Share

บทที่1

last update Tanggal publikasi: 2026-03-16 15:58:02

ฮูหยินผู้เฒ่าแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจ ปล่อยให้นางคุกเข่าอยู่ชั่วครู่ จนกระทั่งเอ้อร์เสิ่นต้องเอื้อมมือสะกิดเบา ๆ นางจึงค่อยพยักหน้าอย่างเสียมิได้ ให้นางลุกขึ้น เสิ่นเจียวจื่อผินหนัาส่งยิ้มให้อาสะใภ้รองอย่างขอบคุณ

ไม่นานนักเสิ่นเหมยจื่อ น้องสาวต่างมารดาก็เยื้องย่างก้าวเข้ามา อาภรณ์สีชมพูอ่อนขับผิวพรรณขาวผ่องของนางให้ยิ่งดูอ่อนหวานงดงาม ใบหน้าเรียวยาวสะอาดตา นัยน์ตากลมโตดุจผลซิ่งเหอใสกระจ่าง รับกับสันจมูกที่โด่งตรงพอเหมาะ เพียงปรากฏกายก็ให้ความรู้สึกสดใสราวกับฤดูใบไม้ผลิ

ด้านหลังของเสิ่นเหมยจื่อ ยังมีพี่สาวน้องสาวจากบ้านรองและบ้านสามติดตามเข้ามาด้วย เสิ่นเถาจื่อ ซึ่งมาจากบ้านสามมีอายุน้อยกว่านางอยู่สี่เดือน ส่วนเสิ่นหมิงจื่อ บุตรีจากบ้านรองมีอายุน้อยกว่านางหกเดือน

เสิ่นเจียวจื่อพยักหน้าให้พวกนางอย่างสุภาพเป็นมิตร ทว่าผู้ที่ส่งยิ้มสดใสตอบกลับมา มีเพียงหมิงเอ๋อเพียงผู้เดียว ส่วนเหมยจื่อกับเถาจื่อกลับแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น นางเมินเฉยราวกับพี่สาวคนละมารดาไร้ตัวตน ก่อนจะเร่งฝีเท้าเข้าไปคุกเข่าคารวะท่านย่าอย่างนอบน้อม

“เหมยเอ๋อร์ หลานรักของย่า เจ้าเติบโตขึ้นมางดงามถึงเพียงนี้ เกรงว่าซื่อจื่อคงต้องรีบประกาศหมั้นในวันนี้เป็นแน่”

น้ำเสียงนั้นมิได้ดังนัก หากก็ชัดเจนพอจะทำให้ผู้ฟังได้ยินทั่วกัน

คำกล่าวนั้นพาให้ใบหน้าของเหมยจื่อร้อนผ่าว ในขณะที่เจียวจื่อได้แต่ก้มหน้ามองปลายรองเท้าปัก ความคิดในใจกลับล่องลอยไปไกล

เวิ่นเฉินอี้ซื่อจื่อตระกูลโหวแปดทิศ พี่ชายในวัยเยาว์ ผู้เคยพานางวิ่งเล่นซุกซนอยู่ด้วยกันไม่รู้กี่ครั้ง

ใบหน้าขาวสะอาด รูปงามหมดจด บุรุษผู้เพียบพร้อมทั้งบุ๋นและบู๊ เป็นที่หลงใหลของสตรีทั่วทั้งเมืองหลวงและนางเองก็เผลอเก็บซ่อนความชื่นชมที่มีต่อพี่ชายผู้นี้ไว้ในใจมาเนิ่นนานแล้ว

ทว่าทุกคนต่างรับรู้คนที่ซื่อจื่อตระกูลโหวแปดทิศชมชอบคือบุตรีคนรองตระกูลแม่ทัพเสิ่น แม้ในอดีตเจ้าตัวเคยมีฐานะเป็นเพียงลูกอนุ แต่ภูมิหลังแท้จริงนั้นไม่ธรรมดา

ด้วยตระกูลฝ่ายมารดาของเสิ่นเหมยจื่อเป็นถึงอาจารย์ของรัชทายาท หากมิใช่เพราะฟู่เหยียนเหยียนมีใจรักมั่นต่อท่านแม่ทัพ ถึงกับยอมลดศักดิ์ศรีแต่งเข้ามาเป็นอนุ ไหนเลยตระกูลเสิ่นจะได้โอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานถึงเพียงนี้

ทว่าเสิ่นเจียวจื่อกลับคิดต่างออกไป ตำแหน่งท่านแม่ทัพอุดรในวันนี้ ล้วนได้มาจากหยาดเหงื่อและโลหิตของบิดา ผู้เคยนำทัพจับศึกอยู่หลายปี ส่วนจวนแม่ทัพที่เติบใหญ่มั่นคงเช่นทุกวันนี้ ก็เพราะสินเดิมของตระกูลฮั่วคอยอุดหนุนประคองอยู่เบื้องหลัง หาใช่เพราะตระกูลอนุอย่างที่คนในเมืองหลวงนินทากัน

เพียงไม่นาน ท่านพ่อก็เดินเคียงคู่มากับฮูหยินรอง นางรีบส่งยิ้มไปให้ พลางจะก้าวเท้าเข้าไปหา ทว่าเสิ่นเหมยจื่อกลับสาวเท้าแซงหน้าเข้าไปก่อนอย่างเอาใจ ท่านแม่ทัพเสิ่นยิ้มเอ็นดู ยกมือลูบศีรษะที่ได้รูปของบุตรีรอง ภาพนั้นสร้างความประหลาดใจให้แก่คนในตระกูลเสิ่นถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่เสิ่นเจียวจื่อ

ปกติแล้ว ท่าทีเอ็นดูและถ้อยคำอ่อนโยนเช่นนี้มีไว้เพื่อนางเพียงผู้เดียว

เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?

เสิ่นเจียวจื่อพยายามกดความไม่มั่นคงที่เอ่อล้นในใจ ก่อนจะยกยิ้มเรียบร้อยส่งไปให้ตามมารยาท และเป็นครั้งแรกที่บิดาไม่เหลือบแลมาทางนางคล้ายกับว่านางไม่มีตัวตน

พิธีปักปิ่นยังคงดำเนินไปตามธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด หลังเสร็จสิ้นพิธีการอันเป็นทางการแล้ว จึงจะพากันย้ายไปยังงานเลี้ยงภายในจวนแม่ทัพ ซึ่งได้เชิญตระกูลใหญ่และตระกูลสนิทมาร่วมแสดงความยินดีอีกหลายตระกูล

เสิ่นเจียวจื่อพยายามเก็บงำสีหน้าให้เป็นปกติดังเดิม ก่อนจะสาวเท้าเดินตามทุกคนเข้าไป

ภายในห้องโถงหลักยามนี้แน่นขนัดไปด้วยแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน หลายคนเป็นใบหน้าที่นางเพิ่งเคยพบเป็นครั้งแรก แต่ก็มีไม่น้อยที่เคยมีความเกี่ยวข้องทางการค้ากันมาก่อน

จะว่าไปสถานะของนางในสายตาผู้อื่นนับว่าค่อนข้างแปลกประหลาด เนื่องด้วยปกติแล้วบุตรีจากตระกูลใหญ่ย่อมไม่ควรข้องแวะกับการค้าขาย ทว่านางกลับแตกต่าง

มารดาของนางถือกำเนิดจากตระกูลพ่อค้า ท่านตาเป็นหนึ่งในผู้มีอิทธิพลแห่งแถบเจียงหนาน กิจการร้านค้าหลายแห่งล้วนเป็นสินเดิมที่มารดานำติดตัวมาด้วยเมื่อแต่งเข้าจวนสกุลเสิ่น

ดังนั้นสถานะทางสังคมของนางจึงอยู่ระหว่างตระกูลพ่อค้าที่ถูกดูถูก กับตระกูลขุนนางที่มีคนนับหน้าถือตาได้รับการเชิดชู ทว่าสถานะที่แปลกนี้เองจึงกลายเป็นเรื่องปกติที่นางได้มีโอกาสติดตามมารดาดูแลร้านค้าตั้งแต่เด็ก

จวบจนนางมีอายุได้สิบขวบ มารดาก็จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ทว่ายังดีสินเดิมเหล่านั้น ท่านพ่อกลับจัดการอย่างยุติธรรมมิได้เปิดช่องให้ท่านย่าเข้ามาสอดมือ อีกทั้งยังอนุญาตให้นางเป็นผู้ดูแลกิจการเหล่านั้นด้วยตนเอง

'สินเดิมของแม่เจ้าก็คือของเจ้า เจ้าเก็บรักษาไว้เองเถอะ'

อาจเพราะเสิ่นเจียวจื่อได้ซึมซับการค้าขายจากมารดาตั้งแต่เยาว์วัย ร้านค้าที่ตั้งอยู่ในเมืองหลวงจึงล้วนรุ่งเรืองเกินคาด แม้แต่ร้านค้าของจวนโหว ซึ่งฮูหยินรองช่วงชิงไปบริหารเองก็ยังมิอาจเทียบได้

ด้วยเหตุนี้ท่านย่าของนางจึงอดประชดประชันมิได้อยู่หลายครั้ง

‘เลือดชั้นต่ำ…ย่อมค้าขายเก่ง’

เสิ่นเจียวจื่อมิใช่เด็กโง่เขลาที่ฟังคำเหยียดหยามนั้นไม่ออก ทว่านางก็เพียงหัวเราะเยาะอยู่ในใจ

แล้วอย่างไรเล่า?

หรือมิใช่ ลูกหลานพ่อค้า เช่นนางนี่เองที่เป็นผู้ค้ำจุนจวนแม่ทัพให้ยังคงความสุขสบายและรักษาหน้าตาเอาไว้ได้

ท่านย่าเองย่อมรู้ดีว่าร้านค้าที่แม่รองช่วงชิงไปดูแลด้วยตนเองนั้น ทุกวันนี้มีแต่ทรุดลงวันแล้ววันเล่า ทำได้เพียงประคองให้พอเลี้ยงตัว ห่างไกลจากคำว่ารุ่งเรือง แตกต่างจากสมัยมารดานางดูแลโดยสิ้นเชิง ทว่านั่นก็ใช่จะมีแต่เรื่องดี ด้วยค่านิยมของตระกูลสูงศักดิ์ เหล่าฮูหยินในตระกูลใหญ่ยอมไม่ชมชอบลูกสะใภ้ที่ดีแต่ค้าขาย แม้จะรักเงินที่ติดตัวนางมาก็ตาม

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi
Komen (1)
goodnovel comment avatar
Maleewen Intakhad
ตัวละครเยอะงง
LIHAT SEMUA KOMENTAR

Bab terbaru

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่116

    ณ จวนสกุลเสิ่นภายหลังจากขับไล่แม่ทัพเสิ่นกับบุตรีออกจากจวน รายจ่ายภายในเรือนที่เคยมีผู้รับผิดชอบกลับถาโถมเข้ามาโดยไร้ที่พึ่งพิง เงินทองที่ใช้บำรุงเรือน จ้างบ่าวไพร่ ไปจนถึงจัดหาหยูกยาให้ฮูหยินผู้เฒ่า ล้วนร่อยหรอลงอย่างน่าใจหายแม้บุตรชายคนรองจะขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูล ทว่าเพียงเงินเดือนขุนนางขั้นหก..รายได้มีหรือจะเพียงพอให้คนทั้งสกุลเสิ่นใช้ชีวิตหรูหราเช่นวันที่เสิ่นเจียวจื่อกับบิดายังอยู่ ดังนั้นเพื่อประคองตระกูลและลดภาระค่าใช้จ่าย บ่าวไพร่จำนวนหนึ่งจึงถูกขายออกไปจวนสกุลเสิ่นที่เคยโอ่อ่า บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนไปทีละน้อย สวนที่เคยถูกตัดแต่งอย่างประณีต บัดนี้หญ้ารกเรื้อไร้ผู้ดูแล ทางเดินปูหินถูกใบไม้แห้งทับถมจนมองไม่เห็นทางเดิน เรือนบางแห่งที่ไร้ผู้อยู่อาศัยเต็มไปด้วยฝุ่นจับหนา แม้แต่หลังคากระเบื้องบางแผ่นที่แตกร้าว ก็ยังไร้ผู้เหลียวแลซ่อมแซมทุกสิ่งค่อย ๆ เสื่อมโทรมลง ราวกับสะท้อนชะตาของผู้คนในจวนแห่งนี้หลังจากเสิ่นเหมยจื่อถูกสามีหย่าเป็นครั้งที่สอง นางก็จำต้องกลับมาอาศัยอยู่ยังจวนเดิม ทว่าครานี้ชีวิตกลับหาได้สุขสบาย แตกต่างจากครั้งแรกดั่งฟ้ากับเหว ต้นเหตุมาจากฮูหยินผู้เฒ่า ผู้ซึ่งเคยเ

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่115

    เสิ่นเจียวจื่อเฝ้ารอพระสวามีจนเกือบพ้นยามไห่ นางเริ่มลังเลว่าควรกลับไปพักผ่อนก่อนดีหรือไม่ ทว่าโดยปกติหากพี่เหลียงหลงมิกลับเรือน เขามักจะส่งคนมาแจ้งนางล่วงหน้าเสมอ นางจึงไม่เคยต้องรอเก้อเช่นนี้ หรือว่าพระสวามีของนางจะเกิดเรื่องเลวร้ายอันใดขึ้น?ความวิตกกังวลพลันพุ่งสูงขึ้น จนยากจะข่มใจไว้ได้ขณะที่เสิ่นเจียวจื่อกำลังกระวนกระวายใจอยู่นั้น ประตูเรือนนอนก็ถูกผลักเปิดออก ร่างสูงของพระสวามีผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาสองภพสองชาติรีบรุดเข้ามาอย่างเร่งรีบนางพ่นลมหายใจออกเบา ๆ ราวกับปลดเปลื้องภาระในใจ ก่อนจะยกยิ้มละมุนให้เขา“ท่านพี่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ท่านทานอะไรมาหรือยัง? ประเดี๋ยวเจียวเจียวให้สาวใช้ไปอุ่นแกงร้อนมาให้นะเจ้าคะ”คำถามที่พรั่งพรูออกมาราวสายน้ำ ทำให้ใบหน้าคมคายของเขาคลายความตึงเครียดลงโดยไม่รู้ตัว“ขอบใจเจ้ามาก พี่รีบควบม้ามา ยังมิได้ทานสิ่งใดเลย” สุรเสียงอบอุ่นมั่นคง นางเข้ามาปลดเปลื้องเสื้อตัวนอกให้ด้วยความเคยชินแววตามเต็มไปด้วยความห่วงใย องค์ชายอิ๋งหลงหลี่ไม่เคยชอบค้างคืน โดยที่ไม่มีนาง ดังนั้นเขาจึงยินยอมเดินทางไม่ได้หยุด“เช่นนั้น..เป็นบะหมี่ดีกว่าไหมเจ้าคะ? ท่านพี่รอเจีย

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่114

    เสิ่นเจียวจื่อรีบเรียกบ่าวรับใช้ภายในจวนให้มารวมตัวกันโดยพลัน แม้ภายนอกยังคงสงบนิ่ง หากดวงตาเรียวยาวกลับแฝงความกังวลอย่างปิดไม่มิด นางนั่งรออยู่ภายในห้องรับรอง จนกระทั่งบิดาเดินเข้ามาด้วยฝีเท้าหนักแน่น สีหน้าของท่านพ่อบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัดเสิ่นอวี้เลือกนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกายบุตรสาวโดยไม่เอ่ยสิ่งใด เสิ่นเจียวจื่อจึงรินชาหลงจิ่นยื่นให้ท่านพ่อด้วยสองมือ กลิ่นหอมอ่อนละมุนโชยออกมาในทันที พาให้ผู้เป็นพ่อสงบลงเล็กน้อย“ดื่มชาก่อนเจ้าค่ะ ท่านพ่อ”“ขอบใจเจ้ามาก” เขารับถ้วยชาไป หากสีหน้ายังไม่คลายเสิ่นเจียวจื่อมองสีหน้าของบิดา พลางเอ่ยถามเสียงแผ่ว“เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?”“หึ ก็ท่านย่าเจ้านั่นแหละ มาพบข้าถึงหน้าเรือน” เสิ่นอวี้เอ่ยเสียงเคร่ง แววตาไม่พอใจชัดเจน“เจ้ารู้หรือไม่ว่านางกล่าวสิ่งใด?” เสิ่นเจียวจื่อเพียงส่ายหน้าเบา ๆ เหตุเพราะตั้งแต่ตัดความสัมพันธ์กับสกุลเสิ่น และนางได้แต่งเข้าสู่ราชวงศ์ คนในตระกูลสกุลเสิ่นต่างก็พยายามหาทางกลับมาสานสัมพันธ์อยู่หลายครั้ง ทั้งคำพูดอ่อนหวานและเล่ห์กลสารพัด พาให้ทั้งนางและท่านพ่อรำคาญใจยิ่งนักตอนทำไม่คิด มาสำนึกผิดตอนที่สายไปแล้ว ใครบ้างเล่าจะไม่เห

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่113

    พริบตาเดียว กาลเวลาก็ล่วงเลยไปเจ็ดปีเสิ่นเจียวจื่อนั่งเหม่อมองไปเบื้องหน้า ท่ามกลางฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่น สายลมแผ่วพัดผ่านพาเอากลิ่นหอมจางของบุปผาโชยมาไม่ขาดสายไม่ไกลออกไป บุรุษในอาภรณ์สีเขียวกำลังสาวสายว่าวตัวใหญ่ให้ทะยานสูง เด็กชายสองคนวิ่งไล่ตามด้วยเสียงหัวเราะใสกระจ่าง ขณะที่เด็กหญิงตัวน้อยอีกคนตะโกนร้องให้พี่ชายกับน้องชายรอนางด้วย“หลินเอ๋อร์ เจ้ารีบตามมา”“เกอเกอ…หากท่านยังไม่รอข้า ข้าจะโกรธจริง ๆ แล้วนะ” เสียงเล็กเอ่ยอย่างเอาแต่ใจ พลางหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน ใบหน้าน้อยน่าเอ็นดูบึ้งตึงทันใดนั้น ทั้งเด็กชายและบุรุษที่วิ่งนำหน้าอยู่ก็ชะงักฝีเท้าลงแทบพร้อมกัน ไม่กล้าก้าวหนีต่อไปแม้แต่ครึ่งก้าว กลับเป็นท่านพ่อที่วิ่งกลับมาหาบุตรสาวเป็นคนแรก“องค์หญิงน้อยของพ่อ เจ้าอย่าได้โกรธเคืองเลย” องค์ชายสามเอ่ยเสียงอ่อน พลางวางว่าวตัวใหญ่ลงข้างกาย ก่อนก้มลงอุ้มร่างเล็กที่กำลังบึ้งตึงขึ้นมาแนบอกอย่างทะนุถนอมอิ๋งหลินหลี่เม้มริมฝีปากน้อย สีหน้ายังคงงอนง้อไม่คลาย เรือนกายเล็กดิ้นขลุกขลัก พยายามจะลงจากอ้อมแขน ราวกับยังไม่คิดยอมความง่าย ๆ“ท่านพ่อ ท่านพี่ และน้องชาย ล้วนใจร้ายยิ่งนัก ไม่ยอมรอข้า หลินห

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่112

    เสิ่นเจียวจื่อเผลอเอ่ยตอบรับออกไปอย่างว่าง่าย พอคำพูดหลุดจากปาก นางจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนกำลังทำสิ่งใดอยู่เหตุใดนางถึงตอบตกลงรวดเร็วราวกับสตรีใจง่ายเช่นนี้กันเล่าใบหน้าเล็กค่อยๆ หลุบต่ำลง ริมฝีปากล่างถูกกัดเบาๆ จนขึ้นสีแดงระเรื่อเหลียงหลงกลับดีใจเสียจนเก็บอาการไม่อยู่ เขาเผลอยกตัวนางขึ้นกอดอย่างทะนุถนอมการเคลื่อนไหวกะทันหันทำให้ร่างเล็กสะท้านเฮือก“นี่…องค์ชายสาม ท่านทำอันใดกันเจ้าคะ”นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตกใจเล็กน้อยเหลียงหลงโน้มตัวลงเล็กน้อย ริมฝีปากแทบชิดข้างใบหูของนาง ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว“เรียกพี่ว่าพี่เหลียงหลง…หรือไม่ก็ท่านพี่”ลมหายใจอุ่นที่แผ่วผ่านข้างหู ทำให้เสิ่นเจียวจื่อรู้สึกราวกับกำลังล่องลอยอยู่บนก้อนเมฆหัวใจเต้นแรงอย่างไร้เหตุผล นางอดประหลาดใจไม่ได้เหตุใดตนจึงรู้สึกผูกพันกับบุรุษตรงหน้ามากถึงเพียงนี้ ทว่ามีบางสิ่งบอกกับนางว่าเขาจะไม่มีวันทรยศนางเป็นอันขาด ความเชื่อเช่นนี้คล้ายฝังลงกระดูกจนยากจะสลักออก เช่นนี้อาจเป็นได้ว่าในชาติภพที่แล้วทั้งนางและเขาคงจะเป็นสามีภรรยาตามที่ท่านพ่อว่าไว้เป็นแน่ในยามนี้เวิ่นเฉินอี้อยากแก้ไขโชคชะตาเพียงใดก็แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะอย่

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่111

    “พี่รู้ว่าเจ้ากำลังกังวลเรื่องใด” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ“พี่เอง…ก็มีเรื่องจะสารภาพกับเจ้า”“ท่าน…”เสิ่นเจียวจื่อเริ่มรู้สึกประหม่าเล็กน้อย อยากดึงมือออก หากร่างกายกลับบอกว่าสัมผัสที่คุ้นเคยนี้เป็นเรื่องสมควร และคล้ายกับว่าความใกล้ชิดเช่นนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อมานานแล้ว “พี่เหลียงหลงมีอะไรจะบอกข้าหรือเจ้าคะ?”“องค์ชายสามคือข้าเอง”“พี่ว่าอย่างไรนะเจ้าคะ?” เสิ่นเจียวจื่อเผลออุทานเสียงดังโดยไม่รู้ตัวเหลียงหลงเห็นท่าทางตกตะลึงของนางก็รีบเอ่ยปลอบ สีหน้าค่อนข้างร้อนรน“เจียวเจียวอย่าได้โกรธพี่เลยนะ หากพี่ไม่แสร้งเป็นบุรุษพิการ เสด็จอาคงเพ่งเล็งหาเรื่องพี่เป็นแน่ พี่มีความจำเป็นจริงๆ”เสิ่นเจียวจื่อยังตั้งสติไม่ทัน นางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม“เดี๋ยวก่อนนะเจ้าคะ เช่นนั้น…ราชโองการสมรสเล่า?”“ใช่ พี่เป็นผู้ขอพระราชทานสมรสจากเสด็จอาด้วยตนเอง”เขารีบตอบรับโดยไม่ลังเล หากในใจกลับไม่กล้าเล่าความจริงทั้งหมดให้นางฟัง ว่าก่อนหน้านี้เขาได้ระลึกถึงความทรงจำในภพชาติก่อนอย่างชัดเจนเขาจำได้ว่านางคือพระชายาเอกของเขาในชาติที่แล้วแม้ในชาตินั้นช่วงแรกเขาไม่ได้เต็มใจแต่งงานกับนาง หากเพราะแม่

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่87

    แต่นั่นก็ช่างเถิดเรื่องของสกุลเวิ่น นางจะคิดมากไปไยกัน บัดนี้ทุกเรื่องย่อมไม่เกี่ยวข้องกับนางอีกแล้ว อีกทั้งเมื่อตรึกตรองอีกครั้งการได้รับพระราชโองการหย่าเช่นนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี อย่างน้อยนางก็ไม่ต้องเปลืองแรงหาหนทางหย่าให้ยุ่งยาก ส่วนชื่อเสียงที่เสียไปค่อยกู้คืนทีหลัง ครั้นคิดได้ดังนั้นเสิ่นเ

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่84

    เวิ่นเฉินอี้ทำได้เพียงยิ้มฝืนตอบมารดา ภายในใจกลับก่อเกิดความน้อยใจบางเบาโดยไม่รู้ตัวหากยังดีที่เขาพอมีสติอยู่บ้าง เขารู้ว่าก่อนหน้านี้ตนเองก็ทำตัวไม่ดีกับเจียวเจียวไว้ไม่น้อย ดังนั้นการที่นางเลือกจะหลีกเลี่ยงเขา ก็มิใช่เรื่องเกินเลยอันใดเลยคิดได้ดังนั้นเวิ่นเฉินอี้จึงพยายามเปลี่ยนเรื่อง“น่าแปลก…

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่10

    ทว่ายังไม่ทันที่ฮูหยินผู้เฒ่าจะได้เอ่ยปาก ฟู่เหยียนเหยียนกลับตีหน้าเศร้า ฟ้องร้องออกไปก่อน “ท่านพี่เจ้าคะ เมื่อครู่ข้ากำลังพูดคุยเรื่องสินเดิมที่จะติดตัวไปของเจียวเจียวเท่านั้นเอง…” นางสะอื้นเบาๆ คล้ายกล้ำกลืนความน้อยใจ “แต่บุตรสาวกลับโมโห ไม่ยินยอมให้ท่านแม่อย่างข้าเข้าไปจัดการ” ฮูหยินผู้เฒ่าได้

  • เป็นนางร้ายสวมรอยที่ท่านไม่รัก   บทที่9

    ครั้นเจียวจื่ออายุครบสิบขวบนางก็เริ่มได้รับการสอนสั่งให้เรียนรู้การจัดการบัญชีและคุมคน ครั้นอายุย่างเข้าสิบสามปี แม่นางน้อยก็สามารถรับช่วงดูแลร้านค้าที่ติดมากับสินเดิมและต่อยอดกิจการเหล่านั้นได้อย่างเชี่ยวชาญ หึ…เลือดพ่อค้ามันแรง ก็เป็นเช่นนี้เอง “เจียวเจียว” ฟู่เหยียนเหยียนเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงอ่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status