LOGINถึงแม้อีกฝ่ายจะมิใช่พ่อบังเกิดเกล้า แต่อย่างไรเสียนางมาใช้ชีวิตในร่างนี้ เขาก็ยังเป็นพ่อที่ควรปกป้องบุตร!
ริมฝีปากบางกระตุกยิ้มขึ้นคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“เสด็จพ่อมีความเห็นอย่างไรเพคะ”
ไป่ซีลู่มองดูบุตรสาวที่ไม่ยอมสบตาแล้วก็ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ เขารู้ว่าที่ผ่านมาเขา ‘จงใจ’ เพิกเฉยบุตรีคนนี้เป็นอย่างมาก เรื่องที่สมควรปกป้องก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
แต่นั่น...
ก็เพื่อนางทั้งสิ้น...
หากเขาออกตัวปกป้อง มีหรือที่พระมเหสีและไป่ลู่อิงจะไม่เพิ่มความรุนแรงเข้าไป แต่หากเขาทำตัวไม่สนใจแล้วพวกนางก็จะทำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความคับแค้นใจ ถึงแม้พระมเหสีจะเป็นชายาเอก หากแต่เขากลับปักใจอยู่ที่ชายารองเพียงผู้เดียว
“ความสุขของเจ้าอยู่ที่ถงเยว่”
เสียงทุ้มกล่าวออกมาด้วยความนุ่มนวล แต่นั่นกลับทำให้ไป่มู่ชิงเหลือบมองคนพูดอย่างไม่เชื่อสายตา
ประโยคที่ดูจะเรียบง่ายและเหมือนจะเป็นการบังคับกลายๆ นั่นกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกหนึ่งที่ไป่มู่ชิงไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมี
นั่นก็คือ...ความเป็นห่วง
ไม่ต้องมีคำพูดโจ่งแจ้ง ทว่านัยน์ตาของอีกฝ่ายกลับทำให้นางรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ถึงแม้แฝงไปด้วยความขึ้งเครียด แต่ก็ยังมีความลึกซึ้งจนบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้
ที่ผ่านมาบิดารู้ทั้งหมดว่านางถูกกลั่นแกล้งมากเพียงใด รู้ว่าหากนางอยู่ที่นี่ต่อไปนางจะไม่มีความสุขที่แท้จริง
“ข้าได้ยินผู้คนเล่าขานกัน ถึงแม้อ๋องแปดจะเย็นชาต่อสตรีไปบ้าง แต่ก็นับว่าเป็นบุรุษรูปงามและเป็นคนดี”
หญิงสาวฟังอย่างตั้งใจ ไม่ปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ
ในขณะที่กำลังครุ่นคิดว่าตัวเองควรจะทำอย่างไรดี จู่ๆ ฝ่ามือหนาก็วางลงบนศีรษะจนรู้สึกอุ่นร้อนไปหมด
“ไปหาความสุขของเจ้าเถิด...มู่ชิง”
ไป่มู่ชิงเพียงแค่กะพริบตาเล็กน้อย เลียริมฝีปากที่แห้งผากขึ้นมาอย่างลืมตัว ไม่รู้ว่าควรจะกล่าวถึงเรื่องจดหมายของพี่สามหรือไม่
เงียบไปชั่วขณะหนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจ
“เสด็จพ่อเพคะ ท่านเชื่อจริงๆ หรือว่าพี่หญิงฆ่าตัวตาย”
คนถูกถามชะงัก ดวงตาก้มลงมองพื้น ใบหน้าดำคล้ำไปหมด ถึงแม้ในใจจะตะโกนก้องว่านางมิใช่คนคิดอะไรตื้นเขิน ทว่าระยะเวลาสามปีที่ไป่ลู่อี้ถวายตัวแก่ฮ่องเต้ ไม่รู้ว่าจะทำให้ความคิดความอ่านของนางเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่
ไป่มู่ชิงลอบสังเกตปฏิกิริยาอีกฝ่ายที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ
“มีเหตุผลอะไรที่พี่หญิงตัดสินใจเช่นนั้น” ถามไปแล้วก็หยุดลง มือทั้งสองกุมกันแน่นคล้ายกำลังตัดสินใจ “พี่หญิงส่งจดหมายมาหาหม่อมฉัน ว่ากำลังจะเลื่อนขั้นเป็นกุ้ยเฟย ถึงแม้จะเลื่อนขั้นสนมอื่นพร้อมกัน แต่พี่หญิงมิได้แสดงความเศร้าโศกแต่อย่างใด”
สิ้นวาจาไหล่ของคนฟังตกเล็กน้อย ดวงตาเกิดความไม่มั่นใจ หัวคิ้วขมวดติดกัน ใบหน้ายุ่งเหยิง
“เจ้าคิดว่า...”
ไป่มู่ชิงผงกศีรษะ
“หม่อมฉันจะเดินทางไปถงเยว่เพคะ”
---------------------------------------------------------------------
“เสด็จพ่อเป็นอย่างไรบ้าง”
“กราบทูลองค์รัชทายาท ฝ่าบาททรงปอดเย็นเพราะวสันตฤดู กอปรกับเศร้าพระทัย จึงทำให้มีอาการพ่ะย่ะค่ะ”
ภายในตำหนักเฉียนชิง3 ร่างสูงใหญ่กำลังเอนกายอยู่บนเตียงมังกรด้วยความอ่อนล้า มุมปากยังมีคราบโลหิตเปื้อน นัยน์ตาเต็มไปด้วยความอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด
เบื้องหน้าคือหมอหลวงหลิวและองค์รัชทายาทฉู่เหวินหง โอรสคนโตที่กำลังเอามือไพล่หลังด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“เสด็จพ่อเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”
น้ำเสียงทุ้มเต็มไปด้วยความร้อนใจ ก่อนจะปรากฏร่างองค์ชายแปดหรือฉู่ซูเหยียนก้าวเข้ามาภายในตำหนัก อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ทำให้ฮ่องเต้แววตาหม่นหมองลง
“ข้ามิเป็นอันใด” สุรเสียงแผ่วเบา “ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง”
ฉู่ซูเหยียนเหลือบมองพี่ชายและหมอหลวงข้างกายแล้วก็ได้แต่ผ่อนลมหายใจ
“พิธีดำเนินไปได้ด้วยดี ท่านอย่าเป็นกังวล”
ได้ยินดังนั้นแล้วฮ่องเต้ก็กระตุกมุมปากขึ้นข้างหนึ่ง ดวงตามองออกไปไกลคล้ายเหม่อลอย
วันนี้เป็นพิธีฝังศพของพระสนมไป่ที่สุสานหลวง เขาตั้งใจไปส่งนางเป็นครั้งสุดท้าย หากแต่ขณะที่กำลังเดินทางจู่ๆ ร่างกายก็เกิดมีอาการมิสู้ดี ถึงกับขนาดกระอักเป็นโลหิตสีแดงฉานออกมามากมาย
ในช่วงหลายปีมานี้เขามีสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องลมหนาวมิกี่เพลาก็จับไข้ได้ป่วย ต้องพึ่งพาโอสถของหมอหลวงหลายถ้วยต่อวัน
แต่ถึงกระนั้นอาการกลับยิ่งแย่ลงอย่างไม่รู้สาเหตุ มาถึงตอนนี้ก็เริ่มมีความคิดอยากจะสละตำแหน่งอยู่บ้าง ทว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่ควรจะแก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน
ฮ่องเต้มองบุตรชายคนโตอย่างไม่แสดงความรู้สึก
“องค์รัชทายาท”
“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ”
เจ้าตัวตอบรับคำเรียกขาน โน้มศีรษะลงอย่างคำนับอีกด้วย
“เจ้าออกไปก่อนเถิด ข้ามีเรื่องอยากจะพูดกับอ๋องแปด”
สิ้นประโยคคนฟังมีสีหน้าซีดเผือดลงเล็กน้อย อีกทั้งยังเหลือบมองน้องชายด้วยหางตา มีผู้ใดไม่รู้บ้างว่าในช่วงระยะเวลาหลายปีมานี้น้องแปดเป็นผู้นำด้านกองกำลังทหารออกศึกคว้าชัยมามาก มีหรือที่จะไม่เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้
หากเป็นเพียงคำกล่าวชมก็แล้วไปเถิด สามปีที่แล้วยังได้รับการอวยยศเป็นชินอ๋องตั้งแต่อายุสิบเจ็ด อีกทั้งท่าทีที่ฮ่องเต้มีต่อน้องแปดก็ดูไม่ธรรมดา จนทำให้เขารู้สึกว่าบัลลังก์กำลังสั่นคลอน
ถึงแม้ภายในใจจะรู้สึกเข่นเขี้ยวมากเพียงใด ทว่าตอนนี้กลับทำได้เพียงคลี่ยิ้มอย่างจริงใจ
“ทูลลาเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ”
ร่างสูงใหญ่หมุนกายไปทางประตู เสี้ยววินาทีหนึ่งยังสบกับดวงตาพยัคฆ์ของน้องชายและยิ้มบางๆ อีกด้วย
ส่วนหมอหลวงหลิวเองเมื่อเห็นดังนั้นก็รีบคารวะ กล่าวลาเพียงเล็กน้อยและเดินตามองค์รัชทายาทออกไปอย่างรวดเร็ว
รอจนกว่าประตูถูกปิดลง ฉู่ซูเหยียนถึงได้เข้าไปคุกเข่าลงหน้าเตียง
“เสด็จพ่อมีอันใดจะรับสั่ง บอกหม่อมฉันได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
แฝดสกุลหลิว“เป็นเช่นไรบ้าง ยังรู้สึกเจ็บอยู่อีกหรือไม่”เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับร่างของพี่ชายนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ บุคคลที่อยู่เบื้องหน้ามีรูปลักษณ์ละม้ายคล้ายคลึงกับเขาทุกกระเบียดนิ้วเลยทีเดียว“ท่านจะบอกได้หรือยัง ว่าท่านทำแบบนี้ไปเพื่ออันใด”หมอหลิวเอ่ยถามด้วยนัยน์ตาสิ้นหวัง ร่างกายท่อนล่างของเขาไม่สามารถขยับช่วยเหลือตัวเองได้อีก“เพราะเจ้าเป็นน้องชายของข้า”หมออู๋เอ่ยด้วยความสัตย์จริง ครั้งหนึ่งเขาเคยให้คำมั่นกับบิดา มิว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ขอแค่เพียงน้องชายยังมีชีวิตอยู่ แม้จะอยู่ไกลแค่ไหนก็จะปกป้องและมิยอมให้เขาได้กระทำสิ่งไม่ดีคนฟังชะงัก เบือนใบหน้าไปทางอื่น เอ่ยด้วยความขมขื่น“ทั้งๆ ที่ข้าทำกับท่านถึงเพียงนี้”ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนนั้นเขาและพี่ชายเป็นบุตรของหมอใหญ่ในวังหลวง พวกเขาเรียนรู้วิชาการรักษาคน ศึกษาสมุนไพรและพิษต่างๆ เพื่อหวังจะเป็นหมอที่มีชื่อเสียงเช่นบิดาหากแต่เขามิได้คิดแค่นั้น...พี่ชายของเขาสามารถเรียนรู้ได้ไวกว่า เก่งกว่า ทั้งที่ออกมาลืมตาดูโลกก่อนเขาไม่กี่นาที จากนั้นความอิจฉาริษยาก็ครอบงำทำให้ความรักใคร่กลมเกลียวถูกทำลาย มีปากเสียงกันอยู่บ่อยครั้ง
“เรื่องที่พวกขุนนางเสนอท่านวันนี้ ท่านคิดเห็นอย่างไรบ้าง”ไป่มู่ชิงนั่งอยู่บนเตียงทองคำ มือลูบไล้หน้าท้องที่นูนเด่นของตัวเองอย่างเหม่อลอย บอกแล้วอย่างไรว่าการใช้ชีวิตในวังหลวงมิใช่เรื่องที่ควรทำเลยสักนิด!“อย่าสนใจไปเลย ข้าเคยให้คำสัญญากับเจ้าไปแล้วอย่างไรว่าข้าจะมิแต่งผู้ใดอีก”“ฮ่องเต้จะมีชายาเพียงคนเดียวได้อย่างไร ท่านก็เห็นมิใช่หรือว่าการรับสตรีเพื่อคานอำนาจนั้นเป็นสิ่งที่ท่านควรทำ”หญิงสาวกล้ำกลืนความน้อยอกน้อยใจ นอกจากกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณแล้ว นางยังต้องเพิ่มความอดทนมากมายเพียงใดกับเรื่องนี้ หากนางไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้แล้ว นางจะมิกลายเป็นคนใจร้ายเหมือนแม่เลี้ยงของนางหรอกหรือฉู่ซูเหยียนถอดเสื้อคลุมมังกรออก เดินเข้าไปประคองคนที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่บนเตียง จุมพิตที่ริมฝีปากอวบอิ่มเบาๆ“ข้าเคยผิดสัญญาที่ให้ไว้ต่อเจ้าครั้งหนึ่งแล้ว ข้าจะมิทำมันอีก”“แล้วท่านจะทำอย่างไร หากท่านมิยอมแต่งสนมอีก อาจจะสร้างความมิพอใจแก่ขุนนางได้”“หากเจ้าหมายถึงการรับสตรีเข้าวังหลังเพื่อคานอำนาจล่ะก็ ขอเวลาแค่เพียงสิบกว่าปีเท่านั้น พวกเขาจะได้ตามที่ขอมากมายแน่”คราวนี้คนฟังช้อนสา
ยังไม่ทันที่จะได้สนทนาอะไรกันไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าตึกตักก็ดังเข้ามาหาพร้อมกับปรากฏร่างของหมางกั๋วที่มีคราบเหงื่อติดอยู่บริเวณกรอบหน้า ดวงตาดูร้อนใจกว่าทุกที หากแต่ก็ยังสบตาท่านอ๋องเชิงคำถาม“กล่าวมาเถิด”ฉู่ซูเหยียนเอ่ยอนุญาตเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังลังเลว่าควรจะรายงาน บางอย่าง ต่อหน้าพระชายาหรือไม่“หมอหลวงหลิวและบุตรสาวหายตัวไปจากวังหลวงแต่มิมีผู้ใดพบสิ่งผิดปกติ ส่วนหมออู๋ที่ทำการรักษาอยู่ฝากจดหมายไว้ให้ท่านอ๋องฉบับหนึ่ง จากนั้นก็ขอปลีกตัวไปใช้ชีวิตตามเดิมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”ฉู่ซูเหยียนปล่อยมือข้างหนึ่งออกจากสตรีในอ้อมแขน เอื้อมไปรับจดหมายจากมือของหมางกั๋วที่ค่อยๆ ถามเสียงเบา“ท่านอ๋องมีคำสั่งให้ติดตามหมอหลวงหลิวไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”“ไม่ต้อง”ว่าแล้วก็โบกมือให้อีกฝ่ายออกไป มือก็สะบัดแผ่นกระดาษในมือครั้งหนึ่ง ข้อความสั้นๆ ก็ปรากฏออกมาสู่สายตา‘ขอบพระทัยท่านอ๋อง’ไป่มู่ชิงช้อนสายตาขึ้นมองดวงตาที่ดำมืดนั่นอย่างพิจารณา หรี่ตาลงเอ่ยถามขึ้น“หมายความว่าอย่างไร”“หมออู๋คงจะเบื่อชีวิตในเมืองหลวงแล้วกระมัง” ว่าแล้วก็พับจดหมายวางลงบนโต๊ะ ประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากกลมมนแต่ถึงกระนั้นหญิงสาวก็ยังมี
หลังจากเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น ราชสำนักก็ระส่ำระส่าย ตำแหน่งขุนนางถูกผลัดเปลี่ยนจนเกือบหมด การสอบขุนนางถูกเลื่อนใกล้เข้ามาเพื่อคัดผู้มีความสามารถเข้ารับตำแหน่งโดยเร็วพร้อมๆ กับตำแหน่งองค์รัชทายาทที่เปลี่ยนแปลงอดีตองค์รัชทายาทฉู่เหวินหง พระชายาซูเสี่ยนและเหล่าขุนนางบางส่วนที่สนับสนุนการก่อกบฏบางส่วนถูกจองจำอยู่ในคุกหลวง บางคนที่มีหลักฐานมิมากพอก็ทยอยกันลาออกจากราชการไปเสียเองทางด้านหมอหลวงหลิวยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงหมอในการดูแลของหมออู๋ที่ฉู่ซูเหยียนส่งเข้าไปในภายหลัง บาดแผลจากคมกระบี่ของฉู่เหวินหงถูกอวัยวะสำคัญ ทำให้ต้องรักษาตัวอยู่นานและมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อีกทางด้านพระสนมซิวหรงนั้น หลังจากที่ล้างมลทินได้ นางก็หลีกหนีความวุ่นวายไปบำเพ็ญเพียรภาวนาให้ฮ่องเต้หายจากอาการประชวรฮ่องเต้เองก็มีอาการดีขึ้น เริ่มสื่อสารกับคนรอบข้างได้บ้างแต่ยังมิสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตามปกติ อีกไม่กี่วันราชโองการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินกำลังจะเกิดขึ้น ทั้งในวังหลวงและจวนชินหวังฝู่เต็มไปด้วยความวุ่นวายมากมายแม้แต่ในเรือนเหอฮวาซึ่งเป็นสถานที่รโหฐานของท่านอ๋องและพระชายาก็เช่นกัน
“ข้ามิเป็นอันใด”ไป่มู่ชิงเอ่ยตอบหลี่หยู่ที่เข้ามาประคองด้วยความเป็นห่วง สายตามองตรงไปเห็นหมางกั๋วกำลังเข้าใกล้มาพร้อมกับรถม้าที่แสนธรรมดา ไร้การตกแต่งใดๆ ไม่มีเครื่องหมายแสดงถึงจวนชินหวังฝู่เลยแม้แต่น้อย หากฉู่ซูเหยียนต้องการหย่านางขอเพียงเอ่ยต่อหน้าผู้อาวุโสห้าคนเป็นอันใช้ได้“พวกเราไปกันเถิด” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตัดพ้ออยู่บ้าง ทว่าคนฟังทั้งสองกลับมิสามารถช่วยเหลืออะไรได้เลยท่ามกลางความเงียบนั่นจู่ๆ ไป่มู่ชิงกังเกตได้ถึงความผิดปกติ จู่ๆ ผู้คนภายนอกต่างเบิกตาโตพูดคุยกันอื้ออึง สีหน้าของหมางกั๋วเองก็ดูเหมือนจะมิค่อยดีนัก“เสด็จเถิดพ่ะย่ะค่ะ”หญิงสาวมองดูท่าทางเร่งรีบนั่นแล้วก็หรี่ตาลงอย่างจับผิด“เกิดอันใดขึ้น มีผู้ใดมาเช่นนั้นหรือ”“มิได้พ่ะย่ะค่ะ”ทันทีที่พูดจบประโยคร่างสง่างามของพระชายาก็ย่ำเท้าเข้ามาหาเร็วๆ ยกมือหนึ่งขึ้นแตะท่อนแขนอีกฝ่ายแล้วกัดฟันแน่น‘ต้องรีบไปจากที่นี่ คนขององค์รัชทายาทกำลังมาที่จวนแน่’“เหตุใดองค์รัชทายาทส่งคนมา เรื่องนี้ท่านอ๋องทราบหรือไม่”หมางกั๋วใบหน้าเหวอหวาด้วยความตกใจ ครั้นหันไปทางหลี่หยู่ก็พบว่าอีกฝ่ายก็จ้องเขาเขม็งอย่างคาดคั้น “หากเจ้ามิพูด ข้าจะก
ความมืดมิดค่อยๆ เลือนหาย มีแสงสว่างเข้ามาแทนที่นั้นทำให้ไป่มู่ชิงลืมตาขึ้นด้วยใบหน้าง่วงงุนคล้ายกับคนยังนอนไม่เต็มอิ่มภาพและบทสนทนาเมื่อคืนหลั่งไหลเข้ามาในความทรงจำทีละฉากจนต้องหันขวับไปมองข้างกาย แต่แล้วบุคคลที่คิดว่าควรจะอยู่เคียงข้างนางในตอนนี้มีเพียงแค่ความว่างเปล่า“ตื่นแล้วหรือเพคะ”เสียงของหลี่หยู่ทำให้ภวังค์ความคิดหยุดลง ดวงตากลมโตช้อนสายตาขึ้นมองร่างของนางกำนัลที่ก้าวย่างเข้ามาหา ทว่านัยน์ตากลับเหลือบมองไปรอบๆ ห้อง เมื่อเห็นอีกฝ่ายลอบยิ้มไป่มู่ชิงถึงได้เอ่ยถาม“เมื่อคืนเจ้าไปนอนที่ไหนมา”“เรือนเหอฮวาเพคะ”หลี่หยู่กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ไม่มีอาการของความโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย จนคนฟังถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ดูท่าทางหมางกั๋วจะเกลี้ยกล่อมคนของนางให้แปรพรรคไปเรียบร้อยแล้ว!ไป่มู่ชิงมีท่าทีอึกอัก อยากจะถามถึงบุรุษผู้นั้นว่าน้อยใจจนหนีไปเสียแล้วหรือ?หลี่หยู่ที่ลอบสังเกตอีกฝ่ายมาตั้งแต่ต้นได้แต่ซ่อนความรู้สึกขบขัน“ท่านอ๋องกลับไปประทับที่เรือนเหอฮวาตั้งแต่เช้า อาการมิดีเท่าไหร่นักเพคะ”“เป็นอะไร” ถามขึ้นแทบจะทันที ไม่ต้องเสียเวลาคิดด้วยซ้ำ“หม่อมฉันเห็นท่านอ๋องดูมิค่อยสบายนัก







