로그인ก่อนมาที่นี่เพื่อนก็ห้ามแล้ว แต่เขาไม่ฟังเอง จนพวกมันส่ายหัวเอือมระอา ได้แต่มองดูเขาหาเรื่องหญิงสาว
“ทำไมจะจำไม่ได้ ในเมื่อฉันทำเองกับมือ ปล่อยนะ! ปล่อยสิ แกช่วยเราด้วย” เมื่อทำอะไรเขาไม่ได้ เลยเรียกเพื่อนให้ช่วย ซึ่งสองคนนั้นยืนกอดกันตัวสั่นอย่างหวาดกลัว จะเข้ามาช่วยก็โดนเพื่อนของผู้ชายคนนั้นขวางทางไว้
“อย่ายุ่งดีกว่าน้อง ให้เขาเคลียร์กันเองเถอะ”
“พี่ช่วยบอกให้เพื่อนพี่ปล่อยเพื่อนหนูเถอะนะ ถ้ามันทำอะไรให้ไม่พอใจ ขอโทษแทนมันด้วย” ฐาปกรณ์ออกโรงปกป้องให้เพื่อนเขาช่วยพูดให้
“ทำไมคนทำไม่พูดเองวะ ให้เพื่อนพูดแทนทำไม ในเมื่อเพื่อนเธอไม่ได้ทำ” เขาว่าเสียงนิ่งเรียบ
“ก็พี่แกล้งหนูก่อน” ร่างบางตะโกนว่าเสียงดังอย่างคนไม่ยอมแพ้ เพราะอารมณ์ตอนนี้ไม่คงที่แล้ว กลัวเหลือเกินว่าจะระเบิดออกมา
“ขอโทษเพื่อนดี ๆ เถอะน้อง จะได้จบ ๆ” ผู้ชายอีกคนที่เธอไม่รู้จักชื่อบอก
“ไม่ค่ะ หนูไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องขอโทษด้วย เขาต่างหากที่ต้องขอโทษหนู ปล่อย!” มือเล็กปลดสายกระเป๋าออกจากบ่า ยื้อแย่งเพื่อจะเอาของคืน
“ไม่!!!” ไม่พอเขายังออกแรงดึงแรงกว่าเดิมจนกระเป๋าตกไปอยู่กับอีกฝ่ายได้สำเร็จ อย่างว่าแรงผู้หญิงหรือจะสู้ผู้ชายได้
“แกพอเถอะ ปล่อยเขาไป เรากลับห้องกันเถอะ อย่าเสียเวลากับคนแบบนี้เลย” เอมอรเข้ามาดึงเพื่อนไว้ กลัวเหลือเกินว่ามณีมณฑน์จะสติแตกแล้วอาละวาดใส่คนพวกนี้น่ะ
“เออ อยากได้ก็เอาไปเลย” พูดจบร่างบางก็เดินออกจากตรงนั้น ไม่รอใคร ปล่อยให้เอมอรและฐาปกรณ์วิ่งตามมา
เข้าห้องได้ มณีมณฑน์ก็พุ่งตัวไปหาเตียงก่อนใครเพื่อน เหนื่อยจากงานมหาวิทยาลัยไม่พอ ยังต้องมาสู้รบกับพวกเด็กช่างกลุ่มนั้นอีก อะไรมันจะขนาดนั้น
“เหนื่อยว่ะวันนี้” คนตัวเล็กที่นอนอยู่บนเตียงบ่น
“เออ ยังต้องมาเจอกับพวกนั้นอีก กูนิสั่นไปทั้งตัวเลย ไม่กล้าเอ่ยปากด้วยซ้ำ กลัวมันหักคอเอา” เอมอรว่าอย่างขนลุกขนพอง
“จะกลัวอะไรขนาดนั้น”
“อย่าบอกนะว่ามึงไม่กลัว”
“กลัวดิ ตัวสั่นหมด”
“แล้วทำอวดเก่ง” ฐาปกรณ์ได้แต่แบะปากมองบนเพื่อนรัว ๆ
“มากินก่อนมนค่อยนอน” เอมอรชวนกินอาหารที่ซื้อมา ที่แต่ละคนมีกันเต็มสองมือ
“แกสองคนกินก่อนเลย” พร้อมกับนอนคว่ำหน้ากับหมอน แล้วผล็อยหลับไป ตื่นมาอีกทีเกือบสี่ทุ่ม ฐาปกรณ์ก็ออกมาจากห้องน้ำแล้ว ไหนจะเตียงนอนของเอมอรที่ขยับมาชิดติดเตียงเธอแล้ว
“ตื่นแล้วเหรอ ไปอาบน้ำไป” ชายหัวใจสาวบอก หญิงสาวเลยหยิบเสื้อผ้าเข้าห้องน้ำ ออกมาสองคนนั้นก็นอนเล่นมือถืออยู่บนเตียง
“ยังไม่นอนอีกเหรอวะ”
“เพิ่งเคลียร์งานเสร็จเมื่อกี้เอง”
“นั่นสิ งานที่กูทำ ๆ ไว้ อยู่ในกระเป๋าหมดเลย เสียดายว่ะ กว่าจะทำได้แต่ละวิชาไม่ได้ง่ายเลยนะเว้ย” ร่างบางในชุดนอนกางเกงขาสั้นลายการ์ตูนบ่น เพราะหลายวิชาเหมือนกันที่เธอทำเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้ส่ง เลยต้องเก็บไว้ในแฟ้ม รอถึงวันที่อาจารย์เรียกตรวจจะได้ส่งได้ ทว่าตอนนี้งานไม่มีเหลือแล้วนี่สิ
“เอาของเรากับเอมไปดูก็ได้ แล้วทำเอาใหม่เลย”
“ก็ว่าอย่างนั้น ไม่รู้ว่าเขาเอางานของเราไปทิ้งหรือยัง” หญิงสาวคล้ายรำพึงรำพันกับตัวเอง
“พรุ่งนี้เรามีเรียนเช้านิ ลองไปดูแถวนั้นดีไหม เผื่อจะเจอ”
“ช่างเถอะ” มณีมณฑน์ว่าอย่างไม่ใส่ใจ เพราะคิดไว้แล้วว่าเปอร์เซ็นต์ที่จะได้คืนนั้นน้อยมาก
ความเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้มณีมณฑน์ได้แต่อมยิ้มเล็ก ๆ และทำให้เธอรู้ว่า เขาคอยมองเธอตลอด ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็ตาม แบบนี้แหละที่ทำให้เธอรักเขา รักผู้ชายคนนี้ รักที่เขาเป็นเขา“ขอบคุณนะเบส ขอบคุณที่ให้มนได้อยู่ข้าง ๆ อยู่ในสายตาของเบสตลอดมา มนรักเบสนะ” หญิงสาวกระซิบข้างหูของคนเมาที่เธอคิดว่าหลับ ที่ไหนได้ พอเธอเงยหน้าขึ้นมาก็สบสายตาคมเยิ้ม“เบสก็รักมนนะ รักมากด้วย” ก่อนที่เธอจะได้คิดอะไร คนเมาก็พลิกตัวมาอยู่ทาบทับเธอแล้ว “ขอบคุณมนที่ตกลงคบกับเบสในวันนั้น พอเบสถามออกไปแล้ว เบสก็ลุ้นคำตอบมากเลยนะ”“แหม ถ้าไม่ให้มนตอบตกลงได้ยังไง ในเมื่อพี่รวบหัวรวบหางมนแล้วน่ะ”บุรินทร์ได้แต่หัวเราะกับประโยคของภรรยาสาวที่คุณเธอว่ากระแนะกระแหนตนไม่ได้ ก็จริง ถ้าวันนั้นตนไม่รวบหัวรวบหางหญิงสาวก็ไม่ได้มีเธอมาอยู่ข้างกายอย่างเช่นทุกวันนี้หรอก“งั้น วันนี้เบสก็จะทำเหมือนวันนั้นอีกนะ” ไม่รอให้หญิงสาวตอบรับ ชายหนุ่มก็ก้มลงประกบริมฝีปากบาง ซี่งรอบนี้คนตัวเล็กตอบรับสัมผัสจากตนอย่างไม่เกี่ยงงอนความต้องการที่มีมากล้นทำให้บุรินทร์ไม่รอช้าที่จะใช้มือใหญ่ลูบไล้ไปตามต้นขาขึ้นไปเรื่อย ๆ จนตอนนี้สัมผัสอยู่กับดอกไม้อวบอูมกลาง
“มาทำอะไรคะพี่เบส” เอมอรถาม“มารับเจ้าสาวครับ”“ด่านนี้ผ่านยากหน่อยนะคะ”บุรินทร์พยักหน้า “จะให้พี่ทำอะไรว่ามาเลย” ชายหนุ่มบอก อย่างคนที่เตรียมพร้อมมาแล้ว“ไหนตะโกนบอกรักคนที่อยู่ในห้องดัง ๆ หน่อยสิ” รอบนี้ฐาปกรณ์เป็นคนออกคำสั่ง“พี่รักมนครับ”“อะไรนะ เอมกับเอ็มมี่ไม่ได้ยินเลยอะ” ประโยคนั้นของเอมอรทำให้ผู้ใหญ่ต่างหัวเราะกัน“พี่รักมนครับ” เจ้าบ่าวป้องปากตะโกนบอกรักหญิงสาวที่อยู่ข้างในอีกรอบ ซึ่งรอบนี้ดังกว่าเดิมเอมอรและฐาปกรณ์ต่างพยักหน้ายิ้ม ๆ แล้วเปิดทางให้เจ้าบ่าวเข้าไปหาเจ้าสาว“ขอบคุณครับ” พร้อมกับยื่นซองให้เพื่อนสนิทของมณีมณฑน์ แล้วเปิดประตูไปรับสาวคนรัก พอเห็นหน้ากันต่างฝ่ายต่างยิ้มให้กัน ก่อนที่มือหนาจะยื่นออกมาตรงหน้า เจ้าสาวเห็นเช่นนั้นก็ส่งยิ้มให้ แล้วยื่นมือไปกุมกับฝ่ามือหนา พลางมองสำรวจร่างสูงที่อยู่ในชุดไทยสากล ซึ่งสูทและโจงกระเบนนั้นเป็นสีกลีบบัวเข้าชุดกับเจ้าสาวเมื่อบ่าวสาวมานั่งเรียบร้อยก็เริ่มต้นพิธีการ พูดคุย ถึงมานับสินสอดทองหมั้นที่ฝ่ายชายนำมาไม่ว่าจะเป็นเงินสด สร้อยคอทองคำ โฉนดที่ดินอีกจำนวนสองแปลง รวม ๆ กันแล้วก็มากโข แล้วทำขั้นตอนต่อไป“หอมเลย หอมเลย” ทั้งเจ้
งานแต่งงานที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ประจำหมู่บ้านแถวนี้คงไม่พ้นงานแต่งของลูกสาวคนเดียวของคุณลัทธพลและคุณกนกพรไปได้ เพราะทางเจ้าบ่าวเปย์หนักมากหลังจากพิธีสงฆ์เรียบร้อย เพื่อนเจ้าสาวซึ่งลูกหลานของคนงานอีกสองคนมารับบทเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้ ส่วนเอมอรและฐาปกรณ์นั้นไม่ยอมเป็น ให้เหตุผลว่าหากเป็นเพื่อนเจ้าสาวเธอคงไม่ได้สนุก สองคนนี้ก็พาตัวเธอเข้ามาในห้องนอนที่จะกลายเป็นห้องหอตามคำที่เพื่อนสนิทของเธอบอก เพื่อรอทางเจ้าบ่าวแห่ขันหมากมาที่บ้าน“นั่งก่อนแก ฉันจะเติมปากให้” ฐาปกรณ์ว่าพร้อมกับหยิบลิปสติกของตัวเองที่สีเดียวกันกับที่เพื่อนใช้มาทาปากให้ เพราะช่างแต่งหน้านั้นลงไปหาอะไรกินตามคำชวนของบิดาเจ้าสาวที่มาตามด้วยตัวเอง จะมาอีกทีตอนที่มณีมณฑน์เปลี่ยนชุด“เอม ซับหน้าให้เพื่อนหน่อยค่ะสาว มัวแต่ออกไปส่องเพื่อนเจ้าบ่าวอยู่ได้” ฐาปกรณ์ว่า ซึ่งตอนนี้คุณเธออยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีชมพู กางเกงขายาวสีขาว ทางด้านเอมอรนั้นก็มาในชุดเดรสสั้นผ้าชีฟองสีชมพู พิมพ์ลายดอกไม้สีชมพูแดง แขนเสื้อยาวสามส่วน ทรงระบาย ชายกระโปรงตัดแต่งไม่เท่ากัน ซึ่งดูสวยไปอีกแบบส่วนเจ้าสาวนั้นอยู่ในชุดไทยจักรพรรดิสีกลีบบัว ท่อนบนมีสไบจีบรองสไบทึ
“เป็นยังไง ชอบไหม” ชายหนุ่มเอ่ยถามคนที่กำลังมองสำรวจห้องพัก“ชอบค่ะ เขาตกแต่งได้สวยมากเลย”ร่างบอบบางพูดจบแล้วก็เดินไปเปิดผ้าม่านสีขาวพร้อมกับประตูที่อยู่ตรงระเบียงออก เพื่อจะได้มองเห็นวิวทะเลให้ชัดเจนขึ้น พร้อมสูดอากาศเข้าปอด“ดีขนาดนั้นเลย” บุรินทร์ที่เดินตามแฟนสาวออกมา พลางนั่งลงบนเก้าอี้สีขาวขนาดเล็ก“ก็ใช่น่ะสิ นานมากแล้วนะที่มนไม่ได้มาเที่ยวอะ”“นั่นสิ”“แล้วพี่ชอบมั้ยคะที่ได้มาเที่ยวแบบนี้” ร่างบอบบางเอ่ยถามพร้อมกับนั่งเก้าอี้อีกตัวที่วางอยู่ข้าง ๆ กัน“ชอบสิ ที่ไหนที่มีมน พี่ชอบทั้งนั้นแหละ” นาน ๆ จะพูดอะไร หวาน ๆ ที ทำเอาเธอไปไม่เป็นเลยทีเดียว จึงทำได้เพียงส่งยิ้มหน้าแดงให้แล้วซบหน้าลงกับแขนแกร่งเพื่อปิดบังหน้าแดงระเรื่อไว้ บุรินทร์ได้แต่หัวเราะในลำคอ แล้วหอมศีรษะที่มีกลิ่นหอมของชมพูโชยมาบางเบาอย่างรักใคร่“เข้าห้องกันเถอะ ตอนเย็นพี่จะพาไปดูพระอาทิตย์ตก แล้วไปหาอะไรกินแถว ๆ นี้” นั่งกินบรรยากาศกันอยู่นาน บุรินทร์ถึงชวนแฟนสาวเข้าไปนอนในห้อง เพราะตอนนี้หญิงสาวเริ่มตาปรือแล้วพักผ่อนจนหายเหนื่อยแล้ว ประมาณห้าโมงเย็นถึงพากันออกจากห้องลงยังชั้นล่างเพื่อไปดูพระอาทิตย์ตกดินตรงสะพานห
“มน ไปเที่ยวกันมั้ย” ชายหนุ่มเอ่ยชวนแฟนสาว ในตอนที่ทั้งสองกำลังจะเตรียมตัวเข้านอน โดยที่บุรินทร์นั้นกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง ส่วนหญิงสาวกำลังทาครีมบำรุงอยู่โต๊ะเครื่องแป้ง“เที่ยวไหนอะ”“หาดแสงจันทร์”“ไปวันไหน” มณีมณฑน์ยังคงถามไม่หยุด คนตอบก็ตอบไม่หยุดเช่นกัน“พรุ่งนี้”“ทำไมไม่บอกมนล่วงหน้าเลยล่ะ แล้วจะไปกี่วัน” ร่างบอบบางที่อยู่ในชุดนอนกระโปรงแขนสั้นผ้าไหมอิตาลีลุกเดินไปเปิดตู้ผ้าแบบบิลต์อิน เพื่อจัดกระเป๋า“สองวันก็พอแล้วมั้ง ปิดเทอมใหญ่ค่อยไปหลาย ๆ วัน โอเคมั้ย”“โอเคค่ะ” หญิงสาวตอบรับ พร้อมกับเลือกชุดที่จะเอาไปใส่เที่ยวมากองไว้เกือบสิบชุด แล้วเลือกชุดของแฟนหนุ่มที่แมตซ์กับชุดของเธอมาวางไว้ข้าง ๆ กัน “จองห้องแล้วยัง ติดทะเลด้วยหรือเปล่า”“เรียบร้อย” พร้อมกับยกมือถือให้หญิงสาวดูข้อความที่ตนคุยกับพนักงานของรีสอร์ตที่จะเข้าพัก ดีที่ว่าช่วงนี้ไม่ใช่ช่วงวันหยุดยาวเลยมีห้องว่าง“เสร็จยัง มานอนได้แล้ว” บุรินทร์ที่นั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงว่า หลังจากมองหญิงสาวหยิบกระเป๋าเครื่องสำอางใส่กระเป๋าเดินทาง“ครบแล้วมั้ง”มณีมณฑน์พึมพำกับตัวเอง ตรวจดูอีกครั้งถึงปิดกระเป๋าแล้วยกไปวางใกล้ ๆ ประตู ก่
“เจ้าเบสนิ ต่อหน้าต่อตาผู้ใหญ่ก็ไม่เว้นเลยนะ ดิฉันต้องขอโทษปู่ย่า พ่อแม่ของหนูมนแทนหลานของดิฉันด้วยนะคะ” คุณย่าขันทองกล่าวขอลุแก่โทษญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเข้าใจหนุ่มสาวดี” คุณลัทธพลบอกยิ้ม ๆ“ตอนนี้ก็ใกล้ฤกษ์สวมแหวนแล้ว เชิญครอบครัวหนูมนนับสินสอดที่ทางเรานำมามอบให้ดีกว่านะครับ” คุณบวรว่า หลังยกมือขึ้นมองนาฬิกา“สินสอดที่เรามอบให้จะมีเงินสดจำนวนหนึ่ง สร้อยคอทองคำ และแหวนหมั้น ทางครอบครัวหนูมนเห็นสมควรมั้ยคะ” คุณย่าขันทองถาม แล้วเริ่มแกะผ้าห่อสินสอดให้ฝ่ายหญิงดูและนับเงินสินสอดที่เรียงเป็นวงกลมบนผ้าแพรสีทอง ตามด้วยกล่องกำมะหยี่ที่มีสร้อยคอทองคำสองบาทอยู่ด้านใน ตามด้วยแหวนทองอีกสองบาทวางบนธนบัตรที่เรียงกันเป็นวงกลมไว้เมื่อนับของหมั้นเรียบร้อยทั้งสองฝ่ายก็โรยข้าวตอก ถั่ว งา ดอกดาวเรือง และดอกบานไม่รู้โรย แล้วทางฝ่ายชายยกสินสอดให้ฝ่ายหญิงที่ห่อผ้าแพรสีเหลืองทองแล้วยกมาไว้บนบ่า ทำท่าจะหนักยกไม่ขึ้นอยู่อย่างนั้นจนเข้าไปในห้องนอน“สินสอดที่ทางเรามอบให้ยังไม่สมกับที่ทางครอบครัวคุณลัทได้มอบของขวัญล่ำค่าให้กับเราเลยครับ พอถึงเวลาที่หนุ่มสาวตบแต่งกัน ทางเราจะตอบแทนกลับคืนให
“จะเอายังไงก็ว่ามาไอ้เบส”“มาหลบหลังพวกพี่ก่อนมา”สุดท้ายชายหนุ่มก็เอ่ยปาก สามสาวไม่รอช้าที่จะไปหลบหลังของ หนุ่ม ๆ ที่ลงจากรถมายืนประจันกับพวกนักเลง“ส่งพวกนั้นมาให้กู”นักเลงคนแรกที่เอมอรเล่าให้ฟังว่าคนนี้แหละที่ลวนลามเธอ พูดเสียงเคียดแค้น“ใจเย็นนะพี่ ค่อย ๆ คุยกันดีกว่า”“อย่ายุ่งดีกว่าน้อง”“อ้
“แกบอกว่าจะพาฉันสองคนไปไหนนะเอ็มมี่” เอมอรถามย้ำ ด้วยคิดว่าตัวเองหูฝาด“สนามกีฬา กูได้ยินพี่ ๆ เขาพูดกันว่าวันนี้มีบอลนัดพิเศษของเด็กช่างวิทยาลัยเทคนิค T ที่แข่งกันนอกรอบ”“ไปชุดนี้ได้ไหม ขี้เกียจกลับไปเปลี่ยน” มณีมณฑน์ว่า“ได้ ๆ” เช่นนั้นแล้ว ทั้งสามก็พากันนั่งสองแถวไปสนามกีฬา ซึ่งเลยหมู่บ้านของฐ
“เอาไงมึง...ตามเอากระเป๋าที่มึงแย่งมาไปคืนเขามั้ย” เตชินท์ถามบุรินทร์ที่ถือกระเป๋าสะพายสีขาวของหญิงสาวอยู่“ไม่ล่ะ พรุ่งนี้ค่อยเอาไปคืน”“มึงก็นะ ไม่รู้จะแกล้งเขาไปเพื่ออะไร” ชัชพลได้แต่ส่ายหน้ากับนิสัยของเพื่อน“มันรู้สึกชอบเขาแหละ แ
“มน พี่ทิวจะมารับ แกไปพร้อมเราไหม” เอมอรถาม ตอนเธอกำลังแต่งตัวไปเรียนปรับพื้นฐานในช่วงเช้าของวันสุดท้าย ก่อนที่สัปดาห์หน้าจะเปิดภาคเรียน“ไม่ละ แกไปกับพี่เขาเถอะ”“แต่เราไม่อยากให้แกนั่งรถคนเดียว นะ ไปด้วยกัน”“ไม่เอา เราไปได้ ไม่ต้อง







