LOGIN“ไอ้เต๋าหาดูดิ หล่นแถวนี้หรือเปล่าวะ”
“วิ่งยังไงของมึงวะ ถึงทำกระเป๋าตังค์หายได้”
โป๊ะเชะ ใช่สิ่งเดียวกันกับที่พวกเธอเจอแน่นอน
“แก...ฉะ ฉันว่าถอยดีกว่าว่ะ” ฐาปกรณ์เห็นคนพวกนั้นถือไม้หน้าสามมารีบกระซิบบอก
“เออ ไปเหอะ ค่อยเอาไปฝากตามร้านค้าเอาก็ได้ ถือไม้แบบนี้น่ากลัวว่ะ” กำลังจะหันหลังวิ่ง ก็ได้ยินเสียงของหนึ่งในสองโวยวายเสียงดัง
“เฮ้ย นั่น กระเป๋ากู!”
ก่อนที่ชายร่างสูงหน้าโหดจะเดินเร็ว ๆ มาคว้ากระเป๋าจากมือหญิงสาวอย่างแรง พวกเธอทำอะไรไม่ถูกได้แต่มองหน้ากัน แล้วชายหนุ่มอีกคนกล่าวถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“น้องขโมยของเพื่อนพี่เหรอ”
“เปล่าพี่ พวกหนูเก็บได้ ว่าจะเอาไปฝากไว้ร้านค้า” มณีมณฑน์ปฏิเสธข้อกล่าวหาและอธิบายสิ่งที่ใจคิด หากอีกคนไม่คิดแบบเดียวกับเธอ
“จริงเหรอวะ เมื่อกี้ยังจะวิ่งหนีอยู่เลย” เจ้าของกระเป๋าว่าน้ำเสียงดุดัน
“นะ...แน่พี่ ขอตัวก่อนนะคะ” เอมอรตอบแทน พร้อมดึงมือมณีมณฑน์ให้วิ่งตาม เพราะกลัวว่าจะโดนไม้ที่สองคนนั้นถืออยู่ฟาดหน้า
ตั้งแต่จบกิจกรรมรับน้องรวมถึงจับสายพี่รหัส เฉลยพี่รหัส ก็เข้าสู่โหมดเรียนอย่างจริงจัง ซึ่งวันนี้ก็เช่นเดียวกัน ที่ต้องกลับห้องเย็นกว่าปกติ ทำให้ต้องยืนรอรถกันสองคน เพราะฐาปกรณ์รีบกลับบ้านด้วยญาติจากระยองมาหา
ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย ยืนรอกว่าครึ่งชั่วโมง ไม่มีวินขับผ่านมาสักคัน
“ฉันว่าเดินไปก่อนดีกว่าว่ะ เผื่อมีคันไหนผ่านมาจะได้เรียก รอแบบนี้สองทุ่มก็ไม่ถึงห้องหรอก อยากอาบน้ำนอนแล้วด้วย” มณีมณฑน์ชวน ก่อนพากันเดินมาข้ามสะพานลอยหน้าวิทยาลัยเทคนิค T เดินจนจะถึงทางเข้าซอยหอพักอยู่แล้ว ก็เห็นเด็กช่างสี่คน หนึ่งในสี่เป็นคนที่เธอมีเรื่องวันนั้นนั่งคร่อมรถมอเตอร์ไซค์คุยกันอยู่ริมถนนหน้าร้านสะดวกซื้อ
“แก เขามาดักรอเราหรือเปล่า” เอมอรพยายามยื้อไม่ให้เธอเดินต่อ
“ไม่ใช่หรอกมั้ง เขาอาจจะมานั่งคุยเล่นกันก็ได้ คนเดินผ่านไปผ่านมาตลอดแบบนี้ เขาคงไม่กล้าทำอะไรเราหรอก เดินต่อเถอะ อย่าไปกลัว อย่าไปมองหน้า อย่าสบตา”
หากมณีมณฑน์ทำใจดีสู้เสือ จูงมือเอมอรให้เดินไปกัน บางคนในกลุ่มก็มองด้วยสายตาน่ากลัวจนรู้สึกได้ เลยทำให้มณีมณฑน์ต้องก้มหน้าตอนเดินผ่าน หากก็ไม่ทันการณ์เมื่อคนในกลุ่มมาขวางทางไว้
“เดินกลับกันเองเหรอน้อง ให้พี่ไปส่งมั้ย” ผู้ชายคนแรกถาม แล้วตามติด ๆ ด้วยอีกคน
“มืดค่ำอย่างนี้เดินกลับกันแบบนี้ ไม่กลัวหรือไง”
“ไม่ค่ะ ไฟสว่างอย่างนี้คงไม่มีใครทำอะไรหรอกค่ะ ถ้าจะมีก็มีแต่พวกพี่นี่แหละที่น่ากลัว” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว ที่ถูกคนพวกนี้ยื้อไว้
“ปากเก่งจริงนะ”
พอเห็นว่าใครพูด หญิงสาวก็ปิดปากเงียบ เพราะดวงตาคมที่มองมานั้น น่ากลัวจนไม่กล้าสบตา
“อ้าว ไม่ปากดีอีกล่ะ” ผู้ชายคนนั้นพยายามจะเข้ามาหาเรื่อง แต่ถูกเพื่อนคนที่เดินไปหากระเป๋าตังค์ด้วยเอ่ยปราม
“ใจเย็นดิเบส น้องมันกลัวจนตัวสั่นหมดแล้วน่ะ”
“ช่างดิ กูไม่สนใจคนที่ขโมยกระเป๋าเงินกูหรอก”
“บอกไม่ได้ขโมยก็ไม่ได้ขโมยสิ ตอนนั้นไม่รู้ว่าของใคร เลยเก็บไว้ว่าจะไปถามคนแถวนั้น” มณีมณฑน์ที่ไม่ยอมให้ใครมาว่าฝ่ายเดียวเถียงกลับเสียงแข็ง
“แต่ที่กูเห็นคือพวกเธอกำลังวิ่งหนี”
ร่างบางถอนหายใจอย่างอ่อนใจ รู้สึกโมโหเล็กน้อยที่เขาไม่เชื่อสิ่งที่เธอพูด
“จะไม่ให้หนีได้ยังไง ในเมื่อพี่สองคนถือไม้หน้าสามมาน่ะ เป็นใครก็กลัวปะ” เธอชี้ไปที่เขากับเพื่อน
“ไม่รู้แหละ ยังไงเธอก็ขึ้นชื่อว่าขโมย”
เถียงไม่ได้ก็แถ แถจนสีข้างถลอกแล้วมั้งนั่น
“แล้วแต่พี่จะคิดเถอะ ปะ เอมกลับ เสียเวลากับคนแบบนี้มากไปแล้ว” เมื่อรู้ว่าเถียงไปก็เปล่าประโยชน์ เลยดึงมือเอมอรเดินหนีพวกเขา แต่ก็ถูกคว้าข้อมือไว้
“เดี๋ยว!”
“จะเอายังไงว่ามา” เธอหันมองหน้าร่างสูงพลางยืนบังเอมอรไว้
“เอาสักหน่อยไหมวะ เด็กแม่งกร่างว่ะ” ไอ้คนที่แซวเธอคนแรกถามผู้ชายที่จับมือเธอไม่ปล่อย
“เฮ้ย ไอ้เบนซ์ ไอ้เบส พอได้แล้ว จะแกล้งอะไรน้องเขานักหนาวะ” คนที่ไปช่วยหากระเป๋าห้าม ก่อนหันมาพูดกับเธอ “น้องไปเถอะ”
แบบนั้นแล้วเธอสองคนก็พากันวิ่งเข้าซอยอย่างไว กลัวว่าหากช้ากว่านี้ ผู้ชายคนนั้นคงไม่ปล่อยเธอไปแน่
“พี่เบนซ์ ๆ คนที่มากับพี่คนนั้นชื่ออะไร” ฐาปกรณ์ถามพร้อมชี้นิ้วไปทางพี่เบส“ไอ้เบสเหรอ” ชัชพลถามอย่างสงสัย เพราะเห็นจากนิ้วที่ฐาปกรณ์ชี้ ซึ่งตรงกับเจ้าของชื่อ“ไม่ใช่ อีกคนข้าง ๆ กันสิ”“ไอ้เทนอะนะ”“ใช่ ๆ…”“อะไรกันวะ” เจ้าของชื่อที่เพิ่งเดินมาถาม“น้องมันถามว่ามึงสองคนชื่ออะไรน่ะ”พี่แกพยักหน้าเข้าใจ“แล้วพวกพี่เรียนอะไรกันเหรอ ทำไมหนูไม่เห็นคุ้นเลย” ยังคงเป็น ฐาปกรณ์ที่ชวนคุย“แผนกวิชาช่างก่อสร้างโยธาน่ะ” พร้อมกับชี้ที่แถบเสื้อบนอกข้างซ้ายที่เป็นสีน้ำเงิน ปักชื่อแผนกไว้“แล้วอยู่ระดับปวช.หรือปวส.เหรอ”“ปวส.ปี 2 แล้ว”ฐาปกรณ์พยักหน้า“ว่าแต่น้อง ๆ ชื่ออะไรกันบ้างล่ะ” เป็นเตชินท์ที่ละสายตาจากหน้าจอเงยหน้ามาถาม“หนูชื่อเอ็มมี่ คนนี้ชื่อเอม คนนู้นชื่อมน” ชายใจสาวแนะนำตัวให้หนุ่ม ๆ ได้รู้จักพวกเธอบ้าง“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับน้อง ๆ” พี่ ๆ ทั้งสามบอก หากมีอีกคนไม่สนใจ เอาแต่เล่นมือถือ ซึ่งคุณก็รู้ว่าใครพี่เบสไงจะใครล่ะ“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ” “ไง ยำอร่อยมั้ย”“อร่อยนะ”หืม เดี๋ยวนะ ทำไมเสียงคุ้นหูแบบนี้ล่ะ พอเธอเงยหน้าขึ้นเท่านั้นแหละ ก็สบเข้ากับแววตาคมเข้าอย่างจัง เมื่อกี้เข
“จะเอายังไงก็ว่ามาไอ้เบส”“มาหลบหลังพวกพี่ก่อนมา”สุดท้ายชายหนุ่มก็เอ่ยปาก สามสาวไม่รอช้าที่จะไปหลบหลังของ หนุ่ม ๆ ที่ลงจากรถมายืนประจันกับพวกนักเลง“ส่งพวกนั้นมาให้กู”นักเลงคนแรกที่เอมอรเล่าให้ฟังว่าคนนี้แหละที่ลวนลามเธอ พูดเสียงเคียดแค้น“ใจเย็นนะพี่ ค่อย ๆ คุยกันดีกว่า”“อย่ายุ่งดีกว่าน้อง”“อ้าว พูดอย่างนี้ก็สวยดิ” พี่เต๋าว่า พร้อมมีเรื่องเต็มที่ หากคนพวกนั้นเข้าใส่“น้อง ๆ เขาไปทำอะไรให้พวกพี่เหรอ ถึงต้องไล่ตามแบบนี้” พี่เบสเอ่ยถามเสียงเกรี้ยวกราด“ก็ผู้หญิงคนนั้นต่อยหน้าเพื่อนกู” เพื่อนของคนที่เอมอรต่อยบอก“พี่ไปทำอะไรน้องเขาหรือเปล่า น้องถึงทำพี่แบบนั้น” “อย่าเรื่องมาก ปล่อยมันมาให้กูดี ๆ ดีกว่าว่ะ” หากเขาไม่ตอบ กลับบอกให้ส่งเอมอรไปให้จู่ ๆ เสียงนกหวีดดังมาแต่ไกล ตำรวจที่ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่สองนายขับรถเข้ามาจอดเทียบจุดที่พวกเธอยืนอยู่“มีอะไรกันหรือเปล่าครับ” เจ้าหน้าที่ที่นั่งซ้อนท้ายและเป็นคนเป่านกหวีดถาม“คือ...” พี่เบสกำลังจะตอบ คนที่เอมอรต่อยเอ่ยแทรกเสียก่อน“เข้าใจผิดกันนิดหน่อยครับ ตอนนี้คุยกันเข้าใจแล้ว”นักเลงสามคนนั้นมีท่าทางเลิ่กลั่ก ก่อนพากันเดินจา
“แกบอกว่าจะพาฉันสองคนไปไหนนะเอ็มมี่” เอมอรถามย้ำ ด้วยคิดว่าตัวเองหูฝาด“สนามกีฬา กูได้ยินพี่ ๆ เขาพูดกันว่าวันนี้มีบอลนัดพิเศษของเด็กช่างวิทยาลัยเทคนิค T ที่แข่งกันนอกรอบ”“ไปชุดนี้ได้ไหม ขี้เกียจกลับไปเปลี่ยน” มณีมณฑน์ว่า“ได้ ๆ” เช่นนั้นแล้ว ทั้งสามก็พากันนั่งสองแถวไปสนามกีฬา ซึ่งเลยหมู่บ้านของฐาปกรณ์ไปไม่ไกล หากตอนเธอมาถึงก็ยังไม่เห็นว่าจะมีคนมา“ยังไม่มีใครมาเลยว่ะ ไปหาที่นั่งกันก่อนไหม”“จะมีได้ยังไง เขาแข่งกันบ่ายสามโน้น”“แล้วแกจะรีบมาเพื่อ” ตอนนั้นเพิ่งเที่ยงครึ่งเอง ให้นั่งรอเป็นสองสามชั่วโมงเลยหรือไง บ้าไปแล้ว“ก็แกสองคนบอกว่าไม่อยากกลับห้อง ฉันเลยพาแกมาที่นี่เลยไง” ฐาปกรณ์ว่า“แต่ไม่ใช่รอชั่วโมงสองชั่วโมงแบบนี้มั้ยคะ”“เอาล่ะ ๆ แกสองคนหยุดเถียงกันได้แล้ว ไหน ๆ ก็มาแล้วก็นั่งเล่นรอก็ได้” มณีมณฑน์ห้ามทัพ แล้วหยิบงานที่อาจารย์สั่งวันนี้ขึ้นมาทำระหว่างรอ ซึ่งทั้งเอมอรและฐาปกรณ์ก็ทำเช่นเดียวกันเกือบบ่ายสอง นักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิค T เริ่มมาและจับจองพื้นที่บนอัฒจันทร์ และนักกีฬาบางส่วนเริ่มวอร์มร่างกายอยู่ข้างสนามกันแล้ว จู่ ๆ เอมอรและฐาปกรณ์ที่ไปเข้าห้องน้ำก็วิ่งหน้าตั้งมา
“เอาไงมึง...ตามเอากระเป๋าที่มึงแย่งมาไปคืนเขามั้ย” เตชินท์ถามบุรินทร์ที่ถือกระเป๋าสะพายสีขาวของหญิงสาวอยู่“ไม่ล่ะ พรุ่งนี้ค่อยเอาไปคืน”“มึงก็นะ ไม่รู้จะแกล้งเขาไปเพื่ออะไร” ชัชพลได้แต่ส่ายหน้ากับนิสัยของเพื่อน“มันรู้สึกชอบเขาแหละ แต่ยังไม่รู้ใจตัวเอง เลยชวนพวกเรามาดักเจอเขา ก็เลยหาเรื่องแกล้งให้เขาไม่พอใจ” วิทวัสพูดอย่างรู้ทันอย่างคนมีประสบการณ์ตรง“รู้ดีไปหมดนะมึงเนี่ย”“กูก็พูดในสิ่งที่กูเห็นนิหว่า”“พอ ๆ หยุดทะเลาะกันได้แล้ว” บุรินทร์ห้าม “กูไม่ได้รู้สึกอะไรอย่างที่มึงพูดทั้งนั้นแหละไอ้เทน”“เออ ไอ้คนปากแข็ง เดี๋ยวกูจะคอยดูว่ามึงจะปากแข็งไปได้นานแค่ไหน”“มันจะไม่มีวันนั้น” บุรินทร์พูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและมั่นใจในตัวเอง จนเพื่อน ๆ ต้องส่ายหน้าไอ้พวกปากหนัก ปากแข็ง ไม่รู้ใจตัวเอง เห็นเจ็บมานักต่อหนักแล้ว ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าบุรินทร์จะมีสภาพแบบไหนวันนี้มีเรียนสิบโมงเช้าเล
ก่อนมาที่นี่เพื่อนก็ห้ามแล้ว แต่เขาไม่ฟังเอง จนพวกมันส่ายหัวเอือมระอา ได้แต่มองดูเขาหาเรื่องหญิงสาว“ทำไมจะจำไม่ได้ ในเมื่อฉันทำเองกับมือ ปล่อยนะ! ปล่อยสิ แกช่วยเราด้วย” เมื่อทำอะไรเขาไม่ได้ เลยเรียกเพื่อนให้ช่วย ซึ่งสองคนนั้นยืนกอดกันตัวสั่นอย่างหวาดกลัว จะเข้ามาช่วยก็โดนเพื่อนของผู้ชายคนนั้นขวางทางไว้“อย่ายุ่งดีกว่าน้อง ให้เขาเคลียร์กันเองเถอะ”“พี่ช่วยบอกให้เพื่อนพี่ปล่อยเพื่อนหนูเถอะนะ ถ้ามันทำอะไรให้ไม่พอใจ ขอโทษแทนมันด้วย” ฐาปกรณ์ออกโรงปกป้องให้เพื่อนเขาช่วยพูดให้“ทำไมคนทำไม่พูดเองวะ ให้เพื่อนพูดแทนทำไม ในเมื่อเพื่อนเธอไม่ได้ทำ” เขาว่าเสียงนิ่งเรียบ“ก็พี่แกล้งหนูก่อน” ร่างบางตะโกนว่าเสียงดังอย่างคนไม่ยอมแพ้ เพราะอารมณ์ตอนนี้ไม่คงที่แล้ว กลัวเหลือเกินว่าจะระเบิดออกมา“ขอโทษเพื่อนดี ๆ เถอะน้อง จะได้จบ ๆ” ผู้ชายอีกคนที่เธอไม่รู้จักชื่อบอก“ไม่ค่ะ หนูไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องขอโทษด้วย เขาต่างหากที่ต้องขอโทษหนู ปล่อย!” มือเล็กปลดสายกระเป๋าออกจ
“มน พี่ทิวจะมารับ แกไปพร้อมเราไหม” เอมอรถาม ตอนเธอกำลังแต่งตัวไปเรียนปรับพื้นฐานในช่วงเช้าของวันสุดท้าย ก่อนที่สัปดาห์หน้าจะเปิดภาคเรียน“ไม่ละ แกไปกับพี่เขาเถอะ”“แต่เราไม่อยากให้แกนั่งรถคนเดียว นะ ไปด้วยกัน”“ไม่เอา เราไปได้ ไม่ต้องห่วงหรอก คนออกจะเยอะ เขาคงไม่กล้าทำอะไรหรอก”เมื่อวานกลับมาถึงห้อง เธอได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เอมอรเลยกลัวว่าพวกนั้นจะดักรอหาเรื่องอีก เลยชวนให้นั่งรถไปด้วยกัน“โอเค ๆ ระวังตัวด้วยล่ะ ยังไงเจอกันที่มอเลยนะ”เอาจริง เธอไม่อยากไปเป็นก้างขวางคอเพื่อนกับผู้ชาย ซึ่งตั้งแต่วันนั้นสองคนนั้นไม่ได้เจอกันเลยเป็นสัปดาห์แล้ว เธอเลยปล่อยให้ไปเจอไปคุยกันบ้างเอมอรออกไปไม่นาน เธอก็ตามไปติด ๆ พอเห็นว่าสายแล้วไม่อยากรอสองแถว เลยเรียกวินเจ้าประจำให้ไปส่ง ตอนนั้นเองสายตาคู่สวยเหลือบไปเห็นว่ามีเด็กช่างจากวิทยาลัยเทคนิค T ขับรถตามมา ทุกคนใส่หมวกกันน็อกเต็มใบกันหมด ก็ไม่ได้สนใจ เพราะเห็นเป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว จนคันที่ขับนำมาเปิดกระจกของหมวกกันน็อกออก หน้าของผู







