เข้าสู่ระบบบทที่2 ปัจจุบัน
หลังจากปั่นโปรเจกต์ส่งอาจารย์ติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดไคเลอร์ก็ได้กลับมาถึงคอนโดเสียที
ไคเลอร์ นักศึกษาวิศวะปี 3 เจ้าของความหล่อเย็นชาที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ทายาทตระกูลร่ำรวยระดับต้น ๆ ของเอเชีย ยิ่งขับให้ออร่าความหล่อของเขาเด่นเกินใคร จนกลายเป็นหนุ่มฮอตอันดับหนึ่งของมหาวิทยาลัยแบบไม่มีใครกล้าเถียง
ร่างสูงก้าวลงจากรถสปอร์ตคันหรูด้วยสีหน้าอิดโรยเล็กน้อย เขายกมือคลายกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ ก่อนเดินตรงเข้าไปในล็อบบี้ ตอนนี้ร่างกายของเขาต้องการอาบน้ำให้สดชื่นและทิ้งตัวลงบนที่นอนหนานุ่มเพื่อพักผ่อนยาว ๆ
แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นประตู สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นร่างเล็กที่คุ้นตานั่งอยู่บนโซฟารับรอง แม้ช่วงหลังจะไม่ค่อยได้เจอกัน แต่เพียงเห็นใบหน้าด้านข้าง เขาก็จำได้ทันทีว่าเธอเป็นใคร ขายาวก้าวเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แวบหนึ่ง ภาพเด็กสาวในชุดดรัมเมเยอร์ที่กำลังตวัดไม้คทาท่ามกลางแดดจ้าเมื่อหลายปีก่อนก็ผุดขึ้นมาในความคิด ภาพเดียวกับที่เขาเคยกดชัตเตอร์เก็บไว้ ทั้งที่ตอนนั้นยังตอบตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงเลือกเก็บภาพถ่ายของเธอ
“เด็กดื้อมานั่งทำอะไรอยู่ที่คอนโดคนเดียว ฮะ”
เสียงทุ้มคุ้นหูทำให้เธอเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะเบ้ปากทันทีเมื่อเห็นเจ้าของเสียง
“จิ๊ ยุ่งอะไรด้วย ที่นี่เป็นคอนโดของพี่คนเดียวหรือไง”
ควีนตอบกลับด้วยน้ำเสียงประชดประชัน เธอจำได้ดีว่าบนโลกนี้มีอยู่แค่คนเดียวที่ชอบเรียกเธอว่า ‘เด็กดื้อ’
ไคเลอร์ยกคิ้วนิด ๆ ก่อนกวาดตามองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“ปากดีไม่เปลี่ยน แล้วทำไมหน้าซีดแบบนั้น ไปทำอะไรมา”
ดวงตาคมจับจ้องใบหน้าเรียวสวยที่ซีดกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด แม้สีหน้าจะดูอ่อนแรงแต่ก็ยังไม่อาจลดทอนความน่ามองของเธอลงได้เลย
“ไม่ได้เป็นอะไรค่ะ พี่จะไปไหนก็ไปเถอะ วันนี้ควีนไม่มีแรงทะเลาะด้วย” น้ำเสียงเนือย ๆ เปล่งออกมาอย่างอ่อนแรง
ดวงตากลมโตไม่สดใสเหมือนเช่นทุกครั้งที่เจอกัน ท่าทางยอมถอยให้ง่าย ๆ ของเด็กดื้อทำให้ไคเลอร์อดที่จะแปลกใจไม่ได้ เพราะคนตรงหน้าไม่เคยมีสักครั้งที่จะยอมอ่อนข้อให้เขา
“ไม่คิดจะยกมือไหว้กันหน่อยรึไง ไม่ได้เจอกันตั้งหลายอาทิตย์ มือไม้มันหนักจนยกไม่ขึ้นเลยว่างั้น” เขาเอ่ยพลางกอดอก มุมปากหยักอมยิ้มนิด ๆ
“ทำตัวไม่น่าเคารพ ใครเขาจะอยากไหว้ค่ะ” ควีนได้แต่กลอกตามองบนกับความเรื่องเยอะของเขาทันที
ถึงปากจะบ่นแบบนั้นแต่สุดท้ายมือเล็กก็ยกขึ้นไหว้เขาอย่างเสียไม่ได้
ใบหน้าหล่อเผยรอยยิ้มมุมปากอย่างพอใจกับท่าทางของเธอ
“แล้วที่ถาม ทำไมไม่ตอบ”
“มารอพี่เคทค่ะ”
“เคทให้มารอที่นี่ แล้วมันบอกไหมว่าจะกลับกี่โมง” น้ำเสียงหงุดหงิดขึ้นทันที
ตอนนี้เคทเคลียร์งานอยู่ที่มหาลัยและดูเหมือนอีกนานกว่าจะได้กลับเพราะงานที่ทำยังเหลืออีกเยอะมาก แล้วมันไม่ได้บอกน้องมันรึไง ไคเลอร์ก้มมองดูนาฬิกาแล้วมองไปยังร่างเล็กที่นั่งเหมือนกำลังจะหลับ ยิ่งมองยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว
“ไม่ได้บอก บอกแค่ว่าเลิกเรียนแล้วให้มารอที่ล็อบบี้ แต่เมื่อกี้ ควีนโทรหาแล้ว พี่เคทบอกว่าจะให้พี่ธามมารับ”
“ไอ้ธามยังติดงานอยู่ที่มหา'ลัย” ไคเลอร์ถอนหายใจทันที
“งั้นก็คงเป็นพี่ธีร์มารับแทน” ธีร์เป็นฝาแฝดของธามแต่เรียนคนมหาลัย
“แล้วถ้าไอ้ธีร์มันมารับ แล้วจะไปไหน”
“ไปห้องพี่ธามค่ะ วันนี้ควีนไม่กลับบ้าน พี่เคทจะติวหนังสือให้” เธอตอบแบบไม่ค่อยเต็มใจนักเพราะโดนซักไซ้ไล่เลียงไม่หยุด
“แล้วทำไมไม่กลับไปติวกันที่บ้าน จะถ่อมาถึงนี่ทำไม” เขาถามต่ออย่างคนไม่เข้าใจและไม่พอใจในเวลาเดียวกัน
“ก็พี่เคทจะค้างกับพี่ธามที่นี่ ควีนก็เลยต้องมา ถามเยอะจังควีนเหนื่อยตอบแล้วนะ” เธอมองหน้าเขาด้วยใบหน้าบึ้งตึงพร้อมกับถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“ไม่สบาย” มือหนาถือวิสาสะเอื้อมไปแตะเข้าที่หน้าผากมนอย่างรวดเร็ว และเพียงแค่สัมผัสสั้น ๆ เขาก็รู้ได้ทันทีว่ายัยเด็กดื้อกำลังโดนพิษไข้เล่นงาน เพราะผิวเนื้อเนียนนั้นร้อนรุ่มอยู่ไม่น้อยเลย
“ขึ้นไปรอบนห้องพี่ก่อน กว่าไอ้พวกนั้นมันจะมาถึงคงอีกนาน” เขาออกคำสั่งแกมบังคับ
“ไม่เป็นไรค่ะ ควีนนั่งรอตรงนี้ได้”
“จะนั่งหลับอยู่แล้ว ยังจะดื้ออีก อยากให้คนเขาฉุดไปรึไง แต่เอ๊ะ เด็กหน้าตางั้น ๆ อย่างเธอ คงไม่มีใครเขาสนใจหรอก” ไคเลอร์ปรายตามองเธอ ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงกวนประสาท
ควีนเม้มริมฝีปาก คำพูดที่ไม่เข้าหูทำให้คนตัวเล็กฉุนกึก เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ถ้าเป็นวันปกติ เธอคงเถียงกลับไปนานแล้ว แต่วันนี้เธอไม่ค่อยมีแรง แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องอื่นยอมได้แต่เรื่องหน้าตาเธอยอมไม่ได้เด็ดขาด เธอพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ตอบกลับ
“น้อยไปสิ แค่นั่งอยู่ตรงนี้ ก็มีคนเดินมาขอคอนแทคควีนตั้งหลายคนแล้ว” เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย มุมปากสวยแสยะยิ้มตอบ
“ใคร! ใครมันตาบอดมาจีบเธอ บอกชื่อมาดิ" น้ำเสียงที่ถามเข้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว หางคิ้วหนากระตุกยิก ๆ
“หึ เยอะแยะ จะให้บอกทั้งวันก็คงไม่หมด แต่ถึงบอกไปพี่ก็ไม่เชื่ออยู่ดี” ควีนหัวเราะเบา ๆ เธอยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
ควีนไม่ได้หลงตัวเอง เธอแค่รู้ดีว่าตัวเองมีหน้าตาเป็นจุดเด่นมาตั้งแต่เด็ก ยิ่งมีทั้งตำแหน่งดรัมเมเยอร์ไม้หนึ่งและชื่อที่ติดอันดับสาวฮอตของโรงเรียน การถูกมองหรือมีคนเข้ามาขอทำความรู้จักจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเธอสักเท่าไร
แต่ถึงอย่างนั้น ควีนก็ไม่เคยเอาเรื่องพวกนี้ไปโอ้อวดกับใคร ยกเว้นกับผู้ชายปากร้ายตรงหน้า เพราะไคเลอร์คือคนเดียวที่ชอบพูดกรอกหูเธอซ้ำ ๆ ว่าเธอหน้าตางั้น ๆ ธรรมดา และไม่มีอะไรน่าสนใจ
เรื่องอื่นควีนอาจยอมได้ แต่เรื่องความสวยเธอยอมไม่ได้เด็ดขาด!
“บอกชื่อไม่ได้ก็แสดงว่าโกหก ไม่มีจริงอย่างที่พูดล่ะสิ” ริมฝีปากหนาแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะ ราวกับเพิ่งต้อนคนตัวเล็กจนมุมได้สำเร็จ
“แล้วแต่พี่จะคิดเลย ควีนไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรให้พี่ดู” เธอยกไหล่บางอย่างไม่ยอมแพ้
นัยน์ตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่คม แม้พิษไข้จะกำลังเล่นงานจนแทบหมดแรง แต่ถ้าเป็นเรื่องเถียงกับไคเลอร์ ควีนก็พร้อมรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายขึ้นมาสู้ โดยเฉพาะเรื่องหน้าตาของตัวเอง
บทที่52 กำแพงที่พังทลาย ประโยคหยอกล้อพร้อมกับรอยยิ้มรู้ทันของคนตรงหน้า ทำเอาใบหน้าหวานเห่อร้อนจนแทบจะระเบิด ควีนเบิกตากว้างเมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองเผลอทำเรื่องน่าอายที่สุดลงไป เธอหลับตารอจูบจากเขา... รออย่างเต็มใจเสียด้วย “พี่ไคแกล้งควีน!” กำปั้นเล็กทุบลงบนแผงอกกว้างเต็มแรงด้วยความเขินอายที่พุ่งทะลุขีดจำกัดแต่คนถูกตีกลับไม่ได้สะทกสะท้าน ไคเลอร์รวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอเอาไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว ก่อนจะออกแรงรั้งร่างบางให้ถลำลึกเข้ามาแนบชิดยิ่งกว่าเดิมจนไม่มีช่องว่างให้อากาศลอดผ่าน “ไม่ได้แกล้ง” น้ำเสียงทุ้มพร่าแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด แววตาขบขันเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความปรารถนาที่ดำมืดและลึกล้ำ “พี่แค่รอให้แน่ใจ... ว่าควีนจะไม่ออกปากไล่กันอีก” สิ้นคำพูดนั้น ริมฝีปากหยักก็ทาบทับลงมาอย่างไม่มีการเตือนล่วงหน้า ควีนสะดุ้งสุดตัวเมื่อความนุ่มหยุ่นและอุ่นจัดบดเบียดลงมาบนกลีบปากของเธอ จูบของเขาไม่ได้ดุดันหรือจาบจ้วง แต่กลับเชื่องช้าและแฝงไปด้วยความเอาแต่ใจ ไคเลอร์ขยับริมฝีปากละเลียดชิมความหวานอย่างอ้อยอิ่ง ปล่อยมือที่รวบข้อม
บทที่51 พิสูจน์ความจริง กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มหอมละมุนลอยแตะจมูก ควีนถอนหายใจยาวขณะสะบัดแจ็กเก็ตสีเข้มตัวหนาแล้วแขวนลงบนไม้แขวนเสื้อ ก่อนจะนำไปตากไว้ตรงระเบียงคอนโดของพี่สาว สุดท้ายเธอก็ทนความรู้สึกว้าวุ่นใจไม่ไหวจนต้องนำมันไปซักมืออย่างระมัดระวังที่สุด เพราะคำขู่ของเคทที่บอกว่าผ้าแบบนี้ห้ามเข้าเครื่องอบยังวนเวียนอยู่ในหัว ควีนยืนมองหยดน้ำที่ค่อย ๆ ไหลจากปลายแขนเสื้อลงสู่พื้นกระเบื้อง พลางคิดว่าอย่างน้อยการซักเสื้อตัวนี้ก็ช่วยดึงความสนใจของเธอไปจากเจ้าของมันได้ชั่วคราวติ๊งต่อง... เสียงกริ่งหน้าประตูดังขึ้น ควีนละสายตาจากระเบียงแล้วเดินไปที่หน้าจออินเตอร์คอม คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อเห็นภาพบุคคลที่ยืนอยู่ด้านนอก ร่างสูงในชุดเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนส์สีเข้มยืนล้วงกระเป๋าอยู่หน้าประตู ท่าทางสบาย ๆ ของเขาขัดกับความรู้สึกปั่นป่วนที่ตีรวนขึ้นมาในช่องท้องของคนมองอย่างสิ้นเชิง ควีนสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดก่อนจะกดปลดล็อกและแง้มประตูออก “พี่เคทไม่อยู่ค่ะ” เธอชิงบอกก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้เอ่ยปาก “รู้แ
บทที่50 ไม่ได้มาขออนุญาต แจ็คเก็ตสีเข้มตัวนั้นพาดอยู่บนพนักเก้าอี้ในห้องควีนมาตลอดทั้งคืน เช้านี้เธอพับมันแล้วคลี่ออกมาใหม่อยู่สองรอบ เพราะยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรซักก่อนคืนหรือเปล่า สุดท้ายพอหยิบขึ้นมา กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่ติดอยู่ตรงปกเสื้อก็ทำให้มือชะงัก “บ้าไปแล้ว” ควีนพึมพำกับตัวเอง ก่อนรีบยัดแจ็กเก็ตลงตะกร้าผ้าเหมือนกลัวว่าจะเปลี่ยนใจ เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองครั้ง ก่อนเคทจะเปิดเข้ามาโดยไม่รอคำตอบ พี่สาวแต่งตัวพร้อมออกไปข้างนอกแล้ว ผมรวบตึง กุญแจรถคล้องอยู่บนนิ้วเรียว สายตาของเคทเลื่อนจากหน้าน้องสาวลงไปยังตะกร้าผ้า ก่อนหยุดอยู่ตรงนั้นนานกว่าปกติ “จะซักก็ซักให้ดี ๆ ล่ะ ผ้าแบบนี้ห้ามเข้าเครื่องอบ” “...ค่ะ” ควีนตอบเสียงเบา “พี่ออกไปข้างนอกนะ กินข้าวเที่ยงเองได้ใช่ไหม” ควีนพยักหน้า ก่อนจะถามออกไปทั้งที่พอเดาคำตอบได้อยู่แล้ว “พี่เคทจะไปเจอพี่ไคเหรอคะ” “อืม” “ให้ควีนไปด้วยไหมคะ” “ไปทำไม นี่เรื่องระหว่างพี่กับเพื่อนพี่” เคทเลิกคิ้ว มองน้องสาวอย่างจับผิด “ควีนก็แค่
บทที่49 งานนั้นชื่อควีนด้วยหรือเปล่า ความเงียบบนโต๊ะอาหารยืดเยื้ออยู่พักใหญ่ ธามกระแอมเบา ๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครคิดจะพูดอะไร เคทดึงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกมานั่ง ก่อนหันไปบอกควีนด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ในเมื่อมาแล้วก็กินให้เสร็จ เดี๋ยวกลับพร้อมพี่”เคทพูดโดยไม่มองใคร “แต่ควีน...” ควีนเพิ่งอ้าปากจะพูดก็ต้องชะงัก เมื่อพี่สาวหันมามอง “มีปัญหาเหรอ” ควีนหุบปากทันที รีบส่ายหน้าแล้วหยิบช้อนขึ้นมา แต่กลับนั่งถือไว้เฉย ๆ ไม่ยอมตักอาหารเข้าปากสักคำ “เดี๋ยวกูไปส่งเอง ทางเดียวกัน” ไคเลอร์เสนอขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เคทหันขวับไปมองเพื่อน “บ้านกูกับคอนโดมึงอยู่คนละทิศ ทางเดียวกันตรงไหน” ธามก้มหน้าลงทันที พยายามกลั้นเสียงหัวเราะจนไหล่สั่นน้อย ๆ แต่ก็หนีลูกเตะใต้โต๊ะจากเคทไม่พ้น ไคเลอร์ไม่ได้โต้เถียง เขาเพียงพยักหน้ารับเหมือนยอมถอย ทว่าสายตาที่เหลือบไปยังคนข้างตัวกลับไม่ได้บอกอย่างนั้นสักนิด ควีนแสร้งทำเป็นไม่เห็น ก่อนตักข้าวเข้าปากได้เพียงคำเดียวก็วางช้อนลง ไคเลอร์มองจานตรงหน้าเธออยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอื้อมมือ
บทที่48 คนที่ไม่คิดจะถอย ธามหันไปมองไคเลอร์ ก่อนสลับสายตาไปทางเคท แล้วขยับมายืนข้างแฟนสาวอย่างรู้หน้าที่ ดูจากสีหน้าของเคทแล้ว เขารู้ดีว่าตอนนี้ไม่ควรพูดแทรก เพราะคนที่กำลังจะโดนเล่นงานไม่ได้มีแค่ไคเลอร์ แต่ยังมีน้องสาวสุดที่รักของแฟนตัวเองนั่งอยู่ด้วย “ควีน” เคทเรียกอีกครั้ง “พี่บอกอะไรเราไว้” คนถูกถามก้มมองปลายนิ้วตัวเอง ก่อนตอบเสียงเบา “ให้ควีนอยู่ห่างจากพี่ไคค่ะ” “แล้วทำตามไหม” ความเงียบทอดตัวอยู่ครู่หนึ่ง ควีนค่อย ๆ ส่ายหน้า ก่อนตอบเสียงเบาจนแทบเป็นพึมพำ “ก็...ไม่ค่อยค่ะ” “ควีน!” น้ำเสียงของพี่สาวหนักขึ้น ทำให้คนตัวเล็กรีบเงยหน้า ก่อนยื่นมือไปแตะปลายแขนเคทเบา ๆ พร้อมส่งสายตาอ้อนอย่างที่เคยใช้ได้ผลมาตลอด “พี่เคทกลับมาแล้วนี่คะ ไปเที่ยวสนุกไหม กลับมาตั้งแต่วันไหน ทำไมไม่บอกควีนเลย” เคทมองท่าทางนั้นแล้วได้แต่ถอนหายใจ นี่มันไม้ตายเดิมของน้องสาวชัด ๆ และที่ผ่านมาเธอก็แพ้ทางมันแทบทุกครั้ง ยิ่งเห็นสีหน้าดีใจของควีนที่พยายามซ่อนไว้แต่ซ่อนไม่มิด ความขุ่นเคืองก็ลดลงไปส่วนหนึ่งอย่าง
บทที่47 ควีนมากับพี่ไคค่ะ เสียงทุ้มเย็นของไคเลอร์ทำเอาหญิงสาวทั้งโต๊ะหน้าซีดไปตาม ๆ กัน ไม่มีใครกล้าสบตาเขานานนัก บรรยากาศที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะพลันเงียบลง จนได้ยินแม้กระทั่งเสียงช้อนกระทบขอบจานจากโต๊ะถัดไป หญิงสาวคนหนึ่งฝืนยิ้ม ขณะที่มือรีบคว้ากระเป๋าบนเก้าอี้มากอดไว้แนบตัว “พวกเราแค่พูดเล่นกันเองนะคะ” “ผมดูเหมือนกำลังหัวเราะอยู่หรือไง” ไคเลอร์เลิกคิ้วขึ้นเพียงนิด ดวงตาคมกวาดผ่านคนพูดช้า ๆ จนรอยยิ้มบนใบหน้าอีกฝ่ายแข็งค้าง ก่อนเจ้าตัวจะรีบส่ายหน้า “ไม่ค่ะ...ขอโทษค่ะ” “เก็บคำขอโทษไว้ใช้กับคนที่พวกคุณพูดถึงเถอะ” น้ำเสียงของเขาไม่ได้ดังขึ้นแม้แต่น้อย แต่ความนิ่งเย็นในทุกถ้อยคำกลับทำให้ไม่มีใครกล้าต่อปากต่อคำ หญิงสาวกลุ่มนั้นหันมามองควีนอย่างลังเล คนหนึ่งพึมพำขอโทษจนแทบไม่ได้ยิน ก่อนทุกคนจะรีบเก็บข้าวของแล้วพากันเดินออกจากร้านไป เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นดังถี่ห่างออกไปเรื่อย ๆ ไม่มีใครกล้าหันกลับมาอีก ไคเลอร์มองตามจนแน่ใจว่าพวกนั้นพ้นประตูร้านไปแล้ว จึงเลื่อนแก้วน้ำผลไม้ไปวางต







