LOGINเสียงกระบี่กระทบส่งเสียงดังสนั่นพร้อมๆ กับร่างสูงใหญ่ของชายผู้หนึ่งกำลังพลาดท่าตกเป็นเป้าของคมดาบทำให้ผู้ที่เงื้ออาวุธแท่งยาวหยุดมือ โยนแท่งเหล็กสีเงินวาวลงพื้น
“ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
หมางกั๋ว องครักษ์คู่กายเอ่ยเสียงเรียบ หากแต่ริมฝีปากกลับกระตุกเล็กน้อยคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“ข้ามีโทสะเมื่อใดกัน”
สิ้นประโยคคนฟังแทบจะหัวเราะออกมาดังๆ ถึงแม้อีกฝ่ายจะปฏิเสธหากแต่หัวคิ้วที่ขมวดติดกันแน่นและใบหน้าอึมครึมนั่นทำให้เขาคาดเดาอารมณ์ท่านอ๋องตอนนี้ได้ไม่ยากนัก
เห็นอยู่ชัดๆ ว่าอีกฝ่ายกำลังอารมณ์ไม่ดี!
“องค์หญิงเก้ารูปโฉมมิต้องตาหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“มิแย่นัก”
ว่าแล้วก็ก้าวย่างไปนั่งในศาลา ยกจอกน้ำชาขึ้นมาดื่มดับกระหาย ใบหน้ายังไร้ซึ่งความรู้สึกเช่นเคย
หมางกั๋วลอบหัวเราะเบา ขยับเข้ามาใกล้พร้อมกับกระซิบกระซาบเสียงจริงจัง
“หรือท่านอ๋องเกรงว่านางจะเป็นคนขององค์รัชทายาท”
“มิมีทางเป็นเช่นนั้นแน่”
ดวงตาพยัคฆ์จ้องมองไปยังจอกน้ำชาที่ถูกเขย่าเบาๆ อย่างครุ่นคิด องค์หญิงแห่งเหอเป่ยนั่นเป็นพระราชโองการของบิดา สงครามทางใจกำลังก่อตัวเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่เสด็จพ่อจะดึงคนเข้ามาเพิ่ม มั่นใจได้เสียเก้าส่วนว่าเหตุที่ฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้เป็นเพราะเกรงจะเกิดศึกภายนอกขึ้นจริงๆ
ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้นการที่หวงไท่จื่อเฟยเข้ามาสนิทสนมกับองค์หญิงแห่งเหอเป่ยนั่นก็มิอาจคาดเดาจุดประสงค์หลักว่าแท้จริงแล้วต้องการดึงนางเป็นพวกหรือไม่ บางทีอาจเพียงมาต้อนรับแทนฮ่องเต้อย่างที่ว่า
หมางกั๋วผงกศีรษะลงครั้งหนึ่ง
“พระองค์ไว้วางใจนางหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าไว้ใจผู้ใดมิได้ทั้งนั้น”
ฉู่ซูเหยียนเอ่ยเสียงแปร่งในขณะที่ดวงตายังคงลึกล้ำคล้ายกับกำลังคิดอะไรบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง
“ท่านอ๋องจะทำเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ”
แน่นอนว่าเรื่องรับเป็นชายาอ๋องเขามิอาจปฏิเสธและไม่ติดใจใดๆ เว้นก็เพียงแต่...
ชายหนุ่มหยักมุมปากยิ้มขึ้นข้างหนึ่ง
“ขอเพียงนางมิวุ่นวายกับข้านักก็เป็นพอ”
----------------------------------------------------------------------
“องค์หญิงมีความคิดเห็นอย่างไรหรือเพคะ”
หลี่หยู่เอ่ยถามด้วยความระมัดระวัง มองดูไป่มู่ชิงที่กำลังนั่งเหม่อมองไปรอบๆ ห้องที่ถูกตกแต่งไว้อย่างเรียบง่าย
ไป่มู่ชิงถอนหายใจ สายตาคู่นั้นยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำ เห็นได้ชัดว่าแววตานั่นเป็นดวงตาคู่เดียวกับคนที่ทำเซาปิ่งของนางตกลงมาทั้งหมด เดิมทีคิดว่าเป็นเพียงเรื่องการไล่จับโจรผู้ร้ายปกติ แต่ไหนเลยคนผู้นั้นกลับเป็นท่านอ๋องแปด!
เป็นไปได้หรือไม่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ตลาด จะเป็นการลอบสังหาร
ดาวกระจายนั่น...
เป้าหมายคือนางเช่นนั้นหรือ?
แล้วเพราะเหตุใดบุรุษผู้นั้นถึงได้มาช่วยนางไว้ราวกับคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว
อยากทำให้นางประทับใจ?
“ช่างมันเถอะ!” คิดไปก็ปวดหัว!
หญิงสาวสลัดความคิดที่พันกันยุ่งเหยิงออก ดูจากท่าทีของว่าที่สามีผู้นั้นแล้วก็หาได้มีความสนใจในตัวนางแม้แต่น้อย อีกทั้งยังมีเสียงหญิงสาวปริศนาที่พูดจาตัดพ้อนั่นอีก ทางที่ดีควรใช้พื้นที่ในสมองคิดหาวิธีเข้าไปสืบเรื่องราวของพี่สามในวังเสียดีกว่า!
“องค์หญิงเพคะ หม่อมฉันคิดว่าท่านอ๋องแปดดูมิเป็นมิตรเท่าไหร่นัก”
หลี่หยู่ยังคงพูดจาเจื้อยแจ้วออกความเห็น
“เจ้าอย่ากล่าววาจาส่งเดช ขืนผู้ใดมาได้ยินเข้าเจ้าจะเดือดร้อน”
ไป่มู่ชิงเอ็ดไปเช่นนั้นก็จริง หากแต่ในใจกลับคิดเหมือนกับอีกฝ่ายไม่มีผิด บางทีนางอาจจะต้องหาเวลาศึกษาเขาอีกสักเล็กน้อยเพื่อใช้ในการตัดสินใจได้ว่านางจะสามารถ ‘พึ่งพา’ เขาได้หรือไม่
ได้ยินเช่นนั้นแล้วหลี่หยู่ก็ใบหน้าซีดขึ้น
“ขออภัยเพคะ”
“อีกสิบวันพิธีมงคลจะเริ่มขึ้น ระหว่างนี้ข้าจะคิดหาวิธีพูดคุยกับเขาให้มาก อาจจะไม่ได้แย่อย่างที่คิดก็ได้”
นางจะพยายามปฏิบัติตนเป็นดรุณีน้อยที่น่ารักอ่อนหวาน หากเขาโปรดปรานก็นับว่าเป็นเรื่องดี ภารกิจในการตามหาข้อเท็จจริงก็คงดำเนินไปได้อย่างสะดวก แต่หากไม่แล้วขอแค่เขาแบ่งที่ซุกหัวนอนให้นางโดยไม่ทำให้นางเดือดร้อนก็พอ
หลี่หยู่พยักหน้าหงึกหงัก จัดเก็บเสื้อผ้าอาภรณ์ขององค์หญิงเก้าอย่างขะมักเขม้น แต่แล้วก็หยิบขวดแก้วใสขวดหนึ่งออกมาจากหีบแล้วเขย่าเบาๆ เห็นเป็นยาลูกกลอนอยู่หลายเม็ด
“อะไรกันหรือเพคะ”
ไป่มู่ชิงเหลือบมองเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงกระซิบกระซาบ
“รีบเก็บเร็วเข้า เผื่อฉุกเฉินน่ะ”
ยาลูกกลอนที่ว่าคือจุกลูกพลับ6 ยาตำรับโบราณที่มีสรรพคุณป้องกันการตั้งครรภ์ ถึงแม้ว่าการแต่งงานครั้งนี้นางมิได้คาดหวังว่าสามีจะรักใคร่ แต่ถึงอย่างไรผู้ชายในยุคนี้ก็ย่อมถือตนเป็นใหญ่ อีกทั้งยังสามารถหลับนอนกับสตรีได้โดยไร้ความลึกซึ้งไม่ต่างจากชายในยุคปัจจุบันที่จากมา
นางไม่รู้ว่าจะสามารถเอาตัวรอดจากเรื่องอย่างว่าได้หรือไม่ แม้จะไม่เต็มใจแต่หากเขาเกิดหื่นกามใช้กำลังข่มเหงขึ้นมานางก็มิอาจทำอันใดได้ เป็นเช่นนั้นถึงต้องป้องกันไว้ก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง
หลี่หยู่รีบซุกซ่อนไว้ใต้หีบผ้ารวดเร็วราวกับเผือกร้อน
ไป่มู่ชิงค่อยๆ เอนตัวลงนอน ใช้มือค้ำศีรษะไว้อย่างเกียจคร้าน
“เก็บของแล้วเรามาคิดกัน มีวิธีใดบ้างที่ข้าจะได้พบเจอกับเขาอีก”
แฝดสกุลหลิว“เป็นเช่นไรบ้าง ยังรู้สึกเจ็บอยู่อีกหรือไม่”เสียงทุ้มดังขึ้นพร้อมกับร่างของพี่ชายนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ บุคคลที่อยู่เบื้องหน้ามีรูปลักษณ์ละม้ายคล้ายคลึงกับเขาทุกกระเบียดนิ้วเลยทีเดียว“ท่านจะบอกได้หรือยัง ว่าท่านทำแบบนี้ไปเพื่ออันใด”หมอหลิวเอ่ยถามด้วยนัยน์ตาสิ้นหวัง ร่างกายท่อนล่างของเขาไม่สามารถขยับช่วยเหลือตัวเองได้อีก“เพราะเจ้าเป็นน้องชายของข้า”หมออู๋เอ่ยด้วยความสัตย์จริง ครั้งหนึ่งเขาเคยให้คำมั่นกับบิดา มิว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ขอแค่เพียงน้องชายยังมีชีวิตอยู่ แม้จะอยู่ไกลแค่ไหนก็จะปกป้องและมิยอมให้เขาได้กระทำสิ่งไม่ดีคนฟังชะงัก เบือนใบหน้าไปทางอื่น เอ่ยด้วยความขมขื่น“ทั้งๆ ที่ข้าทำกับท่านถึงเพียงนี้”ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ตอนนั้นเขาและพี่ชายเป็นบุตรของหมอใหญ่ในวังหลวง พวกเขาเรียนรู้วิชาการรักษาคน ศึกษาสมุนไพรและพิษต่างๆ เพื่อหวังจะเป็นหมอที่มีชื่อเสียงเช่นบิดาหากแต่เขามิได้คิดแค่นั้น...พี่ชายของเขาสามารถเรียนรู้ได้ไวกว่า เก่งกว่า ทั้งที่ออกมาลืมตาดูโลกก่อนเขาไม่กี่นาที จากนั้นความอิจฉาริษยาก็ครอบงำทำให้ความรักใคร่กลมเกลียวถูกทำลาย มีปากเสียงกันอยู่บ่อยครั้ง
“เรื่องที่พวกขุนนางเสนอท่านวันนี้ ท่านคิดเห็นอย่างไรบ้าง”ไป่มู่ชิงนั่งอยู่บนเตียงทองคำ มือลูบไล้หน้าท้องที่นูนเด่นของตัวเองอย่างเหม่อลอย บอกแล้วอย่างไรว่าการใช้ชีวิตในวังหลวงมิใช่เรื่องที่ควรทำเลยสักนิด!“อย่าสนใจไปเลย ข้าเคยให้คำสัญญากับเจ้าไปแล้วอย่างไรว่าข้าจะมิแต่งผู้ใดอีก”“ฮ่องเต้จะมีชายาเพียงคนเดียวได้อย่างไร ท่านก็เห็นมิใช่หรือว่าการรับสตรีเพื่อคานอำนาจนั้นเป็นสิ่งที่ท่านควรทำ”หญิงสาวกล้ำกลืนความน้อยอกน้อยใจ นอกจากกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณแล้ว นางยังต้องเพิ่มความอดทนมากมายเพียงใดกับเรื่องนี้ หากนางไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้แล้ว นางจะมิกลายเป็นคนใจร้ายเหมือนแม่เลี้ยงของนางหรอกหรือฉู่ซูเหยียนถอดเสื้อคลุมมังกรออก เดินเข้าไปประคองคนที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่บนเตียง จุมพิตที่ริมฝีปากอวบอิ่มเบาๆ“ข้าเคยผิดสัญญาที่ให้ไว้ต่อเจ้าครั้งหนึ่งแล้ว ข้าจะมิทำมันอีก”“แล้วท่านจะทำอย่างไร หากท่านมิยอมแต่งสนมอีก อาจจะสร้างความมิพอใจแก่ขุนนางได้”“หากเจ้าหมายถึงการรับสตรีเข้าวังหลังเพื่อคานอำนาจล่ะก็ ขอเวลาแค่เพียงสิบกว่าปีเท่านั้น พวกเขาจะได้ตามที่ขอมากมายแน่”คราวนี้คนฟังช้อนสา
ยังไม่ทันที่จะได้สนทนาอะไรกันไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าตึกตักก็ดังเข้ามาหาพร้อมกับปรากฏร่างของหมางกั๋วที่มีคราบเหงื่อติดอยู่บริเวณกรอบหน้า ดวงตาดูร้อนใจกว่าทุกที หากแต่ก็ยังสบตาท่านอ๋องเชิงคำถาม“กล่าวมาเถิด”ฉู่ซูเหยียนเอ่ยอนุญาตเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังลังเลว่าควรจะรายงาน บางอย่าง ต่อหน้าพระชายาหรือไม่“หมอหลวงหลิวและบุตรสาวหายตัวไปจากวังหลวงแต่มิมีผู้ใดพบสิ่งผิดปกติ ส่วนหมออู๋ที่ทำการรักษาอยู่ฝากจดหมายไว้ให้ท่านอ๋องฉบับหนึ่ง จากนั้นก็ขอปลีกตัวไปใช้ชีวิตตามเดิมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”ฉู่ซูเหยียนปล่อยมือข้างหนึ่งออกจากสตรีในอ้อมแขน เอื้อมไปรับจดหมายจากมือของหมางกั๋วที่ค่อยๆ ถามเสียงเบา“ท่านอ๋องมีคำสั่งให้ติดตามหมอหลวงหลิวไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”“ไม่ต้อง”ว่าแล้วก็โบกมือให้อีกฝ่ายออกไป มือก็สะบัดแผ่นกระดาษในมือครั้งหนึ่ง ข้อความสั้นๆ ก็ปรากฏออกมาสู่สายตา‘ขอบพระทัยท่านอ๋อง’ไป่มู่ชิงช้อนสายตาขึ้นมองดวงตาที่ดำมืดนั่นอย่างพิจารณา หรี่ตาลงเอ่ยถามขึ้น“หมายความว่าอย่างไร”“หมออู๋คงจะเบื่อชีวิตในเมืองหลวงแล้วกระมัง” ว่าแล้วก็พับจดหมายวางลงบนโต๊ะ ประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากกลมมนแต่ถึงกระนั้นหญิงสาวก็ยังมี
หลังจากเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น ราชสำนักก็ระส่ำระส่าย ตำแหน่งขุนนางถูกผลัดเปลี่ยนจนเกือบหมด การสอบขุนนางถูกเลื่อนใกล้เข้ามาเพื่อคัดผู้มีความสามารถเข้ารับตำแหน่งโดยเร็วพร้อมๆ กับตำแหน่งองค์รัชทายาทที่เปลี่ยนแปลงอดีตองค์รัชทายาทฉู่เหวินหง พระชายาซูเสี่ยนและเหล่าขุนนางบางส่วนที่สนับสนุนการก่อกบฏบางส่วนถูกจองจำอยู่ในคุกหลวง บางคนที่มีหลักฐานมิมากพอก็ทยอยกันลาออกจากราชการไปเสียเองทางด้านหมอหลวงหลิวยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงหมอในการดูแลของหมออู๋ที่ฉู่ซูเหยียนส่งเข้าไปในภายหลัง บาดแผลจากคมกระบี่ของฉู่เหวินหงถูกอวัยวะสำคัญ ทำให้ต้องรักษาตัวอยู่นานและมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อีกทางด้านพระสนมซิวหรงนั้น หลังจากที่ล้างมลทินได้ นางก็หลีกหนีความวุ่นวายไปบำเพ็ญเพียรภาวนาให้ฮ่องเต้หายจากอาการประชวรฮ่องเต้เองก็มีอาการดีขึ้น เริ่มสื่อสารกับคนรอบข้างได้บ้างแต่ยังมิสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตามปกติ อีกไม่กี่วันราชโองการผลัดเปลี่ยนแผ่นดินกำลังจะเกิดขึ้น ทั้งในวังหลวงและจวนชินหวังฝู่เต็มไปด้วยความวุ่นวายมากมายแม้แต่ในเรือนเหอฮวาซึ่งเป็นสถานที่รโหฐานของท่านอ๋องและพระชายาก็เช่นกัน
“ข้ามิเป็นอันใด”ไป่มู่ชิงเอ่ยตอบหลี่หยู่ที่เข้ามาประคองด้วยความเป็นห่วง สายตามองตรงไปเห็นหมางกั๋วกำลังเข้าใกล้มาพร้อมกับรถม้าที่แสนธรรมดา ไร้การตกแต่งใดๆ ไม่มีเครื่องหมายแสดงถึงจวนชินหวังฝู่เลยแม้แต่น้อย หากฉู่ซูเหยียนต้องการหย่านางขอเพียงเอ่ยต่อหน้าผู้อาวุโสห้าคนเป็นอันใช้ได้“พวกเราไปกันเถิด” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตัดพ้ออยู่บ้าง ทว่าคนฟังทั้งสองกลับมิสามารถช่วยเหลืออะไรได้เลยท่ามกลางความเงียบนั่นจู่ๆ ไป่มู่ชิงกังเกตได้ถึงความผิดปกติ จู่ๆ ผู้คนภายนอกต่างเบิกตาโตพูดคุยกันอื้ออึง สีหน้าของหมางกั๋วเองก็ดูเหมือนจะมิค่อยดีนัก“เสด็จเถิดพ่ะย่ะค่ะ”หญิงสาวมองดูท่าทางเร่งรีบนั่นแล้วก็หรี่ตาลงอย่างจับผิด“เกิดอันใดขึ้น มีผู้ใดมาเช่นนั้นหรือ”“มิได้พ่ะย่ะค่ะ”ทันทีที่พูดจบประโยคร่างสง่างามของพระชายาก็ย่ำเท้าเข้ามาหาเร็วๆ ยกมือหนึ่งขึ้นแตะท่อนแขนอีกฝ่ายแล้วกัดฟันแน่น‘ต้องรีบไปจากที่นี่ คนขององค์รัชทายาทกำลังมาที่จวนแน่’“เหตุใดองค์รัชทายาทส่งคนมา เรื่องนี้ท่านอ๋องทราบหรือไม่”หมางกั๋วใบหน้าเหวอหวาด้วยความตกใจ ครั้นหันไปทางหลี่หยู่ก็พบว่าอีกฝ่ายก็จ้องเขาเขม็งอย่างคาดคั้น “หากเจ้ามิพูด ข้าจะก
ความมืดมิดค่อยๆ เลือนหาย มีแสงสว่างเข้ามาแทนที่นั้นทำให้ไป่มู่ชิงลืมตาขึ้นด้วยใบหน้าง่วงงุนคล้ายกับคนยังนอนไม่เต็มอิ่มภาพและบทสนทนาเมื่อคืนหลั่งไหลเข้ามาในความทรงจำทีละฉากจนต้องหันขวับไปมองข้างกาย แต่แล้วบุคคลที่คิดว่าควรจะอยู่เคียงข้างนางในตอนนี้มีเพียงแค่ความว่างเปล่า“ตื่นแล้วหรือเพคะ”เสียงของหลี่หยู่ทำให้ภวังค์ความคิดหยุดลง ดวงตากลมโตช้อนสายตาขึ้นมองร่างของนางกำนัลที่ก้าวย่างเข้ามาหา ทว่านัยน์ตากลับเหลือบมองไปรอบๆ ห้อง เมื่อเห็นอีกฝ่ายลอบยิ้มไป่มู่ชิงถึงได้เอ่ยถาม“เมื่อคืนเจ้าไปนอนที่ไหนมา”“เรือนเหอฮวาเพคะ”หลี่หยู่กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ไม่มีอาการของความโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย จนคนฟังถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ดูท่าทางหมางกั๋วจะเกลี้ยกล่อมคนของนางให้แปรพรรคไปเรียบร้อยแล้ว!ไป่มู่ชิงมีท่าทีอึกอัก อยากจะถามถึงบุรุษผู้นั้นว่าน้อยใจจนหนีไปเสียแล้วหรือ?หลี่หยู่ที่ลอบสังเกตอีกฝ่ายมาตั้งแต่ต้นได้แต่ซ่อนความรู้สึกขบขัน“ท่านอ๋องกลับไปประทับที่เรือนเหอฮวาตั้งแต่เช้า อาการมิดีเท่าไหร่นักเพคะ”“เป็นอะไร” ถามขึ้นแทบจะทันที ไม่ต้องเสียเวลาคิดด้วยซ้ำ“หม่อมฉันเห็นท่านอ๋องดูมิค่อยสบายนัก







