LOGINดูยิ่งใหญ่มากจริงๆ มิน่าเล่าผู้คนถึงได้ให้ความสนใจมากมายถึงเพียงนั้น
ไป่มู่ชิงคลี่ยิ้มเบิกบานมองดูขบวนองค์หญิงเก้าที่กำลังเดินทางอยู่ตรงหน้า เมื่อครู่นางแสร้งหยุดรถม้าก่อนจะอาศัยจังหวะชุลมุนเล็กน้อยนั่นหนีออกมาในคราบชุดของหลี่หยู่
หญิงสาวสลัดผ้าที่ปิดบริเวณใบหน้าของตัวเองออก ถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งที่แคว้นเหอเป่ยมีขนบธรรมเนียมประเพณีให้หญิงสาวต้องใช้ผ้าคลุมบริเวณจมูกลงมาหากไปเยือนเมืองอื่นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของแคว้น
หญิงสาวลอบสำรวจเส้นทางเดินไปเรื่อยๆ มองดูการค้าขายที่เจริญรุ่งเรืองอย่างสนใจ อาหารหลายอย่างคล้ายคลึงกับสมัยใหม่ แต่บางอย่างก็ไม่เคยเห็นมาก่อน
ทันทีที่ดวงตากลมโตปะทะเข้ากับขนมเซาปิ่ง4 ประกายในดวงตาก็สลดลงเล็กน้อย ขาทั้งสองก้าวเข้าไปตามกลิ่นหอมน่ากินนั่นอย่างลืมตัว
‘หม่าม้า...ขากลับอย่าลืมซื้อเซาปิ่งมาให้ด้วยนะ’
นี่เป็นประโยคที่นางมักใช้กล่าวกับมารดาเสมอยามที่บุพการีออกไปทำธุระนอกบ้าน...มันคือขนมที่นางเคยชอบที่สุดในอดีต
“แม่นางรับอะไรดี ขนมนี่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ เลยนะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้วยรอยยิ้ม พร้อมทั้งผายมือออกให้ดูเซาปิ่งวางเรียงรายกันอยู่มากมาย
ไป่มู่ชิงกะพริบตาเล็กน้อยเพื่อมิให้น้ำตาไหลออกมา
“เหมาหมดเลย”
หญิงสาวตอบพลางล้วงเอาถุงเงินออกไปให้ทั้งหมด เมื่อก่อนนางเคยมีความคิดอยากจะเหมาเซาปิ่งทั้งตลาดมาไว้ในห้องนอน ตอนนี้เป็นองค์หญิงแล้วก็ย่อมไม่มีปัญหาด้านการเงิน ขอทำตามความฝันตัวเองสักครั้งเถอะ!
ไป่มู่ชิงมองดูเซาปิ่งมากมายที่พ่อค้าสาละวนหยิบใส่เข่งใบหนึ่งให้
“แม่นาง...เข่งใบนี้ข้าแถมให้ท่าน!”
หญิงสาวเอื้อมมือรับพลางพยักหน้าหงึกหงัก ได้แต่คิดในใจด้วยอารมณ์เศร้าสร้อยว่าหากท่านมิแถมเข่งให้นางจะถือไปได้อย่างไร!
ไป่มู่ชิงหันมองรอบกาย ผู้คนแน่นขนัดเสียจนไม่สามารถหาที่นั่งได้ พลันสายตาก็ช้อนขึ้นไปบนหลังคาพร้อมกับริมฝีปากที่กระตุกขึ้นเล็กน้อย
วิชายุทธอย่างเดียวที่มี ก็คือวิชาตัวเบาที่ฝึกเสร็จก็ถูกแม่เลี้ยงใจร้ายลงโทษให้คัดตำรามารยาทหญิง!
ร่างบอบบางเหาะเหินไปในอากาศ นั่งลงบนหลังคาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง สูงพอที่จะเห็นการเคลื่อนไหวเบื้องล่างโดยทั่วกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนเสด็จ ไม่ยอมละสายตาไปไหน
รอกินเซาปิ่งให้หนำใจแล้วค่อยกลับไปแล้วกัน
ไป่มู่ชิงหยิบเอาเซาปิ่งมากัดเข้าปากด้วยน้ำตาที่เอ่อขึ้นจางๆ หากแต่ทันทีที่ปลายลิ้นเพิ่งแตะถูกขนมเท่านั้น จู่ๆ แรงผลักมหาศาลก็เกิดขึ้นข้างหลังพร้อมๆ กับก้นที่ไถลลงไปตามหลังคา
“กรี๊ดดด”
หญิงสาวปล่อยเข่งเซาปิ่งจนร่วงหล่นพร้อมๆ กับดวงตาทั้งสองหลับปี๋ด้วยความกลัว หากแต่เพียงเสี้ยววินาทีที่ร่างของนางลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ จู่ๆ ท่อนแขนแข็งๆ ข้างหนึ่งก็มาโอบเอวนางไว้แน่นก่อนเท้าจะแตะพื้นอย่างนุ่มนวล
ไป่มู่ชิงลืมตาขึ้น มองเห็นแผ่นอกบุรุษภายใต้ชุดคลุมดำตัวหนึ่ง ทำท่าจะช้อนสายตาขึ้นมองเพื่อขอบคุณ
“ระวัง”
พลั่ก!
ยังไม่ทันที่จะได้กล่าวอะไรออกไปด้วยซ้ำ จู่ๆ อ้อมกอดที่รัดตรึงเมื่อครู่ก็ปล่อยออกพร้อมๆ กับผลักร่างนางให้ลงไปกองกับพื้นอย่างรุนแรง
“ท่าน!”
หญิงสาวกลืนน้ำลายด้วยความเจ็บ มองชายหนุ่มร่างใหญ่ที่สวมผ้าคลุมดำตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมดุจพยัคฆ์กำลังจ้องมองนางด้วยความไม่พอใจอยู่บ้าง
“รีบไปจากที่นี่เสีย”
พูดจบก็หมุนตัวทะยานขึ้นไปในอากาศทันที ปล่อยให้ไป่มู่ชิงพยายามทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างมึนงง มองไปรอบๆ ก็พบว่าบริเวณนี้เป็นที่เปลี่ยวไร้ผู้คน
“ไอ้บ้าเอ๊ย! ผลักมาได้”
หญิงสาวบ่นอุบอิบพร้อมกับใช้มือค้ำพื้นเพื่อพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่ง หากแต่ยังไม่ทันได้ลงแรงด้วยซ้ำปลายนิ้วก็ถูกกับอะไรบางอย่างที่แหลมคมเสียจนสะดุ้ง รีบยกมือเปื้อนโลหิตเล็กน้อยนั่นอย่างตกใจ
ไป่มู่ชิงเบิกตากว้าง พยายามคิดพิจารณาเจ้าสิ่งที่ตกอยู่บนพื้นอย่างละเอียด รูปร่างมันดูคล้ายอาวุธดาวกระจาย แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เสียทีเดียว
คนร้ายหรือ?
หากใช่เขาจะช่วยนางเพื่ออะไร
จะอะไรก็ช่าง ถึงมันดูเล็กนิดเดียว แต่หากโดนปามาด้วยกำลังที่เหมาะสมแล้วก็ตายเหมือนกัน!
คิดแล้วก็ได้แต่ทิ้งความเจ็บปวดบริเวณก้นกบ เร่งฝีเท้าจ้ำอ้าวกลับไปยังขบวนเสด็จทันที
“หลีกไป ข้าจะขึ้นรถม้าแล้ว!”
“องค์หญิง?”
เหล่าบรรดาทหารพากันชะงัก มองดูร่างอรชรของอีกฝ่ายเดินหุนหันขึ้นรถม้าไปทันที
ว่าแต่...มิใช่องค์หญิงเก้าอยู่ในรถม้าหรอกหรือ!
------------------------------------------------------------------------------------------------
ภายหน้าจวนชินหวังฝู่ ขบวนเสด็จองค์หญิงเก้าทอดผ่านเป็นสายยาว ประตูหน้าจวนสลักลายพยัคฆ์ถูกเปิดออกพร้อมๆ กับสาวใช้มากมายยืนเรียงรายให้การต้อนรับ
ไม่นานนักประตูรถม้าก็ถูกเปิดออกพร้อมๆ กับร่างอ่อนช้อยในชุดสีแดงสดก้าวย่างลงมาด้วยท่วงท่าสง่างาม บนใบหน้าปิดด้วยผ้าผืนบางเห็นเพียงดวงตาหวานซึ้ง
“ถวายพระพรองค์หญิงเพคะ”
ผู้คนต่างทำความเคารพด้วยความนอบน้อม จากนั้นพ่อบ้านผู้หนึ่งก็เดินนำไป่มู่ชิงและหลี่หยู่เข้าไปด้านในจนกระทั่งสายตาปะทะเข้ากับร่างสูงระหงของสตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง
เบื้องหน้านางก็คือหญิงสาวผิวขาวจัด สวมใส่อาภรณ์สีฟ้าอ่อน อีกทั้งยังสวมเครื่องประดับมากมายกำลังทอดมองมาด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน
“องค์หญิง...นี่คือพระชายาซูเสี่ยนในองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ”
ในขณะที่ไป่มู่ชิงกำลังจ้องมองอย่างเคลือบแคลงสงสัย เสียงของพ่อบ้านก็ดังขึ้นก่อนที่จะขอตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวก้าวเข้าไปหา พร้อมกับย่อตัวลงอย่างเชื่องช้าเช่นสตรีที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี
แน่นอนล่ะ! แม่เลี้ยงใจร้ายนั่นเอะอะก็ล้วนทำโทษให้นางคัดคัมภีร์ ฝึกมารยาทหญิงเพราะรู้ว่านางมิชื่นชอบ!
“ถวายพระพรพระชายาเพคะ”
“องค์หญิงเก้าอย่ามากพิธีเลย ข้ามิได้เจตนามาที่จวนน้องแปดเพื่อทำให้เจ้าลำบากใจ เพียงแค่มาต้อนรับเจ้าแทนเสด็จพ่อเท่านั้น”
วาจานุ่มนวลอีกทั้งใบหน้ายังแต้มไปด้วยรอยยิ้มนั่นทำให้ไป่มู่ชิงลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ขอบพระทัยเพคะ”
“ข้าให้กงกงจัดเตรียมเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนไว้ให้แล้ว องค์หญิงเสด็จก่อนเถิด”
ซูเสี่ยนเหลือบมองไปยังขันทีที่ก้มหน้าก้มตาอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเบื้องหลังพร้อมทั้งไหวมือเล็กน้อย
“กงกง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ชายร่างอ้วนท้วมเล็กน้อยเดินเข้ามาหาพร้อมทั้งผายมือและเชื้อเชิญ
ไป่มู่ชิงให้เดินตามไป
“องค์หญิงตามสบายเถิด ข้าให้คนไปตามน้องแปดแล้ว อีกครู่หนึ่งคงจะได้พบกัน”
ซูเสี่ยนยังคงกล่าวด้วยวาจาอ่อนหวานพร้อมทั้งมองตามร่างบอบบางขององค์หญิงเก้าและนางกำนัลของนางที่เดินเยื้องย่างห่างออกไปทุกที
ดวงตาหงส์ที่เต็มไปด้วยมิตรไมตรีเมื่อครู่ค่อยๆ หลุบต่ำลง ดวงหน้าสวยเต็มไปด้วยความคิดมากมายอยู่ในหัว หากแต่แววตาที่เปลี่ยนไปนั่นกลับทำให้ไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงได้เลย
แฝดสกุลหลิว“เป็นเช่นไรบ้าง ยังรู้สึกเจ็บอยู่อีกหรือไม่”เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับร่างของพี่ชายนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ บุคคลที่อยู่เบื้องหน้ามีรูปลักษณ์ละม้ายคล้ายคลึงกับเขาทุกกระเบียดนิ้วเลยทีเดียว“ท่านจะบอกได้หรือยัง ว่าท่านทำแบบนี้ไปเพื่ออันใด”หมอหลิวเอ่ยถามด้วยนัยน์ตาสิ้นหวัง ร่างกายท่อนล่างของเขาไม่สามารถขยับช่วยเหลือตัวเองได้อีก“เพราะเจ้าเป็นน้องชายของข้า”หมออู๋เอ่ยด้วยความสัตย์จริง ครั้งหนึ่งเขาเคยให้คำมั่นกับบิดา มิว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ขอแค่เพียงน้องชายยังมีชีวิตอยู่ แม้จะอยู่ไกลแค่ไหนก็จะปกป้องและมิยอมให้เขาได้กระทำสิ่งไม่ดีคนฟังชะงัก เบือนใบหน้าไปทางอื่น เอ่ยด้วยความขมขื่น“ทั้งๆ ที่ข้าทำกับท่านถึงเพียงนี้”ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนนั้นเขาและพี่ชายเป็นบุตรของหมอใหญ่ในวังหลวง พวกเขาเรียนรู้วิชาการรักษาคน ศึกษาสมุนไพรและพิษต่างๆ เพื่อหวังจะเป็นหมอที่มีชื่อเสียงเช่นบิดาหากแต่เขามิได้คิดแค่นั้น...พี่ชายของเขาสามารถเรียนรู้ได้ไวกว่า เก่งกว่า ทั้งที่ออกมาลืมตาดูโลกก่อนเขาไม่กี่นาที จากนั้นความอิจฉาริษยาก็ครอบงำทำให้ความรักใคร่กลมเกลียวถูกทำลาย มีปากเสียงกันอยู่บ่อยครั้ง
“เรื่องที่พวกขุนนางเสนอท่านวันนี้ ท่านคิดเห็นอย่างไรบ้าง”ไป่มู่ชิงนั่งอยู่บนเตียงทองคำ มือลูบไล้หน้าท้องที่นูนเด่นของตัวเองอย่างเหม่อลอย บอกแล้วอย่างไรว่าการใช้ชีวิตในวังหลวงมิใช่เรื่องที่ควรทำเลยสักนิด!“อย่าสนใจไปเลย ข้าเคยให้คำสัญญากับเจ้าไปแล้วอย่างไรว่าข้าจะมิแต่งผู้ใดอีก”“ฮ่องเต้จะมีชายาเพียงคนเดียวได้อย่างไร ท่านก็เห็นมิใช่หรือว่าการรับสตรีเพื่อคานอำนาจนั้นเป็นสิ่งที่ท่านควรทำ”หญิงสาวกล้ำกลืนความน้อยอกน้อยใจ นอกจากกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณแล้ว นางยังต้องเพิ่มความอดทนมากมายเพียงใดกับเรื่องนี้ หากนางไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้แล้ว นางจะมิกลายเป็นคนใจร้ายเหมือนแม่เลี้ยงของนางหรอกหรือฉู่ซูเหยียนถอดเสื้อคลุมมังกรออก เดินเข้าไปประคองคนที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่บนเตียง จุมพิตที่ริมฝีปากอวบอิ่มเบาๆ“ข้าเคยผิดสัญญาที่ให้ไว้ต่อเจ้าครั้งหนึ่งแล้ว ข้าจะมิทำมันอีก”“แล้วท่านจะทำอย่างไร หากท่านมิยอมแต่งสนมอีก อาจจะสร้างความมิพอใจแก่ขุนนางได้”“หากเจ้าหมายถึงการรับสตรีเข้าวังหลังเพื่อคานอำนาจล่ะก็ ขอเวลาแค่เพียงสิบกว่าปีเท่านั้น พวกเขาจะได้ตามที่ขอมากมายแน่”คราวนี้คนฟังช้อนสา
ยังไม่ทันที่จะได้สนทนาอะไรกันไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าตึกตักก็ดังเข้ามาหาพร้อมกับปรากฏร่างของหมางกั๋วที่มีคราบเหงื่อติดอยู่บริเวณกรอบหน้า ดวงตาดูร้อนใจกว่าทุกที หากแต่ก็ยังสบตาท่านอ๋องเชิงคำถาม“กล่าวมาเถิด”ฉู่ซูเหยียนเอ่ยอนุญาตเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังลังเลว่าควรจะรายงาน บางอย่าง ต่อหน้าพระชายาหรือไม่“หมอหลวงหลิวและบุตรสาวหายตัวไปจากวังหลวงแต่มิมีผู้ใดพบสิ่งผิดปกติ ส่วนหมออู๋ที่ทำการรักษาอยู่ฝากจดหมายไว้ให้ท่านอ๋องฉบับหนึ่ง จากนั้นก็ขอปลีกตัวไปใช้ชีวิตตามเดิมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”ฉู่ซูเหยียนปล่อยมือข้างหนึ่งออกจากสตรีในอ้อมแขน เอื้อมไปรับจดหมายจากมือของหมางกั๋วที่ค่อยๆ ถามเสียงเบา“ท่านอ๋องมีคำสั่งให้ติดตามหมอหลวงหลิวไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”“ไม่ต้อง”ว่าแล้วก็โบกมือให้อีกฝ่ายออกไป มือก็สะบัดแผ่นกระดาษในมือครั้งหนึ่ง ข้อความสั้นๆ ก็ปรากฏออกมาสู่สายตา‘ขอบพระทัยท่านอ๋อง’ไป่มู่ชิงช้อนสายตาขึ้นมองดวงตาที่ดำมืดนั่นอย่างพิจารณา หรี่ตาลงเอ่ยถามขึ้น“หมายความว่าอย่างไร”“หมออู๋คงจะเบื่อชีวิตในเมืองหลวงแล้วกระมัง” ว่าแล้วก็พับจดหมายวางลงบนโต๊ะ ประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากกลมมนแต่ถึงกระนั้นหญิงสาวก็ยังมี
หลังจากเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น ราชสำนักก็ระส่ำระส่าย ตำแหน่งขุนนางถูกผลัดเปลี่ยนจนเกือบหมด การสอบขุนนางถูกเลื่อนใกล้เข้ามาเพื่อคัดผู้มีความสามารถเข้ารับตำแหน่งโดยเร็วพร้อมๆ กับตำแหน่งองค์รัชทายาทที่เปลี่ยนแปลงอดีตองค์รัชทายาทฉู่เหวินหง พระชายาซูเสี่ยนและเหล่าขุนนางบางส่วนที่สนับสนุนการก่อกบฏบางส่วนถูกจองจำอยู่ในคุกหลวง บางคนที่มีหลักฐานมิมากพอก็ทยอยกันลาออกจากราชการไปเสียเองทางด้านหมอหลวงหลิวยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงหมอในการดูแลของหมออู๋ที่ฉู่ซูเหยียนส่งเข้าไปในภายหลัง บาดแผลจากคมกระบี่ของฉู่เหวินหงถูกอวัยวะสำคัญ ทำให้ต้องรักษาตัวอยู่นานและมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อีกทางด้านพระสนมซิวหรงนั้น หลังจากที่ล้างมลทินได้ นางก็หลีกหนีความวุ่นวายไปบำเพ็ญเพียรภาวนาให้ฮ่องเต้หายจากอาการประชวรฮ่องเต้เองก็มีอาการดีขึ้น เริ่มสื่อสารกับคนรอบข้างได้บ้างแต่ยังมิสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตามปกติ อีกไม่กี่วันราชโองการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินกำลังจะเกิดขึ้น ทั้งในวังหลวงและจวนชินหวังฝู่เต็มไปด้วยความวุ่นวายมากมายแม้แต่ในเรือนเหอฮวาซึ่งเป็นสถานที่รโหฐานของท่านอ๋องและพระชายาก็เช่นกัน
“ข้ามิเป็นอันใด”ไป่มู่ชิงเอ่ยตอบหลี่หยู่ที่เข้ามาประคองด้วยความเป็นห่วง สายตามองตรงไปเห็นหมางกั๋วกำลังเข้าใกล้มาพร้อมกับรถม้าที่แสนธรรมดา ไร้การตกแต่งใดๆ ไม่มีเครื่องหมายแสดงถึงจวนชินหวังฝู่เลยแม้แต่น้อย หากฉู่ซูเหยียนต้องการหย่านางขอเพียงเอ่ยต่อหน้าผู้อาวุโสห้าคนเป็นอันใช้ได้“พวกเราไปกันเถิด” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตัดพ้ออยู่บ้าง ทว่าคนฟังทั้งสองกลับมิสามารถช่วยเหลืออะไรได้เลยท่ามกลางความเงียบนั่นจู่ๆ ไป่มู่ชิงกังเกตได้ถึงความผิดปกติ จู่ๆ ผู้คนภายนอกต่างเบิกตาโตพูดคุยกันอื้ออึง สีหน้าของหมางกั๋วเองก็ดูเหมือนจะมิค่อยดีนัก“เสด็จเถิดพ่ะย่ะค่ะ”หญิงสาวมองดูท่าทางเร่งรีบนั่นแล้วก็หรี่ตาลงอย่างจับผิด“เกิดอันใดขึ้น มีผู้ใดมาเช่นนั้นหรือ”“มิได้พ่ะย่ะค่ะ”ทันทีที่พูดจบประโยคร่างสง่างามของพระชายาก็ย่ำเท้าเข้ามาหาเร็วๆ ยกมือหนึ่งขึ้นแตะท่อนแขนอีกฝ่ายแล้วกัดฟันแน่น‘ต้องรีบไปจากที่นี่ คนขององค์รัชทายาทกำลังมาที่จวนแน่’“เหตุใดองค์รัชทายาทส่งคนมา เรื่องนี้ท่านอ๋องทราบหรือไม่”หมางกั๋วใบหน้าเหวอหวาด้วยความตกใจ ครั้นหันไปทางหลี่หยู่ก็พบว่าอีกฝ่ายก็จ้องเขาเขม็งอย่างคาดคั้น “หากเจ้ามิพูด ข้าจะก
ความมืดมิดค่อยๆ เลือนหาย มีแสงสว่างเข้ามาแทนที่นั้นทำให้ไป่มู่ชิงลืมตาขึ้นด้วยใบหน้าง่วงงุนคล้ายกับคนยังนอนไม่เต็มอิ่มภาพและบทสนทนาเมื่อคืนหลั่งไหลเข้ามาในความทรงจำทีละฉากจนต้องหันขวับไปมองข้างกาย แต่แล้วบุคคลที่คิดว่าควรจะอยู่เคียงข้างนางในตอนนี้มีเพียงแค่ความว่างเปล่า“ตื่นแล้วหรือเพคะ”เสียงของหลี่หยู่ทำให้ภวังค์ความคิดหยุดลง ดวงตากลมโตช้อนสายตาขึ้นมองร่างของนางกำนัลที่ก้าวย่างเข้ามาหา ทว่านัยน์ตากลับเหลือบมองไปรอบๆ ห้อง เมื่อเห็นอีกฝ่ายลอบยิ้มไป่มู่ชิงถึงได้เอ่ยถาม“เมื่อคืนเจ้าไปนอนที่ไหนมา”“เรือนเหอฮวาเพคะ”หลี่หยู่กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ไม่มีอาการของความโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย จนคนฟังถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ดูท่าทางหมางกั๋วจะเกลี้ยกล่อมคนของนางให้แปรพรรคไปเรียบร้อยแล้ว!ไป่มู่ชิงมีท่าทีอึกอัก อยากจะถามถึงบุรุษผู้นั้นว่าน้อยใจจนหนีไปเสียแล้วหรือ?หลี่หยู่ที่ลอบสังเกตอีกฝ่ายมาตั้งแต่ต้นได้แต่ซ่อนความรู้สึกขบขัน“ท่านอ๋องกลับไปประทับที่เรือนเหอฮวาตั้งแต่เช้า อาการมิดีเท่าไหร่นักเพคะ”“เป็นอะไร” ถามขึ้นแทบจะทันที ไม่ต้องเสียเวลาคิดด้วยซ้ำ“หม่อมฉันเห็นท่านอ๋องดูมิค่อยสบายนัก







