได้เด็ดขาด คุณควรเลี้ยงให้ลูกเติบโต เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารักสิถึงจะถูก รู้ไหมว่าผู้ชายเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เก่งกล้าเกินตัว” “ไม่ชอบแบบนี้จริงหรือคะ” อัมรานหัวเราะ ขยี้ศีรษะยุ่งๆ โยกไปมา “ไม่จริง!...” เขาปฏิเสธเสียงจริงจัง จนคนฟังยิ้มแก้มปริ ก่อนจะมาหงิกงอเมื่อเขาพูดต่อด้วย “มันช่วยไม่ได้หลงผิดไปแล้ว จะให้กลับตัวกลับใจตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องปล่อยเลยตามเลย” พันไมล์ฟังแล้วทั้งฉุนทั้งขำ มือบางจึงแจกขนมตุ้บตั้บไปหลายที “โอ๊ย! ทำไมชอบซ้อมสามีอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ช้ำในตายกันพอดี” พันไมล์ค้อนขวับ กับความช่างพูดเกินจริงของอีกฝ่าย “อย่ามาเฉไฉ...จากนี้ไปคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงซะใหม่ เพราะผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณ







