FAZER LOGINดูยิ่งใหญ่มากจริงๆ มิน่าเล่าผู้คนถึงได้ให้ความสนใจมากมายถึงเพียงนั้น
ไป่มู่ชิงคลี่ยิ้มเบิกบานมองดูขบวนองค์หญิงเก้าที่กำลังเดินทางอยู่ตรงหน้า เมื่อครู่นางแสร้งหยุดรถม้าก่อนจะอาศัยจังหวะชุลมุนเล็กน้อยนั่นหนีออกมาในคราบชุดของหลี่หยู่
หญิงสาวสลัดผ้าที่ปิดบริเวณใบหน้าของตัวเองออก ถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งที่แคว้นเหอเป่ยมีขนบธรรมเนียมประเพณีให้หญิงสาวต้องใช้ผ้าคลุมบริเวณจมูกลงมาหากไปเยือนเมืองอื่นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของแคว้น
หญิงสาวลอบสำรวจเส้นทางเดินไปเรื่อยๆ มองดูการค้าขายที่เจริญรุ่งเรืองอย่างสนใจ อาหารหลายอย่างคล้ายคลึงกับสมัยใหม่ แต่บางอย่างก็ไม่เคยเห็นมาก่อน
ทันทีที่ดวงตากลมโตปะทะเข้ากับขนมเซาปิ่ง4 ประกายในดวงตาก็สลดลงเล็กน้อย ขาทั้งสองก้าวเข้าไปตามกลิ่นหอมน่ากินนั่นอย่างลืมตัว
‘หม่าม้า...ขากลับอย่าลืมซื้อเซาปิ่งมาให้ด้วยนะ’
นี่เป็นประโยคที่นางมักใช้กล่าวกับมารดาเสมอยามที่บุพการีออกไปทำธุระนอกบ้าน...มันคือขนมที่นางเคยชอบที่สุดในอดีต
“แม่นางรับอะไรดี ขนมนี่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ เลยนะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้วยรอยยิ้ม พร้อมทั้งผายมือออกให้ดูเซาปิ่งวางเรียงรายกันอยู่มากมาย
ไป่มู่ชิงกะพริบตาเล็กน้อยเพื่อมิให้น้ำตาไหลออกมา
“เหมาหมดเลย”
หญิงสาวตอบพลางล้วงเอาถุงเงินออกไปให้ทั้งหมด เมื่อก่อนนางเคยมีความคิดอยากจะเหมาเซาปิ่งทั้งตลาดมาไว้ในห้องนอน ตอนนี้เป็นองค์หญิงแล้วก็ย่อมไม่มีปัญหาด้านการเงิน ขอทำตามความฝันตัวเองสักครั้งเถอะ!
ไป่มู่ชิงมองดูเซาปิ่งมากมายที่พ่อค้าสาละวนหยิบใส่เข่งใบหนึ่งให้
“แม่นาง...เข่งใบนี้ข้าแถมให้ท่าน!”
หญิงสาวเอื้อมมือรับพลางพยักหน้าหงึกหงัก ได้แต่คิดในใจด้วยอารมณ์เศร้าสร้อยว่าหากท่านมิแถมเข่งให้นางจะถือไปได้อย่างไร!
ไป่มู่ชิงหันมองรอบกาย ผู้คนแน่นขนัดเสียจนไม่สามารถหาที่นั่งได้ พลันสายตาก็ช้อนขึ้นไปบนหลังคาพร้อมกับริมฝีปากที่กระตุกขึ้นเล็กน้อย
วิชายุทธอย่างเดียวที่มี ก็คือวิชาตัวเบาที่ฝึกเสร็จก็ถูกแม่เลี้ยงใจร้ายลงโทษให้คัดตำรามารยาทหญิง!
ร่างบอบบางเหาะเหินไปในอากาศ นั่งลงบนหลังคาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง สูงพอที่จะเห็นการเคลื่อนไหวเบื้องล่างโดยทั่วกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนเสด็จ ไม่ยอมละสายตาไปไหน
รอกินเซาปิ่งให้หนำใจแล้วค่อยกลับไปแล้วกัน
ไป่มู่ชิงหยิบเอาเซาปิ่งมากัดเข้าปากด้วยน้ำตาที่เอ่อขึ้นจางๆ หากแต่ทันทีที่ปลายลิ้นเพิ่งแตะถูกขนมเท่านั้น จู่ๆ แรงผลักมหาศาลก็เกิดขึ้นข้างหลังพร้อมๆ กับก้นที่ไถลลงไปตามหลังคา
“กรี๊ดดด”
หญิงสาวปล่อยเข่งเซาปิ่งจนร่วงหล่นพร้อมๆ กับดวงตาทั้งสองหลับปี๋ด้วยความกลัว หากแต่เพียงเสี้ยววินาทีที่ร่างของนางลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ จู่ๆ ท่อนแขนแข็งๆ ข้างหนึ่งก็มาโอบเอวนางไว้แน่นก่อนเท้าจะแตะพื้นอย่างนุ่มนวล
ไป่มู่ชิงลืมตาขึ้น มองเห็นแผ่นอกบุรุษภายใต้ชุดคลุมดำตัวหนึ่ง ทำท่าจะช้อนสายตาขึ้นมองเพื่อขอบคุณ
“ระวัง”
พลั่ก!
ยังไม่ทันที่จะได้กล่าวอะไรออกไปด้วยซ้ำ จู่ๆ อ้อมกอดที่รัดตรึงเมื่อครู่ก็ปล่อยออกพร้อมๆ กับผลักร่างนางให้ลงไปกองกับพื้นอย่างรุนแรง
“ท่าน!”
หญิงสาวกลืนน้ำลายด้วยความเจ็บ มองชายหนุ่มร่างใหญ่ที่สวมผ้าคลุมดำตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมดุจพยัคฆ์กำลังจ้องมองนางด้วยความไม่พอใจอยู่บ้าง
“รีบไปจากที่นี่เสีย”
พูดจบก็หมุนตัวทะยานขึ้นไปในอากาศทันที ปล่อยให้ไป่มู่ชิงพยายามทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างมึนงง มองไปรอบๆ ก็พบว่าบริเวณนี้เป็นที่เปลี่ยวไร้ผู้คน
“ไอ้บ้าเอ๊ย! ผลักมาได้”
หญิงสาวบ่นอุบอิบพร้อมกับใช้มือค้ำพื้นเพื่อพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่ง หากแต่ยังไม่ทันได้ลงแรงด้วยซ้ำปลายนิ้วก็ถูกกับอะไรบางอย่างที่แหลมคมเสียจนสะดุ้ง รีบยกมือเปื้อนโลหิตเล็กน้อยนั่นอย่างตกใจ
ไป่มู่ชิงเบิกตากว้าง พยายามคิดพิจารณาเจ้าสิ่งที่ตกอยู่บนพื้นอย่างละเอียด รูปร่างมันดูคล้ายอาวุธดาวกระจาย แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เสียทีเดียว
คนร้ายหรือ?
หากใช่เขาจะช่วยนางเพื่ออะไร
จะอะไรก็ช่าง ถึงมันดูเล็กนิดเดียว แต่หากโดนปามาด้วยกำลังที่เหมาะสมแล้วก็ตายเหมือนกัน!
คิดแล้วก็ได้แต่ทิ้งความเจ็บปวดบริเวณก้นกบ เร่งฝีเท้าจ้ำอ้าวกลับไปยังขบวนเสด็จทันที
“หลีกไป ข้าจะขึ้นรถม้าแล้ว!”
“องค์หญิง?”
เหล่าบรรดาทหารพากันชะงัก มองดูร่างอรชรของอีกฝ่ายเดินหุนหันขึ้นรถม้าไปทันที
ว่าแต่...มิใช่องค์หญิงเก้าอยู่ในรถม้าหรอกหรือ!
------------------------------------------------------------------------------------------------
ภายหน้าจวนชินหวังฝู่ ขบวนเสด็จองค์หญิงเก้าทอดผ่านเป็นสายยาว ประตูหน้าจวนสลักลายพยัคฆ์ถูกเปิดออกพร้อมๆ กับสาวใช้มากมายยืนเรียงรายให้การต้อนรับ
ไม่นานนักประตูรถม้าก็ถูกเปิดออกพร้อมๆ กับร่างอ่อนช้อยในชุดสีแดงสดก้าวย่างลงมาด้วยท่วงท่าสง่างาม บนใบหน้าปิดด้วยผ้าผืนบางเห็นเพียงดวงตาหวานซึ้ง
“ถวายพระพรองค์หญิงเพคะ”
ผู้คนต่างทำความเคารพด้วยความนอบน้อม จากนั้นพ่อบ้านผู้หนึ่งก็เดินนำไป่มู่ชิงและหลี่หยู่เข้าไปด้านในจนกระทั่งสายตาปะทะเข้ากับร่างสูงระหงของสตรีสูงศักดิ์ผู้หนึ่ง
เบื้องหน้านางก็คือหญิงสาวผิวขาวจัด สวมใส่อาภรณ์สีฟ้าอ่อน อีกทั้งยังสวมเครื่องประดับมากมายกำลังทอดมองมาด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน
“องค์หญิง...นี่คือพระชายาซูเสี่ยนในองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ”
ในขณะที่ไป่มู่ชิงกำลังจ้องมองอย่างเคลือบแคลงสงสัย เสียงของพ่อบ้านก็ดังขึ้นก่อนที่จะขอตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวก้าวเข้าไปหา พร้อมกับย่อตัวลงอย่างเชื่องช้าเช่นสตรีที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี
แน่นอนล่ะ! แม่เลี้ยงใจร้ายนั่นเอะอะก็ล้วนทำโทษให้นางคัดคัมภีร์ ฝึกมารยาทหญิงเพราะรู้ว่านางมิชื่นชอบ!
“ถวายพระพรพระชายาเพคะ”
“องค์หญิงเก้าอย่ามากพิธีเลย ข้ามิได้เจตนามาที่จวนน้องแปดเพื่อทำให้เจ้าลำบากใจ เพียงแค่มาต้อนรับเจ้าแทนเสด็จพ่อเท่านั้น”
วาจานุ่มนวลอีกทั้งใบหน้ายังแต้มไปด้วยรอยยิ้มนั่นทำให้ไป่มู่ชิงลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ขอบพระทัยเพคะ”
“ข้าให้กงกงจัดเตรียมเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนไว้ให้แล้ว องค์หญิงเสด็จก่อนเถิด”
ซูเสี่ยนเหลือบมองไปยังขันทีที่ก้มหน้าก้มตาอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเบื้องหลังพร้อมทั้งไหวมือเล็กน้อย
“กงกง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ชายร่างอ้วนท้วมเล็กน้อยเดินเข้ามาหาพร้อมทั้งผายมือและเชื้อเชิญ
ไป่มู่ชิงให้เดินตามไป
“องค์หญิงตามสบายเถิด ข้าให้คนไปตามน้องแปดแล้ว อีกครู่หนึ่งคงจะได้พบกัน”
ซูเสี่ยนยังคงกล่าวด้วยวาจาอ่อนหวานพร้อมทั้งมองตามร่างบอบบางขององค์หญิงเก้าและนางกำนัลของนางที่เดินเยื้องย่างห่างออกไปทุกที
ดวงตาหงส์ที่เต็มไปด้วยมิตรไมตรีเมื่อครู่ค่อยๆ หลุบต่ำลง ดวงหน้าสวยเต็มไปด้วยความคิดมากมายอยู่ในหัว หากแต่แววตาที่เปลี่ยนไปนั่นกลับทำให้ไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงได้เลย
เสียงกระบี่กระทบส่งเสียงดังสนั่นพร้อมๆ กับร่างสูงใหญ่ของชายผู้หนึ่งกำลังพลาดท่าตกเป็นเป้าของคมดาบทำให้ผู้ที่เงื้ออาวุธแท่งยาวหยุดมือ โยนแท่งเหล็กสีเงินวาวลงพื้น“ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะด้วยพ่ะย่ะค่ะ”หมางกั๋ว องครักษ์คู่กายเอ่ยเสียงเรียบ หากแต่ริมฝีปากกลับกระตุกเล็กน้อยคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม“ข้ามีโทสะเมื่อใดกัน”สิ้นประโยคคนฟังแทบจะหัวเราะออกมาดังๆ ถึงแม้อีกฝ่ายจะปฏิเสธหากแต่หัวคิ้วที่ขมวดติดกันแน่นและใบหน้าอึมครึมนั่นทำให้เขาคาดเดาอารมณ์ท่านอ๋องตอนนี้ได้ไม่ยากนักเห็นอยู่ชัดๆ ว่าอีกฝ่ายกำลังอารมณ์ไม่ดี!“องค์หญิงเก้ารูปโฉมมิต้องตาหรือพ่ะย่ะค่ะ”“มิแย่นัก”ว่าแล้วก็ก้าวย่างไปนั่งในศาลา ยกจอกน้ำชาขึ้นมาดื่มดับกระหาย ใบหน้ายังไร้ซึ่งความรู้สึกเช่นเคยหมางกั๋วลอบหัวเราะเบา ขยับเข้ามาใกล้พร้อมกับกระซิบกระซาบเสียงจริงจัง“หรือท่านอ๋องเกรงว่านางจะเป็นคนขององค์รัชทายาท”“มิมีทางเป็นเช่นนั้นแน่”ดวงตาพยัคฆ์จ้องมองไปยังจอกน้ำชาที่ถูกเขย่าเบาๆ อย่างครุ่นคิด องค์หญิงแห่งเหอเป่ยนั่นเป็นพระราชโองการของบิดา สงครามทางใจกำลังก่อตัวเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่เสด็จพ่อจะดึงคนเข้ามาเพิ่ม มั่นใจได้เส
“เชิญเสด็จองค์หญิงเก้าพ่ะย่ะค่ะ”กงกงร่างท้วมที่เดินนำเอ่ยบอกอย่างมีมารยาทก่อนจะเปิดประตูสลักลวดลายบุปผาออกตรงหน้าของนางคือห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งที่ประดับตกแต่งไปด้วยดอกไม้หอมมากมาย ตรงกลางห้องมีถังน้ำโรยกลีบกุหลาบแดง อีกทั้งยังมีธูปหอมจุดไว้มุมหนึ่ง หน้าต่างมีลมพัดผ่านจนผ้าม่านสีขาวบางพลิ้วไหวไปตามแรง“องค์หญิง ที่นี่สวยจริงๆ เพคะ”หลี่หยู่ที่เดินตามเข้ามาติดๆ กระซิบกระซาบในขณะที่ไป่มู่ชิงพยักหน้ารับเงียบๆ ดูเหมือนว่าที่นี่จะถูกจัดเตรียมเอาไว้เพื่อต้อนรับนางโดยเฉพาะ“พระชายาซูเสี่ยนมีรับสั่งให้เตรียมไว้ต้อนรับพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”พูดจบกงกงก็รีบขอตัวออกไป ปล่อยให้ไป่มู่ชิงเดินดูไปรอบๆ ห้องอย่างพิจารณา ดูเหมือนว่าชายารัชทายาทผู้นั้นต้องการทำดีกับนางไม่น้อย ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะความหวังดีจากใจจริงหรือมีอันใดแอบแฝงกันแน่หญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เดินอ้อมไปยังหลังฉากกั้น“หยู่เอ๋อร์ เจ้าปรนนิบัติเราหน่อยเถิด”ไป่มู่ชิงเอ่ยออกมาเสียงเรียบ ปล่อยให้หลี่หยู่จัดการกับอาภรณ์ของนางตามอำเภอใจ ไหนๆ พวกเขาก็อุตส่าห์เตรียมการต้อนรับนางถึงเพียงนี้ นางก็มิขัดศรัทธาเช่นกันน้ำในถังกระฉอกออกมาในขณ
ดูยิ่งใหญ่มากจริงๆ มิน่าเล่าผู้คนถึงได้ให้ความสนใจมากมายถึงเพียงนั้นไป่มู่ชิงคลี่ยิ้มเบิกบานมองดูขบวนองค์หญิงเก้าที่กำลังเดินทางอยู่ตรงหน้า เมื่อครู่นางแสร้งหยุดรถม้าก่อนจะอาศัยจังหวะชุลมุนเล็กน้อยนั่นหนีออกมาในคราบชุดของหลี่หยู่หญิงสาวสลัดผ้าที่ปิดบริเวณใบหน้าของตัวเองออก ถือเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งที่แคว้นเหอเป่ยมีขนบธรรมเนียมประเพณีให้หญิงสาวต้องใช้ผ้าคลุมบริเวณจมูกลงมาหากไปเยือนเมืองอื่นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของแคว้นหญิงสาวลอบสำรวจเส้นทางเดินไปเรื่อยๆ มองดูการค้าขายที่เจริญรุ่งเรืองอย่างสนใจ อาหารหลายอย่างคล้ายคลึงกับสมัยใหม่ แต่บางอย่างก็ไม่เคยเห็นมาก่อนทันทีที่ดวงตากลมโตปะทะเข้ากับขนมเซาปิ่ง4 ประกายในดวงตาก็สลดลงเล็กน้อย ขาทั้งสองก้าวเข้าไปตามกลิ่นหอมน่ากินนั่นอย่างลืมตัว‘หม่าม้า...ขากลับอย่าลืมซื้อเซาปิ่งมาให้ด้วยนะ’นี่เป็นประโยคที่นางมักใช้กล่าวกับมารดาเสมอยามที่บุพการีออกไปทำธุระนอกบ้าน...มันคือขนมที่นางเคยชอบที่สุดในอดีต“แม่นางรับอะไรดี ขนมนี่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ เลยนะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้วยรอยยิ้ม พร้อมทั้งผายมือออกให้ดูเซาปิ่งวางเรียงรายกันอยู่มากมายไป่มู่ชิงกะพริบตาเล็กน้
“เสด็จพ่อมีอันใดจะรับสั่ง บอกหม่อมฉันได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”คราวนี้ฮ่องเต้พยายามจะลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล จ้องมองอีกฝ่ายนิ่งคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง“เรื่องที่พระสนมปลิดชีพตัวเอง เจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร”ฉู่ซูเหยียนยิ้มน้อยๆ“หม่อมฉันมิทราบว่าสตรีมีใจซับซ้อนมากเพียงใด เป็นไปได้หรือไม่ว่าสิ่งที่ผู้คนพูดจะเป็นความจริง จากการตรวจสอบมิพบร่องรอยของการถูกลอบฆ่าหรือวางยา”เขาตอบตามใจคิด ผู้คนเล่าลือกันไปต่างๆ นานาว่าพระสนมไป่มีใจริษยาต่อกุ้ยเฟยที่จะได้รับการเลื่อนตำแหน่งสนมที่สูงสุดรองมาจากฮองเฮาถึงแม้จะได้รับการอวยยศเป็นชินอ๋องถึงสามปี เคยมีสัมพันธ์กับสตรีมาบ้างตั้งแต่อายุสิบสี่ แต่ถึงกระนั้นก็ล้วนเป็นการเรียนรู้ที่จะตอบสนองความต้องการทางกายที่บุรุษเพศพึงมี โดยไม่มีความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะเป็นเช่นนั้น...เขาจึงไม่เคยเรียนรู้ความคิดอ่านของสตรีมาก่อนฮ่องเต้มิได้ตอบ หากแต่กระตุกริมฝีปากขึ้น“เดิมทีพระสนมไป่ถวายตัวแก่ข้า ก็เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีของเหอเป่ยกับถงเยว่ เจ้าคิดว่าการที่นางปลิดชีพในวังหลวงเช่นนี้ แคว้นเหอเป่ยจะคิดเช่นไร”คนฟังหรี่ตาลง ตอบเสียงทุ้มอย่างมีหลักการ“หากคิดในด้าน
ถึงแม้อีกฝ่ายจะมิใช่พ่อบังเกิดเกล้า แต่อย่างไรเสียนางมาใช้ชีวิตในร่างนี้ เขาก็ยังเป็นพ่อที่ควรปกป้องบุตร!ริมฝีปากบางกระตุกยิ้มขึ้นคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม“เสด็จพ่อมีความเห็นอย่างไรเพคะ”ไป่ซีลู่มองดูบุตรสาวที่ไม่ยอมสบตาแล้วก็ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ เขารู้ว่าที่ผ่านมาเขา ‘จงใจ’ เพิกเฉยบุตรีคนนี้เป็นอย่างมาก เรื่องที่สมควรปกป้องก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแต่นั่น...ก็เพื่อนางทั้งสิ้น...หากเขาออกตัวปกป้อง มีหรือที่พระมเหสีและไป่ลู่อิงจะไม่เพิ่มความรุนแรงเข้าไป แต่หากเขาทำตัวไม่สนใจแล้วพวกนางก็จะทำเพียงเล็กน้อยเท่านั้นทั้งหมดนี้เป็นเพราะความคับแค้นใจ ถึงแม้พระมเหสีจะเป็นชายาเอก หากแต่เขากลับปักใจอยู่ที่ชายารองเพียงผู้เดียว“ความสุขของเจ้าอยู่ที่ถงเยว่”เสียงทุ้มกล่าวออกมาด้วยความนุ่มนวล แต่นั่นกลับทำให้ไป่มู่ชิงเหลือบมองคนพูดอย่างไม่เชื่อสายตาประโยคที่ดูจะเรียบง่ายและเหมือนจะเป็นการบังคับกลายๆ นั่นกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกหนึ่งที่ไป่มู่ชิงไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีนั่นก็คือ...ความเป็นห่วงไม่ต้องมีคำพูดโจ่งแจ้ง ทว่านัยน์ตาของอีกฝ่ายกลับทำให้นางรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ถึงแม้แฝงไปด้วยความขึ้งเครียด แต่ก็ยัง
ไป่ลู่อิงรีบพยักหน้ารับ แสร้งตีหน้าขรึมหันไปทางเจ๋ากูกู“เจ้ามีเรื่องต้องคุยกับข้า”ไป่มู่ชิงกระตุกริมฝีปากเล็กน้อย ทว่ากลับแสร้งทำท่าทีเศร้าสร้อย แอบหัวเราะกับตัวเองเบาๆจะแกล้งผู้อื่นทั้งที ช่วยมีสมองมากกว่านี้ได้หรือไม่ อย่าทำตัวเป็นตัวร้ายในละครหลังข่าวไปหน่อยเลย!เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีนัก พระมเหสีจึงกระแอมเสียงขึ้นครั้งหนึ่ง“ชิงเอ๋อร์ เรื่องวันนี้คงทำให้เจ้าตกใจมาก เจ้ากลับไปพักที่ตำหนักเถิด”“เพคะ”ไป่มู่ชิงรีบย่อตัวรับด้วยความรวดเร็ว เหลือบมองใบหน้าไป่ลู่อิงที่เต็มไปด้วยความขัดเคืองใจ แต่ถึงกระนั้นนางก็มิได้คิดเปิดโปงแต่อย่างใดนอกจากกล่าวลาแล้วรีบออกไปให้พ้นจากสองแม่ลูกโรคจิตนี่เสียหากแต่ยังไม่ทันที่จะได้เดินออกไปตามใจคิดด้วยซ้ำ จู่ๆ ข้าหลวงจากตำหนักเจ้าแคว้นก็ก้าวเข้ามาในตำหนักด้วยความเร่งรีบ“ถวายพระพรพระมเหสีและองค์หญิงทั้งสองพ่ะย่ะค่ะ”คราวนี้พระมเหสีหันไปมองใบหน้าไป่ลู่อิงพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นเชิงเป็นคำถาม ในขณะที่องค์หญิงห้าโคลงศีรษะเบาๆ ใบหน้าซีดเผือดขึ้นมาอยู่บ้าง ถึงนางจะหาเรื่องแกล้งไป่มู่ชิงอยู่ตลอด แต่ก็เป็นการกลั่นแกล้งเพียงเล็กน้อยให้สำราญใจเท่านั้นข้ามิ







