LOGIN“แล้วเจ้าเป็นอย่างไรบ้างล่ะ?” จวินลู่เอินถามพลางทรุดตัวลงนั่งบนเตียง
“ก็
“แหม...” เสิ่นม่านอวี้ลากเสียงยาว พลางหย่อนก้นลงนั่งม้านั่งตัวยาวข้างจวินเหยียนสือ ปรายสายตามองชามโจ๊กตรงหน้าคนทั้งสองแล้วหัวเราะหึ ๆ “ผู้ใดจะไวเท่าท่านเล่า ถึงขั้นใช้องครักษ์เงาปลอมตัวเป็นชาวบ้านไปต่อคิวเป็นคนแรก ๆ เสียขนาดนั้น”จวินลู่เอินเบ้ปากพลางโบกพัดในมือเบา ๆ เมื่อได้ยินสหายแขวะด้วยความจริง “มีแรงงานชั้นดีอยู่ในมือก็ต้องใช้สิ มิเช่นนั้น จะเป็นการเลี้ยงเสียข้าวสุกไปเปล่า ๆ ”“แล้วมีอย่างที่ใดใช้องครักษ์เงาไปยืนต่อแถวรอโจ๊กโรงทาน” เสิ่นม่านอวี้บ่นเสียงเบา แล้วจึงวางถ้วยโจ๊กในมือลง พลางกวาดสายตามองอาหารอย่างอื่นบนโต๊ะตาโต “แล้วเหตุใดจึงสั่งอาหารมาเยอะนักเล่า?”บนโต๊ะไม้มีจานกับข้าวจากร้านน้ำเต้าหู้ตั้งเรียงรายละลานตา ทั้งเสี่ยวหลงเปาเข่งยักษ์น้ำแกงฉ่ำ ปาท่องโก๋ทอดตัวยาวกรอบฟู และผัดผักกาดดองน้ำมันงาคลุกพริกเสฉวน“พี่หญิงเสิ่นรีบทานเถิด” จวินเหยียนสือร้องบอกด้วยน้ำเสียงเริงร่าด้วยรอยยิ้มละมุน ชายหนุ่มขยับหยิบตะเกียบและช้อนมาเช็ดให้อย่างใส่ใจส่งให้นาง ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบปาท่องโก๋ทอ
สิ้นคำประกาศของทางการ ความเงียบพลันมลายหายไป ชาวบ้านที่เคยหวาดระแวงต่างพากันหน้าเสียด้วยความรู้สึกผิด บางคนถึงกับก้าวออกมากล่าวขอโทษหลินหว่านฉิงที่เข้าใจผิดก่อนที่ขบวนแถวจะเริ่มกลับมาตั้งตัวใหม่อีกครั้งอย่างคึกคักยิ่งกว่าวันวาน หลินหว่านฉิงระบายลมหายใจยาว ความอัดอั้นในอกสลายไปสิ้นนางเงยหน้าขึ้นจากถังโจ๊กด้วยรอยยิ้มโล่งอก ทว่ายามเมื่อกวาดสายตาผ่านฝูงชนที่กำลังเบียดเสียดเข้ามาใหม่ ร่างสูงในชุดลำลองสีน้ำเงินเข้มของมู่หรงเจวี๋ยก็ปรากฏขึ้นในกรอบสายตามู่หรงเจวี๋ยสาวเท้าก้าวเข้ามาหานางพร้อมรอยยิ้มละมุนที่มุมปาก ทว่าในความละมุนนั้น หลินหว่านฉิงกลับสังเกตเห็นร่องรอยความอ่อนล้าจาง ๆ ที่พาดผ่านใบหน้าคมคาย ใต้ตาของเขาคล้ำลงเล็กน้อยราวกับคนมิได้นอนมาทั้งคืนยามเมื่อก้าวมาหยุดอยู่ข้างกาย ชายหนุ่มก็เอื้อมมือหนาไปหยิบจับทัพพีไม้โบราณอีกอันขึ้นมาถือไว้ แสร้งทำเป็นเอ่ยเย้าเสียงเรียบ “ยามนี้ชาวบ้านมากันแน่นขนัด เจ้าคนเดียวคงตักมิทันกระมัง ให้ข้าช่วยเจ้าจะดีกว่า”“ท่านพี่เจวี๋ย... เอ่อ ท่านอ๋อง” หลินหว่านฉิงเปลี่ยนคำเรียกด้วยอยู่ท่ามกลางฝูงช
เช้าวันถัดมา เมื่อแสงอรุณจับขอบฟ้าอีกครั้ง บรรยากาศหน้าประตูใหญ่ของจวนจิ๋นอันโหววันนี้กลับเงียบเหงาผิดตา โต๊ะไม้ตัวยาวและถังโจ๊กแปดสมบัติร้อนกรุ่นยังคงถูกจัดวางไว้ที่เดิมตามความตั้งใจของหลินหว่านฉิงท่ามกลางการเกลี้ยกล่อมของมารดาและบรรดาพี่น้องให้นางล้มเลิกโรงทานไปเสีย แต่ทว่านางกลับยืนกรานอย่างเด็ดเดี่ยวว่าหากนางยอมถอยในเวลานี้ ก็เท่ากับยอมรับคำใส่ร้ายว่าโจ๊กมีพิษจริง จวนจิ๋นอันโหวทำทานด้วยใจบริสุทธิ์ เหตุใดต้องหวาดกลัวลมปากของผู้อื่นด้วยแต่เมื่อลมปากนั้นยังไม่ได้รับการกำจัด ความบริสุทธิ์ยังไม่ชัดแจ้ง จึงเหลือเพียงความจริงที่โหดร้าย เมื่อเช้าวันนี้ผู้คนกลับบางตาลงอย่างเห็นได้ชัด ชาวบ้านและคนยากไร้ที่เคยเข้าแถวยาวเหยียด ยามนี้ทำเพียงยืนด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ไกล ๆ ตรงหัวมุมตรอกเสียงซุบซิบนินทาดังเซ็งแซ่ลอยมาตามสายลมมาอย่างน่าอดสู“ดูสิ... เมื่อวานทำคนท้องร่วงปางตาย วันนี้ยังกล้าตั้งโต๊ะแจกต่ออีกหรือ ช่างไร้ยางอายนัก”หลินหว่านฉิงในชุดสีเหลืองนวลอบอุ่นพยายามฝืนยิ้ม มือบางกุมทัพพีไม้แน่นพลางร้องเรียกสตรีชราคนหนึ่งที่เดินผ่านไปด้วยน้ำเสียงอ่อน
ความเงียบงันแผ่ซ่านเข้าปกคลุมทั่วทั้งโถงใหญ่ในพริบตา มู่หรงเจวี๋ยที่นั่งประทับอยู่บนตำแหน่งประธานถึงกับเหวอจนนิ่งงันไปชั่วครู่ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ...นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?หากเขาไม่สามารถจับตัวผู้จ้างวานได้ แล้วข้าจะไปเอาหน้ากับจวนจิ๋นอันโหวได้อย่างไร!?ยังไม่ทันที่อิ้งอ๋องจะได้เอ่ยปากซักไซ้ อาชุ่ยที่นั่งคุกเข่าอยู่ก็เบิกตากว้าง กรีดร้องเสียงแหลมลึกอย่างคลุ้มคลั่งขึ้นมาทันที เมื่อเห็นว่าเผือกร้อนกำลังจะตกใส่มือนางอีกครั้งนางลนลานส่ายหน้าพัลวันร้องตะโกนโต้เถียง “ไม่จริง! เจ้านั่นแหละที่ใส่ร้ายข้า! ข้าเป็นเพียงขอทานจรจัด วัน ๆ เงินจะซื้อหมั่นโถวประทังชีวิตยังไม่มี แล้วข้าจะเอาเงินมากมายจากไหนไปจ้างวานเจ้าได้! เจ้าโกหก! เจ้าคิดจะปัดความผิดมาให้ข้า!”สิ้นเสียงกรีดร้องของอาชุ่ย สายตาของทุกคนในโถงต่างพากันหันขวับไปจ้องหน้าอาชุ่ย“ข้าไม่ได้ปด!” อาโก่วแผดเสียงสู้กลับพลางชี้หน้าอาชุ่ยด้วยมืออันสั่นเทา ดึงทุกสายตาให้กลับไปมองที่เขา “เจ้านั่นแหละที่ไปหาข้าที่ตรอกเมื่อวานนี้ ยามนั้นเจ้าบอกข้าเองมิใช่ห
บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ของจวนอิ้งอ๋องเงียบสงัด แสงแดดภายนอกสาดส่องเข้ามาทาบทับร่างสูงของมู่หรงเจวี๋ยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักลายพยัคฆ์ในตำแหน่งประธานชายหนุ่มเอนหลัง พาดแขนแกร่งข้างหนึ่งไว้บนที่เท้าแขนอย่างเกียจคร้าน ทว่ารังสีที่แผ่ซ่านออกมากลับดุดันกดทับเสียจนผู้คนแทบหายใจไม่ออกดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองลงไปยังเบื้องล่าง ซึ่งมีร่างของขอทานหญิงผู้ป่วนงานโรงทานกำลังนั่งคุกเข่าตัวสั่นงันงกประหนึ่งลูกนกต้องลมหนาว บนใบหน้าของนางสกปรกมอมแมมจนดูไม่จืดอิ่งซาน ยอดองครักษ์คนสนิทผู้มีใบหน้าเย็นชา ก้าวออกมารายงานด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ“ทูลท่านอ๋อง ขอทานหญิงนางนี้มีนามว่าอาชุ่ย อายุยี่สิบสี่ปี เป็นคนจรจัดไร้หัวนอนปลายเท้าที่อาศัยอยู่แถวตรอกท้ายตลาดตะวันออก ยามนี้นางยอมเปิดปากสารภาพแล้วว่าได้รับการจ้างวานมาจากเถ้าแก่รั่วซื่อตง เจ้าของร้านน้ำชาเล็ก ๆ ที่อยู่ถัดไปสามช่วงตึกพ่ะย่ะค่ะ ซึ่งกระหม่อมได้ส่งคนไป...”ยังไม่ทันที่อิ่งซานจะกล่าวจบ ประตูโถงใหญ่ก็ถูกผลักออกพร้อมเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ขององครักษ์ที่ลากตัวบุรุษวัยกลางคนในชุดผ้าไหมสีน้ำตาลเข้มเข้า
เช้าวันรุ่งขึ้นที่หน้าประตูใหญ่ของจวนจิ๋นอันโหวได้มีการจัดตั้งโรงทานเพื่อแจกจ่ายโจ๊กข้าวกล้องแปดสมบัติร้อน ๆ ให้แก่ราษฎรยากไร้ในเมืองหลวง ตั้งใจเป็นการสะเดาะเคราะห์และสร้างเสริมบุญกุศลให้แก่ทุกคนในจวนช่วงยามสาย บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก โต๊ะไม้ตัวยาวถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ บนนั้นมีถังไม้ใบเขื่องสองใบตั้งอยู่ ควันสีขาวลอยกรุ่นส่งกลิ่นหอมละมุนของข้าวใหม่ที่เคี่ยวจนเนื้อเนียนละเอียด ปะปนกับความหอมมันของพุทราจีน เมล็ดบัว ถั่วแดง และเก๋ากี้ที่ต้มจนเปื่อยนุ่มชวนน้ำลายสอบรรดาชาวบ้านและคนยากไร้ต่างพากันเข้าแถวเรียงหนึ่งยาวเหยียด ถือถ้วยกระเบื้องดินเผาในมือด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความหวังหลินหว่านฉิงในชุดผ้าฝ้ายสีเขียวอ่อนเรียบง่ายประดับเพียงปิ่นไม้ธรรมดายืนยิ้มแย้มแจ่มใส มือบางประคองทัพพีไม้คอยตักโจ๊กร้อน ๆ แจกจ่ายให้แก่ทุกคนด้วยความอ่อนโยนอย่างไม่ถือตัว โดยมีเยี่ยนจื่อ สาวใช้คนสนิทคอยช่วยหยิบจับอยู่ข้างกาย“คุณหนูสามหายดีแล้วหรือ?”น้ำเสียงทุ้มต่ำคุ้นหูที่แฝงความห่วงใยดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาหลินหว่านฉิงสะดุ้งน้อย ๆ พลันหันไปสบเข้ากับดวงต







