Masuk
จังหวะนั้นเองลิดาและซินก็ขอเข้ามาเยี่ยมชีคหนุ่ม ซึ่งเขาก็อนุญาตให้ทั้งคู่เข้าพบ
“พวกเรามาเยี่ยมค่ะ อาการของพี่เป็นอย่างไรบ้างคะ”
ลิดาเอ่ยก่อนจะเดินไปยืนข้างคนเจ็บพร้อมกับน้องชาย
“พี่ไม่ได้เป็นอะไรมาก ไม่ต้องห่วงนะ แผลแค่นี้ทำอะไรพี่ไม่ได้หรอก” อัมรานตอบอย่างเป็นกันเอง
“เจ็บจนต้องนอนอยู่กับที่แล้วยังจะบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรอีกหรือคะ” พันไมล์เอ่ยแทรกขึ้นมา
“พี่ชายเจ็บมากไหมฮะ” ซินเอ่ยถาม
“ก็อย่างที่เห็น พี่มีอาการบาดเจ็บอยู่บ้าง แต่ไม่ถึงกับตาย”
ชีคอัมรานพูดคุยกับสองพี่น้องด้วยความสนิทสนมและเป็นกันเอง
“ฉันขอตัวไปดูด้านนอกสักครู่นะคะ” พันไมล์เอ่ยเมื่อได้ยินเสียงเอะอะที่บริเวณด้านหน้ากระโจม
ในจังหวะที่เธอเดินออกมาจากกระโจม เธอเห็นองครักษ์ของชีคอัมรานกำลังเดินนำผู้ชายวัยกลางคนที่มากับหญิงวัยเดียวกัน พร้อมผู้ติดตามอีกสองคนของเขาเดินตรงมาทางนี้ เธอจึงเอ่ยถาม
“คนพวกนี้เป็นใครแล้วพวกเขามาทำอะไรที่นี่”
“เขาพลัดหลงกับลูกของเขาครับคุณพาย ก็เลยออกเดินทางตามหาจนกระทั่งมาถึงที่พักของเรา พอรู้ว่าเราได้ให้ความช่วยเหลือเด็กสองคนไว้เมื่อคืนก่อน เขาก็เลยจะมาขอพบเด็กสองคนนั้นครับ”
พันไมล์มองผู้มาใหม่ด้วยความไม่ไว้ใจ แม้ว่าดูจากบุคลิกภายนอกแล้วพวกเขาไม่มีอะไรน่าสงสัย แต่ก็ยังไม่ควรไว้ใจกันง่ายๆ
ซามีเห็นสายตาระแวดระวังของหญิงสาวชาวต่างชาติ ที่กำลังจ้องมองมาที่ตนเองและภรรยา ทำให้เขารู้ว่าเธอไม่ไว้วางใจพวกเขา เขารู้สึกคุ้นใบหน้าเธอแต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน ที่แน่ๆ หญิงต่างชาติผู้นี้น่าจะเป็นบุคคลสำคัญของที่นี่ เพราะสังเกตจากท่าทางและการตอบคำถามด้วยความนอบน้อมของบุรุษ ที่พาเขาและภรรยาเข้ามาในค่ายพักแรมแห่งนี้ ก็พอจะเดาไว้ว่าเธอต้องเป็นบุคคลที่มีความสำคัญไม่น้อย เขาจึงหันไปพูดกับเธอโดยตรง
“เราเดินทางมาจากเซอรัฮ และกำลังจะเดินทางไปเฮฌามา แต่โชคร้ายที่พลัดหลงกับลูกของเรา”
“บุตรของท่านชื่ออะไร” พันไมล์ยังคงซักถามข้อมูลทั้งนี้เพื่อความมั่นใจ
ซามียังไม่ทันที่จะได้ตอบคำถามนั้น ทุกคนก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้น
“ท่านพ่อ ท่านแม่”
“ลิดา ซิน”
ซีรินเอ่ยชื่อบุตรชายหญิงทั้งสองด้วยความตื่นเต้นพร้อมกับเดินตรงเข้าไปกอด
“โล่งอกไปทีที่เห็นเจ้าสองคนปลอดภัย”
“ลิดาพวกเขาเป็นพ่อแม่ของเธอใช่ไหม”
“ใช่แล้วค่ะพี่พาย”
ลิดาและซินเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อค่ำวานนี้ให้บิดามารดาของตนเองฟัง เมื่อฟังจบซามีและซีรินขอเข้าพบผู้มีพระคุณ เพื่อกล่าวขอบคุณที่เขาได้ช่วยเหลือลูกของเขาและเธอ จนกระทั่งตนเองได้รับบาดเจ็บ
หลังจากนั้นไม่นานทั้งหมดก็ถูกเชิญเข้าไปในกระโจม ซามีจดจำได้ทันทีว่าชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตบุตรทั้งสองของเขา คือชีคอัมรานผู้นำเผ่าคนใหม่ของบารัซ แม้เขาจะไม่เคยพบตัวจริงของชีคหนุ่มผู้นี้มาก่อน
แต่ฮาร์มาลเคยส่งภาพถ่ายของชีคอัมรานมาให้เขาดู และยังเคยเห็นภาพข่าวของบุรุษผู้นี้แพร่สะพัดออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ผิดตัวแน่นอน
“บุคคลสองท่านนี้คือพ่อแม่ของลิดากับซินค่ะ”
พันไมล์เอ่ยแนะนำให้ชีคหนุ่มรู้จักกับผู้ให้กำเนิดสองพี่น้อง ที่เขาและเธอได้ไปช่วยชีวิตเอาไว้ อัมรานยิ้มให้บุคคลทั้งสองแทนคำทักทาย
ซามีเอื้อนเอ่ยวาจาขอบคุณชายหนุ่มที่ได้รับบาดเจ็บด้วยความซาบซึ้ง
“ขอบคุณที่ท่านช่วยชีวิตลูกของเราสองคนเอาไว้ พวกเราจะไม่มีวันลืมบุญคุณของพวกท่านในครั้งนี้”
“อย่าถือเป็นบุญคุณอะไรเลยครับ ไม่ว่าใครก็ตามที่พบเห็นเหตุการณ์นี้ ก็คงต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหมือนที่ผมทำ คงไม่มีใครนิ่งดูดายปล่อยให้ผู้หญิงและเด็กถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตา โดยไม่ยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้หรอกครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องคิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้”
“ถึงอย่างไรเราก็ต้องขอบคุณคุณสองคนอยู่ดีค่ะ ถ้าไม่ได้คุณทั้งสองยื่นมือเข้าไปช่วยลิดาและซินเอาไว้ ป่านนี้เราก็อาจจะพบเพียงร่างที่ไร้วิญญาณของพวกเขา เราจะไม่มีวันลืมบุญคุณของพวกคุณในครั้งนี้เลยค่ะ” ซีรินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความซาบซึ้งในน้ำใจของสองหนุ่มสาว
หลังจากที่ครอบครัวของซามีขอบคุณคนเจ็บเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็เอ่ยปากขอตัวพาบุตรชายหญิงของเขากลับไปด้วย เพื่อที่จะได้ออกเดินทางต่อไปยังเฮฌามา และเพื่อให้คนเจ็บได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ซึ่งชีคหนุ่มก็ไม่ขัดข้อง สองพี่น้องได้มาเอ่ยลาอัมรานและพันไมล์ รวมถึงกล่าวขอบคุณอีกครั้งสำหรับความช่วยเหลือ พันไมล์อวยพรให้ทุกคนเดินทางด้วยความปลอดภัย
ก่อนที่ยะห์ซินจะเดินเข้าไปในกระโจมของท่านชีค เขาเดินสวนกับครอบครัวของซามี ยะห์ซินมีความรู้สึกคุ้นหน้าชายวัยกลางคนที่มาทราบชื่อในภายหลังว่าซามี เหมือนเคยพบที่ไหนมาก่อนเพียงแต่จำไม่ได้ว่าเคยพบกันที่ไหน
ตั้งแต่ผู้นำบารัซถูกยิงบาดเจ็บ พันไมล์ก็เข้ามาดูแลปรนนิบัติชีคหนุ่มทุกวัน และแม้จะเตรียมใจมาว่าจะพยายามสงบปากสงบคำไม่โต้เถียง แต่ในบางครั้งก็อดรนทนไม่ไหวขึ้นเสียงกลับไปเช่นกัน เพราะความดื้อของคนเจ็บที่มักจะไม่ค่อยเชื่อฟังคำเตือนของใคร ทำให้หลายวันที่ผ่านมาเหล่าองครักษ์จะได้ยิน
เสียงถกเถียงระหว่างเจ้านายหนุ่มและอาคันตุกะสาวอยู่เสมอ บางครั้งยังแอบลุ้นกันว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ
วันนี้ก็เช่นกันมีการถกเถียงกันเล็กๆ เมื่อชีคอัมรานสั่งให้ทุกคนเตรียมตัวออกเดินทางเข้าเฮฌามาตั้งแต่เช้า ไม่ว่าใครจะพูดจาทัดทานอย่างไรเขาก็ไม่ฟัง และยังคงยืนกรานให้ทุกคนเตรียมออกเดินทางโดยเร็วที่สุด
“แต่อาการของท่านชีคยังไม่หายดี ยังไม่ควรรีบออกเดินทางตอนนี้นะครับ”
“ใครถามความเห็นของนายวาคิม” อัมรานกระชากเสียงถามด้วยความไม่พอใจ
“ท่านชีคครับผมว่าเรา...” ยะห์ซินพยายามที่จะช่วยพูดแต่ยังพูดไม่ทันจบ
“หุบปากของนายให้สนิทเดี๋ยวนี้นะยะห์ซิน แล้วก็รีบไปจัดการทุกอย่างตามที่เราสั่ง”
สององครักษ์หนุ่มต่างก็รู้ดีว่า เจ้านายของพวกเขาต้องการที่จะเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงของเผ่าเฮฌามา ที่จะถูกจัดขึ้นในคืนวันพรุ่งนี้ ทำให้มีคำสั่งเร่งเดินทางทั้งที่แผลยังไม่หายดี จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดทัดทาน เพราะสุดท้ายแล้วก็ต้องทำตามคำสั่งของท่านชีคอยู่ดี สองหนุ่มขอตัวไปเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะได้ออกเดินทางตามคำสั่งของผู้เป็นนาย
“ทุกคนที่นี่ต่างก็เป็นห่วงคุณ ถึงได้พยายามที่จะพูดทักท้วง แทนที่คุณจะเชื่อกลับไปโกรธพวกเขาซะนี่”
สายตาพิฆาตของชีคหนุ่มตวัดกลับมามองพันไมล์ คนอื่นอาจจะกลัวสายตาแบบนี้ของเขาแต่ไม่ใช่เธอ นอกจากจะไม่กลัวแล้วเธอยังกล้าโต้เถียงกลับไปอีกด้วย
“ขอเหตุผลดีดีให้ฉันสักข้อได้ไหมคะ ว่าทำไมเราจึงต้องเร่งออกเดินทาง ทั้งที่อาการของคุณก็ยังไม่หายดี”
“มันเป็นคำสั่ง จบไหม”
พันไมล์แสร้งถอนหายใจออกมาดังๆ อย่างเหนื่อยหน่าย พร้อมกับนึกนินทาเขาอยู่ในใจ
‘เขาเคยว่าฉันดื้อ แต่ตัวเองดื้อกว่าฉันซะอีก’
หญิงสาวเห็นอาการหงุดหงิดของอีกฝ่ายในยามที่ทุกอย่างไม่ได้ดั่งใจ ก็รู้สึกว่าอยู่ไม่ได้แล้ว ขืนอยู่คงได้เจอพายุอารมณ์ชุดใหญ่แน่ ขอเผ่นก่อนดีกว่า
“ฉันขอตัวกลับไปเก็บของก่อนนะคะ เพราะถึงยังไงวันนี้เราก็คงต้องออกเดินทาง ตามคำประกาศิตของคุณอยู่ดี”
พูดจบก็รีบเดินออกไปจากกระโจม ทิ้งให้คนเจ็บยืนมองร่างเล็กบางของพันไมล์ด้วยสายตาที่ยากจะเข้าใจ
หลังจากพาลูกๆ เข้านอนแล้ว พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองอีกครั้ง เธอพบว่าสามีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ “แม่ตัวยุ่งหลับแล้วหรือพาย” “สิ้นฤทธิ์ไปแล้วค่ะ วันนี้ซนจนหมดแรง แถมยังเจอเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ ก็เลยหลับไวกว่าทุกวัน” พันไมล์ตอบพร้อมกับเดินไปช่วยเช็ดผมให้เขาด้วยความตั้งใจ ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ “เชอรีนทั้งซนและดื้อเหมือนใครนะ” พันไมล์ตวัดตาคมค้อนสามีที่เขากระเซ้าเย้าแหย่เธอ ก่อนจะเอ่ยแย้ง “ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะพ่ออย่างคุณให้ท้ายมากกว่าค่ะ ฉันว่าทาซัสและมัสซาร์ดูจะเรียบร้อย ไม่ซนและดื้อมากเท่าเชอรีน เพราะคุณรักและตามใจเชอรีนมากเกินไป ลูกถึงได้ใจอยากทำอะไรก็ทำ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้นำบารัซ เขากุมมือเรียวบางของภรรยาขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวกลับไปสวมกอดเธอไว้ พันไมล์สวมกอดเขาไว้เช่นกัน เธอแนบหน้าซุกแผงอกล่ำสัน เพราะอายเกินกว่าจะกล้าสบตาแพรวพราวคู่นั้น อัมรานกอดกระชับร่างบางในอ้อมแขน จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของเธอตามแต่ใจปรารถนา พร้อมกับกร
“นอกจากแม่จะลิบอาวุธของลูกแล้ว ลูกยังต้องคัดลายมือ ก-ฮ หนึ่งร้อยจบ โดยห้ามมิให้ใครช่วยเด็ดขาด และจะออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะคัดเสร็จ” “หนูต้องโดนกักบริเวณด้วยเหรอคะ” “จะพูดแบบนั้นก็ได้” ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูเชอรีนชื่นชอบการออกไปวิ่งเล่นซุกซนกลางแจ้ง มากกว่าที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อถูกมารดาสั่งกักบริเวณ แม่หนูน้อยก็หันไปสบตาบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ “พ่อคะ” อัมรานไม่ยอมสบตาลูก เพราะถ้าเขาสบตาเป็นต้องยอมแพ้แม่หนูน้อยเชอรีนแน่ และคงอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดขอร้องภรรยาให้ลดหย่อนโทษให้บุตรสาว ที่สำคัญเขาเห็นด้วยกับพันไมล์ในการทำโทษเชอรีนในครั้งนี้ ลูกจะได้หลาบจำและไม่กล้าทำอะไรเช่นนี้อีก เชอรีนจำต้องยอมรับบทลงโทษของมารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกล่าวคำขอโทษทหารองค์รักษ์ทุกคนที่เธอยิงลูกแก้วใส่ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยสวาททั้งสามคนของบิดาด้วย แต่ในเมื่อยังไม่ได้กลับไปที่จัสตินพาเลซ เธอจึงทำได้แค่กล่าวคำขอโทษคุณอาทั้งสาม “ขอโทษนะคะที่เชอรีนยิงลูกแก้วใส่พวกคุณอา เชอรีนแค่อยากรู้ว่าอาวุธที่ลุง
“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท” “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที “พ่อจ๋า” อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่ หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้ “โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไปก่อเรื่องอะไรไว
“หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง “ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ” “คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย “ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน” ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ “พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา” “ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน” ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...” “ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” “ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่” ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกแ
“ดีค่ะ ไล่ออกให้หมด....” พันไมล์โต้ตอบกลับไป เมื่อเดินตามมาสมทบ “ไล่ฉันออกด้วยนะคะ” เธอบอกพร้อมตวัดสายตาคมมองผู้เป็นสามีอย่างกล่าวหา “พาย!” อัมรานเรียก เดินเร็วเข้าไปหา ดึงมือเล็กมากุมไว้อย่างเอาใจ “ใครจะกล้าไล่คุณออกกันเล่า....แต่พวกนี้สิบังอาจทำเชอรีนหาย มันน่าถูกไล่ออกให้หมด” “ใครทำเชอรีนหายคะ” เธอย้อนถามเสียงเย็น คราวนี้ชีคหนุ่มเริ่มจะรู้ถึงความผิดปกติ เพราะแม้พันไมล์จะเป็นมารดาที่เข้มงวด แต่ก็รักลูกสาวสุดหัวใจเช่นกัน “อ้าว...” ชีคหนุ่มมีอาการงุนงง “ก็มีคนไปแจ้งผมว่าเชอรีนหายตัวไป ไม่ใช่ถูกลักพาตัวไปหรอกหรือ” เขาถาม กวาดสายตามองทุกคนในห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน “ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่” ชีคหนุ่มเอ่ยถามโดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าถามใคร พันไมล์ตวัดตาคมค้อนให้อีกรอบ “จะอะไรซะอีกล่ะคะ นอกเสียจากหลบหนีความผิดของตัวเอง” “ความผิด!!” อัมรานย้อนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ตัดสินใจลากตัวสามีไปดูผลงานของเชอรี
หลังจากพันไมล์ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นวีไอพี สองหนุ่มสาวต่างก็ถกเถียงกันถึงเรื่องของลูก แต่เป็นการถกเถียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข “คุณคอยดูนะ ฉันจะฝึกฝนให้ลูกของเรา เก่งทางด้านการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนฉัน” “ไม่ได้เด็ดขาด คุณควรเลี้ยงให้ลูกเติบโต เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารักสิถึงจะถูก รู้ไหมว่าผู้ชายเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เก่งกล้าเกินตัว” “ไม่ชอบแบบนี้จริงหรือคะ” อัมรานหัวเราะ ขยี้ศีรษะยุ่งๆ โยกไปมา “ไม่จริง!...” เขาปฏิเสธเสียงจริงจัง จนคนฟังยิ้มแก้มปริ ก่อนจะมาหงิกงอเมื่อเขาพูดต่อด้วย “มันช่วยไม่ได้หลงผิดไปแล้ว จะให้กลับตัวกลับใจตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องปล่อยเลยตามเลย” พันไมล์ฟังแล้วทั้งฉุนทั้งขำ มือบางจึงแจกขนมตุ้บตั้บไปหลายที “โอ๊ย! ทำไมชอบซ้อมสามีอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ช้ำในตายกันพอดี” พันไมล์ค้อนขวับ กับความช่างพูดเกินจริงของอีกฝ่าย “อย่ามาเฉไฉ...จากนี้ไปคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงซะใหม่ เพราะผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณ







