LOGINก้องภพยกมุมปากขึ้นนิดๆ “เรื่องน่ารักสดใสน่ะพี่ไม่เถียงหรอก แต่… มีแค่นั้นจริงๆ เหรอ หรือว่าไงวะไอ้ต้น”
อนุพงษ์ยักไหล่ “ก็ไม่รู้สินะ ถามรุ่นพี่ร่วมมหา’ลัยเขาน่าจะดีกว่า”
คนเป็นรุ่นพี่ร่วมมหาวิทยาลัยถอนหายใจหน่ายๆ วกกลับมาแซวอีกจนได้สิน่า “แค่บังเอิญเรียนที่เดียวกันเท่านั้นโว้ย ไม่ได้บังเอิญสอดรู้สอดเห็นไปทั่วเหมือนพวกเอ็ง”
“บังเอิญช่างสังเกตโว้ย ไม่ใช่สอดรู้สอดเห็น” ก้องภพแถก่อนจะไหวไหล่น้อยๆ
“ถามไอ้เต้ก็คงไม่ได้เรื่องอะไร เพราะตาตี่ๆ ของมันกำลังพร่ามัวจาก ออร่าของเจ้าหล่อนไปเต็มๆ ส่วนไอ้รุ่นพี่ร่วมสถาบันถึงไม่พูดอะไรแต่ก็ดูรู้ว่าเข้าข้างกันเห็นๆ เพราะงั้นถามคนนี้ดีกว่า”
วิศวกรหนุ่มผิวเข้มยิ้มมีเลศนัย “เฮ้ย! คิดว่าไงวะชิน ล่ามคนใหม่ในสายตาเอ็ง แค่น่ารักใสๆ อย่างที่แก้วว่ารึเปล่า”
“ไม่ทราบครับ ผมไม่ได้สนใจ” ชินพัตต์ส่งแค่เสียงตอบกลับมาเรียบๆ โดยไม่แม้แต่จะละสายตาออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์
อนุพงษ์หัวเราะเยาะ “เจอเกรียนตัวพ่อแล้วไหมล่ะเอ็ง”
ก้องภพได้แต่ถลึงตากลับเมื่อเพื่อนที่เคยทำตัวเป็นลูกคู่เข้าขากันมาตลอดทำท่าจะแปรพักตร์
“ถ้าคุณปุ่นไม่ใช่แค่น่ารักสดใสอย่างที่แก้วว่า แล้วพี่ปืนเห็นว่าเธอเป็นยังไงล่ะคะ” เห็นท่าทีมีเลศนัยของเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ที่ควบตำแหน่งคนรักด้วยแล้วกีรฎาก็อดถามขึ้นมาไม่ได้
ก้องภพยิ้ม “อย่าทำเสียงซีเรียสอย่างนั้นสิครับแก้ว มันไม่มีอะไรเลวร้ายหรอก ถ้าดูแค่หน้าใสๆ ท่าทางยิ้มง่ายนั่นเขาก็ดูน่ารักสดใสอย่างที่แก้วว่านั่นแหละ แต่ถ้าสังเกตเพิ่มอีกนิดอย่างตอนที่โดนจับได้ว่าไม่กินผักแล้วพี่ยั่วเขาด้วยเมนูสารพัดผักแก้วจะเห็นว่าตาโตๆ นั่นน่ะเอาเรื่องมากเชียวล่ะ ท่าทางดูเหมือนคุณหนูจอมวีนไม่มีผิด
แล้วถ้าแก้วอยากพิสูจน์ว่าพี่พูดถูกหรือเปล่า เวลาพี่ยั่วโมโหเขาแก้วก็ต้องทำนิ่งๆ เนียนๆ เข้าไว้อย่าเพิ่งมาดุพี่ รับรองว่า แก้วจะได้เห็นคนน่ารักใสๆ หลุดแอ๊บปรี๊ดแตกแน่ๆ” เขาบอกอย่างนึกสนุก
กีรฎาส่ายศีรษะสีหน้าบอกชัดว่ารู้สึกเอือมระอา “พี่ปืนคิดได้ยังไงคะเนี่ย สงสัยแก้วต้องคิดทบทวนให้ดีซะแล้วว่าควรจะคบพี่ปืนต่อไปดีไหม นิสัย!”
ตรัยพยักหน้าหงึกหงัก “ผมเห็นด้วย พี่แก้วคบกับพี่ปืนได้ไงอะ นิสัยคนละขั้วกันเลย ว่ากันว่าคนจะเป็นเนื้อคู่กันต้องมีศีลเสมอกันไม่ใช่เหรอครับ อย่างนี้พี่แก้วกับพี่ปืนก็ไม่ใช่เนื้อคะ…โอ๊ย!”
พูดยังไม่ทันจบประโยคก็ต้องร้องออกมาเสียงดังเพราะถูกฝ่ามืออรหันต์ของคนข้างๆ ทุบลงกลางศีรษะ
“โทษฐานที่พูดจาไม่เป็นมงคล” ก้องภพบอกง่ายๆ หลังจากประทุษร้ายคนที่เป็นทั้งลูกน้องและลูกไล่จนพอใจแล้ว ซึ่งอีกฝ่ายก็ได้แค่ค้อนตาแทบกลับเพราะโต้ตอบเขาไม่ได้ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือไม่กล้าหือนั่นแหละ
จากนั้นวิศวกรผิวเข้มก็ยักไหล่พูดโดยไม่มีท่าทีจะสำนึกสักนิดเลยว่า “ก็ไม่รู้สินะ เห็นตาโตๆ เอาเรื่องนั่นทีไรมันอดสงสัยไม่ได้ ไม่รู้ว่าน่ารักใสๆ จริงๆ หรือแค่แอ๊บ เลยอยากจะยั่วดูเผื่อว่าล่ามสาวน่ารักใสๆ ในสายตาของใครๆ จะหลุดแอ๊บ”
“พี่ว่ามันไม่ใช่แค่ศีลไม่เสมอกันกับแก้วเหมือนที่เจ้าเต้ว่าแล้วล่ะ แต่ไอ้นี่มันโรคจิตแหงๆ ทางที่ดีพี่ว่าแก้วรีบเลิกกับมันเหอะ” ได้รับรู้ความคิดของเพื่อนแล้วภควัตก็อดว่าไม่ได้จริงๆ
“อ้าว ไอ้คุณปุ้นพูดจาไม่เป็นมงคลแบบนี้ไม่เห็นหรือไงวะว่าไอ้เต้น้องรักเพิ่งโดนอะไรไป”
“เห็น แล้วไงวะ”
“โอ๊ะ โอ วอนซะแล้วไอ้นี่”
“แกก็พอกันนั่นแหละ แก้วพี่ฝากสั่งสอนมันที”
“ได้เลยค่ะพี่ปุ้น นี่แน่ะ! คนโรคจิต!”
“เฮ้ย! โอ๊ย! แก้วครับ พี่เจ็บนะ แก้วเป็นแฟนพี่นะครับ ทำไมถึงไปฟังคำไอ้ปุ้นมันล่ะ”
“ก็ไม่รู้สิคะ แก้วกำลังคิดว่าเราควรจะคบกันต่อไปดีไหม”
“แก้วคร้าบ พี่ผิดไปแล้วคร้าบ อย่าทำอย่างนี้เลยนะคร้าบน้องแก้วคนสวย”
…
...TBC...
“กรี๊ดดด… นังล่ามหน้าจืด แกกล้าทำกับฉันแบบนี้งั้นเหรอ” ภาวิณีกรีดเสียงเคียดแค้นขณะพยายามทรงตัวลุกขึ้นแล้วกระโจนเข้ามาอีกครั้ง หากยังไม่ทันถึงตัวคนที่อดทนอดกลั้นมานานก็ส่งหมัดเปรี้ยงเข้าไปที่ใบหน้าฉาบด้วยเมคอัพหนาๆ นั้นเต็มแรง “จะ จะ จมูกฉัน กรี๊ดดด…” นักบัญชีสาวกรีดเสียงลั่นอีกครั้งหลังจากยกมือที่กุมจมูกซึ่งถูกต่อยเต็มแรงออกมาแล้วพบว่ามันเต็มไปด้วยสีแดงฉานและกลิ่นคาวเลือด “กะ กะ แก๊…” จากที่เคยสวมวิญญาณผู้หญิงบ้า มาคราวนี้เจ้าหล่อนกลายพันธุ์เป็นหมาบ้าระห่ำโผนกระโจนเข้ามา ปุณยวีร์เบี่ยงตัวหลบแต่อีกฝ่ายก็ยังไวกระชากผมเธอจนหนังหัวแทบหลุด หากเธอก็ไม่ปล่อยให้คู่กรณีได้ใจนานรีบใช้ประโยชน์จากส้นแหลมๆ ของรองเท้าที่สวมอยู่กระแทกไปบนหลังเท้าของคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเต็มแรง ทำเอาฝ่ายนั้นทนความเจ็บปวดไม่ไหวจำต้องปล่อยมือออกจากผมแล้วทรุดตัวลงกุมเท้าของตัวเองแทน “โอ๊ยยย… พี่ตั้มช่วยวิด้วย วิเจ็บจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว อ๊ายยย… นังล่ามหน้าจืดชอบใช้กำลัง อีผู้หญิงหยำฉ่าชอบแย่งผัวชาวบ้าน แม่แกคงร่านสวาทมั่วผู้ชายไปทั่วสินะนิสัยมันถึงถ่ายทอดทางพันธุกรรมสันดานแกถ
ล่ามลาวหลับตามโนสำนึกทั้งทางดีและทางร้ายตีกันให้วุ่นจนเธอตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะทำอย่างไร “ฮะๆๆ ” ภาวินีหัวเราะเสียงแหลม ท่าทางบอกความสะใจ “เป็นไงล่ะ นังล่ามหน้าจืด ทีนี้รู้ฤทธิ์ฉันรึยัง หวังว่าหล่อนจะหายบื้อแล้วเลิกตื๊อพี่ตั้มของฉันสักทีนะยะ เอ๊ะ! นังนี่! จะเอายังไงฮะ ฉันถามก็ตอบกลับมาสิยืนเอ๋ออยู่ได้ อ๋อ หรือยังคิดจะหน้าด้านแย่งผัวชาวบ้านไม่เลิกยะ หนอย! ตบแค่ครั้งเดียวมันยังน้อยไปไม่รู้สำนึกใช่ไหม นี่แน่ะ!” … “ยัยนั่นเป็นนักตบลูกยางเก่าหรือเปล่าแกถึงได้ตบฝังรอยนิ้วไว้ได้ชัดขนาดนี้” เหมือนพิมพ์ถามออกมาหลังจากใช้แผ่นเจลแช่เย็นช่วยประคบใบหน้าด้านที่ถูกตบจนหมดความเย็นไปแล้วแต่ร่องรอยฟกช้ำก็ยังหลงเหลืออยู่ ไม่มีเสียงตอบจากปุณยวีร์นอกจากดวงตาคู่กลมโตฉายแสงเขียวขุ่นที่ตวัดกลับมา คนพูดจาไม่เข้าหูยักไหล่ “ขำๆ น่ะแก ทำหน้ายักษ์ไปได้ ฉันเพื่อนแกนะไม่ใช่ยัยหมาบ้านั่นสักหน่อย เอาเป็นว่าไอ้รอยฝ่ามือมารนี่เดี๋ยวฉันจัดการเอง ถ้าประคบยังไม่หายก็ทายาเอา หยุดตั้งสองวันรับรองหายอยู่แล้วล่ะ หรือจะใช้เมคอัพช่วยก็ได้ไม่เห็นจะยากเชื่อมือเพื่อนแกสิ”
“คุณ! มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ นี่คุณแอบฟังฉันเหรอ” จากที่ตั้งใจจะเอ่ยคำขอโทษกลายเป็นกล่าวโทษเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ไม่มีคำตอบกลับหรือคำแก้ตัวใดๆ จากชินพัตต์ เขาเพียงถอนหายใจท่าทางบอกความเบื่อหน่ายก่อนจะผละจากไป สิ่งที่เขาแสดงออกมาทำให้ล่ามสาวรู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นอากาศธาตุไร้ความสำคัญใดๆ “นะ นี่คุณ! คุณ! จะไปไหน ฉันยังพูดไม่จบเลยนะ มาแอบฟังฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ อ๊ายยย… ไอ้เด็กบ้า นิสัยไม่ดีแล้วยังไม่มีมารยาทอีก” ปุณยวีร์ยังไม่ทันได้จัดหนักจัดเต็มชายหนุ่มจากแผนกซ่อมบำรุงที่ขยันเข้ามาขายขนมจีบสร้างความรำคาญไม่เว้นวันเพราะยังคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี เธอไม่แน่ใจว่าถ้าทำตามคำแนะนำของเพื่อนแล้วจะปฏิเสธความหวังดีจากแม่ซึ่งเธอไม่ต้องการเลยได้ไหม และในระหว่างที่ยังลังเลตัดสินใจไม่ได้นั่นเองก็ดันมีเรื่องเกิดขึ้นเสียก่อน ‘ปึก!’ ล่ามสาวถอนหายใจ จนได้สิน่า… เธอว่าเธอระวังแล้วนะ แต่ก็อย่างว่าช่วงเวลาเลิกงานยิ่งในวันที่ไม่มีการทำงานล่วงเวลาอย่างเช่นวันนี้บริเวณลานจอดรถรับส่งของพนักงานจะมีคนพลุกพล่านมากกว่าปกติ การกระแทกชนกันมันก็ย่อมเ
“จริงเหรอแก เข้าขั้นวัตถุอันตรายเลยนะเนี่ย ถ้างั้นแกก็ระวังตัวด้วยล่ะ อย่าไปอยู่ใกล้หมอนั่นเด็ดขาด” “ฉันก็ระวังอยู่ แต่ไอ้ชั่วนั่นมันตื๊อไม่เลิกน่ะสิ ขนาดถูกถองถูกตบไปเต็มแรงก็ยังไม่เข็ดตื๊ออยู่นั่นแหละ หน้าด้านหน้าทนยิ่งกว่ากะจั๊วอีก อี๋…” พูดถึงผู้ชายคนนี้ทีไรปุณยวีร์ก็รู้สึกขนลุกขนพองขึ้นมาทุกที “เอาเป็นว่าแกพยายามอยู่ให้ห่างจากไอ้ผู้ชายขี้หลีนั่นไว้ดีที่สุด อย่าไปออกอาการมาก เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ชายชั่วๆ กระเจิงแล้วผู้ชายดีๆ ก็จะหนีหายไปหมดด้วย เอาไว้คว้าเจ้าชายที่แสนดีอย่าง ‘พี่ปุ้น’ มาไว้ในครอบครองได้เมื่อไหร่ค่อยเผยโฉมนางมารร้ายก็ยังไม่สาย” “เหอะ ถ้าไอ้ชั่วนั่นยังมาทำรุ่มร่ามอีกฉันไม่เอาไว้หรอกจะจัดหนักจัดเต็มเอาให้โคม่าเลยคราวนี้ และฉันก็บอกแกแล้วว่าฉันมาทำงานไม่ได้มาแรด ทำไมฉันจะต้องแอ๊บเป็นผู้หญิงแสนดีให้ผู้ชายหลงด้วย ตอนนี้ฉันมีงานประจำทำเหมือนเดิมแม่ก็ไม่มีปัญหาไม่หาเรื่องเรียกตัวฉันกลับบ้านเหมือนเก่าอีกแล้วด้วย” “หึๆ” เหมือนพิมพ์ส่งเสียงหัวเราะคล้ายพวกโรคจิตมาตามสัญญาณโทรศัพท์ “แกเสียรู้แม่แกแล้วล่ะปุ่น เห็นคลื่น
“อ๊าย ฮ็อตฮิตนะยะแก ไปทำงานแค่เดือนกว่าๆ ก็มีหนุ่มมาเจ๊าะแจ๊ะตั้งหลายคน” เหมือนพิมพ์ส่งเสียงกระแนะกระแหนมาตามสัญญาณโทรศัพท์ “พูดบ้าอะไรของแก เจ๊าะแจ๊ะหลายคนที่ไหนกัน ว่างๆ ก็หาเวลาแคะ ขี้หูออกบ้างนะยะ ฟังเขาพูดเขาเล่าอะไรจะได้เข้าใจง่ายๆ ไม่ใช่มโนไปเอง” “แหม ฉันแซวแค่หน่อยเดียวรัวกลับมาเป็นปืนกลเลยนะยะ” คนจากปลายสายบ่นเสียงขึ้นจมูก “ก็ได้ๆ สรุปว่าผู้ชายโชคร้ายที่หลงเข้ามาเจ๊าะแจ๊ะแกมีคนเดียวคือนายบรรจบ ส่วนพี่ดำปืนแค่ชอบแกล้ง น้องชินจังก็ชอบทำตัวเกรียน คนที่เข้ารอบหัวใจจึงได้แก่เจ้าชายที่แสนดี ‘พี่ปุ้น’ ของน้องปุ่น แบบนี้โอไหมยะ” “ยังไม่โอย่ะ ผู้ชายขี้หลีอย่างนายบรรจบฉันไม่ขอยุ่งเกี่ยวและไม่นับให้เสียประวัติตัวเองเด็ดขาด ผู้ชายอะไรได้ยินแค่ชื่อก็อี๋ แหวะ” พูดไปก็ทำท่าขนลุกขนพองไปด้วย “แกพูดถูกแค่เรื่องไอ้พี่ดำปืนที่ชอบแกล้ง ส่วนไอ้เด็กเวรนรกนั่นก็ไม่ต้องเรียกเสียน่าเอ็นดูเพราะตัวจริงมันน่าเลาะเอ็นออกมาดูมากกว่า แล้วพี่ปุ้นน่ะเข้ารอบหัวจงหัวใจอะไรกัน ฉันแค่เล่าให้แกฟังว่าพี่เขาใจดีคอยช่วยเหลือฉันหลายครั้งก็เท่านั้น” “พี่
“ก็ต้องเส้นเมื่อกี้สิครับ เพราะมันเป็นทางลัดช่วงที่เปลี่ยวก็แค่ไม่กี่สิบเมตรเท่านั้นเอง พอเลี้ยวพ้นมุมมาก็ไม่เปลี่ยวแล้ว ปุ่นก็เห็น” “ทางลัดเมื่อกี้คงไม่ค่อยมีคนรู้จักใช่ไหมคะ ปุ่นไม่เห็นมีรถคันไหนผ่านมาเลย” พูดไปแล้วปุณยวีร์ก็ภาวนาให้อีกฝ่ายตอบกลับมาว่าใช่ ทว่า “ใครบอกล่ะครับ คนนิยมใช้มากต่างหาก นี่ถ้าปุ่นกับชินมาเร็วกว่านี้สักครึ่งชั่วโมงก็จะมีเพื่อนร่วมถนนหลายคันเลยล่ะ” เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มบอกเล่าให้ฟังก่อนจะหัวเราะน้อยๆ “อ้อ นอกจากเพื่อนร่วมถนนแล้วยังมีเจ้าถิ่นกระโดดลงจากต้นไม้มาทักทายด้วยนะ และก็เป็นไอ้เจ้านี่แหละที่เป็นปัญหาสำหรับพวกขาจรที่ไม่เคยผ่านเส้นนี้มาก่อน ถ้าจู่ๆ โดนทักขึ้นมาล่ะก็อาจจะช็อกได้” “พี่ปุ้นพูดแบบนี้ อย่าบอกนะคะว่าโดนเอ่อ… ทักจนชินแล้ว” “ก็ใช่สิครับ” ภควัตตอบรับหน้าตาเฉยราวกับว่าไอ้เจ้าอะไรสักอย่าง… ที่จู่ๆ ก็โผล่มาทักเขาเป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่พบเห็นได้ทั่วไป ใครๆ เห็นแล้วก็ไม่รู้สึกหวาดผวา “อ้าว ทำไมมองหน้าพี่อย่างนี้ล่ะครับ มีเขาโผล่ขึ้นมาบนหัวพี่หรือไง” เขาถามกลั้วเสียงหัวเราะเมื่อหันมาเห็นสีห







