Share

เด็กโปรดท่านรอง
เด็กโปรดท่านรอง
Penulis: เดย์ไลลา

บทที่ 1

last update Tanggal publikasi: 2025-07-13 22:10:05

หญิงสาวรูปร่างเพรียวบางใส่ชุดเสื้อกล้ามขาวกางเกงยีน ในอ้อมแขนเต็มไปด้วยกองสัมภาระ พยายามทรงตัวบนวินมอเตอร์ไซค์ที่ขับลัดเลี้ยวผ่านช่องแคบระหว่างรถสองคันบนท้องถนนแออัด แดดตอนสิบเอ็ดโมงส่องลงมายังใบหน้าสวยเปรี้ยวเซ็กซี่เย้ายวนใจจนเจ้าตัวต้องหรี่ตา อยากจะยกมือป้องก็ยังทำไม่ได้ เพราะต้องกอดกระเป๋าเสื้อผ้าเครื่องสำอางในมือ

"เร็วหน่อยนะพี่" หญิงสาวด้านหลังร้องย้ำบอกคนขับเมื่อจวนเจียนใกล้จะถึงเวลานัด แต่เธอยังไปไม่ถึงจุดหมาย

"นี่ก็เร่งสุดแล้วน้อง พ้นไฟแดงหน้าก็ถึงแล้ว"

คนขับก็ดูเครียดไม่ต่างกัน แม้เธอจะออกมาจากบ้านมาตามกำหนด แต่ก็พบอุบัติเหตุระหว่างทางเสียก่อน รถจึงติดมากทำให้ต้องตัดสินใจลงจากแท็กซี่เพื่อโบกวินมอเตอร์ไซค์ไปต่อ

พี่วินบิดเร่งเครื่องสุดความสามารถเพื่อจะไปส่งผู้โดยสารให้ทัน หัวใจเธอเต้นแรงถี่กระชั้น หลุบสายตามองเวลาบนนาฬิกาข้อมือท่าทางเคร่งเครียด ไม่อยากเสียชื่อหากไปสายกว่าเวลานัดหมาย

แล้ววินาทีที่เฝ้ารอก็มาถึง เพราะเมื่อพ้นไฟแดงมาได้ก็สามารถมองเห็นห้างใหญ่ดังตระหง่านโดดเด่นอยู่สุดสายตา คนขับจอดหน้าห้างซึ่งเธอก็รีบกระโดดลงจากเบาะ ล้วงหาเงินในกระเป๋ากางเกงแล้วส่งให้ชายหนุ่มอย่างรีบร้อน หมุนตัวกลับแล้วรีบวิ่งเข้าตัวห้างให้เร็วที่สุด ทั้งที่เป็นคนขี้งกแต่ครั้งนี้ร่างบางไม่อยู่รอเงินทอนด้วยซ้ำ

เรียวขาเพรียวยาวก้าวฉับๆ บนส้นสูงสามนิ้ว มุ่งหน้าไปทางห้องน้ำ ใบหน้าสวยเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อจากแสงแดดและอากาศอบอ้าวด้านนอก แต่นั่นก็ยังไม่อาจลดเลือนเสน่ห์มหาศาลบนใบหน้าเธอได้

ใยไหมไม่รอช้ารีบพุ่งเข้าห้องน้ำที่ว่างอยู่ กางกระเป๋าผ้าใบหนาที่หอบหิ้วมาด้วย รื้อค้นหาชุดที่ต้องใส่รับงานวันนี้ เสื้อกล้ามสีขาวรัดรูปอวดสัดส่วนยั่วอารมณ์ถูกถลกขึ้นพ้นศีรษะ ตามมาด้วยกางเกงยีนสีเข้ม ถูกรูดลงผ่านสะโพกผายอวบอิ่ม นึกหงุดหงิดตัวเองที่ไม่เปลี่ยนเสื้อผ้ามาให้เรียบร้อยตั้งแต่ห้องพัก คิดว่าคงมาถึงก่อนเวลานัดทำให้เธอแต่งชุดอื่นมา ก่อนจะคว้าเดรสสั้นปาดไหล่สีส้มสดขึ้นมาสวมทับด้วยความยากลำบากเล็กน้อย เนื่องจากชุดค่อนข้างเข้ารูปพอสมควร ร่างกายชื้นเหงื่อทำให้เธอไม่สบายตัวนัก ที่ต้องมาเปลี่ยนชุดในสถานที่คับแคบเช่นนี้ หลังจากสวมกางเกงซับในสีครีมเรียบร้อย ก็ก้มตรวจเช็กการแต่งกายตัวเองอีกครั้ง เธอพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ กับความกระชั้นชิดนี้ แล้วจึงปลดล็อกกลอนประตูเพื่อออกไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น

โทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายส่งเสียงร้อง ทำให้เธอต้องพยายามย้ายถุงในมือไปรวมกัน แล้วรื้อหามือถือตัวดีที่ไม่ยอมหยุดสั่นขึ้นมารับสาย ทุกอย่างมันทุลักทุเลน่าหงุดหงิดและดูรีบเร่งไปเสียหมด

"ฮัลโหล จะถึงแล้วแก"

(เออรีบๆ เดี๋ยวทีมงานจะมาบรีฟงานแล้ว)

"โอเค กำลังวิ่งไปอยู่ ฉันยังไม่ได้แต่งหน้าเลย จะโดนด่าปะ" หญิงสาวถามเพื่อนร่วมงานเสียงเครียดเป็นกังวล

(ไม่น่านะ กว่างานจริงจะเริ่มก็อีกชั่วโมงกว่า มาแต่งที่ห้องนี้ก็ได้) เพื่อนสาวตอบกลับทำให้ใยไหมค่อยใจชื้นขึ้นหน่อย ตอบรับอีกฝ่ายแล้วกดวาง รีบก้าวขายาวๆ มุ่งตรงไปยังจุดที่นัดหมาย

วันนี้เธอและปูเป้ได้รับหน้าที่มาเป็นพิธีกรสำหรับงานเปิดตัวสินค้าใหม่ของผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปชื่อดังกลางห้างหรู แต่ห้องที่จะใช้คุยงานอยู่อีกที่ เพื่อความเป็นส่วนตัวและสะดวกในการทำงานของทีมสตาฟ

มือบางผลักประตูกระจกสีขุ่นที่อยู่ใกล้ทางไปห้องน้ำอีกฟากของห้างเข้าไป ก็พบทีมงานหลายคนกำลังเดินขวักไขว่อยู่ในห้องโล่งกว้างที่มีอุปกรณ์และโต๊ะวางกระจายอยู่ทั่วห้อง เธอหันไปส่งยิ้มหวานเก้อเขินให้ทุกคนเมื่อมาถึงที่หมายอย่างฉิวเฉียด พร้อมค้อมตัวเล็กน้อยเป็นการขอโทษแล้วมุ่งหน้าตรงไปหาเพื่อนสาวที่นั่งชูมือชูไม้มาให้ยังอีกด้านของห้อง

ปูเป้อยู่ในชุดเดรสสายเดี่ยวสีส้มเช่นกัน ส่งสายตาล้อเลียนมาให้ หัวโต๊ะมีหญิงสาววัยกลางคนคนหนึ่งสวมชุดสตาฟสีดำถือแฟ้มกำลังอธิบายรายละเอียดให้เพื่อนสาวฟัง งานนี้ไม่จำเป็นต้องใส่ชุดที่เจ้าของงานจัดหาให้ ทีมงานเพียงแค่ส่งโทนสีชุดมาให้ดูเพื่อให้ดูเข้ากันกับธีมสีบริษัทเท่านั้น

"อ่า! อีกคนมาพอดีเลย เร็วๆ รีบมา พี่จะได้อธิบายงานรอบเดียว" เธอหันมาขมวดคิ้วร้องเร่งคนมาใหม่ ทำให้ใยไหมต้องรีบก้าวมายังโต๊ะ ก่อนจะเลือกลงนั่งข้างกายเพื่อนสาว

"ขอโทษทีนะคะ หนูมาช้าไปหน่อย"

"เอาเถอะๆ ยังพอมีเวลาเหลือ แต่มาฟังพี่บรีฟงานคร่าวๆ ก่อน"

"ค่ะ"

ใยไหมโล่งใจที่ไม่ถูกดุ ส่งยิ้มเจื่อนให้พี่ทีมงานแล้วตั้งใจฟังรายละเอียดของงานในวันนี้

ความจริงมันก็ไม่มีอะไรมากกว่างานที่เธอเคยรับก่อนหน้านัก ก็จะเป็นการย้ำสคริปต์ ลำดับในงาน ตอนแรกก็จะเป็นการเปิดตัวแนะนำบริษัท ก่อนจะเชิญเจ้าของบริษัทขึ้นมาสัมภาษณ์เปิดงาน พูดคุยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งคำถามและรายละเอียดสินค้า ถูกส่งมาให้พวกเธอศึกษากันล่วงหน้าแล้ว หลังจากนั้นก็จะเป็นรายละเอียดปลีกย่อย เชิญชวนลูกค้าในห้างมาร่วมเล่นกิจกรรมแจกของรางวัลเพื่อดึงดูดคนให้สนใจ ก่อนที่พวกเธอจะย้ายลงจากเวทีไปยืนแนะนำสินค้าที่บูทเล็ก แล้วให้นักร้องที่เจ้าของงานรับเชิญมา ขึ้นไปสร้างสีสันบนเวทีต่อ ระยะเวลางานทั้งหมดเกือบสามชั่วโมงได้ แต่ได้ค่าจ้างสูงถึงห้าพันบาท ทำให้สาวร้อนเงินตาวาว รีบกระโดดคว้าโอกาสนั้นทันที

ใช้เวลาอยู่ประมาณสิบห้านาที ทีมงานก็แจกแจงรายละเอียดให้สองสาวฟังจนครบถ้วน ก่อนจะส่งกระดาษในมือให้พวกเธอเอาไว้นั่งทวนแล้วแยกตัวไปดูแลจัดการงานในส่วนอื่นต่อ ทำให้ใยไหมและปูเป้ได้พูดคุยกันเสียที

"ไง ไหนบอกให้รีบมาและไปหาข้าวกินก่อนเริ่มงานไง" เพื่อนร่วมงานสาวที่เคยเจอกันบ่อยตามงานอีเวนต์หันมายกยิ้มแซว ทำให้ใบหน้าสวยจัดบูดบึ้งเมื่อคิดถึงเรื่องเมื่อเช้า

"ฉันออกจากบ้านตั้งแต่สิบโมงแล้ว แต่ดันมีอุบัติเหตุระหว่างทาง รถติดยาวมาก ถ้าฉันตัดสินใจนั่งรอในแท็กซี่ ป่านนี้คงยังไม่ถึง"

ใยไหมระบายลมหายใจยาวๆ ออกมา มือก็ควานหากระเป๋าแต่งหน้าใบใหญ่ ที่ยัดใส่กระเป๋าผ้าขึ้นมาวางบนโต๊ะ เพื่อจะได้จัดการตัวเองต่อให้เรียบร้อยก่อนเริ่มงาน

"หิวไหมเนี่ย เอาอะไรไหม เดี๋ยวฉันออกไปซื้อขนมรองท้องให้"

"ไม่เป็นไรอะ ชุดโคตรรัดเลย ไม่น่าจะสามารถยัดอะไรลงท้องได้"

ร่างสมส่วนสุดเซ็กซี่ตอบกลับ พลางก้มมองความสั้นของกระโปรงแล้วหาผ้าในกระเป๋าสารพัดประโยชน์มาคลุมต้นขาเอาไว้ ขณะเริ่มแต่งหน้าด้วยความชำนาญ

"แหม~ บรีฟบอกเอาชุดเดรสเรียบหรูดูดี ไม่เห็นมีบรรทัดไหนบอกสักนิดว่าขอเซ็กซี่"

"ช่วยไม่ได้ แม่ให้มาเยอะเอง" เธอเชิดหน้าไหวไหล่ตอบกลับด้วยท่าทีเหนือกว่า พร้อมส่ายหน้าอกขนาดเกินตัวยั่วสายตาเพื่อนให้หมั่นไส้เพิ่ม

"ขออนุญาตเกลียดค่ะ!" ปูเป้เบะปากขัดใจกับคำตอบ ก้มมองก้อนเนื้อน้อยนิดของตัวเองตาละห้อย กำลังตั้งใจทำงานเก็บเงินเพื่อไปอัปไซซ์ให้ตู้มๆ เหมือนบรรดาเพื่อนในวงการพริตตี้บ้าง

สองสาวเจอหน้าค่าตาตามงานอีเวนต์บ่อยๆ ทำให้พอจะสนิทสนมกันในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เป็นเพื่อนซี้เพื่อนตายขนาดนั้น

ทั้งคู่นั่งพูดคุยเรื่องงาน ชีวิตเรื่องส่วนตัวไปเรื่อยๆ ขณะที่ใยไหมแต่งแต้มเครื่องสำอางบนใบหน้า เพียงแค่สามสิบนาที ใบหน้าสวยเปรี้ยวก็ยิ่งโดดเด่นน่าดึงดูดชวนมองขึ้นเป็นเท่าตัว เธอมีใบหน้ารูปไข่ ดวงตาเรียวกลมโต หางตาชี้ขึ้นเล็กน้อยดูโฉบเฉี่ยว จมูกโด่งเป็นสันสวยได้รูป แม้จะได้มาจากมีดหมอ แต่นี่ก็เป็นสิ่งเดียวที่มารดาไม่ได้ให้มา แต่มันก็ช่วยให้ใบหน้าเธอมีมิติมากขึ้น ริมฝีปากอวบอิ่มเป็นกระจับเคลือบด้วยลิปกลอสสีพีชฉ่ำวาวสะกดใจคนมองยามเธอเอื้อนเอ่ย

หญิงสาวตรวจเช็กความเรียบร้อยในกระจกบานเล็กอีกครั้ง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างให้เงาสะท้อนอย่างภาคภูมิใจ สิ่งเดียวในชีวิตสุดรันทดของเธอที่ทำให้รู้สึกว่าสวรรค์ยังเมตตาอยู่บ้าง คงหนีไม่พ้นรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่น ทำให้เธอตัดสินใจใช้มันเพื่อหาเงินส่งเสียตัวเองเรียนหนังสือ

"โอเคยัง" เธอหันไปขอความเห็นหญิงสาวข้างกาย พร้อมเอียงใบหน้าซ้ายขวาให้เพื่อนช่วยดู

"ยิ่งว่าโอเคจ้า สวยมาก! เกลียดจริงๆ เอาลิปมายืมเลย คุยกันจนปากฉันแห้งแล้ว"

ปูเป้เบะปากเหน็บแนมกลับอย่างไม่จริงจัง พร้อมฉวยลิปสีสวยของใยไหมไปทาบ้างเพื่อจะได้เป็นธีมเดียวกัน เธอเองก็มีใบหน้าน่ารักชวนมอง ดูซุกซนร่าเริง ส่วนใยไหมจะเป็นสาวมั่น สวยแซ่บเผ็ดร้อน พอมายืนข้างกันก็ดูเป็นความต่างที่ลงตัวพอดี

สองสาวนั่งอ่านสคริปต์คำถามทวนซ้ำอีกรอบให้ขึ้นใจเพื่อไม่ให้งานในวันนี้ผิดพลาด ก่อนทีมงานจะเข้ามาเรียกทั้งคู่ไปเตรียมสแตนด์บายด้านนอก พวกเธอเก็บข้าวของส่วนตัวเอาไว้ในห้อง มีเพียงมือถือที่ใส่กระเป๋าใบจิ๋วติดมือไปเท่านั้น เผื่อเอาไว้เล่นแก้เบื่อระหว่างงานยังไม่เริ่ม ซึ่งตอนทำงานจริงก็สามารถเอาไปฝากทีมงานไว้ได้

แม้เวทีจะยังคงโล่ง แต่ก็มีลูกค้าที่มาเดินห้างเริ่มหันมองด้วยความสนใจ เก้าอี้หน้าเวทีถูกจับจองบางส่วน ซึ่งก็จะมีทั้งบรรดาแขกกิตติมศักดิ์ที่ได้รับเชิญมาร่วมงาน นักข่าวกลุ่มเล็กๆ เดินทางมาทำข่าว เนื่องจากเจ้าของงานในวันนี้ถือเป็นนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่กำลังเป็นที่น่าจับตา

สองสาวเดินตามทีมสตาฟชุดดำมารอยังด้านหลังเวที ด้วยที่เคยผ่านงานเช่นนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ทำให้ทั้งคู่ไม่ได้มีความตื่นเต้นเท่าไรนัก ยืนพูดคุยซักซ้อมคำถามกันอยู่สักพัก ทีมงานอีกคนก็พาชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาสวมสูทสีดำผูกไทดูเป็นทางการเข้ามาหา

"น้องคะ คนนี้คือคุณฟลุ๊ค เจ้าของ MJ Gourmet ที่จัดงานในวันนี้ค่ะ" ทีมงานสาวแนะนำตัวคนมาใหม่ให้ทั้งคู่รู้จัก ทำให้พวกเธอรีบหันไปยกมือขึ้นไหว้

"สวัสดีค่ะ / สวัสดีค่ะ คุณฟลุ๊ค"

"ครับสวัสดีครับทุกคน วันนี้ขอฝากงานด้วยนะครับ ผมอยากให้ทั้งคู่ช่วยสร้างสีสันให้งานดูไม่น่าเบื่อเกินไป ถ้ามีคำพูดอื่นนอกสคริปต์แล้วยังอยู่ในเนื้อหางานสามารถพูดได้เต็มที่เลยนะครับ"

"ได้เลยค่ะ" ปูเป้ตอบรับแข็งขัน ส่วนใยไหมก็พยักหน้ารับทราบ เธอทำงานเช่นนี้มาเยอะ จึงค่อนข้างลื่นไหลในการพูดคุยชักจูงใจให้ลูกค้าสนใจอยู่แล้ว

"ขอบคุณครับ ตอนสัมภาษณ์ก็เหมือนกันนะครับ สามารถถามคำถามอื่นได้เลย ผมอยากให้งานมันดูเป็นกันเองหน่อย"

"ถ้าเป็นคำถามส่วนตัว พอจะถามบนเวทีได้ไหมคะ"

"เช่นอะไรครับ" ฟลุ๊คหันมามองหญิงสาวใบหน้าสวยจัดตามกระแสพิมพ์นิยมทุกประการด้วยความสนใจ

"ไหมว่าถ้าลองถามคำถามสบายๆ อย่างเช่น คุณฟลุ๊คยังโสดอยู่ไหม มีงานอดิเรกอะไรบ้าง แล้วมีมุมมองแนวทางบริหารบริษัทใหญ่เช่นนี้ยังไง น่าจะช่วยให้เข้าถึงคนฟังได้ง่ายขึ้นด้วย คุณฟลุ๊คคิดว่ายังไงคะ"

เธอถามออกไปโดยไม่คิดอะไรมากกว่าช่วยให้บรรยากาศในงานมันดีขึ้น แต่คำถามนั้นกลับทำคนฟังยิ้มกว้าง หัวเราะในลำคอเบาๆ ด้วยความพึงพอใจ

"ครับดีครับ แต่ถ้านั่นเป็นคำถามที่คุณไหมอยากรู้เอง ถามผมตรงๆ เลยก็ได้นะครับ...ผมยังโสดอยู่"

"เอ่อคือ...แฮะๆ ค่ะ" ใยไหมส่งยิ้มเจื่อนเมื่อเขามองเจตนาเธอผิด แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรหักหน้าเจ้าของงาน เพียงแค่ใช้ก้านนิ้วยาวเกลี่ยเส้นผมตรงสลวยทัดหูแก้เก้อ

"อุ๊ย! หล่อขนาดนี้อย่าโกหกปูเป้เลยค่ะ กระซิบบอกความจริงได้นะคะ ปูเป้ไม่บอกใครแน่นอน" ปูเป้ช่วยพูดกู้บรรยากาศให้กลับมาสนุกสนานเหมือนเดิม

"ฮ่าๆๆ จริงครับ อาจจะเพราะผมทำแต่งานด้วยเลยไม่มีเวลามองหาแฟน" ฟลุ๊คตอบกลับพริตตี้สาวสุดน่ารัก แต่ก็ยังชำเลืองสายตามองทางใยไหมเป็นระยะราวกับจะบอกความนัยบางอย่าง

"ถ้าเปิดรับเมื่อไหร่ ปูเป้ขอส่งใบสมัครล่วงหน้าเลยได้ไหมคะ"

"ฮ่าๆๆ ครับ ถ้าสนใจนะครับ"

ใยไหมเองก็ยิ้มๆ ไปกับบทสนทนานั้น พยายามไม่หันไปสบมองนัยน์ตาอบอุ่นระยิบระยับของประธานหนุ่มมากนัก และก็ถึงเวลาเริ่มงาน ทำให้ใยไหมและเพื่อนสาวต้องขอตัวขึ้นบนเวทีก่อน ซึ่งชายหนุ่มเจ้าของงานก็ไม่ลืมส่งยิ้มให้กำลังใจทั้งคู่ แล้วเดินอ้อมไปดูความเรียบร้อยด้านหน้าเวที ก่อนถึงคิวเขาขึ้นสัมภาษณ์ภายหลัง

"อ้าว ว่างมาด้วยเหรอ" ฟลุ๊คยิ้มกว้างทักทายด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มสุดคุ้นเคยยืนกอดอกดูอยู่บริเวณริมสถานที่จัดงาน

"อืม มึงเปิดตัวสินค้าก็แวะมาหน่อย"

ร่างสูงเพียงแค่พยักหน้ารับคำคนที่เป็นทั้งเพื่อนและลูกค้าคนสำคัญของบริษัท ก่อนจะเบือนหน้าหันกลับไปบนเวทีอีกครั้ง เมื่อมีสองสาวหน้าตาสะสวยถือไมค์ขึ้นมาทักทายบรรดาแขกและลูกค้าในห้างด้วยท่าทางสดใสร่าเริงดูเป็นธรรมชาติ แค่นั้นก็ทำให้มีลูกค้าหลายคนหยุดเดินแล้วหันมองภายในงานด้วยความอยากรู้

สองสาวพิธีกรยังคงพูดคุยตอบโต้กันคล่องแคล่วดูเป็นมืออาชีพ สร้างสีสันและดึงดูดความสนใจได้มากทีเดียว ก่อนจะเริ่มแนะนำงานในวันนี้ นัยน์ตาคมกริบสีดำสนิทจับจ้องอยู่กับหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่ง สัดส่วนอวบอึ๋มยั่วอารมณ์บนเวทีไม่วางตา ถูกริมฝีปากอวบอิ่มที่กำลังยิ้มกว้างขณะรับมุกที่อีกสาวส่งให้สะกดสายตาให้เผลอมองอยู่นาน เขาเงียบไปจนกระทั่งเพื่อนข้างกายใช้ศอกกระทุ้ง จึงหลุดออกจากมนตร์สะกดนั้นได้ ขมวดคิ้วหันมองเพื่อนด้วยสายตาเรียบเฉย

"ว่า?"

"แหม กูเรียกตั้งนานไม่ตอบ...ทำไมสนใจคนไหน?" ฟลุ๊คอมยิ้มเจ้าเล่ห์เย้าแหย่ ซึ่งก็ได้สายตาดุๆ ของอีกคนเป็นของแถม

"ไม่อะ ก็หน้าตางั้นๆ"

"หึๆ ทำพูดดี มองตาไม่กะพริบเชียวนะ...แต่คนขวากูจองแล้วนะโว้ย สวยเด็ดชะมัด ว่าจะลองแย็บถามดูว่ารับงานพิเศษไหม"

"เฮอะ!"

คำพูดของเพื่อนทำชายหนุ่มคิ้วกระตุก ส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างเย้ยหยันวางท่า มองเมินเพื่อนสนิทข้างกาย แล้วหันกลับไปสนใจกิจกรรมบนเวทีอีกครั้ง

สายตาร้อนไล่สำรวจเรือนร่างอวบอึ๋ม มีสัดส่วนโค้งเว้าชัดเจน ไม่ผอมแห้งจนเกินไปอย่างที่ผู้ชายทุกคนปรารถนา

นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นคงร้อนแรงเสียจนทำให้พริตตี้คนสวยบนเวทีรู้สึกตัว ในขณะที่เธอกวาดสายตาโปรยยิ้มให้คนฟัง ดวงตาของทั้งคู่ก็สบประสานกันชั่ววินาทีหนึ่ง แต่นั่นกลับทำเธอขนลุกวูบ เย็นวาบถึงสันหลัง ราวกับตัวเองกำลังตกเป็นเหยื่อที่ถูกนักล่าจับจ้อง ใยไหมต้องรีบดึงสติหันไปคุยกับพิธีกรคู่ด้วยท่าทางปกติเช่นเดิม แต่ตลอดระยะเวลาที่ยืนทำหน้าที่บนเวทีเธอจะรู้สึกได้ถึงสายตาคู่นั้นอยู่เสมอ แม้กระทั่งตอนที่คุณฟลุ๊คขึ้นมาให้สัมภาษณ์บนเวที หญิงสาวก็ต้องปั่นป่วนกดดันมากกว่าเดิม เมื่อหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นทำเธออึดอัดบอกไม่ถูก เขาก็เพียงแค่มองนิ่งๆ แต่อะไรบางอย่างทำให้เธอรู้สึกหายใจไม่ออก ไม่มีสมาธิเท่าที่ควร ต้องแอบชำเลืองมองร่างสูงกลับอยู่บ่อยครั้งโดยไม่รู้ตัว

เมื่อใยไหมและปูเป้ทำหน้าที่บนเวทีเรียบร้อย ก็กลับลงมานั่งพักดื่มน้ำด้านหลังเวทีให้นักร้องวัยรุ่นชื่อดังขึ้นไปรับช่วงต่อ ก่อนจะย้ายไปช่วยงานในส่วนอื่นต่อ

คิ้วบางได้รูปขมวดเข้าหากัน เพราะเมื่อเธอหันมองไปยังตำแหน่งเดิมอีกครั้ง ก็ไร้เงาของชายหนุ่มคนดังกล่าวเสียแล้ว

"เป็นอะไรแก" ปูเป้สะกิดถามเมื่อเห็นเพื่อนยืนทำหน้าแปลกๆ เหมือนชะเง้อมองหาอะไรสักอย่าง

"อ๋อ ไม่มีอะไร แค่รู้สึกเหมือนโดนจ้อง" หญิงสาวตอบกลับเสียงแผ่วเบา ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไรว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่า

"ไม่โดนมองก็แปลกแล้วจ้า เราแต่งตัวกันขนาดนี้ แถมแกยังออร่าจับ ระวังพวกอาเสี่ยมือไวด้วยล่ะ ตอนอยู่บนเวทีฉันเห็นพวกลุงๆ นั่งเลียปากหลายคนเลย อ๋ายยย ขนลุก~"

ร่างเล็กกว่ากระซิบเตือนเสียงเบาพร้อมออกท่าทางประกอบคำพูดให้ใยไหมยิ้มตาม เธอไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแค่พยักหน้ารับคำแล้วเดินตามหลังเพื่อนสาวไปประจำบูทเล็กเพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ลูกค้า ปัดเรื่องผู้ชายแปลกๆ คนนั้นทิ้งไปเพื่อจดจ่อกับงานตรงหน้า แม้เขาจะหล่อชวนใจสั่นมากแค่ไหนก็ตาม
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เด็กโปรดท่านรอง   บทที่ 195

    แล้วก็เป็นไปอย่างที่คาด พอเมื่อคาเตอร์และม่านฟ้ามาค้างด้วย วายุก็รีบกระโดดเกาะขาคุณน้าใจดีทั้งสองเข้าไปในห้องนอนด้วย เพราะคาเตอร์ก็ยังติดนิสัยแสบซนไม่หาย และมักจะหาเรื่องสนุกชวนน่าหวาดเสียวมาเล่นกับหลานชาย ผิดกับแผ่นดินที่ค่อนข้างจริงจังและดุกว่า ทำให้วันนี้เด็กชายทิ้งพ่อแม่ไปซะงั้นแต่นั่นก็ถือเป็น

  • เด็กโปรดท่านรอง   บทที่ 194

    "ยับบบ""รับต่างหาก" เด็กชายแก้ไขคำผิดให้และกลิ้งลูกบอลกลับไปให้น้องสาวเบาๆ เรียกสายตาเอ็นดูจากเหล่าผู้ใหญ่ในห้องได้ทันที"วายุนี่น่ารักจริงๆ" ม่านฟ้าอดชมออกมาไม่ได้"อ่อนโยน ว่าง่าย แถมยังมีความเป็นผู้นำตั้งแต่เด็กเลย เห็นแบบนี้ป๊าล่ะปลื้มจริงๆ" เดชาฉีกยิ้มกว้างสายตาอ่อนโยนมองดูหลานทั้งสองเล่นกันด้

  • เด็กโปรดท่านรอง   บทที่ 193

    "แอบมาหลบกันอยู่ที่นี่กันนี่เอง" เสียงใสของลูกสาวคนเล็กดังขึ้น พร้อมการปรากฏตัวของแขกหน้าคุ้นเคยทั้งสามใบหน้าของม่านฟ้าอิ่มเอม จูงมือมากับคาเตอร์พร้อมลูกสาววัยหนึ่งขวบอย่างน้องคาเทียร์ในอ้อมแขนบิดาด้วย"โอ้ มาพร้อมหน้าพร้อมตากันเชียว""สวัสดีค่ะป๊า หน้าตามีความสุขเชียว เล่นกับหลานชายทั้งวันเลยสิท่า

  • เด็กโปรดท่านรอง   บทที่ 192

    สามปีต่อมาเด็กชายตัวน้อยวัยสามขวบวิ่งเล่นยังสนามหญ้ากว้างโดยมีพี่เลี้ยงวัยกลางคนวิ่งไล่ตาม ใบหน้าเล็กฉายแววหล่อตั้งแต่เด็กแดงก่ำด้วยเม็ดเหงื่อ หัวเราะคิกคักเสียงใสมีความสุข"คุณวายุวิ่งช้าๆ หน่อยสิคะ หวานวิ่งตามไม่ทันแล้ว""คิกคิก พี่หวานช้า แน่จริงก็จับวายุให้ได้สิ"พี่เลี้ยงระบายยิ้ม ชะลอแรงลงเล็

  • เด็กโปรดท่านรอง   บทที่ 191

    "กลัวครับ จะพยายามยั้งแรงนะ แต่พรุ่งนี้เมียห้ามบ่ายเบี่ยงไปหาหมอเด็ดขาด"เธอคลี่ยิ้มกว้าง ดวงตาเปล่งประกายด้วยความสุขใจ แม้แผ่นดินจะกังวลถึงลูกในท้องใจจะขาด แต่แรงปรารถนาก็พลุ่งพล่านเกินกว่าจะหยุดลงเพียงแค่นี้ใยไหมหยัดกายขึ้นให้กายร้อนหลุดออกมา พลิกตัวไปเกาะขอบอ่างเอาไว้แน่น พลางเอี้ยวหน้ามาส่งยิ้ม

  • เด็กโปรดท่านรอง   บทที่ 190

    "ก็ลองเคยมีสิ! ไหมจะเจื๋อนไอ้แผ่นดินน้อยทิ้งไปซะ!""ทำลงเหรอครับ งั้นใครจะทำให้ไหมครางเสียงหลงได้ล่ะ"แผ่นดินเปลี่ยนท่าทีเป็นออดอ้อนเอาใจ จุมพิตแก้มใสของภรรยาไปอีกครั้ง ต้องใช้เวลาพูดคุยอีกหลายนาทีกว่าคุณพ่อขี้เห่อจะยอมใจเย็นแล้วจูงมือภรรยาสุดที่รักเข้าไปอาบน้ำล้างคราบเหงื่อไคลด้วยกันภายในห้องน้ำอ่

  • เด็กโปรดท่านรอง   บทที่ 3

    บีทรีช คลับคลับกึ่งบาร์ใจกลางกรุงเทพถูกตกแต่งเอาไว้อย่างหรูหรามีระดับเพื่อรองรับลูกค้ากระเป๋าหนักเข้ามาใช้บริการ ร้านแห่งนี้ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวสูง แถมยังต้องให้สมาชิกพาเข้ามาเท่านั้น ยิ่งทำให้เหล่าชายหนุ่มมีเงินต่างพยายามสมัครเป็นเมมเบอร์ เพื่ออวดความรวยข่มกันภายในร้านจะมีหญิงสาวหน้าตาดีหลาก

  • เด็กโปรดท่านรอง   บทที่ 11

    สองสัปดาห์ต่อมางานในช่วงแรกของการฝึกงานก็เป็นงานเบ็ดเตล็ดเหมือนอย่างที่แก้มใสบอก แม้ช่วงสัปดาห์ต่อมา พี่เลี้ยงของเธอจะเริ่มสอนงานอื่น ให้เข้ามามีส่วนร่วมตอนประชุม นั่งฟังแผนงานและเสนอไอเดีย อีกทั้งยังนำแผนพัฒนาองค์กรเก่าๆ ที่ไม่ได้ถูกคัดเลือกให้ใยไหมศึกษาเพิ่มเธอจะไม่มีปัญหาอะไรเลย หากไม่ใช่เพราะเ

  • เด็กโปรดท่านรอง   บทที่ 10

    ห้องทำงานบนชั้นแปดของตึกสำนักงานเป็นพื้นที่สำหรับผู้บริหาร ห้องมุมสุดทางเดินคือห้องทำงานของประธานบริษัทคนปัจจุบันอย่างเดชา ซึ่งตอนนี้ว่างเนื่องจากประธานคนปัจจุบันส่งไม้ต่อให้กับลูกชายคนโตในการดูแลกิจการ ส่วนตัวเองก็อยู่บ้าน ปลูกต้นไม้ หากิจกรรมทำแก้เบื่อขณะเคี่ยวเข็ญให้ลูกชายรีบหาเมียสร้างครอบครัว จ

  • เด็กโปรดท่านรอง   บทที่ 2

    ใยไหมขอตัวแยกกับปูเป้เพื่อนร่วมงานด้วยระดับความขุ่นมัวในใจที่วิ่งพล่านทั่วร่าง หลังจากถูกหนุ่มเจ้าของงานส่งสายตาหวานเชื่อมให้จนกระทั่งงานจบ ในขณะที่หญิงสาวกำลังจะเก็บของกลับ เขาก็เรียกตัวเธอเพื่อไปพูดคุยเป็นการส่วนตัว ตอนแรกใยไหมก็คิดว่าเขาจะทาบทามงานครั้งหน้า ซึ่งเขาก็เสนอจริงๆ เพียงแค่มันไม่ใช่งาน

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status