Se connecterและในคืนที่สี่... เมื่อหลงเทียนอี้มิอาจอดกลั้นได้อีก พาหลินเข้าห้องหอเพื่อรีดน้ำกามระลอกใหม่ คลังหลวงที่เคยตรวจไม่พบสมบัติที่หายไป กลับมีแสงสว่างลี้ลับนำพาไปพบหีบสมบัติโบราณจากยุคจักรพรรดิองค์ก่อน ที่ฝังไว้ใต้ดินมาหลายร้อยปี
ด้วยปาฏิหาริย์ซ้ำซากซึ่งเกิดขึ้น “ตรงวันตรงคืน” หลังการร่วมอภิรมย์ของฮ่องเต้กับเทพธิดา... ราษฎรเชื่อสุดหัวใจว่าการที่องค์จักรพรรดิบำเรอสวาทเทพธิดา ก็คือการ “บำรุงชาติ”
เหล่านางสนมไม่กล้าแม้แต่จะร้องทักท้วงใดๆ เพราะเกรงว่าตนจะทำให้ฟ้าลงโทษแคว้น บรรดาขุนนางฝ่ายบุ๋นเสนอให้ตั้ง “พิธีเสวยพร” ทุกคืนเพื่อความมั่นคงของบ้านเมือง
แม้แต่โหรหลวงก็ยังคำนวณฤกษ์ยามบอกว่า “คืนนี้…หากมิได้บรรทมกับเทพธิดา แคว้นจะเสียโชคลาภหนึ่งส่วนเจ็ด”
ตายก่อนพอดี... หลินหลินครางโอดโอยในใจ จะมีทางไหนบ้างนะที่จะหลบ ไม่อย่างนั้นเครื่องในหลุดกันพอดี!!
--------------
ยามเที่ยงวัน แสงแดดตกต้องกระเบื้องมุงหลังคาสีชาดของตำหนักเทพธิดา หลินหลินเอนหลังพิงหมอนผ้าแพร ลูบท้องเบาๆ อย่างเกียจคร้านหลังมื้อกลางวัน เธอหลับตาพริ้มรับลมเบาๆ ที่พัดเข้ามาในตำหนักอย่างสบายใจ
แต่แล้ว...
เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้นที่เฉลียงหน้าตำหนัก เสียงขันทีร้องแจ้งตามธรรมเนียม
“สนมซูเฟยพร้อมขบวนพระสนม… ขอเข้าเฝ้าเทพธิดา!”
หลินลืมตาขึ้นช้าๆ สะบัดพัดในมือหนึ่งที
อืมม ชื่อคุ้นๆ... ซูเฟย? อ้อ คนที่ชอบมองตาเขียวใส่เธอตอนเดินผ่านวันก่อนนี่นา
เมื่อเหล่าสนมเดินเข้ามา เสียงกระโปรงผ้าไหมที่เสียดสีกัน ใบหน้าของพวกนางล้วนงดงาม แต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน ซูเฟยเดินนำมา หญิงสาวผู้งามเฉียบราวบุปผา นางกวาดตามองหลินหลินอย่างไม่เกรงใจ และยิ้มนอบน้อมแค่เปลือกนอก
“บ่าวทั้งหลายเป็นห่วงพระพลานามัยของเทพธิดา จึงมาเยี่ยมเยียนเพคะ”
เสียงหวาน… แต่แฝงหนามทิ่มแทง หลินหลินส่งยิ้มกลับ
“ขอบใจ ข้ากำลังเพลียจากพิธีสังวาสอยู่พอดี”
อีกฝ่ายชะงักเล็กน้อย นางสนมอีกคนเอ่ยขึ้นว่า “ทำเช่นนี้ไม่ถูก เทพธิดามิใช่นางสนม แต่ได้ถวายตัวทุกคืนเช่นนี้ ไม่ยุติธรรม!”
“นั่นสิเพคะ บำเพ็ญตบะสูงส่งอะไร ก็แค่นอนอ้าขาให้ฝ่าบาทขย่ม” เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นจากบรรดาสนมรอบข้าง
พวกขุนนางงมงาย แต่พวกนางสนมฉลาดกว่าที่คิด หลินหลินยิ้มแห้ง ก่อนที่จะเถียงกลับ หางตาก็เหลือบเห็นชายชุดมังกรสีทองปรากฏตรงทางเข้าตำหนัก...
หลงเทียนอี้
ทรงก้าวเข้ามาเงียบๆ แต่พอเห็นภาพเหล่าสนมห้อมล้อมและพูดจาเหน็บแนมเทพธิดา...สีพระพักตร์ก็มืดมนทันตา!
“พวกเจ้ากล้ามารบกวนเทพธิดาในเวลาพักผ่อนหรือ!” สุ้มเสียงเปี่ยมด้วยพระเกรี้ยว พาลทำให้ทุกคนหน้าถอดสี
ซูเฟยถึงกับคุกเข่าลงทันที “หม่อมฉันมิกล้าเพคะ! เพียงแต่อยากเข้าเฝ้าถวายการรับใช้…”
หลินหลินหันไปมองหลงเทียนอี้ ก่อนจะโบกพัดเบาๆ แล้วเอ่ยเสียงนุ่ม “ฝ่าบาท…จะทรงดุพวกนางมิได้นะเพคะ”
“เหตุใดกัน?”
หลินยิ้มบาง เอียงคอเล็กน้อย “เพราะพวกนางล้วนมี ปราณบริสุทธิ์แรงกล้า หากทรง…เอ่อ… ‘ร่วมปรารถนา’ กับพวกนาง แคว้นต้าหยางก็จะเข้มแข็งยิ่งขึ้นเพคะ”
หลงเทียนอี้หรี่พระเนตร “ปราณ...บริสุทธิ์?”
“เพคะ ว่ากันตามจริงแต่โบราณกาล เหล่านางสนมก็ล้วนเป็นเทพธิดาแบ่งภาคมาจุติในโลกมนุษย์ทั้งสิ้น พวกเราเหล่าเทพธิดาสนใจพบปะชุมนุมกันเป็นเรื่องธรรมดาเพคะ ยิ่งฝ่าบาทเสพกามจากพวกนาง ทำให้พวกนางอิ่มเอม ก็จะยิ่งทำให้แคว้นต้าหยางเจริญรุ่งเรือง” หลินยกมือขึ้นแตะแผ่วเบาบนไหล่ของซูเฟย แล้วแสร้งหลับตาเหมือนกำลังสัมผัสพลังลึกลับ “โดยเฉพาะซูเฟย… โอรสของฝ่าบาทกับนางจะเป็นเทพสวรรค์กลับชาติมาเกิดแน่นอนเพคะ”
เธอพูดพลางแอบไขว้นิ้วไว้ข้างหลังแน่น... เอาไปเลยจ้ะ ศาสตร์เทพจิต 18 มั่วขั้นสุด
ซูเฟยเบิกตากว้าง มองหลินอย่างตกตะลึงปนสับสน แล้ว…เหมือนเพิ่งคิดได้ว่าเมื่อเทพธิดาเอ่ยเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าสวรรค์กำลังอำนวยพรแด่ตนเองอยู่
หลังจากนั้น ซูเฟยก็เริ่มเปลี่ยนท่าที
จากเย้ยหยันกลายเป็นยิ้มประจบ จากค่อนแคะกลายเป็นหวังพึ่งพา และแต่งตั้งตนเองเป็นผู้พิทักษ์เทพธิดาในทันที
“หม่อมฉัน… ขออภัยที่ล่วงเกินเทพธิดาเพคะ หากพระองค์เมตตา…ได้โปรดแนะนำทางบูชาเทพธิดาแก่หม่อมฉันด้วยเถิด…”
“ขอเพียงพวกเจ้าทุกคนรักษาศีลกินเจ ละเว้นสิ่งฟุ่มเฟือย และสวดภาวนาให้บ้านเมืองสงบสุข และที่สำคัญคือถวายขนมอร่อยๆ ให้ข้า ยิ่งอร่อยยิ่งได้ผลดี”
“ขนมหรือเพคะ”
“ถูกต้อง เมื่อฝ่าบาทหลั่งน้ำกามแก่พวกเจ้าแล้ว โอรสธิดาที่เกิดจากพวกเจ้าจะยิ่งหนุนนำให้แคว้นต้าหยางยิ่งใหญ่”
ไม่นานนางสนมทั้งตำหนักต่างเริ่มคล้อยตาม “เทพธิดาเจ้าคะ บ่าวขอถวายจี้หยก…”
“ข้าขอเชิญพระองค์มาเลือกผ้าทอไหมในตำหนักข้าเถิดเพคะ…”
หลินหลินยิ้มหวาน เดินอย่างสง่างามกลับไปพิงหมอน ฮี่ๆ… คืนนี้เธอก็ได้นอนเต็มอิ่ม ไม่ต้องเข้าเฝ้าฝ่าบาท ไม่ต้องถวายตัว แถมมีคนส่งขนมมาให้ถึงตำหนักอีก!
แบร่~! 😛
พริบตาเดียวเท่านั้น ชายเสื้อก็ถูกตลบขึ้นมาเหนือเต้า แววเนตรของบุรุษผู้สูงศักดิ์กำหนัดเข้มข้นขึ้นทันใด ใช้นิ้วเขี่ยหัวนมสีชมพูหวานเล่นทันที“ย...อย่า อึ่ก...”ร่างบอบบางกระตุกสั่น พวงแก้มแดงระเรื่อและหอบหายใจแรงขณะช้อนสายตามอง ลู่หวังเฉียนครางฮือ คำรามออกมาแผ่วเบาทว่าเครียดจัด ร่างกำยำล่ำสันกระตุกเฮือกเป็นระยะ ลำคอของเธอพลันแห้งผากเมื่อใบหน้าคมเข้มเคลื่อนผ่านเข้ามาใกล้เต้าอวบ ลมหายใจร้อนจัดเป่ารดลงบนผิวเนื้อ กว่าจะทันรู้ตัวหัวนมงอนงามก็เปียกชุ่มและถูกดูดดึงในอุ้งปากร้อนๆ ไปแล้วเรียบร้อยจ๊วบบ จ๊วบบบบบ“อย่า อย่านะ... อ๊ะ อา...”หลินหลินดิ้นรนสุดกำลัง ทว่าร่างสูงใหญ่ดูดกลืนหัวนมผลิพุ่งไม่ยอมปล่อย ตวัดปลายลิ้นหยอกเย้หัวนมชี้เด่ทั้งสองข้างอย่างอิ่มเอมจ๊วบบ... จ๊วบบ...ร่างกำยำดูดเลียจนสองเต้าหยาดชุ่ม จากนั้นก็ขยับขึ้นคร่อมร่างขาวผ่อง จับหัวลึงค์มาเขี่ยหัวนมสีชมพูหวานถี่ยิบ สลับกันซ้ายขวาจนพวงเต้าสั่นกระเพื่อม หัวนมถูกเสียดสีจนแข็งเป็นไต“อ๊า... อ๊า...”เธอกลั้นเสียงร้อง กระตุกหงึกๆ กลีบสาวน้ำแตกพุ่งเป็นระยะ ถึงจุดสุดยอดซ้ำๆ จนแววตาเหลือกลอย“ถึงแม้ร่างกายเจ้าจะอ่อนไหวขึ้นเพราะพิษกำหนัดขอ
บทที่ 3 ไฟในใจแคว้นต้าหยาง... ตำหนักเหยียนหลง ยามค่ำนับตั้งแต่เทพธิดาถูกลักพาตัวหายไปจากแคว้นต้าหยาง แผ่นดินก็ลุกเป็นเพลิงด้วยโทสะของฮ่องเต้หนุ่ม เหล่าขุนนางต่างหวั่นวิตก ส่งเสียงลมหายใจแผ่วเบากระทบพื้นหินอ่อนในโถงราชตำหนัก เจ้ากรมข่าวกรองน้อมตัวลงคำนับ เหงื่อผุดเต็มหน้าผากแม้เป็นคืนฤดูใบไม้ผลิ“ฝ่าบาท...ขอทรงระงับโทสะพ่ะย่ะค่ะ เราเพียงพบร่องรอยที่น่าสงสัย แต่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าผู้ใดลักพาตัวเทพธิดา...”“เงียบ!” เสียงของหลงเทียนอี้ตวาดลั่นจนขันทีรอบข้างสะดุ้งถอย ชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นพญามังกรสวรรค์ ยามนี้ดวงตาวาววับราวเปลวเพลิงเกรี้ยวกราด“มีข่าวอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่”“พ่ะย่ะค่ะ...มีรายงานว่ามีขบวนแห่ศพเคลื่อนผ่านจุดตรวจชายแดนตอนกลางคืนเมื่อสามวันก่อน...พวกทหารตรวจตรา เปิดโลงเพื่อตรวจสอบ ก็พบศพหญิงสาวคนหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายเทพธิดา แต่นางไร้ลมหายใจ...”เสียงลมหายใจของหลงเทียนอี้หนักขึ้น ฝ่ามือที่กำขอบบัลลังก์จนแน่นนั้นเริ่มสั่น ก่อนแววเนตรจะแปรเป็นแข็งกร้าว“องค์ชายลู่...เจ้ากล้าดีเกินไปแล้ว” ราชบุรุษหนุ่มลุกขึ้นทันที ฉลองพระองค์คลุมไหล่สะบัดตามแรงขยับตัว สายพระเนตรแน่วแน่รา
องค์ชายลู่หัวเราะในลำคอ เบาและหยันตัวเองเล็กน้อย “พิษของข้ากลายเป็นแค่…โรคอย่างนั้นหรือ?”“ท่านถามข้าก่อนเองมิใช่หรือว่า พิษหิมะร้ายมีจุดบกพร่องตรงไหน เมื่อรู้สาเหตุแล้ว ก็สามารถป้องกันได้ง่ายดายมาก” หลินหลินยิ้ม ดวงตาสุกสว่างดั่งแสงเทียนที่ส่องกลางหิมะ แต่แล้วร่างกายสุดจะทานทนพิษกำหนัดได้ไหวจึงทรุดลง หอบหายใจแรงและกระตุกสั่น“โอ๊ะโอ ทำเป็นเก่งเรื่องพิษหิมะร้าย ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังล้างพิษกำหนัดของข้าไม่ได้สินะ” ร่างกำยำกอดอก มุมปากมีรอยยิ้มเย็นยะเยือก ในขณะที่เธอพยายามฝืนต้านทาน แต่ก็มึนงงจนสายตาล่องลอย“เจ้าต้องการถอนพิษกำหนัดสินะ”“อึ่ก... โอย...”“อ้าปากสิคนสวย”“ม..ไม่”“หึๆ เจ้าไม่เข้าใจรึ ยาถอนพิษกำหนัดก็คือน้ำกามของข้า อ้าปากกว้างๆ ดูดเลียน้ำกามของข้า แล้วเจ้าจะหายทรมาน”ร่างกำยำจับมือเธอให้วางลงบนท่อนลึงค์แสนร้อนฉ่า ปล่อยให้เทพธิดาหัดเรียนรู้อย่างเงอะงะ มันใหญ่จนกำไม่มิดและมีเส้นเลือดเต้นตุบๆ ราวกับมีชีวิต...“อะไรกัน เจ้าหลงเทียนอี้ไม่เคยให้เจ้าใช้ปากดูดน้ำกามหรอกรึ”“ม...ไม่ ไม่เคย”“โฮ่ เช่นนั้นก็ถือว่าข้าชำเราปากเจ้าคนแรกสินะ เป็นเกียรติอย่างยิ่ง เอาล่ะ อ้าปากสิเทพธิดา”เธ
บทที่ 2 พิษกำหนัด เธอถูกกักขังอยู่ภายในตำหนักว่างเปล่า มีเพียงแท่นใหญ่ตั้งอยู่กลางตำหนัก ทุกๆ วันจะมีนางกำนัลนำอาหารและน้ำมาส่งให้โดยไม่เห็นหน้า ทุกสิ่งรอบตัวช่างเย็นเยียบ หม่นหมอง ไม่มีแม้แต่แสงแดดสาดส่องเข้ามาถึงด้านในตำหนักแห่งนี้ แคว้นลู่อยู่ทางเหนือของคาบสมุทร มีพรมแดนติดกับแนวเขาหิมะจิ้งหลง และล้อมรอบด้วยทุ่งน้ำแข็งที่ไร้พืชพันธุ์ใดๆ ขึ้นได้ถาวร ฤดูหนาวของแคว้นลู่ไม่มีวันสิ้นสุด หิมะโปรยปรายตลอดทั้งปี ท้องฟ้ามืดครึ้มราวไม่มีแสงตะวัน ใบไม้ไม่มีฤดูผลิ และพื้นดินแข็งกระด้างจนเกษตรใดๆ เป็นเรื่องเพ้อฝัน ผู้คนแคว้นลู่เติบโตมากับความหนาวเย็น พวกเขาจึงอดทน แข็งกระด้าง และสงบเสงี่ยมกว่าชาวแคว้นอื่นๆ ไม่ยิ้มง่าย ไม่กล่าวคำหวาน แต่จงรักภักดีลึกซึ้ง หากใครได้ความเชื่อใจจากคนลู่...ถือว่าเป็นเกียรติยิ่งใหญ่ ซึ่งในความหนาวเหน็บและไร้ชีวิตนี้เองได้ก่อเกิด "ศาสตร์พิษ" ที่หาคู่เทียมได้ยากในแผ่นดินสิ่งที่ทำให้แคว้นลู่เป็นที่หวาดเกรงที่สุดในแผ่นดินก็คือ “พิษหิมะร้าย” ที่กล่าวกันว่า เมื่อปล่อยออกมาในกองทัพของศัตรู แม้จะไม่มีบาดแผลใด ทว่าในคืนเดียว ทั้งกองทัพจะทยอยล้มลงราวใบไม้โร
“ข้าต้องการพิสูจน์ว่านางสามารถแก้พิษหิมะร้ายที่ข้าปรุงแต่งขึ้นได้จริงเสียก่อน ข้าถึงจะเชื่อ”“เรื่องนี้กระหม่อมพิสูจน์ด้วยตนเองแล้ว ระหว่างทางที่พาเทพธิดามาแคว้นลู่ กระหม่อมพบว่าหมู่บ้านที่เคยต้องพิษหิมะร้าย ผู้คนทยอยหายป่วยจากพิษ”“ข้าจะทดสอบนางเอง ออกไปได้แล้ว”“พ่ะย่ะค่ะ”กลุ่มสายลับชุดดำล่าถอยออกไป องค์ชายลู่หวังเฉียนลูบไล้ร่างบอบบาง ใครได้มองเต้างามชูช่อก็ล้วนเกิดกำหนัดลุกโชน ร่างสูงใหญ่จึงจัดการเลื่อนนิ้วลงไปสำรวจร่องสาวแฉะฉ่ำ ทรงถ่างกลีบสาวแล้วสอดนิ้ว ดันยาเม็ดเล็กๆ เข้าไป ไม่นานนักหลินหลินก็เริ่มกระสับกระส่าย โยกเอวขึ้นลงและเปล่งเสียงร้องครางกระเส่า“อ๊า อ๊า... อึ่ก.. อา... อ๊า..”ความร้อนวูบแผดเผาเรือนร่างหนั่นงาม ยาเริ่มออกฤทธิ์ น้ำหวานก็ยิ่งพรั่งพรูจนแฉะ นิ้วร้อนๆ เสียดสี ค่อยๆ กรีดให้เนื้อสาวแบะอ้าจากนั้นจึงถูเม็ดเสียวอย่างหนักหน่วง รีดเค้นน้ำสวาทแสนหวานจนเยิ้มหน้าขา เธอเริ่มครางกระเส่า ส่ายหน้ากระสับกระส่ายไปมาจนเรือนผมสีดำยาวสวยกระจายเต็มหมอน“อูยย... ซี้ดดด... อา..” ร่างขาวผ่องนอนชันเข่าเปิดอ้า สองเต้าเปลือยเปล่าต้องลมเย็นจนสั่นระริก หัวนมแข็งเสียดชันท้าทายปลายลิ้น แ
เมื่อหลินหลินทะลุมิติมาโผล่กลางสนามรบ ทำให้เธอกลายเป็น "เทพธิดาสวาทแห่งแคว้นต้าหยาง" ผู้คนเล่าลือว่าหากได้ครอบครองนางแล้ว ราชวงศ์จะรุ่งเรือง ฟ้าฝนจะอุดม ปราบศึกใดก็สำเร็จ องค์ชายลู่หวังเฉียน... องค์ชายเลือดเย็น ผู้ได้รับฉายาว่า “อสรพิษแห่งแคว้นลู่” ไม่เคยศรัทธาในสิ่งเหนือธรรมชาติ ทว่ากลับรู้สึกสนุกยิ่งเมื่อเห็นผู้คนตกอยู่ภายใต้มนตร์เสน่ห์ของหญิงคนหนึ่ง พระองค์จึงลักพาตัวเธอ อาบย้อมชโลมด้วยพิษกำหนัด กอดรัดให้เธอครวญคราง บำเรอสวาทเทพธิดาจากสวรรค์ ----------------บทนำ เธอเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาที่พลัดหลงขณะท่องเที่ยวราชวังโบราณ ปรากฏกายท่ามกลางสมรภูมิรบ สยบการศึกราบคาบและถูกเรียกขานว่าเทพธิดา ผู้คนเล่าลือว่าหากได้ครอบครองนางแล้ว ราชวงศ์จะรุ่งเรือง ฟ้าฝนจะอุดม ปราบศึกใดก็สำเร็จนับตั้งแต่เทพธิดาหลินหลินเหยียบแผ่นดินต้าหยางด้วยหัวใจจากโลกอื่น นางมิได้เป็นเพียงแค่ปาฏิหาริย์ที่สวรรค์ส่งมา แต่กลายเป็นหัวใจของแผ่นดิน เป็นแสงสว่างของผู้คน และเป็นดวงจันทร์ในดวงเนตรของฮ่องเต้หนุ่มผู้เคยเย็นชา และเพื่อให้เทพธิดาอิ่มเอมและอำนวยพรแด่แคว้นต้าหยาง ฮ่องเต้หลงเทียนอี้บูชานางด้วยรสกำหนัด หลั่







