LOGIN
มณีมณฑน์ จิตรจำเริญรุ่ง นักศึกษาสาวปีหนึ่งของมหาวิทยาลัยชื่อดังย่านรังสิต เดินเข้าโรงอาหารของคณะบริหาร หลังพี่ปีสามปล่อยแยกแถวให้ไปพักเที่ยง เพื่อที่ช่วงบ่ายจะได้ทำกิจกรรมของทางคณะต่อ และให้ทำความรู้จักสนิทสนมกันในหมู่รุ่นพี่รุ่นน้อง
มณีมณฑน์เป็นคนจังหวัดระยอง ที่บ้านทำสวนผลไม้ เปิดให้นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบกินผลไม้สด ๆ จากต้นได้เข้ามาลิ้มลองกัน
ครอบครัวของเธอมีด้วยกันสี่คนพ่อแม่ลูก ซึ่งหญิงสาวมีพี่ชายหนึ่งคนที่ตอนนี้ช่วยพ่อดูแลงานในสวน สถานะนั้นยังไม่มีใคร หรือจะพูดง่าย ๆ คือโสด อยากหาแฟนให้พี่มาก แต่พี่ปฏิเสธท่าเดียว
พอใกล้จะจบมัธยมศึกษาปีที่หก ทางมหาวิทยาลัยหลาย ๆ แห่งเปิดให้ยื่นพร์อตโฟลิโอ หากเธอก็เลือกที่จะยื่นมหาวิทยาลัย R เพราะทุกอย่างตอบโจทย์เธอได้ ตอนบอกพ่อกับแม่ว่าเธอได้ที่เรียนแล้ว ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร ออกจะดีใจด้วยซ้ำ งานนี้เธอมีเพื่อนสนิทอย่างเอมอรและฐาปกรณ์ตามมาเรียนด้วย
“กินอะไรดีแก” เอม หรือ เอมอร ถามเพื่อนสนิทที่ยืนมองหน้ากันไม่พูดไม่จาอยู่หน้าร้านอาหารตามสั่งที่มีนักศึกษาต่อแถวยาวแทบทุกร้าน
“กินอะไรก็กินเถอะ หิวจนไส้จะขาดแล้ว” ฐาปกรณ์ หรือ ฐา สาวสองที่มักให้เพื่อน ๆ เรียกตนว่าเอ็มมี่บอก
“กินข้าวผัด หรือข้าวกะเพรามั้ยละ น่าจะอยู่ท้องนะ คนก็ไม่เยอะด้วย”
“เอาแบบที่มนว่าเถอะว่ะ ก่อนคนจะเยอะกว่านี้”
“เอ็มมี่ไปซื้อข้าวนะ มนซื้อน้ำ เดี๋ยวเราไปจองโต๊ะเอง” เอมอรแจงหน้าที่ แล้วตัวเองเดินหาโต๊ะที่ว่าง ซึ่งก็มีอยู่น้อยนิดเมื่อเทียบกับนักศึกษาที่พักเที่ยงพร้อมกันทั้งคณะ
ระหว่างรอเวลารุ่นพี่เรียกเข้ากิจกรรมช่วงบ่าย สามสาวชวนกันไปหาซื้อขนมขบเคี้ยวมากินฆ่าเวลา คุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อย มีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นนักศึกษาผู้ชายหล่อ ๆ ขาว ตี๋ หุ่นล่ำบึก ที่เดินผ่านไปผ่านมา ทั้งรุ่นพี่รุ่นเดียวกันได้ถูกสายตาอ่านกินจากฐาปกรณ์หมด
“เออ แก ฉันได้ยินมาว่ารุ่นพี่ปีสามคณะเราเด็ด ๆ ทั้งนั้นเลยนะเว้ย” เอมอรกระซิบให้ได้ยินกันแค่สามคน
“ฉันว่าพี่ออยที่เป็นพี่ว๊ากก็หล่อนะเว้ย สูง ขาว คิ้วเข้ม ตาคม จมูกก็โด่ง ปากกระจับน่าจูบเป็นบ้า แบบนี้แหละสเปกพ่อของลูก” ฐาปกรณ์กุมมือทำหน้าเพ้อฝัน แต่ก่อนจะคิดไกลกว่านั้น ก็ถูกเอมอรตีไหล่กว้างเพื่อดับฝันทันทีเช่นกัน
เพียะ!!
“นี่! ไอ้ฐา ตื่นไปแล้ว”
“อ้าย ชะนีน้อย กล้ามากนะแกที่มาดับฝันฉันเนี่ย”
สองสาวได้แต่หัวเราะคิกคักถูกอกถูกใจที่เห็นท่าทางสะบัดสะบิ้งของผู้ชายหัวใจสาว
พวกเธอสามคนเป็นเพื่อนกันมานานตั้งแต่สมัยมัธยม เมื่อจบมอหกก็เลือกที่จะสมัครเรียนคณะบริหารธุรกิจ สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจด้วยกัน เป็นโชคดีเหลือเกินที่ได้เรียนห้องเดียวกัน เลยไม่ต้องปรับตัวใหม่กับเพื่อนใหม่มากนัก แต่ยังทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ๆ บ้าง หากไม่ได้สนิทใจเท่าสองคนนี้
“ไม่ได้นะนังเอ็มมี่ พี่คนนั้นของฉัน ฉันจอง”
“แหม ไม่ได้เลยนะชะนีน้อย ขัดขาฉันตลอดเวลาเลย” ฐาปกรณ์จีบปากจีบคอว่า
“อะนะ ฉันสวย ฉันจะกินใครก็ได้” เอมอรว่าพลางสะบัดผมที่ยาวสลวยของตนไปด้านหลัง ทั้งมณีมณฑน์ทั้งฐาปกรณ์ได้แต่กลอกตามองบนในความมั่นใจของเพื่อน
นั่งคุยกันอยู่นานก็ได้เวลาเข้ากิจกรรมรับน้อง สามสาวรีบวิ่งไปเข้าแถวทำกิจกรรม กว่าจะปล่อยได้มืดพอดี เมื่อออกมาหน้ามอ ถึงแยกย้ายกันกลับ โดยที่เธอกับเอมอรอยู่ห้องพักหน้ามอ ด้วยบ้านของเธออยู่ระยอง ทำให้เดินทางไปกลับลำบาก ครอบครัวเห็นพ้องต้องกันว่าอยู่หอพักคงสะดวกกว่า อีกอย่างมหาวิทยาลัย R ไม่ได้เคร่งครัดที่ว่านักศึกษาปีหนึ่งต้องอยู่หอในทุกคน ส่วนฐาปกรณ์...พ่อแม่ทำงานอยู่ที่นี่และมีบ้านเป็นของตัวเองเลยกลับไปนอนบ้าน เหตุที่ต้องไปเรียนกับพวกเธอที่ระยองนั้น เพราะไปอยู่กับยาย บ้านก็อยู่ติดกัน เรียนก็เรียนด้วยกัน อยู่ห้องเดียวกันตั้งแต่มอหนึ่ง เลยทำให้พวกเธอสามคนสนิทสนมกันไปโดยปริยาย
“พี่เบนซ์ ๆ คนที่มากับพี่คนนั้นชื่ออะไร” ฐาปกรณ์ถามพร้อมชี้นิ้วไปทางพี่เบส“ไอ้เบสเหรอ” ชัชพลถามอย่างสงสัย เพราะเห็นจากนิ้วที่ฐาปกรณ์ชี้ ซึ่งตรงกับเจ้าของชื่อ“ไม่ใช่ อีกคนข้าง ๆ กันสิ”“ไอ้เทนอะนะ”“ใช่ ๆ…”“อะไรกันวะ” เจ้าของชื่อที่เพิ่งเดินมาถาม“น้องมันถามว่ามึงสองคนชื่ออะไรน่ะ”พี่แกพยักหน้าเข้าใจ“แล้วพวกพี่เรียนอะไรกันเหรอ ทำไมหนูไม่เห็นคุ้นเลย” ยังคงเป็น ฐาปกรณ์ที่ชวนคุย“แผนกวิชาช่างก่อสร้างโยธาน่ะ” พร้อมกับชี้ที่แถบเสื้อบนอกข้างซ้ายที่เป็นสีน้ำเงิน ปักชื่อแผนกไว้“แล้วอยู่ระดับปวช.หรือปวส.เหรอ”“ปวส.ปี 2 แล้ว”ฐาปกรณ์พยักหน้า“ว่าแต่น้อง ๆ ชื่ออะไรกันบ้างล่ะ” เป็นเตชินท์ที่ละสายตาจากหน้าจอเงยหน้ามาถาม“หนูชื่อเอ็มมี่ คนนี้ชื่อเอม คนนู้นชื่อมน” ชายใจสาวแนะนำตัวให้หนุ่ม ๆ ได้รู้จักพวกเธอบ้าง“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับน้อง ๆ” พี่ ๆ ทั้งสามบอก หากมีอีกคนไม่สนใจ เอาแต่เล่นมือถือ ซึ่งคุณก็รู้ว่าใครพี่เบสไงจะใครล่ะ“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ” “ไง ยำอร่อยมั้ย”“อร่อยนะ”หืม เดี๋ยวนะ ทำไมเสียงคุ้นหูแบบนี้ล่ะ พอเธอเงยหน้าขึ้นเท่านั้นแหละ ก็สบเข้ากับแววตาคมเข้าอย่างจัง เมื่อกี้เข
“จะเอายังไงก็ว่ามาไอ้เบส”“มาหลบหลังพวกพี่ก่อนมา”สุดท้ายชายหนุ่มก็เอ่ยปาก สามสาวไม่รอช้าที่จะไปหลบหลังของ หนุ่ม ๆ ที่ลงจากรถมายืนประจันกับพวกนักเลง“ส่งพวกนั้นมาให้กู”นักเลงคนแรกที่เอมอรเล่าให้ฟังว่าคนนี้แหละที่ลวนลามเธอ พูดเสียงเคียดแค้น“ใจเย็นนะพี่ ค่อย ๆ คุยกันดีกว่า”“อย่ายุ่งดีกว่าน้อง”“อ้าว พูดอย่างนี้ก็สวยดิ” พี่เต๋าว่า พร้อมมีเรื่องเต็มที่ หากคนพวกนั้นเข้าใส่“น้อง ๆ เขาไปทำอะไรให้พวกพี่เหรอ ถึงต้องไล่ตามแบบนี้” พี่เบสเอ่ยถามเสียงเกรี้ยวกราด“ก็ผู้หญิงคนนั้นต่อยหน้าเพื่อนกู” เพื่อนของคนที่เอมอรต่อยบอก“พี่ไปทำอะไรน้องเขาหรือเปล่า น้องถึงทำพี่แบบนั้น” “อย่าเรื่องมาก ปล่อยมันมาให้กูดี ๆ ดีกว่าว่ะ” หากเขาไม่ตอบ กลับบอกให้ส่งเอมอรไปให้จู่ ๆ เสียงนกหวีดดังมาแต่ไกล ตำรวจที่ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่สองนายขับรถเข้ามาจอดเทียบจุดที่พวกเธอยืนอยู่“มีอะไรกันหรือเปล่าครับ” เจ้าหน้าที่ที่นั่งซ้อนท้ายและเป็นคนเป่านกหวีดถาม“คือ...” พี่เบสกำลังจะตอบ คนที่เอมอรต่อยเอ่ยแทรกเสียก่อน“เข้าใจผิดกันนิดหน่อยครับ ตอนนี้คุยกันเข้าใจแล้ว”นักเลงสามคนนั้นมีท่าทางเลิ่กลั่ก ก่อนพากันเดินจา
“แกบอกว่าจะพาฉันสองคนไปไหนนะเอ็มมี่” เอมอรถามย้ำ ด้วยคิดว่าตัวเองหูฝาด“สนามกีฬา กูได้ยินพี่ ๆ เขาพูดกันว่าวันนี้มีบอลนัดพิเศษของเด็กช่างวิทยาลัยเทคนิค T ที่แข่งกันนอกรอบ”“ไปชุดนี้ได้ไหม ขี้เกียจกลับไปเปลี่ยน” มณีมณฑน์ว่า“ได้ ๆ” เช่นนั้นแล้ว ทั้งสามก็พากันนั่งสองแถวไปสนามกีฬา ซึ่งเลยหมู่บ้านของฐาปกรณ์ไปไม่ไกล หากตอนเธอมาถึงก็ยังไม่เห็นว่าจะมีคนมา“ยังไม่มีใครมาเลยว่ะ ไปหาที่นั่งกันก่อนไหม”“จะมีได้ยังไง เขาแข่งกันบ่ายสามโน้น”“แล้วแกจะรีบมาเพื่อ” ตอนนั้นเพิ่งเที่ยงครึ่งเอง ให้นั่งรอเป็นสองสามชั่วโมงเลยหรือไง บ้าไปแล้ว“ก็แกสองคนบอกว่าไม่อยากกลับห้อง ฉันเลยพาแกมาที่นี่เลยไง” ฐาปกรณ์ว่า“แต่ไม่ใช่รอชั่วโมงสองชั่วโมงแบบนี้มั้ยคะ”“เอาล่ะ ๆ แกสองคนหยุดเถียงกันได้แล้ว ไหน ๆ ก็มาแล้วก็นั่งเล่นรอก็ได้” มณีมณฑน์ห้ามทัพ แล้วหยิบงานที่อาจารย์สั่งวันนี้ขึ้นมาทำระหว่างรอ ซึ่งทั้งเอมอรและฐาปกรณ์ก็ทำเช่นเดียวกันเกือบบ่ายสอง นักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิค T เริ่มมาและจับจองพื้นที่บนอัฒจันทร์ และนักกีฬาบางส่วนเริ่มวอร์มร่างกายอยู่ข้างสนามกันแล้ว จู่ ๆ เอมอรและฐาปกรณ์ที่ไปเข้าห้องน้ำก็วิ่งหน้าตั้งมา
“เอาไงมึง...ตามเอากระเป๋าที่มึงแย่งมาไปคืนเขามั้ย” เตชินท์ถามบุรินทร์ที่ถือกระเป๋าสะพายสีขาวของหญิงสาวอยู่“ไม่ล่ะ พรุ่งนี้ค่อยเอาไปคืน”“มึงก็นะ ไม่รู้จะแกล้งเขาไปเพื่ออะไร” ชัชพลได้แต่ส่ายหน้ากับนิสัยของเพื่อน“มันรู้สึกชอบเขาแหละ แต่ยังไม่รู้ใจตัวเอง เลยชวนพวกเรามาดักเจอเขา ก็เลยหาเรื่องแกล้งให้เขาไม่พอใจ” วิทวัสพูดอย่างรู้ทันอย่างคนมีประสบการณ์ตรง“รู้ดีไปหมดนะมึงเนี่ย”“กูก็พูดในสิ่งที่กูเห็นนิหว่า”“พอ ๆ หยุดทะเลาะกันได้แล้ว” บุรินทร์ห้าม “กูไม่ได้รู้สึกอะไรอย่างที่มึงพูดทั้งนั้นแหละไอ้เทน”“เออ ไอ้คนปากแข็ง เดี๋ยวกูจะคอยดูว่ามึงจะปากแข็งไปได้นานแค่ไหน”“มันจะไม่มีวันนั้น” บุรินทร์พูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและมั่นใจในตัวเอง จนเพื่อน ๆ ต้องส่ายหน้าไอ้พวกปากหนัก ปากแข็ง ไม่รู้ใจตัวเอง เห็นเจ็บมานักต่อหนักแล้ว ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าบุรินทร์จะมีสภาพแบบไหนวันนี้มีเรียนสิบโมงเช้าเล
ก่อนมาที่นี่เพื่อนก็ห้ามแล้ว แต่เขาไม่ฟังเอง จนพวกมันส่ายหัวเอือมระอา ได้แต่มองดูเขาหาเรื่องหญิงสาว“ทำไมจะจำไม่ได้ ในเมื่อฉันทำเองกับมือ ปล่อยนะ! ปล่อยสิ แกช่วยเราด้วย” เมื่อทำอะไรเขาไม่ได้ เลยเรียกเพื่อนให้ช่วย ซึ่งสองคนนั้นยืนกอดกันตัวสั่นอย่างหวาดกลัว จะเข้ามาช่วยก็โดนเพื่อนของผู้ชายคนนั้นขวางทางไว้“อย่ายุ่งดีกว่าน้อง ให้เขาเคลียร์กันเองเถอะ”“พี่ช่วยบอกให้เพื่อนพี่ปล่อยเพื่อนหนูเถอะนะ ถ้ามันทำอะไรให้ไม่พอใจ ขอโทษแทนมันด้วย” ฐาปกรณ์ออกโรงปกป้องให้เพื่อนเขาช่วยพูดให้“ทำไมคนทำไม่พูดเองวะ ให้เพื่อนพูดแทนทำไม ในเมื่อเพื่อนเธอไม่ได้ทำ” เขาว่าเสียงนิ่งเรียบ“ก็พี่แกล้งหนูก่อน” ร่างบางตะโกนว่าเสียงดังอย่างคนไม่ยอมแพ้ เพราะอารมณ์ตอนนี้ไม่คงที่แล้ว กลัวเหลือเกินว่าจะระเบิดออกมา“ขอโทษเพื่อนดี ๆ เถอะน้อง จะได้จบ ๆ” ผู้ชายอีกคนที่เธอไม่รู้จักชื่อบอก“ไม่ค่ะ หนูไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องขอโทษด้วย เขาต่างหากที่ต้องขอโทษหนู ปล่อย!” มือเล็กปลดสายกระเป๋าออกจ
“มน พี่ทิวจะมารับ แกไปพร้อมเราไหม” เอมอรถาม ตอนเธอกำลังแต่งตัวไปเรียนปรับพื้นฐานในช่วงเช้าของวันสุดท้าย ก่อนที่สัปดาห์หน้าจะเปิดภาคเรียน“ไม่ละ แกไปกับพี่เขาเถอะ”“แต่เราไม่อยากให้แกนั่งรถคนเดียว นะ ไปด้วยกัน”“ไม่เอา เราไปได้ ไม่ต้องห่วงหรอก คนออกจะเยอะ เขาคงไม่กล้าทำอะไรหรอก”เมื่อวานกลับมาถึงห้อง เธอได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เอมอรเลยกลัวว่าพวกนั้นจะดักรอหาเรื่องอีก เลยชวนให้นั่งรถไปด้วยกัน“โอเค ๆ ระวังตัวด้วยล่ะ ยังไงเจอกันที่มอเลยนะ”เอาจริง เธอไม่อยากไปเป็นก้างขวางคอเพื่อนกับผู้ชาย ซึ่งตั้งแต่วันนั้นสองคนนั้นไม่ได้เจอกันเลยเป็นสัปดาห์แล้ว เธอเลยปล่อยให้ไปเจอไปคุยกันบ้างเอมอรออกไปไม่นาน เธอก็ตามไปติด ๆ พอเห็นว่าสายแล้วไม่อยากรอสองแถว เลยเรียกวินเจ้าประจำให้ไปส่ง ตอนนั้นเองสายตาคู่สวยเหลือบไปเห็นว่ามีเด็กช่างจากวิทยาลัยเทคนิค T ขับรถตามมา ทุกคนใส่หมวกกันน็อกเต็มใบกันหมด ก็ไม่ได้สนใจ เพราะเห็นเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว จนคันที่ขับนำมาเปิดกระจกของหมวกกันน็อกออก หน้าของผู







