Masukเมื่อทุกอย่างก็เป็นไปตามที่ผู้นำบารัซต้องการ การเดินทางก็เริ่มต้นขึ้นในเวลาถัดมา และเร่งเดินทางตลอดทั้งวันโดยไม่แวะพัก ในที่สุดคณะเดินทางของชีคอัมรานก็เดินทางมาถึงที่พักของผู้นำเผ่าเฮฌามาในช่วงพลบค่ำ เขาขอเข้าพบและทักทายท่านหัวหน้าเผ่าด้วยความเคารพ
“สวัสดีครับท่านลุง”
“อัมราน! เป็นเจ้าจริงๆ หรือ”
“ครับท่านลุง”
อับบาสตรงเข้าไปสวมกอดชายหนุ่มที่เขาเอ็นดูเหมือนลูกด้วยความดีใจ
“ลุงไม่ได้เจอหน้าหลานนานแค่ไหนแล้ว ถ้าจำไม่ผิดครั้งสุดท้ายที่ได้พบดูเหมือนจะเป็น ตอนที่หลานติดตามชีคโอมานเดินทางมาที่นี่ ก่อนที่จะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศสินะ ใช่ไหม”
“ใช่ครับ ท่านลุงสบายดีนะครับ”
“สบายดี ลุงดีใจนะที่ได้พบหลานอีกครั้ง นั่งก่อนสิ”
อัมรานนั่งลงตามคำชวนของอับบาส จากนั้นก็แนะนำให้สองอาคันตุกะของเขา ทำความรู้จักกับหัวหน้าเผ่าเฮฌามา ก่อนที่ทั้งคู่จะถูกเชื้อเชิญให้ไปพักผ่อน ทิ้งให้สองผู้นำได้พูดคุยกันตามลำพัง
“ตอนที่เรฮานติดต่อมาว่าหลานจะเดินทาง มาร่วมงานเลี้ยงฉลองที่เฮเฌมาด้วยลุงทั้งดีใจและแปลกใจ" อับบาสพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี
"เรื่องดีใจผมเข้าใจ เพราะผมก็ดีใจที่ได้มีโอกาสมาร่วมงานนี้ แต่ที่ว่าแปลกใจ ท่านลุงแปลกใจเรื่องอะไรครับ"
อับบาสหัวเราะ "แปลกใจที่หลานหัวแข็ง กระดูกเหล็ก แข็งแรงและฟื้นตัวเร็ว ขนาดเดินทางมาถึงเฮฌามาได้นะสิ"
อัมรานยิ้ม "ข่าวกรองท่านลุงยังเฉียบคมเสมอนะครับ"
"เรื่องนี้แม้หลานจะปิดนักข่าวได้ แต่ปิดพวกผู้นำไม่ได้หรอกอัมราน” อับบาสหัวเราะอย่างคนแก่อารมณ์ดี
"แล้วปฏิกิริยาส่วนใหญ่ดีใจหรือผิดหวังครับ" อัมรานกดยิ้มลึกเยาะหยัน
ชายหนุ่มถามเสียงหยัน สังเกตสีหน้าของผู้นำที่ยังคงระบายยิ้ม ดุจเดิมไม่เปลี่ยนแปลงยากที่จะจับความรู้สึก
"ทั้งสองอย่าง"
"แล้วท่านลุงละครับ" เขาถามขึ้น
ชายชราผู้มากประสบการณ์มาอย่างโชกโชน ตวัดสายตามองชีคหนุ่มนิ่ง เข้าใจถึงเจตนาที่แฝงมากับคำถามหยั่งเชิงของชีคหนุ่มได้เป็นอย่างดี
"ทำไมเจ้าถึงถามลุงเช่นนั้น" อับบาสถามขึ้น
"ผมทราบมาว่าพรุ่งนี้จะมีการประชุมผู้นำเผ่า ผมต้องการความชัดเจน ก่อนที่จะเข้าร่วมประชุมในวันพรุ่งนี้"
“สถานการณ์ของผมในขณะนี้ผู้นำเผ่าต่างก็รู้ดีว่า...ที่ผมยังไม่สามารถขึ้นเป็นผู้นำอย่างสมบูรณ์ได้เพราะขาดคุณสมบัติบางอย่าง...ท่านอาก็เช่นกัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเจอสร้อยประจำตัวผู้นำก่อน ก็จะสามารถขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำบารัซอย่างเป็นทางการได้ทันที”
“เมื่อผมไม่ตาย...ก็ยังเป็นก้างชิ้นใหญ่ขวางคอท่านอาฮาร์มาล ผมจึงต้องการผู้สนับสนุน" เขาบอกเสียงหนักแน่น
อับบาสยิ้ม ก่อนจะยกมือตบบ่าหลานชาย "หลานเหมือนพ่อของหลานไม่มีผิด...มุ่งมั่นและมั่นคง ไม่หวั่นกลัวต่ออุปสรรคใดๆ"
"ท่านลุงหมายความว่า..."
"ลุงจะสนับสนุนเจ้า...ในทุกทาง"
อัมรานยิ้ม เขาโค้งคาราวะจากใจจริง "ขอบคุณครับ"
สองหนุ่มต่างวัยคุยอย่างเป็นกันเอง จากนั้นหัวหน้าเผ่าเฮฌามาได้เชิญผู้นำบารัซ ไปพักผ่อนที่บ้านพักรับรองส่วนตัว ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากที่พักของเขามากนัก
ในช่วงหัวค่ำอัมรานออกมาเดินรับลม ร่วมกับแทนไทและพันไมล์ที่บริเวณด้านหน้าบ้านพักรับรอง โดยมียะห์ซินและเหล่าองครักษ์ทำหน้าที่คอยอารักขาความปลอดภัย ทันใดนั้นชีคหนุ่มสังเกตเห็นกลุ่มควันกลุ่มใหญ่ลอยขึ้นมาในอากาศ
“เอ๊ะ...นั่นควันอะไร” ยะห์ซินถามขึ้น ทุกคนเหลียวมองตามนิ้วมือขององค์รักษ์หนุ่ม
อัมรานรีบเดินตรงไปยังทิศทางที่เห็นกลุ่มควันลอยขึ้นมา เมื่อไปถึงก็พบว่าไฟกำลังลุกไหม้กระพือโหม เขาหันไปสั่งลูกน้องตัวเองด้วยความว่องไว
“ยะห์ซินนายรีบไปแจ้งให้ท่านลุงอับบาสทราบเรื่องนี้ และไปตามคนมาช่วยด่วนเลย”
“ครับท่านชีค” องครักษ์หนุ่มรับคำและรีบไปปฏิบัติตามคำสั่งทันที
อัมรานยืนมองความวุ่นวายอยู่ครู่ใหญ่จึงหันมาบอกแทนไท
“แทน นายและน้องสาว ช่วยอพยพผู้คนที่อยู่รอบบริเวณนี้ไปไว้ในที่ปลอดภัยก่อน”
แทนไทและพันไมล์เร่งทำตามคำสั่งของชีคอัมราน อย่างเร่งด่วนโดยมิต้องรอให้เขาเอ่ยซ้ำ
ชีคหนุ่มหันไปสั่งคนของตนให้รีบไปหาน้ำมาสกัดไฟไว้ก่อนที่มันจะไหม้ลุกลามไปที่อื่น
ผู้นำบารัซแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตัวเองอย่างมีสติ ทุกอย่างถูกดำเนินการอย่างเร่งรีบและเป็นระบบ ทั้งนี้เพื่อสกัดไฟต้นเพลิงมิให้ลุกลามไปยังบ้านพักส่วนอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง จนกระทั่งหน่วยดับเพลิงเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ เขาจึงวางใจให้หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนี้เข้ามาดูแลแทน
ทันใดนั้นเองอัมรานก็ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากผู้คนที่ยังติดอยู่ด้านใน ทันทีที่ได้ยินเขาก็ไม่ลังเลที่จะวิ่งเข้าไปในสถานที่ดังกล่าว ทั้งที่ไฟกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรง
"คุณ...อย่าเข้าไป...มันอันตราย"
พันไมล์ร้องห้ามมิให้เขาเข้าไปในสถานที่แห่งนั้น เพราะเกรงว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับตัวเขา อีกทั้งเขาเองก็เพิ่งจะได้รับบาดเจ็บจากการถูกลอบยิง ซึ่งบาดแผลเหล่านั้นก็ยังไม่หายดี แต่ชีคหนุ่มกลับไม่ฟังคำทัดทาน และรีบวิ่งตรงเข้าไปด้านในเพื่อช่วยเหลือบุคคลเหล่านั้นทันที เพราะถ้าขืนชักช้าหรือปล่อยไว้คงจะไม่ทันการ ไฟที่โหมกระหน่ำจะต้องคร่าชีวิตของคนที่ติดอยู่ด้านในแน่
หญิงสาวยืนตะลึงอยู่ครู่ใหญ่ ได้แต่มองชีคหนุ่มวิ่งเข้าไปในกองไฟด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก แต่เสียงกรีดร้องทำให้เธอได้สติหันไปร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยดับเพลิง
“ช่วยด้วยค่ะ มีคนติดอยู่ด้านใน”
พนักงานดับเพลิงบางส่วนที่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของเธอ ได้รีบวิ่งตรงเข้าไปเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ด้านใน
"ท่านชีคล่ะครับคุณพาย"
วาคิมถามขึ้น หลังจากไปประสานงานอยู่กับหน่วยพยาบาลและหน่วยกู้ชีพ มายังสถานที่แห่งนี้แล้ว
“เขาเข้าไปช่วยคนที่ติดอยู่ในนั้นค่ะ”
“อะไรนะครับคุณพาย” วาคิมอุทานออกมาด้วยความตกใจ
“แล้วทำไมคุณพายไม่ห้ามไว้ล่ะครับ ไฟกำลังลุกไหม้รุนแรงแบบนี้ท่านชีคอาจจะเป็นอันตรายได้นะครับ”
"ห้ามแล้วค่ะ แต่เชื่อใครที่ไหนล่ะคะ ดื้อ ดื้อที่สุด"
วาคิมและพันไมล์ได้แต่ยืนดูเปลวเพลิงที่ยังคงลุกไหม้อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
หลังจากพาลูกๆ เข้านอนแล้ว พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองอีกครั้ง เธอพบว่าสามีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ “แม่ตัวยุ่งหลับแล้วหรือพาย” “สิ้นฤทธิ์ไปแล้วค่ะ วันนี้ซนจนหมดแรง แถมยังเจอเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ ก็เลยหลับไวกว่าทุกวัน” พันไมล์ตอบพร้อมกับเดินไปช่วยเช็ดผมให้เขาด้วยความตั้งใจ ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ “เชอรีนทั้งซนและดื้อเหมือนใครนะ” พันไมล์ตวัดตาคมค้อนสามีที่เขากระเซ้าเย้าแหย่เธอ ก่อนจะเอ่ยแย้ง “ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะพ่ออย่างคุณให้ท้ายมากกว่าค่ะ ฉันว่าทาซัสและมัสซาร์ดูจะเรียบร้อย ไม่ซนและดื้อมากเท่าเชอรีน เพราะคุณรักและตามใจเชอรีนมากเกินไป ลูกถึงได้ใจอยากทำอะไรก็ทำ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้นำบารัซ เขากุมมือเรียวบางของภรรยาขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวกลับไปสวมกอดเธอไว้ พันไมล์สวมกอดเขาไว้เช่นกัน เธอแนบหน้าซุกแผงอกล่ำสัน เพราะอายเกินกว่าจะกล้าสบตาแพรวพราวคู่นั้น อัมรานกอดกระชับร่างบางในอ้อมแขน จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของเธอตามแต่ใจปรารถนา พร้อมกับกร
“นอกจากแม่จะลิบอาวุธของลูกแล้ว ลูกยังต้องคัดลายมือ ก-ฮ หนึ่งร้อยจบ โดยห้ามมิให้ใครช่วยเด็ดขาด และจะออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะคัดเสร็จ” “หนูต้องโดนกักบริเวณด้วยเหรอคะ” “จะพูดแบบนั้นก็ได้” ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูเชอรีนชื่นชอบการออกไปวิ่งเล่นซุกซนกลางแจ้ง มากกว่าที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อถูกมารดาสั่งกักบริเวณ แม่หนูน้อยก็หันไปสบตาบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ “พ่อคะ” อัมรานไม่ยอมสบตาลูก เพราะถ้าเขาสบตาเป็นต้องยอมแพ้แม่หนูน้อยเชอรีนแน่ และคงอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดขอร้องภรรยาให้ลดหย่อนโทษให้บุตรสาว ที่สำคัญเขาเห็นด้วยกับพันไมล์ในการทำโทษเชอรีนในครั้งนี้ ลูกจะได้หลาบจำและไม่กล้าทำอะไรเช่นนี้อีก เชอรีนจำต้องยอมรับบทลงโทษของมารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกล่าวคำขอโทษทหารองค์รักษ์ทุกคนที่เธอยิงลูกแก้วใส่ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยสวาททั้งสามคนของบิดาด้วย แต่ในเมื่อยังไม่ได้กลับไปที่จัสตินพาเลซ เธอจึงทำได้แค่กล่าวคำขอโทษคุณอาทั้งสาม “ขอโทษนะคะที่เชอรีนยิงลูกแก้วใส่พวกคุณอา เชอรีนแค่อยากรู้ว่าอาวุธที่ลุง
“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท” “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที “พ่อจ๋า” อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่ หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้ “โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไปก่อเรื่องอะไรไว
“หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง “ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ” “คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย “ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน” ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ “พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา” “ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน” ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...” “ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” “ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่” ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกแ
“ดีค่ะ ไล่ออกให้หมด....” พันไมล์โต้ตอบกลับไป เมื่อเดินตามมาสมทบ “ไล่ฉันออกด้วยนะคะ” เธอบอกพร้อมตวัดสายตาคมมองผู้เป็นสามีอย่างกล่าวหา “พาย!” อัมรานเรียก เดินเร็วเข้าไปหา ดึงมือเล็กมากุมไว้อย่างเอาใจ “ใครจะกล้าไล่คุณออกกันเล่า....แต่พวกนี้สิบังอาจทำเชอรีนหาย มันน่าถูกไล่ออกให้หมด” “ใครทำเชอรีนหายคะ” เธอย้อนถามเสียงเย็น คราวนี้ชีคหนุ่มเริ่มจะรู้ถึงความผิดปกติ เพราะแม้พันไมล์จะเป็นมารดาที่เข้มงวด แต่ก็รักลูกสาวสุดหัวใจเช่นกัน “อ้าว...” ชีคหนุ่มมีอาการงุนงง “ก็มีคนไปแจ้งผมว่าเชอรีนหายตัวไป ไม่ใช่ถูกลักพาตัวไปหรอกหรือ” เขาถาม กวาดสายตามองทุกคนในห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน “ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่” ชีคหนุ่มเอ่ยถามโดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าถามใคร พันไมล์ตวัดตาคมค้อนให้อีกรอบ “จะอะไรซะอีกล่ะคะ นอกเสียจากหลบหนีความผิดของตัวเอง” “ความผิด!!” อัมรานย้อนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ตัดสินใจลากตัวสามีไปดูผลงานของเชอรี
หลังจากพันไมล์ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นวีไอพี สองหนุ่มสาวต่างก็ถกเถียงกันถึงเรื่องของลูก แต่เป็นการถกเถียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข “คุณคอยดูนะ ฉันจะฝึกฝนให้ลูกของเรา เก่งทางด้านการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนฉัน” “ไม่ได้เด็ดขาด คุณควรเลี้ยงให้ลูกเติบโต เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารักสิถึงจะถูก รู้ไหมว่าผู้ชายเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เก่งกล้าเกินตัว” “ไม่ชอบแบบนี้จริงหรือคะ” อัมรานหัวเราะ ขยี้ศีรษะยุ่งๆ โยกไปมา “ไม่จริง!...” เขาปฏิเสธเสียงจริงจัง จนคนฟังยิ้มแก้มปริ ก่อนจะมาหงิกงอเมื่อเขาพูดต่อด้วย “มันช่วยไม่ได้หลงผิดไปแล้ว จะให้กลับตัวกลับใจตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องปล่อยเลยตามเลย” พันไมล์ฟังแล้วทั้งฉุนทั้งขำ มือบางจึงแจกขนมตุ้บตั้บไปหลายที “โอ๊ย! ทำไมชอบซ้อมสามีอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ช้ำในตายกันพอดี” พันไมล์ค้อนขวับ กับความช่างพูดเกินจริงของอีกฝ่าย “อย่ามาเฉไฉ...จากนี้ไปคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงซะใหม่ เพราะผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณ







