تسجيل الدخول
พะแพงเดินออกมาที่บาร์น้ำ แม็กเข้าใจว่าเธอจะกลับมาเอาน้ำเตรียมจะเดินไปที่ตู้เย็น แต่พอเห็นเธอขยับปากพูดซึ่งแข่งกับเสียงดนตรีสดที่เล่นเพลงแนว Acoustic ถึงกับต้องหันกลับไปเท้าบาร์ใหม่ เพื่อตั้งใจฟังสิ่งที่เธอพูด
“ห๊ะ ขออีกที”
“ถามว่า พอจะมีเมนูเหล้าแนะนำไหม”
“ทำไมอ่า”
“แขกอีกคนโคตรตึงเลย ไม่ยอมบอกว่าตัวเองจะดื่มอะไร แต่ให้แพงคิดแทน”
พะแพงอธิบาย ถึงแม็กจะฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ทว่าเดาจากสีหน้าของเธอก็พอจะรู้กำลังหงุดหงิด จึงเลี่ยงที่จะมองไปยังห้องนั้นไม่ได้ แม้ไม่เห็นบุคคลที่เธอพูดถึงเพราะกระจกค่อนข้างขุ่นและทึบแต่สัญชาตญาณกลับทำงานไปก่อนแล้ว
“แล้วเพื่อนเขาเอาอะไร”
“วิสกี้”
“วิสกี้?”
“อืม ทั้งสองคนเลย ส่วนอีกคนมีปัญหา ไม่น่าจะพาวิญญาณมา ...เอาอะไรให้เขาดี?”
“ก็ให้ดื่มเหมือนเพื่อนไปไง”
พะแพงคิดตาม น่าแปลกที่ความเห็นของแม็กทำให้คิ้วของเธอขมวด เผลอไปนึกถึงสรรพนามที่เพื่อนเขาเรียก จึงรู้สึกไม่เห็นด้วยขึ้นมา
“เขาน่าจะเป็นหัวหน้าของอีกสองคนนะแม็ก แพงได้ยินเขาเรียกแบบนั้น ถ้าเหมือนกันมันจะดีเหรอ”
“แปลกตรงไหน ก็เขาไม่เลือกเอง”
มันก็จริง.. ทว่าเธอยังรู้สึกแปลกๆอยู่ อย่างน้อยก็ต้องมีอะไรพิเศษขึ้นมาสักนิด ถึงฤทธิ์ของเหล้ามันจะเหมือนกันทุกตัว แต่เอกลักษณ์ของมันต่างกันโดยสิ้นเชิง
“บรั่นดีแม็ก ของเขาเอาบรั่นดี”
“หืม?”
เพราะอยากให้ดูพิเศษขึ้นมา เธอถึงเลือกบรั่นดีที่หมักจากผลไม้ มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์มากกว่าวิสกี้ที่หมักจากธัญพืช
“ตามนั้นล่ะ”
“โอเค วิสกี้สอง บรั่นดีหนึ่งนะ”
“อืม..”
“รับทราบ”
ระหว่างรอ พะแพงกวาดสายตามองไปรอบๆ เธอเห็นยิ้มกำลังวุ่นอยู่กับการดูแลลูกค้า ดูก็ออกว่าหล่อนแสนจะเหนื่อย เนื่องจากลูกค้าเยอะจนหัวหมุน กลับต้องยิ้มกว้างเพราะงานบริการ เมื่อย้อนมาถามตัวเองถ้าต้องไปยืนจุดนั้นจะทำได้ดีเท่าหล่อนไหม คำตอบมาแบบไม่ต้องคิดนานเลยคือ ตอนนี้พาเครื่องดื่มสามแก้วไปหาเจ้าของอย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องเสี่ยงสะดุดล้มระหว่างทางให้ได้ก่อน น่าจะดีกว่า
“เฮ้อ...”
“อะ เสร็จแล้ว เครื่องดื่มสามแก้วครับ ถือดีๆล่ะ”
พะแพงพยักหน้ามองเครื่องดื่มที่ถูกผสมกับมิกเซอร์แล้วเผลอยิ้ม มองหน้าคนชงอย่างชื่นชมอย่างเผลอไผล เนื่องจากทั้งสีและการตกแต่งของมันออกมา ดูน่ากินไม่เลวเลย
“อ่า..”
“เดี๋ยวอีกสักพักก็น่าจะยกขวดแล้ว ทรงนี้ออนเดอะร็อก น่าจะเหมาะกับพวกเขามากกว่า”
อยากจะหัวเราะ แต่จังหวะนั้นคนตัวเล็กสอดแขนยกถาดขึ้นมาเตรียมจะเดินแล้ว จึงทำได้แค่ยักคิ้ว แสดงออกว่าเห็นด้วย แน่นอนภาพนั้นคงติดตาแม็กไปอีกนาน เพราะไม่คิดว่าการได้อยู่ใกล้ๆ เห็นเธอแสดงความรู้สึกออกมาทางสีหน้าแบบหลากหลายอารมณ์ จะดีขนาดนี้
“คนบ้าอะไร สวยแม่งทุกมุม”
เครื่องดื่มสามแก้วถูกยกเข้ามาโดยคนตัวเล็ก หนึ่งในนั้นรีบลุกมาเปิดประตูให้ทันทีที่เห็น เธอย่อเข่าแทนการขอบคุณ พลันวางลงบนโต๊ะทีละแก้ว ตรงหน้าเจ้าของทีละคน จนกระทั่งแก้วสุดท้ายไปหยุดอยู่ตรงหน้าเขา ร่างสูงซึ่งกำลังนั่งคุยโทรศัพท์ด้วยใบหน้าที่ตายสนิท หันมาเลิกคิ้วสูงให้กับเธอ เมื่อเห็นว่าเป็นเครื่องดื่มที่สั่งมาจึงพยักหน้ารับรู้ เดาว่าคงกำลังหงุดหงิดคนปลายสาย คนตัวเล็กเห็นว่าบรรยากาศในห้องตอนนี้ ทั้งสามคนได้เปลี่ยนไปเป็นหมวดพระจันทร์แล้ว จึงถอยออกมาหลบมุม ที่อยู่ห่างกันพอสมควร แต่สามารถเรียกหาได้ตลอด
เวลาผ่านไปนานพอสมควร พื้นที่ที่ยิ้มดูแลทิ้งช่วง แขกเริ่มเข้าหมวดสนุกกันเอง จึงมีเวลาว่างแวะเวียนมาหา เทียวมาถามเธออยู่บ่อยๆว่าแขกเอ็นจอยมีปัญหาตรงไหนไหม เธอจะบอกอย่างไรดี พวกเขานั้นเข้าสู่หมวดเครื่องบินไปตั้งแต่ช่วงแรกแล้ว
“เขาเปลี่ยนเป็นเพียวกันแล้วเหรอ”
“ค่ะพี่ยิ้ม”
“คอแข็งน่าดูเลยนะ”
อย่างที่แม็กบอกไม่มีผิด เธอได้เดินเพียงรอบเดียวเท่านั้น รอบที่สองพวกเขาก็ขอเปลี่ยนจากแก้วเป็นขวด กลายเป็นเธอจากที่ยืนสบายๆในทีแรกต้องมาคอยเติมให้ ทว่านั้นก็เพียงครั้งคราวเมื่อพวกเขาพากันรินเองในช่วงหลัง อาจเพราะไม่ทันใจ
“แขกบางส่วนที่มาด้วยกันทยอยกลับบ้างแล้ว น่าจะเหลือแค่ห้องนี้ล่ะมั้งที่อยู่ดึก คงไม่มีอะไรมากแล้วล่ะ ถ้าถึงเวลาปกติที่แพงเลิกงานก็กลับได้เลยนะ เดี๋ยวพี่ดูแลต่อเอง”
ถึงว่าเธอเห็นหลายคนเดินเข้ามาในห้องรับรองที่เธอดูแล และมักจะตรงไปหาเขา บางคนยกมือไหว้ บางคนจับมือ มากสุดคือโค้งตัวคล้ายคำนับ เพื่อบอกลาเขานั่นเอง เช่นนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะทำตัวสุขุมดูนิ่งสงบ สมกับเป็นระดับหัวหน้า หากแต่อีกสองคนในห้องไม่ค่อยเกรงกลัวเท่าไหร่ น่าจะสนิทกับเขามากกว่าคนอื่นๆ
“ได้ค่ะพี่ยิ้ม”
คนตัวเล็กเผลอยิ้มกว้างด้วยความดีใจ เพราะพรุ่งนี้เธอมีนัดดูหนังกับม่อนและบาสเพื่อนที่มหาลัย ได้กลับเวลาปกติก็คงดีมากๆ จะได้ไม่ผิดนัดอีก เดือนนี้เธอผิดนัดพวกเขามาแล้วถึงสามครั้ง หากมีอีกครั้งคงพากันน้อยใจเลิกคบเธอเป็นแน่
“ถือว่าเก่งมากเลยนะ ขนาดครั้งแรก หรืออันที่จริงเพราะแพงสวยก็ไม่รู้ แขกถึงดูสบายใจ”
คราวนี้ยิ้มเขิน ซึ่งตอนนั้นเธอคงไม่รู้ว่ารอยยิ้มหวานราวกับน้ำผึ้งของตัวเองได้ไปสะดุดเข้ากับคนเมาถึงสองคน กำลังมองมาทางนี้ เป็นลูกค้าโซนอื่นที่จะต้องเดินผ่านหน้า จุดมุ่งหมายคือห้องน้ำนั่นเอง
“ใครวะ ไม่เคยเห็น โคตรน่ารักเลยว่ะ”
“เด็กใหม่มั้ง ไปห้องน้ำก่อน ขากลับค่อยมาจีบไปโต๊ะเรา”
ท่ามกลางการมองอยู่ของคิระเช่นกัน เขาเห็นเหตุการณ์นั้นทั้งหมด และสามารถอ่านความคิดคนเมาเหล่านั้นผ่านสายตาตอนมองเธอได้ด้วย แต่กลับนั่งเฉยยกบรั่นดีขึ้นกระดก หันไปพูดคุยกับลูกน้องในทีมต่อ
จวนห้าทุ่ม ครัวร้อนถูกปิด เหลือโซนข้างนอกที่มีแขกบางส่วนถูกปล่อยไหล เธอเห็นบางโต๊ะลุกขึ้นเต้น บางโต๊ะเพื่อนร่วมวงคอพับหลับคาแก้ว บางคนถูกเพื่อนที่มีสติมากกว่าแบกกลับ โดยรอบคือไฟเลเซอร์ที่ถูกเปิดให้ไขว้กันไปมาจนตาลาย พร้อมกับเพลงแนว EDM ที่ถูกเปิดจนดังสนั่นทิ้งช่วงสุดท้าย แต่พอหันมาทางโต๊ะที่เธอดูแลกลับพบว่าพวกเขา..นั่งเล่นโทรศัพท์ แถมเหลือสองคน เพราะอีกคนเดินออกไปคุยสายข้างนอกแล้ว
เหมือนแอลกอฮอล์ที่หายไปมากกว่าครึ่งขวดจะทำอะไรพวกเขาไม่ได้เลย
“แพง”
“ค่ะ พี่ยิ้ม”
“กลับเลยก็ได้นะน้อง เหลือโซนผับแล้ว เดี๋ยวให้พีอาร์เขาดูแลต่อ”
“ค่ะพี่”
คนตัวเล็กยกมือไหว้ เตรียมตัวจะเดินออก ทว่ากลับถูกมือของยิ้มฉุดเอาไว้
“เดี๋ยวสิจ๊ะ เธอจะต้องไปบอกลาแขกที่ดูแลด้วย ตามกฎของร้าน บอกเขาว่าเธอจะกลับแล้ว”
“ตะ ต้องด้วยเหรอพี่?”
ยิ้มไม่ได้ตอบคำถาม แต่สายตาที่มองกลับมาของหล่อนกำลังจะถามว่าทำงานในครัวคงไม่รู้กฎข้อนี้ใช่ไหม เธอจึงได้เงียบไปแล้วพยักหน้าเป็นอันว่าตกลงทันที
“ไม่ต้องกลัว ดูก็รู้ว่าพวกเขาไม่ใช่ผู้ชายหน้าหม้อ ไปเถอะ”
คงเพราะเห็นเธอยืนนิ่งไม่เดินไปสักที ราวกับท่องบทสวด ยิ้มถึงได้เข้ามากระซิบข้างหูอีกรอบ และเพราะเชื่อผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมีประสบการณ์อย่างรุ่นพี่ถึงได้ทำตามอย่างว่าง่าย เธอสูดลมหายใจเข้าปอดสุดลึกเดินกล้าๆกลัวๆไปหาพวกเขา
“พี่คะ..”
“ครับ?”
“หนูกลับก่อนนะคะ พอดีว่า..ถึงเวลาเลิกงานแล้วค่ะ”
เธอเลือกที่จะบอกหนึ่งในสองของลูกน้องเขา เพราะตลอดการทำงานทำเธออึดอัดน้อยที่สุด
“อ่าว ทำไมกลับเร็วล่ะ”
“ใช้กะผู้ช่วยเชฟเป็นหลักค่ะ”
“อ๋อ มาช่วยพี่ๆนี่เนอะ โอเคครับกลับดีๆ ว่าแต่กลับกับใคร”
เมื่อเข้าสู่บทสัมภาษณ์เธอแทบจะถอนคำพูดที่นึกชมเขาเมื่อกี้ทิ้ง ทว่าทำได้เพียงยิ้มเจื่อนด้วยความประหม่ากลับไป ไม่ใช่เขาคนที่คุยด้วย ทว่าเป็นอีกคนที่มองอยู่ ถึงจะเห็นไม่ชัด แต่รังสีจู่โจมแรงกล้าส่งมาขนาดนี้ เห็นเพียงหางตาก็รู้แล้ว
“กะ กลับคนเดียวค่ะ”
“รถยนต์?”
“มอเตอร์ไซค์...”
“โห อันตรายมากน้อง กลับแบบนี้ทุกวัน?”
“ใช่ค่ะ”
ณ ตอนนี้เหมือนคนตัวเล็กนับเลขในใจอยู่ก็ไม่ปาน ตอนนี้ถ้าให้เดาสีหน้าไม่พอใจของเธอคงออกมาแล้ว เขาถึงได้พยักหน้าเป็นอันว่าเข้าใจไม่ถามต่อ เธอเลยคำนับบอกลาอีกครั้ง แต่จังหวะที่กำลังจะหมุนตัวเดิน อยู่ๆมารยาทมากมายแต่ใดมาไม่อาจรู้ สั่งให้เธอหมุนตัวไปหาอีกคน แล้วยกมือไหว้เขาเฉยเลย
หนึ่งปีต่อมากับชีวิตหลังแต่งงาน อย่างไรก็ตามเธอก็ถือว่าเป็นผู้หญิงที่โชคดีเสมอ เป็นส้มหล่นที่แท้จริง หลังพบเจอกับอาคีรา แม้ไม่กล้าพูดอย่างเต็มปากว่าคุ้มค่า หากต้องแลกกับสิ่งที่เสียไป เพราะถ้าหากเลือกได้คงไม่มีใครอยากจะสูญเสีย ยิ่งเป็นคนที่รักมากแล้ว ก็ยิ่งแล้วใหญ่ กระนั้นก็เถียงไม่ได้ว่า สำหรับเธอเด็กผู้หญิงในอดีตที่เหมือนจะหลงทาง กลับพบเจอแสงสว่างที่มาจากคนคนเดียวกัน ไม่เพียงความอดทนของเธอเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะความรักของเขาด้วย เพราะถ้าไม่รักเขาคงไม่เปลี่ยนแปลงความเป็นเขาได้ขนาดนี้ แบบว่า..จากหน้ามือเป็นหลังมือ เหตุผลเพื่อที่จะมีเธออยู่ในชีวิต ช่างเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ ราวกับถูกรางวัลที่หนึ่ง “คิดอะไรอยู่” ร่างเล็กกำลังนั่งหวีผมอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หลังจากอาบน้ำเสร็จหมาด หลับตาพริ้มให้กับปลายจมูกโด่งที่ยื่นเข้ามาแนบกับแก้มนิ่มของตัวเอง จนมันยุบบุบไปตามแรง และถูกสูดกลิ่นเข้าไปเต็มปอดฟอดใหญ่ ให้อีกฝ่ายรู้สึกชื่นอกชื่นใจด้วย “แพงรักพี่คีจังเลยค่ะ” กลับกลายเป็นเขาที่ถูกรวบซะงั้น หลั
เสียงหวานบอกเสียงเบา ทั้งดวงตาคู่สวยยังคงจับจ้องงานอยู่ ภาพนั้นสร้างรอยยิ้มให้คนที่หนุนตักอยู่ไม่น้อย ช่างน่าเอ็นดูและน่าทะนุถนอมในคราวเดียวกัน พลางเปลือกตาค่อยๆปิดทั้งที่รอยยิ้มยังคงเปื้อนหน้าคืนเดียวกัน เวลาสามทุ่มเศษ อาคีราขับรถพาเจ้าสาวป้ายแดง และว่าที่บัณฑิตมาหาอะไรทานอย่างที่เขารับปากไว้ และนั่นก็หนีไม่พ้นร้านอาหารหรู “หาอะไรกิน?” พะแพงย้อนถามใบหน้าเปื้อนยิ้มน้อยๆ ให้กับความเล่นใหญ่ของสามีหลังเห็นโรงแรมหรูตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ซึ่งในนั้นบนดาดฟ้าเป็นร้านอาหารชั้นนำยอดนิยมของคนรวย “เอาน่า นาทีนี้เมียพี่ต้องยิ้มเยอะๆครับ” “ขุนกันขนาดนี้ ระวังแพงจะใส่ชุดครุยไม่สวยเอานะคะ” “ไม่มีทางหรอก” “ไม่มีทางสวย?” “ไม่มีทางอ้วน กินเหมือนแมวดมซะขนาดนั้น” เพี้ยะ! “พี่คีอ่ะ” เสียงหัวเราะดังลั่นรถทิ้งท้ายหลังมือบางตีเบาๆตรงแขนแกร่ง ก่อนคนทั้งคู่จะพากันเดินลงมา และควงตรงไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้นสูงสุดวันรับปริญญา วันนี้เป็นวันซ้อมใหญ่ของมหาวิทยาลัย พะ
งานแต่งผ่านไปแล้ว เธอและเขายังต้องพักเรื่องฮันนีมูน เนื่องจากเธอยังต้องทำโปรเจคจบ ไหนจะเรื่องป่วยของมารดาอีก ที่ยังคงต้องดูแลเอาใจใส่ ฮันนีมูนที่ว่าจึงกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย “ใกล้หรือยังครับ” ร่างเล็กที่กำลังใช้ดวงตาจับจ้องจอคอมตรงหน้า หากแต่บนตักนั้นมีศีรษะของสามีหนุนอยู่ ละสายตาจากเนื้อหาบนจอก้มลงมาหาเขา ทั้งที่ไม่เข้าใจว่าเขาจะติดสกินชิพไปถึงเมื่อไหร่ ทว่าไม่กล้าขัด เพราะเธอเองก็ชอบแบบนี้ “อืม เหลือเช็คความเรียบร้อยอีกนิดค่ะ” หลังจากแต่งงานอาคีราขี้อ้อนมากๆ เขาแทบไม่เข้าบริษัทเลย ถ้าไม่จำเป็นก็จะนำเอกสารมาทำที่บ้าน ทำข้างๆกันในห้องทำงานกว้างใหญ่ที่ถูกตกแต่งสำหรับสิ่งนี้โดยเฉพาะ ภายใต้ชายคาเดียวกันกับแม่ของเธอ พุนพินซึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็งที่รักษาตัวถัดไปอีกห้องหนึ่ง โดยมีกล้องวงจรปิดขนาดเท่าจอโปรเจคเตอร์ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เป็นกล้องติดตามภายในบ้านสำหรับสอดส่องติดตามมารดา เผื่อเกิดหน้ามืดเป็นลมล้มไปจะได้ช่วยเหลือทัน ทั้งที่อันที่จริงก็มีพยาบาลส่วนตัวคอยดูแลไม่ห่างอยู่แล้ว “วันรับปริญญานอกจากดอกไม้ช่อใหญ่ อ
เสียงทีมงานเดินมากระซิบใกล้ๆ หลังจากนั้นม่านก็ค่อยๆแยกออกจากกัน นาทีที่ได้เห็นแสงสว่างในนาทีนั้น สาดส่องจากหลังม่านเข้ามา พร้อมเสียงดนตรีจากเปียโนที่ดังชัดเจนขึ้น เธอรู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างกำลังอ่อนแรง แต่ละก้าวที่เดินเหมือนผู้เป็นแม่ของเธอประคองไปซะมากกว่า ช่างเป็นการเดินที่ยากต่อการตวบคุม ไม่ต่างกับเด็กน้อยเพิ่งเดินเป็น “ดูสิ คนหันมายิ้มให้ลูกของแม่เยอะเลย” พุนพินกระซิบบอกลูกสาว เธอกวาดตามองตาม เมื่อเห็นแขกที่ถูกเชิญ ทั้งเพื่อนของตัวเอง ทั้งคนที่รู้จัก และไม่รู้จัก ต่างพร้อมใจกันยืนขึ้น และส่งยิ้มให้ เพียงแค่นั้นความประหม่าของเธอก็หายไปทันที ไม่พอเพียงแค่นั้น สิ่งที่ทำให้เธอเกิดความมั่นใจขึ้น และกลับมาเดินอย่างมั่นคงต่อไปได้อีกครั้ง คือร่างสูงไกลๆตรงหน้า เขาอยู่ในชุดสูทสีขาวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่กลับทำให้ดูดีมากขึ้นอีกเท่าตัว ไม่เกินจริงอย่างที่เพื่อนสนิทของเธอสปอยล์ เขากำลังยิ้ม สายตาจับจ้องมายังเธอเพียงคนเดียว ราวกับรอให้เธอเดินไปถึงด้วยก้าวที่มั่นคงทีละก้าวอย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อมาถึงเขาระหว่างทาง เขาจะเป็นฝ่ายพาเธอไปยังอนาคตด้วยตั
ผ่านไปนานเท่าไหร่เธอเองก็ไม่รู้ เพราะไม่ได้รู้สึกเบื่อหน่ายหรือเหนื่อยเลยกับการถูกจับทำโน่นทำนี่ราวกับตุ๊กตา กลับกันตลอดเวลาที่ช่างแต่งหน้าพากันล้อมรอบ แปลงโฉมด้วยเครื่องประทินผิวยี่ห้อแพง และคุณภาพดีให้เธอ เธอรู้สึกว่ามีค่าและวาสนามากเรียกได้ว่าวันนี้เป็นความสุขที่ล้นเปี่ยมอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าตัวเองสวยขนาดนี้ ผ่านกระจกบานหรูของโรงแรม“โอมายก็อด..”“บอกแล้ว ว่านางฟ้าต้องประทับร่าง”“มงลงไปเลยจ้า”เสียงปรบพร้อมกับคำเยินยอดังสนั่นห้อง หลังจากเครื่องประดับทั้งหมดที่เตรียมมาได้ถูกจัดวางบนตัวเธอ รวมถึงชุดเจ้าสาวที่สวมอยู่ด้วย ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ อาคีราเสกให้เธอกลายเป็นผู้โชคดีจริงๆแกร็ก!เสียงบานประตูถูกผลักเข้ามาหลังเคาะเป็นจังหวะสามครั้ง ดึงความสนใจของคนในห้องให้หันไปทั้งหมด เมื่อเห็นว่าเป็นแม่ของเจ้าสาว แม่ของเจ้าบ่าว และเพื่อนของเจ้าสาว ทั้งสามคนก็ถอยร่น เป็นการเปิดทางให้ทุกคนเข้ามา แน่นอนว่าทันทีที่ได้เห็น คนมาใหม่ถึงกับตาค้าง“สวยจังเลยลูก” นี่คงเป็นความรู้สึกหัวใจพองโตที่จะต้องจดจำไว้อย่าได้ลืมเชียว ก
วันต่อมาเป็นครั้งแรกที่เพื่อนสนิทของเธอมาบ้าน ด้วยโลเคชั่นของเธอที่ส่งไปตั้งแต่เมื่อคืน เพียงแค่ทั้งสามคนเจอกันก็เรียกรอยยิ้มของคนป่วยได้ไม่น้อย ร่างเล็กนามว่าม่อนไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากการพนมมือไหว้เคารพผู้ใหญ่ วางกระเป๋า แล้วเดินเข้าไปหา เธอเลือกนั่งข้างๆ ยื่นมือบางไปทาบทับมือเหี่ยวของแม่เพื่อนสนิทเบาๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ มาจากความรู้สึกล้วนๆ หลังจากสังเกตว่าพุนพินซูบผอมลงไปเยอะ เหมือนคนป่วยจริงๆ จนหล่อนรู้สึกเศร้าขึ้นมาเลย ทันทีที่นึกไปถึงอนาคต วันนั้นที่พะแพงไม่มีแม่คนนี้แล้ว“ป้าพินเป็นไงบ้างคะ”“ก็ทรงตัวอยู่ แต่เวลาปวดขึ้นมาก็ทรมานเหมือนกัน”ร่างสูงที่เห็นแบบนั้น จากท่าเดินที่เร็วตามบุคลิก กลายเป็นเชื่องช้าลงขณะเดินไปนั่งโซฟาตรงกันข้าม มองภาพนั้นด้วยสายตาละห้อย ไร้คำพูดใดๆ ส่วนพะแพงคนเป็นลูกที่เห็นอาการของแม่จนชินตาแล้ว ทำได้เพียงยืนมองอยู่เฉยๆ ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังใช่..เธอยังคงมีความหวังอยู่ หวังว่าแม่ของเธอจะอยู่ถึงตอนเธอรับปริญญา แม้ว่ามันจะเป็นไปได้ยากก็ตามทีหนึ่งชั่วโมงผ่านไป หลังทุกคนพากันพูดคุยหัวเราะต่อกระซิก พร้อมกินขนมที่พุนพินทำไปด้วยความเอร็ดอร่อยตรงโ
หกวันต่อมา เพนท์เฮาส์ที่เงียบกริบกว่าปกติ เพราะเจ้าของเอาแต่นั่งทำงานอยู่ในห้องทำงาน จะโผล่หน้าออกมาเดินไปห้องอื่นสักทีก็เฉพาะตอนที่หิว เขากำลังเขียนแบบแผนการเกี่ยวกับบริษัทที่กำลังจะเปิดใหม่ของตัวเอง และคงจะอัจฉริยะบวกกับไอคิวสูงมากเกินไป แผนการที่วางไว้ว่าจะต้องเสร็จภายในสอ
ลาดไหล่ถูกฟันคมกัดลงเบาๆด้วยความมันเขี้ยว และใช้ริมฝีปากกดซับลงมาราวกับตบหัวแล้วลูบหลัง เสียงกระซิบแหบพร่าข้างหูทำคนตัวเล็กขนลุกซู่ ท่อนแขนแกร่งกอดรัดเอวคอดกิ่วพลางกระชับเข้าหาตัวจนรู้สึกถึงสิ่งนั้นตรงกลางกายทิ่มตำก้นเธอ พะแพงขบริมฝีปากแน่น ตัวเกร็งอัตโนมัติ ทว่าครั้งนี้เธอจะไม่ให้กันง่า
เพียงแค่ได้ยินเสียงจากที่สั่นอยู่ก็ยิ่งสั่นเข้าไปอีก แถมก้อนเนื้อข้างในยังเต้นแรงอีกด้วย คนตัวเล็กหลุดคำถามน่าอายนั้นออกไปแล้ว คราวนี้ก็ต้องมานั่งลุ้นว่าเขาจะตอบกลับมายังไง เพราะดูเหมือนเขากำลังงุนงง ถึงขนาดสายเงียบ “ไม่สนใจแล้วเหรอคะ” เธอจึงเอ่ยถามคำถามน่าอายอีกคร
ประตูกระจกถูกเลื่อนอย่างเบามือ ก่อนคนตัวเล็กจะแทรกเข้ามา ดวงตาแดงก่ำที่ผ่านการร้องไห้มาหมาดๆทอดมองร่างสูงซึ่งนั่งขมวดคิ้วน้อยๆ อยู่ที่เดิม ท่าทางคงเครียดกับงานน่าดู แต่เพียงเห็นการเคลื่อนไหวตรงหน้าก็เหลือบตาขึ้น สีหน้าเปลี่ยนไปในทันทีเมื่อสบตากับเธอ เป็นแววตาที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งการคาดเดา พะแพงเดินช







