LOGIN“เอมลุกได้แล้ว เดี๋ยวไม่ทันคลาสเช้านะ” มณีมณฑน์ที่เพิ่งออกจากห้องน้ำ ปลุกเพื่อนสาวให้ลุกไปทำธุระส่วนตัว แล้วตัวเองค่อยมาจัดการกับเครื่องแต่งกายรอ
“รอแป๊บนะ”
หอที่เธอพักอยู่ฝั่งตรงกับมอ นั่งรถห้านาทีก็ถึง พอทำอะไรเสร็จก็พากันเดินออกมาหน้าปากซอยเพื่อนั่งรถไปลงหน้ามอ ซึ่งมีเด็กช่างขึ้นคันเดียวกันเกือบเต็มคันรถ เพราะย่านนี้มีทั้งวิทยาลัยอาชีพ รวมไปถึงมหาวิทยาลัยอยู่ติดกัน ทำให้มีชุดหลากสีของสองสถาบันอยู่เต็มย่านนี้ไปหมด
“แก ๆ...เด็กช่างมีแต่หล่อ ๆ ทั้งนั้นเลย ฉันอยากได้เขาว่ะ” เอมอรว่า หลังจากยืนกันอยู่สองคนหน้ามอ ด้วยกำลังรอฐาปกรณ์ที่ยังมาไม่ถึง
“เบา ๆ หน่อย พ่อแม่ส่งให้มาเรียนนะ”
“ไอ้มน ทำไมชอบดักอยู่เรื่อย”
“ฮายชะนี” เสียงสองของฐาปกรณ์ดังมาแต่ไกล แต่ต้องชะงักเมื่อสองสาวหันหลังใส่กัน “อ้าว ชะนีเอมเป็นอะไรยะ”
“ก็มนน่ะสิ”
“ทำไม?”
“มันว่าฉัน” เอมอรว่าพลางสะบัดค้อนใส่
ฐาปกรณ์ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมา น้อยครั้งจริง ๆ ที่มณีมณฑน์จะว่าใคร เอมอรคงทำอะไรเกินตัวล่ะมั้งถึงทำให้คนเงียบ ๆ ออกปากเตือนได้
“แล้วไปพูดอะไร มนถึงว่าเอาได้”
ก่อนที่เอมอรจะกระซิบพูดกับฐาปกรณ์ พอรู้ถึงที่มาที่ไป ถึงขำพรืดออกมาอีกครั้ง ขำจนท้องแข็งถึงหยุด แล้วชวนกันขึ้นรถรางไปลงหน้าคณะ
หลังเลิกเรียนปรับพื้นฐาน สามสาวก็คุยกันว่าจะหาอะไรกินก่อนกลับ แต่ยังตกลงกันไม่ได้ ฐาปกรณ์เลยเสนอร้านข้างมอ
“เอาอย่างนี้มั้ย ไปหาอะไรกินหลังมอกัน เห็นรุ่นพี่บอกว่ามีร้านเด็ดแถววิทยาลัยเทคนิค T เพียบเลย สนใจไหมชะนีน้อย”
“ร้านยำได้ไหม ได้ยินมาว่าแถวนั้นมีอยู่ร้านหนึ่ง เผื่ออร่อยจะได้แวะซื้อกินบ่อย ๆ”
“กินแต่ยำนะ ถ้าปวดท้องฉันจะด่าให้” เอมอรว่าอย่างไม่จริงจังนัก
“ก็ฉันชอบกินนิ”
ตกลงกันได้ก็เดินไปข้างมอ ซี่งมีร้านค้าร้านอาหารอยู่หลายร้าน มาถึงร้านยำที่ว่า มณีมณฑน์เลยเข้ามานั่งรอคิวในร้าน ส่วนเอมอรกับฐาปกรณ์นั้นไปยืนมองเด็กช่างอยู่หน้าร้าน
“เอาอะไรดีหนู” ป้าเจ้าของร้านถามเมื่อถึงคิว ส่วนสองคนนั้นได้คิวทีหลังเธอ
“ยำวุ้นเส้นทะเล พิเศษ ผักเยอะ ๆ เปรี้ยวนำค่ะป้า” หญิงสาวสั่งของตัวเอง ก่อนเดินไปนั่งรอสองคนนั้นที่บอกให้ไปนั่งโต๊ะหินอ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่ติดกับวิทยาลัยเทคนิค T ด้านหลังยังมีตลาดนัดยามเย็นให้เดินกันอีกด้วย
“ทำไมมานั่งตรงนี้” หญิงสาวเอ่ยปากถาม เมื่อสองคนนั้นถือของกินมานั่ง
“วิวดี มองไปทางไหนก็มีแต่อาหารตา” ฐาปกรณ์พูดอย่างเพ้อฝัน ด้วยทางเดินมีเด็กช่างผู้ชายบางกลุ่ม รวมไปถึงนักศึกษามอเธอเดินกันละลานตาไปหมด
ระหว่างที่พวกเธอนั่งกินกันอยู่นั้น จู่ ๆ มีเด็กช่างชุดไม่คุ้นตาสามคนวิ่งผ่านหน้า แต่ละคนถืออาวุธ ทั้งไม้หน้าสาม ทั้งสนับมือ ตามด้วยอีกกลุ่มที่วิ่งไล่พวกสามคนนั้นไป ดูแล้วคงเป็นเด็กช่างวิทยาลัยเทคนิค T ที่วิ่งไล่นักศึกษาอีกสถาบันที่เข้ามาในพื้นที่ของพวกเขามั้งเลยไม่พอใจที่ถูกหยามถึงที่
“เฮ้ย! ตามมันไป อย่าให้มันมาหยามเราได้” ผู้ชายคนหนึ่งที่เธอคาดว่าเป็นหัวโจกตะโกนบอกเพื่อนอีกนับสิบที่วิ่งตามหลังมา
เห็นอย่างนั้นแล้ว จากที่จะกินแบบอร่อย ๆ ต้องมาหนีพวกนักเลงที่ขว้างขวดขว้างก้อนหินมาทางที่พวกเธอนั่ง ทำให้ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นหาที่หลบกันจ้าละหวั่น
“เอาไงดีวะมึง”
“หลบก่อนดิ ปะ” มณีมณฑน์ครองสติได้ดีกว่าลากเพื่อนทั้งสองที่นั่งตัวสั่นไม่ไหวติงออกจากตรงนั้น เพื่อหาที่หลบที่ปลอดภัย แอบอยู่นานจนแน่ใจว่าพวกนั้นไม่ย้อนกลับมาอีกแล้ว ถึงพากันออกจากตรงที่ใช้เป็นที่หลบภัย
“ไปกันหมดแล้วแน่นะ” ฐาปกรณ์ที่ออกมาทีหลังถาม
“น่าจะหมดแล้วนะ”
“เฮ้ย นั่น กระเป๋าตังค์ใครวะ” ขณะที่เดินออกจากซอยกลาง เอมอรที่กำลังเดินผ่านเห็นเข้าเลยหยิบขึ้นมาดูอย่างสงสัย
“ไม่ใช่ของฉันแน่ ๆ”
“หรือจะเป็นของพวกนั้น” มณีมณฑน์สันนิษฐาน
“แล้วจะหาเจ้าของเจอได้ยังไง”
“ตามจากชื่อบัตรสำคัญที่อยู่ในกระเป๋าไง”
“อย่าบอกนะว่า แกจะเปิดดูน่ะ”
มณีมณฑน์พยักหน้าเป็นคำตอบ แต่ก่อนจะทำอะไรมากกว่านี้ ก็มีเสียงคุยกันของผู้ชายสองคนเหมือนกำลังหาอะไรกันอยู่
“พี่เบนซ์ ๆ คนที่มากับพี่คนนั้นชื่ออะไร” ฐาปกรณ์ถามพร้อมชี้นิ้วไปทางพี่เบส“ไอ้เบสเหรอ” ชัชพลถามอย่างสงสัย เพราะเห็นจากนิ้วที่ฐาปกรณ์ชี้ ซึ่งตรงกับเจ้าของชื่อ“ไม่ใช่ อีกคนข้าง ๆ กันสิ”“ไอ้เทนอะนะ”“ใช่ ๆ…”“อะไรกันวะ” เจ้าของชื่อที่เพิ่งเดินมาถาม“น้องมันถามว่ามึงสองคนชื่ออะไรน่ะ”พี่แกพยักหน้าเข้าใจ“แล้วพวกพี่เรียนอะไรกันเหรอ ทำไมหนูไม่เห็นคุ้นเลย” ยังคงเป็น ฐาปกรณ์ที่ชวนคุย“แผนกวิชาช่างก่อสร้างโยธาน่ะ” พร้อมกับชี้ที่แถบเสื้อบนอกข้างซ้ายที่เป็นสีน้ำเงิน ปักชื่อแผนกไว้“แล้วอยู่ระดับปวช.หรือปวส.เหรอ”“ปวส.ปี 2 แล้ว”ฐาปกรณ์พยักหน้า“ว่าแต่น้อง ๆ ชื่ออะไรกันบ้างล่ะ” เป็นเตชินท์ที่ละสายตาจากหน้าจอเงยหน้ามาถาม“หนูชื่อเอ็มมี่ คนนี้ชื่อเอม คนนู้นชื่อมน” ชายใจสาวแนะนำตัวให้หนุ่ม ๆ ได้รู้จักพวกเธอบ้าง“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับน้อง ๆ” พี่ ๆ ทั้งสามบอก หากมีอีกคนไม่สนใจ เอาแต่เล่นมือถือ ซึ่งคุณก็รู้ว่าใครพี่เบสไงจะใครล่ะ“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ” “ไง ยำอร่อยมั้ย”“อร่อยนะ”หืม เดี๋ยวนะ ทำไมเสียงคุ้นหูแบบนี้ล่ะ พอเธอเงยหน้าขึ้นเท่านั้นแหละ ก็สบเข้ากับแววตาคมเข้าอย่างจัง เมื่อกี้เข
“จะเอายังไงก็ว่ามาไอ้เบส”“มาหลบหลังพวกพี่ก่อนมา”สุดท้ายชายหนุ่มก็เอ่ยปาก สามสาวไม่รอช้าที่จะไปหลบหลังของ หนุ่ม ๆ ที่ลงจากรถมายืนประจันกับพวกนักเลง“ส่งพวกนั้นมาให้กู”นักเลงคนแรกที่เอมอรเล่าให้ฟังว่าคนนี้แหละที่ลวนลามเธอ พูดเสียงเคียดแค้น“ใจเย็นนะพี่ ค่อย ๆ คุยกันดีกว่า”“อย่ายุ่งดีกว่าน้อง”“อ้าว พูดอย่างนี้ก็สวยดิ” พี่เต๋าว่า พร้อมมีเรื่องเต็มที่ หากคนพวกนั้นเข้าใส่“น้อง ๆ เขาไปทำอะไรให้พวกพี่เหรอ ถึงต้องไล่ตามแบบนี้” พี่เบสเอ่ยถามเสียงเกรี้ยวกราด“ก็ผู้หญิงคนนั้นต่อยหน้าเพื่อนกู” เพื่อนของคนที่เอมอรต่อยบอก“พี่ไปทำอะไรน้องเขาหรือเปล่า น้องถึงทำพี่แบบนั้น” “อย่าเรื่องมาก ปล่อยมันมาให้กูดี ๆ ดีกว่าว่ะ” หากเขาไม่ตอบ กลับบอกให้ส่งเอมอรไปให้จู่ ๆ เสียงนกหวีดดังมาแต่ไกล ตำรวจที่ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่สองนายขับรถเข้ามาจอดเทียบจุดที่พวกเธอยืนอยู่“มีอะไรกันหรือเปล่าครับ” เจ้าหน้าที่ที่นั่งซ้อนท้ายและเป็นคนเป่านกหวีดถาม“คือ...” พี่เบสกำลังจะตอบ คนที่เอมอรต่อยเอ่ยแทรกเสียก่อน“เข้าใจผิดกันนิดหน่อยครับ ตอนนี้คุยกันเข้าใจแล้ว”นักเลงสามคนนั้นมีท่าทางเลิ่กลั่ก ก่อนพากันเดินจา
“แกบอกว่าจะพาฉันสองคนไปไหนนะเอ็มมี่” เอมอรถามย้ำ ด้วยคิดว่าตัวเองหูฝาด“สนามกีฬา กูได้ยินพี่ ๆ เขาพูดกันว่าวันนี้มีบอลนัดพิเศษของเด็กช่างวิทยาลัยเทคนิค T ที่แข่งกันนอกรอบ”“ไปชุดนี้ได้ไหม ขี้เกียจกลับไปเปลี่ยน” มณีมณฑน์ว่า“ได้ ๆ” เช่นนั้นแล้ว ทั้งสามก็พากันนั่งสองแถวไปสนามกีฬา ซึ่งเลยหมู่บ้านของฐาปกรณ์ไปไม่ไกล หากตอนเธอมาถึงก็ยังไม่เห็นว่าจะมีคนมา“ยังไม่มีใครมาเลยว่ะ ไปหาที่นั่งกันก่อนไหม”“จะมีได้ยังไง เขาแข่งกันบ่ายสามโน้น”“แล้วแกจะรีบมาเพื่อ” ตอนนั้นเพิ่งเที่ยงครึ่งเอง ให้นั่งรอเป็นสองสามชั่วโมงเลยหรือไง บ้าไปแล้ว“ก็แกสองคนบอกว่าไม่อยากกลับห้อง ฉันเลยพาแกมาที่นี่เลยไง” ฐาปกรณ์ว่า“แต่ไม่ใช่รอชั่วโมงสองชั่วโมงแบบนี้มั้ยคะ”“เอาล่ะ ๆ แกสองคนหยุดเถียงกันได้แล้ว ไหน ๆ ก็มาแล้วก็นั่งเล่นรอก็ได้” มณีมณฑน์ห้ามทัพ แล้วหยิบงานที่อาจารย์สั่งวันนี้ขึ้นมาทำระหว่างรอ ซึ่งทั้งเอมอรและฐาปกรณ์ก็ทำเช่นเดียวกันเกือบบ่ายสอง นักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิค T เริ่มมาและจับจองพื้นที่บนอัฒจันทร์ และนักกีฬาบางส่วนเริ่มวอร์มร่างกายอยู่ข้างสนามกันแล้ว จู่ ๆ เอมอรและฐาปกรณ์ที่ไปเข้าห้องน้ำก็วิ่งหน้าตั้งมา
“เอาไงมึง...ตามเอากระเป๋าที่มึงแย่งมาไปคืนเขามั้ย” เตชินท์ถามบุรินทร์ที่ถือกระเป๋าสะพายสีขาวของหญิงสาวอยู่“ไม่ล่ะ พรุ่งนี้ค่อยเอาไปคืน”“มึงก็นะ ไม่รู้จะแกล้งเขาไปเพื่ออะไร” ชัชพลได้แต่ส่ายหน้ากับนิสัยของเพื่อน“มันรู้สึกชอบเขาแหละ แต่ยังไม่รู้ใจตัวเอง เลยชวนพวกเรามาดักเจอเขา ก็เลยหาเรื่องแกล้งให้เขาไม่พอใจ” วิทวัสพูดอย่างรู้ทันอย่างคนมีประสบการณ์ตรง“รู้ดีไปหมดนะมึงเนี่ย”“กูก็พูดในสิ่งที่กูเห็นนิหว่า”“พอ ๆ หยุดทะเลาะกันได้แล้ว” บุรินทร์ห้าม “กูไม่ได้รู้สึกอะไรอย่างที่มึงพูดทั้งนั้นแหละไอ้เทน”“เออ ไอ้คนปากแข็ง เดี๋ยวกูจะคอยดูว่ามึงจะปากแข็งไปได้นานแค่ไหน”“มันจะไม่มีวันนั้น” บุรินทร์พูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและมั่นใจในตัวเอง จนเพื่อน ๆ ต้องส่ายหน้าไอ้พวกปากหนัก ปากแข็ง ไม่รู้ใจตัวเอง เห็นเจ็บมานักต่อหนักแล้ว ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าบุรินทร์จะมีสภาพแบบไหนวันนี้มีเรียนสิบโมงเช้าเล
ก่อนมาที่นี่เพื่อนก็ห้ามแล้ว แต่เขาไม่ฟังเอง จนพวกมันส่ายหัวเอือมระอา ได้แต่มองดูเขาหาเรื่องหญิงสาว“ทำไมจะจำไม่ได้ ในเมื่อฉันทำเองกับมือ ปล่อยนะ! ปล่อยสิ แกช่วยเราด้วย” เมื่อทำอะไรเขาไม่ได้ เลยเรียกเพื่อนให้ช่วย ซึ่งสองคนนั้นยืนกอดกันตัวสั่นอย่างหวาดกลัว จะเข้ามาช่วยก็โดนเพื่อนของผู้ชายคนนั้นขวางทางไว้“อย่ายุ่งดีกว่าน้อง ให้เขาเคลียร์กันเองเถอะ”“พี่ช่วยบอกให้เพื่อนพี่ปล่อยเพื่อนหนูเถอะนะ ถ้ามันทำอะไรให้ไม่พอใจ ขอโทษแทนมันด้วย” ฐาปกรณ์ออกโรงปกป้องให้เพื่อนเขาช่วยพูดให้“ทำไมคนทำไม่พูดเองวะ ให้เพื่อนพูดแทนทำไม ในเมื่อเพื่อนเธอไม่ได้ทำ” เขาว่าเสียงนิ่งเรียบ“ก็พี่แกล้งหนูก่อน” ร่างบางตะโกนว่าเสียงดังอย่างคนไม่ยอมแพ้ เพราะอารมณ์ตอนนี้ไม่คงที่แล้ว กลัวเหลือเกินว่าจะระเบิดออกมา“ขอโทษเพื่อนดี ๆ เถอะน้อง จะได้จบ ๆ” ผู้ชายอีกคนที่เธอไม่รู้จักชื่อบอก“ไม่ค่ะ หนูไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องขอโทษด้วย เขาต่างหากที่ต้องขอโทษหนู ปล่อย!” มือเล็กปลดสายกระเป๋าออกจ
“มน พี่ทิวจะมารับ แกไปพร้อมเราไหม” เอมอรถาม ตอนเธอกำลังแต่งตัวไปเรียนปรับพื้นฐานในช่วงเช้าของวันสุดท้าย ก่อนที่สัปดาห์หน้าจะเปิดภาคเรียน“ไม่ละ แกไปกับพี่เขาเถอะ”“แต่เราไม่อยากให้แกนั่งรถคนเดียว นะ ไปด้วยกัน”“ไม่เอา เราไปได้ ไม่ต้องห่วงหรอก คนออกจะเยอะ เขาคงไม่กล้าทำอะไรหรอก”เมื่อวานกลับมาถึงห้อง เธอได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เอมอรเลยกลัวว่าพวกนั้นจะดักรอหาเรื่องอีก เลยชวนให้นั่งรถไปด้วยกัน“โอเค ๆ ระวังตัวด้วยล่ะ ยังไงเจอกันที่มอเลยนะ”เอาจริง เธอไม่อยากไปเป็นก้างขวางคอเพื่อนกับผู้ชาย ซึ่งตั้งแต่วันนั้นสองคนนั้นไม่ได้เจอกันเลยเป็นสัปดาห์แล้ว เธอเลยปล่อยให้ไปเจอไปคุยกันบ้างเอมอรออกไปไม่นาน เธอก็ตามไปติด ๆ พอเห็นว่าสายแล้วไม่อยากรอสองแถว เลยเรียกวินเจ้าประจำให้ไปส่ง ตอนนั้นเองสายตาคู่สวยเหลือบไปเห็นว่ามีเด็กช่างจากวิทยาลัยเทคนิค T ขับรถตามมา ทุกคนใส่หมวกกันน็อกเต็มใบกันหมด ก็ไม่ได้สนใจ เพราะเห็นเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว จนคันที่ขับนำมาเปิดกระจกของหมวกกันน็อกออก หน้าของผู







