LOGIN“วันนี้มีนัดมีตติ้งกับนายญี่ปุ่นไหมครับหัวหน้า ผมย้าก อยากมีตติ้งจังเลย” ตรัยถามท่าทางกระตือรือร้นขณะเดินไปรวมกลุ่มกับเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ที่นั่งจิบกาแฟคุยกันอยู่ตรงชุดโซฟาหลังห้อง
“ผมย้ากอยากเห็นหน้าล่ามคนใหม่ก็พูดมาเถอะไม่ต้องทำเป็นฟอร์ม หน้าอย่างเอ็งใครๆ เขาก็รู้ทันทั้งนั้นแหละ” ก้องภพดักคอ
“อ้าวรู้กันแล้วเหรอครับ งั้นก็ตรงๆ เลยแล้วกัน ผมย้ากอยากเห็นหน้าคุณปุ่น คนอะไรไม่รู้น่าร้ากกก ที่สุดใน HANO ถ้าผมขายขนมจีบเขาจะซื้อไหมหนอ อยากลองเป็นพ่อค้าขายขนมจีบดูบ้างจัง” วิศวกรหนุ่มตี๋พูดเพ้อตาลอย
“ไม่ใช่แค่ขายไม่ออก แต่สาวเจ้ายังจะไม่ชายตาแลพ่อค้าอย่างเอ็งเลยด้วยซ้ำ เพราะงั้นก็เลิกละเมอเพ้อพกซะ มันธ์ลี่รีพอร์ตที่สั่งให้ไปแก้ก็เอามาส่งได้แล้ว” เป็นอนุพงษ์ที่พ่นวาจาดับฝันคนช่างเพ้อ
ตรัยทำหน้างอ “พี่ต้นคร้าบ ถึงไม่ช่วยเชียร์ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนะคร้าบ แต่ได้โปรดอย่าพูดจาทำร้ายจิตใจกันแบบนี้ได้ไหม น้องพี่ก็คนมีหัวใจนะคร้าบ แล้วหัวใจของผมนี่มันก็แค่ก้อนเนื้อก้อนหนึ่งเล่นพูดจากรีดใจกันแบบนี้มันเจ็บนะคร้าบพี่ ส่วนมันธ์ลี่รีพอร์ตผมก็วางอยู่บนโต๊ะพี่ไงยังไม่เห็นอีกเหรอครับ” มือข้างหนึ่งของเขากุมอยู่ที่หน้าอกด้านซ้ายขณะออกปากตัดพ้อเสียงเศร้า
“เต้ เซ็ตมีตติ้ง CBH2378 ที่เจอ NG ในไลน์ผลิตแล้วหรือยัง” ภควัตที่เพิ่งผลักประตูห้องทำงานเข้ามาถามขึ้น
“ผมจัดการแล้วพี่ จะมีมีตติ้งตอนสิบโมงวันนี้ พี่ปุ้นจะเข้ามีตติ้งด้วยหรือเปล่าครับ” ตรัยตอบเป็นงานเป็นการเมื่อเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ถามถึงรหัสของสปริงตัวหนึ่งซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิตที่ถูกตรวจพบว่าเป็นของเสียขณะทำการประกอบเข้ากับชิ้นส่วนตัวอื่นๆ ในไลน์ผลิต
“สิบโมงเหรอ พี่ไม่ว่างว่ะต้องเข้าพบทาคาดะซังพร้อมกับพี่กรณ์ ชิน นายติดอะไรหรือเปล่าเข้ามีตติ้งกับน้องมันหน่อยได้ไหมวะ”
“ได้ครับ” ชินพัตต์ซึ่งนั่งจดจ่ออยู่หลังจอคอมพิวเตอร์ที่พาร์ทิชั่นของตัวเองไม่ได้ไปรวมกลุ่มอยู่ที่ชุดโซฟาหลังห้องเหมือนเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ตอบรับเสียงเรียบ
“เรียบร้อยแล้วก็ทำรีพอร์ตส่งพี่ด้วยนะเต้” ภควัตสั่งส่งท้ายขณะนั่งลงที่พาร์ทิชั่นของตัวเองแล้วกดปุ่มเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์
“ครับพี่ปุ้น” ตรัยรับคำ
ก้องภพซึ่งนั่งเงียบเรียบร้อยมาสักพักขยับเข้าไปใกล้วิศวกรหนุ่มตี๋ก่อนจะพาดมือข้างหนึ่งลงบนไหล่หนาของอีกฝ่าย
“ไอ้พี่ปุ้นสั่งอะไรนี่ครับๆ ตลอดไม่เคยมีปัญหาเลยนะเอ็ง แต่ทีกับข้างี้มีปัญหาร้อยแปด ข้าจะบอกให้รู้ไว้นะไอ้เต้ถึงข้ากับไอ้พี่ต้นจะพูดจาทำร้ายจิตใจเอ็งไปบ้างมันก็แค่จิ๊บๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ไอ้พี่ที่เอ็งเห็นหน้าตาหน่อมแน้มเป็นเทพบุตรหนุ่มแว่นนั่นแหละตัวดีต่อให้ไม่พูดหรือไม่ทำอะไรเลยก็กำลังจะเหยียบย่ำหัวใจเอ็งในไม่ช้า เชื่อข้า” บอกพลางพยักพเยิดไปทางหนุ่มแว่นเป้าหมาย
ภควัตส่ายศีรษะอ่อนใจ เขากับก้องภพคบหากันมานานจนรู้ดีว่าเมื่อไหร่ที่เพื่อนพูดจริงหรือเมื่อไหร่ที่แค่แซวเล่น ซึ่งครั้งนี้ก็คงไม่พ้นแซวกันนั่นแหละ แต่ที่เขายังไม่รู้ก็คืออีกฝ่ายกำลังแซวเรื่องอะไรนี่สิ
“พล่ามอะไรของแกอยู่วะ อีกสิบห้านาทีก็จะแปดโมงครึ่งแล้วเตรียม มีตติ้งประจำวันหรือยังไอ้คุณปืน”
คนพูดพล่ามยักไหล่ “โพรดักส์เมื่อคืนไม่มี NG มีตติ้งวันนี้เลยชิลๆ ว่ะ ว่าแต่แกเถอะไปพบทาคาดะซังวันนี้ใช้ล่ามคนไหนวะ” ยักคิ้วถามท่าทางยียวน
“ทอไหม” ภควัตตอบกลับแบบไม่ติดใจอะไร
“ไหงถึงเป็นยายไหม ทำไมไม่เรียกน้องปุ่นล่ะวะ”
“น้องเขาไม่ว่างต้องตามซาโต้ซังไปพบลูกค้าที่โรจนะ แล้วตอนสิบโมงไหมก็ว่างพอดี” ภควัตตอบตามตรงเช่นเคย
ก้องภพตบไหล่คนข้างตัวแรงๆ “เห็นไหมวะเจ้าเต้ข้าบอกแล้ว ทีนี้เห็นชัดหรือยังว่าใครกันแน่ที่กำลังฉีกทึ้งหัวใจเอ็งเป็นชิ้นๆ สาวเจ้าจะทำอะไรที่ไหนไอ้พี่ปุ้นของเอ็งก็รู้ไปหมดอย่างนี้จะเพราะอะไรล่ะวะถ้าไม่ใช่คนวงใน…”
“หัวใจ” เป็นอนุพงษ์ที่ช่วยเติมคำในช่องว่างก่อนจะหันไปยักคิ้วพลางตีมือแบบรู้กันกับก้องภพ
ตรัยยกมือกุมที่หน้าอกด้านซ้ายแล้วทำท่าจะโผเข้าหาชายหนุ่มรุ่นพี่ แต่ถูกอีกฝ่ายยกมือดันศีรษะเอาไว้ก่อน “จะทำอะไรของเอ็ง”
“ก็ให้พี่ปืนกอดปลอบไงครับ” ตอบพลางกะพริบตาปริบๆ ทำนองขอความเห็นใจ
“หยุดเลย ไอ้เวร! พูดซะข้าขนลุกไปหมด” ก้องภพขยับตัวหนีพลางลูบแขนบอกให้รู้ว่าขนแขนของเขากำลังสแตนด์อัพจริงๆ
ตรัยทิ้งตัวเอาศีรษะพาดบนพนักโซฟา “ทำเป็นพูดดี แต่สุดท้ายก็ใจร้ายกับผมทุกคนเลย”
ภควัตถอนหายใจเพิ่งถึงบางอ้อว่าถูกเพื่อนแซวเรื่องอะไร “พูดไปเรื่อยเลยนะพวกเอ็ง คนวงในบ้าบออะไรกันวะ จะไปพบนายมันก็ต้องใช้ล่าม และก็ต้องโทรไปถามว่าล่ามคนไหนว่างบ้าง แล้วจะแปลกอะไรถ้าจะรู้ว่าเขาไปทำอะไรที่ไหนในเมื่อมันเป็นแค่ตารางงานธรรมดาแค่นั้น”
“อ๋อเหรอ” ก้องภพยังยียวนไม่เลิก
“ยังไงก็ช่วยแนะนำปุ่นด้วยนะคะพี่ปุ้น” อนุพงษ์พยายามดัดเสียงอ่อนเสียงหวานเลียนแบบคำพูดของหญิงสาวที่ตกเป็นหัวข้อสนทนา
“ด้วยความยินดีครับน้องปุ่น” ก้องภพตอบรับเป็นลูกคู่
ภควัตเงยหน้ากลอกตากับเพดาน แค่ก้องภพคนเดียวเขายังลับฝีปากไม่ค่อยจะไหว แต่นี่ยังแท็คทีมมาเป็นแพ็คคู่ เถียงไปก็รังแต่จะเสียน้ำลายเปล่าๆ เขาจึงเลือกที่จะเงียบไม่เต้นไปตามแรงยั่วของผู้เป็นเพื่อน ซึ่งมันก็ได้ผล พอยั่วไม่ขึ้นคู่ดูโอจอมกวนก็หุบปากไปเอง
“แก้วว่าพี่ปุ้นอือออรับสมอ้างไปก็ดีนะคะ พวกคนขี้อิจฉาแถวนี้จะได้รูดซิปปากสนิทไม่กล้าแซวอีก คุณปุ่นเองก็ออกจะน่ารักสดใส ผู้ชายที่ได้ใจเธอไปครองน่ะโชคดีจะตาย”
หลังจากฟังหนุ่มๆ เขาพูดแซวกันเองอยู่นานกีรฎาก็อดรนทนไม่ได้ขอมีส่วนร่วมบ้าง
...TBC...
“กรี๊ดดด… นังล่ามหน้าจืด แกกล้าทำกับฉันแบบนี้งั้นเหรอ” ภาวิณีกรีดเสียงเคียดแค้นขณะพยายามทรงตัวลุกขึ้นแล้วกระโจนเข้ามาอีกครั้ง หากยังไม่ทันถึงตัวคนที่อดทนอดกลั้นมานานก็ส่งหมัดเปรี้ยงเข้าไปที่ใบหน้าฉาบด้วยเมคอัพหนาๆ นั้นเต็มแรง “จะ จะ จมูกฉัน กรี๊ดดด…” นักบัญชีสาวกรีดเสียงลั่นอีกครั้งหลังจากยกมือที่กุมจมูกซึ่งถูกต่อยเต็มแรงออกมาแล้วพบว่ามันเต็มไปด้วยสีแดงฉานและกลิ่นคาวเลือด “กะ กะ แก๊…” จากที่เคยสวมวิญญาณผู้หญิงบ้า มาคราวนี้เจ้าหล่อนกลายพันธุ์เป็นหมาบ้าระห่ำโผนกระโจนเข้ามา ปุณยวีร์เบี่ยงตัวหลบแต่อีกฝ่ายก็ยังไวกระชากผมเธอจนหนังหัวแทบหลุด หากเธอก็ไม่ปล่อยให้คู่กรณีได้ใจนานรีบใช้ประโยชน์จากส้นแหลมๆ ของรองเท้าที่สวมอยู่กระแทกไปบนหลังเท้าของคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเต็มแรง ทำเอาฝ่ายนั้นทนความเจ็บปวดไม่ไหวจำต้องปล่อยมือออกจากผมแล้วทรุดตัวลงกุมเท้าของตัวเองแทน “โอ๊ยยย… พี่ตั้มช่วยวิด้วย วิเจ็บจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว อ๊ายยย… นังล่ามหน้าจืดชอบใช้กำลัง อีผู้หญิงหยำฉ่าชอบแย่งผัวชาวบ้าน แม่แกคงร่านสวาทมั่วผู้ชายไปทั่วสินะนิสัยมันถึงถ่ายทอดทางพันธุกรรมสันดานแกถ
ล่ามลาวหลับตามโนสำนึกทั้งทางดีและทางร้ายตีกันให้วุ่นจนเธอตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะทำอย่างไร “ฮะๆๆ ” ภาวินีหัวเราะเสียงแหลม ท่าทางบอกความสะใจ “เป็นไงล่ะ นังล่ามหน้าจืด ทีนี้รู้ฤทธิ์ฉันรึยัง หวังว่าหล่อนจะหายบื้อแล้วเลิกตื๊อพี่ตั้มของฉันสักทีนะยะ เอ๊ะ! นังนี่! จะเอายังไงฮะ ฉันถามก็ตอบกลับมาสิยืนเอ๋ออยู่ได้ อ๋อ หรือยังคิดจะหน้าด้านแย่งผัวชาวบ้านไม่เลิกยะ หนอย! ตบแค่ครั้งเดียวมันยังน้อยไปไม่รู้สำนึกใช่ไหม นี่แน่ะ!” … “ยัยนั่นเป็นนักตบลูกยางเก่าหรือเปล่าแกถึงได้ตบฝังรอยนิ้วไว้ได้ชัดขนาดนี้” เหมือนพิมพ์ถามออกมาหลังจากใช้แผ่นเจลแช่เย็นช่วยประคบใบหน้าด้านที่ถูกตบจนหมดความเย็นไปแล้วแต่ร่องรอยฟกช้ำก็ยังหลงเหลืออยู่ ไม่มีเสียงตอบจากปุณยวีร์นอกจากดวงตาคู่กลมโตฉายแสงเขียวขุ่นที่ตวัดกลับมา คนพูดจาไม่เข้าหูยักไหล่ “ขำๆ น่ะแก ทำหน้ายักษ์ไปได้ ฉันเพื่อนแกนะไม่ใช่ยัยหมาบ้านั่นสักหน่อย เอาเป็นว่าไอ้รอยฝ่ามือมารนี่เดี๋ยวฉันจัดการเอง ถ้าประคบยังไม่หายก็ทายาเอา หยุดตั้งสองวันรับรองหายอยู่แล้วล่ะ หรือจะใช้เมคอัพช่วยก็ได้ไม่เห็นจะยากเชื่อมือเพื่อนแกสิ”
“คุณ! มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ นี่คุณแอบฟังฉันเหรอ” จากที่ตั้งใจจะเอ่ยคำขอโทษกลายเป็นกล่าวโทษเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ไม่มีคำตอบกลับหรือคำแก้ตัวใดๆ จากชินพัตต์ เขาเพียงถอนหายใจท่าทางบอกความเบื่อหน่ายก่อนจะผละจากไป สิ่งที่เขาแสดงออกมาทำให้ล่ามสาวรู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นอากาศธาตุไร้ความสำคัญใดๆ “นะ นี่คุณ! คุณ! จะไปไหน ฉันยังพูดไม่จบเลยนะ มาแอบฟังฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ อ๊ายยย… ไอ้เด็กบ้า นิสัยไม่ดีแล้วยังไม่มีมารยาทอีก” ปุณยวีร์ยังไม่ทันได้จัดหนักจัดเต็มชายหนุ่มจากแผนกซ่อมบำรุงที่ขยันเข้ามาขายขนมจีบสร้างความรำคาญไม่เว้นวันเพราะยังคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี เธอไม่แน่ใจว่าถ้าทำตามคำแนะนำของเพื่อนแล้วจะปฏิเสธความหวังดีจากแม่ซึ่งเธอไม่ต้องการเลยได้ไหม และในระหว่างที่ยังลังเลตัดสินใจไม่ได้นั่นเองก็ดันมีเรื่องเกิดขึ้นเสียก่อน ‘ปึก!’ ล่ามสาวถอนหายใจ จนได้สิน่า… เธอว่าเธอระวังแล้วนะ แต่ก็อย่างว่าช่วงเวลาเลิกงานยิ่งในวันที่ไม่มีการทำงานล่วงเวลาอย่างเช่นวันนี้บริเวณลานจอดรถรับส่งของพนักงานจะมีคนพลุกพล่านมากกว่าปกติ การกระแทกชนกันมันก็ย่อมเ
“จริงเหรอแก เข้าขั้นวัตถุอันตรายเลยนะเนี่ย ถ้างั้นแกก็ระวังตัวด้วยล่ะ อย่าไปอยู่ใกล้หมอนั่นเด็ดขาด” “ฉันก็ระวังอยู่ แต่ไอ้ชั่วนั่นมันตื๊อไม่เลิกน่ะสิ ขนาดถูกถองถูกตบไปเต็มแรงก็ยังไม่เข็ดตื๊ออยู่นั่นแหละ หน้าด้านหน้าทนยิ่งกว่ากะจั๊วอีก อี๋…” พูดถึงผู้ชายคนนี้ทีไรปุณยวีร์ก็รู้สึกขนลุกขนพองขึ้นมาทุกที “เอาเป็นว่าแกพยายามอยู่ให้ห่างจากไอ้ผู้ชายขี้หลีนั่นไว้ดีที่สุด อย่าไปออกอาการมาก เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ชายชั่วๆ กระเจิงแล้วผู้ชายดีๆ ก็จะหนีหายไปหมดด้วย เอาไว้คว้าเจ้าชายที่แสนดีอย่าง ‘พี่ปุ้น’ มาไว้ในครอบครองได้เมื่อไหร่ค่อยเผยโฉมนางมารร้ายก็ยังไม่สาย” “เหอะ ถ้าไอ้ชั่วนั่นยังมาทำรุ่มร่ามอีกฉันไม่เอาไว้หรอกจะจัดหนักจัดเต็มเอาให้โคม่าเลยคราวนี้ และฉันก็บอกแกแล้วว่าฉันมาทำงานไม่ได้มาแรด ทำไมฉันจะต้องแอ๊บเป็นผู้หญิงแสนดีให้ผู้ชายหลงด้วย ตอนนี้ฉันมีงานประจำทำเหมือนเดิมแม่ก็ไม่มีปัญหาไม่หาเรื่องเรียกตัวฉันกลับบ้านเหมือนเก่าอีกแล้วด้วย” “หึๆ” เหมือนพิมพ์ส่งเสียงหัวเราะคล้ายพวกโรคจิตมาตามสัญญาณโทรศัพท์ “แกเสียรู้แม่แกแล้วล่ะปุ่น เห็นคลื่น
“อ๊าย ฮ็อตฮิตนะยะแก ไปทำงานแค่เดือนกว่าๆ ก็มีหนุ่มมาเจ๊าะแจ๊ะตั้งหลายคน” เหมือนพิมพ์ส่งเสียงกระแนะกระแหนมาตามสัญญาณโทรศัพท์ “พูดบ้าอะไรของแก เจ๊าะแจ๊ะหลายคนที่ไหนกัน ว่างๆ ก็หาเวลาแคะ ขี้หูออกบ้างนะยะ ฟังเขาพูดเขาเล่าอะไรจะได้เข้าใจง่ายๆ ไม่ใช่มโนไปเอง” “แหม ฉันแซวแค่หน่อยเดียวรัวกลับมาเป็นปืนกลเลยนะยะ” คนจากปลายสายบ่นเสียงขึ้นจมูก “ก็ได้ๆ สรุปว่าผู้ชายโชคร้ายที่หลงเข้ามาเจ๊าะแจ๊ะแกมีคนเดียวคือนายบรรจบ ส่วนพี่ดำปืนแค่ชอบแกล้ง น้องชินจังก็ชอบทำตัวเกรียน คนที่เข้ารอบหัวใจจึงได้แก่เจ้าชายที่แสนดี ‘พี่ปุ้น’ ของน้องปุ่น แบบนี้โอไหมยะ” “ยังไม่โอย่ะ ผู้ชายขี้หลีอย่างนายบรรจบฉันไม่ขอยุ่งเกี่ยวและไม่นับให้เสียประวัติตัวเองเด็ดขาด ผู้ชายอะไรได้ยินแค่ชื่อก็อี๋ แหวะ” พูดไปก็ทำท่าขนลุกขนพองไปด้วย “แกพูดถูกแค่เรื่องไอ้พี่ดำปืนที่ชอบแกล้ง ส่วนไอ้เด็กเวรนรกนั่นก็ไม่ต้องเรียกเสียน่าเอ็นดูเพราะตัวจริงมันน่าเลาะเอ็นออกมาดูมากกว่า แล้วพี่ปุ้นน่ะเข้ารอบหัวจงหัวใจอะไรกัน ฉันแค่เล่าให้แกฟังว่าพี่เขาใจดีคอยช่วยเหลือฉันหลายครั้งก็เท่านั้น” “พี่
“ก็ต้องเส้นเมื่อกี้สิครับ เพราะมันเป็นทางลัดช่วงที่เปลี่ยวก็แค่ไม่กี่สิบเมตรเท่านั้นเอง พอเลี้ยวพ้นมุมมาก็ไม่เปลี่ยวแล้ว ปุ่นก็เห็น” “ทางลัดเมื่อกี้คงไม่ค่อยมีคนรู้จักใช่ไหมคะ ปุ่นไม่เห็นมีรถคันไหนผ่านมาเลย” พูดไปแล้วปุณยวีร์ก็ภาวนาให้อีกฝ่ายตอบกลับมาว่าใช่ ทว่า “ใครบอกล่ะครับ คนนิยมใช้มากต่างหาก นี่ถ้าปุ่นกับชินมาเร็วกว่านี้สักครึ่งชั่วโมงก็จะมีเพื่อนร่วมถนนหลายคันเลยล่ะ” เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มบอกเล่าให้ฟังก่อนจะหัวเราะน้อยๆ “อ้อ นอกจากเพื่อนร่วมถนนแล้วยังมีเจ้าถิ่นกระโดดลงจากต้นไม้มาทักทายด้วยนะ และก็เป็นไอ้เจ้านี่แหละที่เป็นปัญหาสำหรับพวกขาจรที่ไม่เคยผ่านเส้นนี้มาก่อน ถ้าจู่ๆ โดนทักขึ้นมาล่ะก็อาจจะช็อกได้” “พี่ปุ้นพูดแบบนี้ อย่าบอกนะคะว่าโดนเอ่อ… ทักจนชินแล้ว” “ก็ใช่สิครับ” ภควัตตอบรับหน้าตาเฉยราวกับว่าไอ้เจ้าอะไรสักอย่าง… ที่จู่ๆ ก็โผล่มาทักเขาเป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่พบเห็นได้ทั่วไป ใครๆ เห็นแล้วก็ไม่รู้สึกหวาดผวา “อ้าว ทำไมมองหน้าพี่อย่างนี้ล่ะครับ มีเขาโผล่ขึ้นมาบนหัวพี่หรือไง” เขาถามกลั้วเสียงหัวเราะเมื่อหันมาเห็นสีห







