Masuk“เพราะมีความเป็นไปได้ที่ประมุขเซี่ยจะเป็นคนวางยาท่าน ดังนั้นฝ่าบาทจึงให้คนสอบสวนโดยละเอียด ช่วงเวลานี้จวนตระกูลเซี่ยจึงถูกปิดห้ามคนเข้าออกไม่เว้นแม้แต่ประมุขเซี่ย ขุนนางและเหล่าบัณฑิตกำลังรวมตัวกันถวายฎีกา ยังมีบางส่วนถึงขั้นกล้าร้องเรียนตระกูลฟู่”
“ร้องเรียนตระกูลฟู่?”
“เจ้าค่ะ ร้องเรียนท่านที่...ที่...เป็นสตรีไร้ยางอาย”
ฟู่โหรวนิ่งงันพูดไม่ออก “ข้า? ไร้ยางอาย?” ก็คงจริงหากเป็นอย่างที่อวี้กูกูเล่ามา “ข้าต้องทำอย่างไร”
“ตอนนี้เรื่องแรกคือเข้าวังหลวงเจ้าค่ะ กราบทูลฮ่องเต้ว่าการวางยาพิษไม่เกี่ยวกับตระกูลเซี่ย หาไม่ตอนนี้เมืองหลวงต้องวุ่นวายเกินกว่าที่เราจะจินตนาการ แม้ท่านจะเป็นน้องสาวของฮ่องเต้ แต่การสร้างความขัดแย้งในหกตระกูลคหบดีไม่เป็นผลดีเลย ผู้ที่ลำบากพระทัยที่สุดตอนนี้คือฝ่าบาท ทุกๆ วันทรงส่งขันทีมาเฝ้าเพื่อสอบถามอาการ นายหญิง” อวี้กูกูคุกเข่าลง
“ถือเสียว่าข้าขอร้องท่าน เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ท่าน...ขอร้องให้ฝ่าบาทเลิกสอบสวนเถิด ถึงตอนนี้ท่านเองก็ไม่เป็นอะไรแล้ว ความขัดแย้งที่มีแต่จะบานปลายไม่เพียงส่งผลเสียต่อตระกูลฟู่ แต่มันยังส่งผลเสียต่อส่วนรวมด้วย การค้าตอนนี้ล้วนชะงักลง ท่าเรือไม่มีเรือลำใดกล้าเข้าออก ไม่มีสินค้าถูกส่งเข้ามา ไม่มีสินค้าใดกล้าส่งออกทางน้ำ สมุนไพรบางอย่างเริ่มขาดตลาดและราคาสูง คนที่พอมีอันจะกินนั้นไม่เป็นไร แต่ชาวบ้านธรรมดาล้วนได้รับผลกระทบ อีกไม่กี่เดือนจะเป็นฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว หากท่าเรือยังมีปัญหา ข้าวสารและธัญพืชไม่ได้รับอนุญาตให้ขนส่งเข้ามาในเมืองหลวง ถึงตอนนั้นความอดอยาก ความขาดแคลน ข้าวสารจะแพงขึ้น...”
ฟู่โหรวมองอวี้กูกูที่มีท่าทางจนใจ อีกฝ่ายคุกเข่าขอร้องนางด้วยดวงตาแดงก่ำ
“ข้า...ยังจำอะไรไม่ได้ท่านก็รู้”
อวี้กูกูเงยหน้าขึ้นดวงตาเบิกกว้างคล้ายไม่อยากจะเชื่อ ดูเหมือนการที่นางคล้อยตามคำขอร้องจะทำให้อีกฝ่ายตกตะลึงอยู่บ้าง
“ไม่เป็นไรเจ้าคะ มีเวลา...ข้าจะช่วยท่านเอง จะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าความทรงจำของนายหญิงหายไป หากฝ่าบาททรงทราบการสอบสวนนี้ไม่มีทางยุติ ข้าจะช่วยทำให้ท่านยังคงเป็นนายหญิงตระกูลฟู่คนเดิม...”
การพยายามเป็นตัวเองของฟู่โหรวยิ่งทำให้นางรู้สึกอึดอัด จากที่ได้ฟังอวี้กูกูเล่าถึงท่าทาง นิสัยใจคอ รวมไปถึงการปฏิบัติตัวต่อผู้อื่นของฟู่โหรว...คนเดิม ทำให้หญิงสาวตระหนักได้ในที่สุดถึงความเกลียดชังและความหวาดกลัวในจวน
หากคนผู้หนึ่งเคยทั้งเกลียดและก็รู้สึกกลัวคนคนเดียวกัน ทั้งยังไม่สามารถทำอะไรได้ ไม่อาจแสดงออก เพราะชีวิตขึ้นอยู่กับคนผู้นี้ นั่นคือสิ่งที่บ่าวไพร่ในจวนตระกูลฟู่แสดงออกต่อหญิงสาว ในขณะที่นางไม่ได้สติอยู่บนเตียง นางรู้ นางเห็น นางได้ยิน และเดาว่าหากเป็นตัวนางในอดีต บ่าวไพร่เหล่านั้นหากไม่ถูกโบยจนตาย ก็คงถูกขายออกไปจากจวนอย่างที่เรียกได้ว่าอยู่มิสู้ตาย!!
ท่าทางไม่กลัวใครหน้าไหนเพราะมีฮ่องเต้หนุนหลังของฟู่โหรว อวี้กูกูฝึกนางอยู่ค่อนวัน ในที่สุดนางก็พร้อมที่จะเข้าวังหลวงแล้ว
อวี้กูกูกำชับนางตลอดเวลาที่อยู่บนรถม้า สิ่งที่นางต้องทำ ต้องระวัง รวมไปถึงขันที นางกำนัลที่นางรู้จัก สนิทสนม และคนที่นางรังเกียจไม่เคยชายตามอง ที่สำคัญยังมีบางคนที่นางถึงขั้นหาเรื่องกลั่นแกล้งแม้ว่าคนผู้นั้นจะไม่ได้ทำอะไรให้ก็ตาม
แม้ไม่ได้เป็นองค์หญิง... ฟู่โหรวกลับสวมชุดพิธีการเก้าชั้น มีปิ่นระย้าและป้ายหยกพระราชทาน รวมไปถึงแพรปักลายที่เป็นตราของราชวงศ์ นัยว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันพยายามชดเชยให้นาง หลังจากที่อดีตฮ่องเต้ปลดเยียนกุ้ยเฟยทั้งที่รู้ว่าถูกใส่ร้าย แถมยังพระราชทานเยียนกุ้ยเฟยให้แต่งกับคหบดีต่ำต้อยผู้หนึ่ง ทั้งนี้ก็เพื่อให้ท่าเรือฟู่กุ้ยอยู่ภายใต้ความควบคุมของราชสำนัก
หญิงสาวลูบแผลที่หน้าผากซึ่งยังไม่หายดี ผมที่ปาดเป็นทรงเพื่อปกปิดบาดแผล ทำให้แผลรู้สึกคันยุบยิบ อดไม่ได้ที่จะแตะสองสามหน
“หม่อมฉัน...ถวายพระพรฝ่าบาท”
“เจ้ามาแล้ว? ไหนให้เราดู เงยหน้าขึ้น” จ้าวชิงหลงมองน้องสาวด้วยสายตาพิจารณา “ผอม...ผอมเกินไปแล้ว ไม่เจอเพียงสิบวัน”
นางมองบุรุษที่อายุมากกว่านางหกปี จากนั้นพยายามใช้สายตาออดอ้อนน่าสงสารเต็มที่ อวี้กูกูกล่าวว่านอกจากจ้าวชิงหลง ฟู่โหรวก็ไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา ทางด้านจ้าวชิงหลงที่เป็นพี่ชาย ฟู่โหรวจะทำ จะพูด จะแสดงออกในสิ่งที่เขาไม่ชอบอย่างไรก็ยังคงได้รับการยกเว้น
“เพิ่งสิบเอ็ดย่างสิบสอง ฝ่าบาททรงอยากพบจึงพามาเข้าเฝ้า” นางยิ้มก้มลงมองสือเจี้ยน “คารวะประมุขเซี่ยเสียสิ”“คารวะประมุขเซี่ย”เซี่ยอวิ๋นพยักหน้าให้สือเจี้ยน “ฟู่โหรว ข้า...”“ประมุขเซี่ยมีเรื่องอะไรหรือ” เขาลังเลสายตามองสือเจี้ยนที่เงยหน้าขึ้นจ้องเขม็ง อันที่จริงนางรู้ว่าเขามีเรื่องอยากสนทนากับนาง เพียงแต่นางแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจระหว่างนางกับเซี่ยอวิ๋นมันจบลงตั้งนานแล้ว ไม่มีสิ่งใดให้ต้องสนทนา ไม่มีเรื่องใดให้นางเสียดาย ตอนนี้เขาเองก็ได้รับสมรสพระราชทาน อีกทั้งยังมีแผนจะรับหยวนอินอินเข้าประตูข้าง เนื่องจากชาวบ้านลือกันไปต่างๆ นานา ชื่อเสียงของหยวนอินอินเสียหายไปแล้ว ด้วยตลอดมาทั้งหยวนอินอินและคนตระกูลเซี่ยก็แสดงออกชัดว่านางเป็นคนของเซี่ยอวิ๋นแล้ว หากเซี่ยอวิ๋นไม่รับนางเข้าจวนสิจึงจะถูกมองว่าไม่รักษาคำพูดสิ่งที่หยวนอินอินทำเซี่ยอวิ๋นล่วงรู้แล้ว เขาจะพูดหรือไม่พูด คนอื่นจะรู้หรือไม่รู้ ทั้งหมดนั้นไม่ใช่เรื่องของนางอีกแล้ว นับจากนี้เรื่องที่เกี่ยวข้องกับหยวนอินอินกับเซี่ยอวิ๋น นางล้วนไม่อยากข้องเกี่ยว ระหว่างนางกับเขาหลงเหลือเพียงคู่ค้าที่ดีเท่านั้นไม่มีอย่างอื่นสิ่งหนึ่งที่นางสังหรณ์ใจ
“ได้ เชื่อฟังท่าน”สือจิ้งวางถ้วยยาจากนั้นสอดสองแขนกอดนาง ฟู่โหรววางคางลงไปบนอกของเขา “เมื่อก่อนตอนเป็นไข้ข้ากลัวมาก ไม่อยากดื่มยา ไม่ชอบความขมของยา ไม่อยากอยู่คนเดียวแต่ก็ไม่กล้าให้ใครมาเฝ้าตอนไม่ได้สติ”เขาเลิกคิ้วมองนางด้วยสายตาประหลาดใจ หญิงสาวยิ้ม “แต่ว่าข้าชอบให้ท่านอยู่เป็นเพื่อนตอนที่ข้าไม่สบาย”เขาหัวเราะ “ตอนปกติไม่ชอบให้ข้าอยู่เป็นเพื่อน?”“ย่อมต้องชอบ ข้าชอบท่านถึงเพียงนี้”เขาชะงัก...นานมาก รอยยิ้มหล่อเหลาเผยให้เห็น ฟู่โหรวเหม่อมองรอยยิ้มของเขา สองมือค่อยๆ ขยับยุกยิกจากนั้นสอดขึ้นมาประคองใบหน้าของสือจิ้ง นางยื่นหน้าเข้าไปจากนั้นจุมพิตเขาเขาไม่ได้หลบเลี่ยง ตรงกันข้ามกลับดันแผ่นหลังของนางเอาไว้ จุมพิตตอบนางอย่างอ่อนโยน กระทั่งฟู่โหรวเป็นฝ่ายดันตัวถอยหลัง “สือจิ้ง”“หืม”“พวกเรา...มาอยู่ด้วยกันตลอดไปดีหรือไม่”เขาเลิกคิ้ว “ยังคิดจะไปจากที่นี่? เจ้าแต่งงานกับข้าแล้ว เป็นฮูหยินของข้า ไหว้ฟ้าดินอย่างถูกต้อง แถมตอนนี้บรรดาบุตรของข้าก็เรียกเจ้าว่าท่านแม่แล้ว”นางอมยิ้ม “แต่ข้าอยากบอกกับท่านให้ชัดเจน ข้าอยากอยู่กับท่าน อยากเป็นสือฮูหยินที่ได้อยู่เคียงข้างท่าน”เขาหัวเราะ “ได้สิ น
“สาม...ไม่พยายามทำความเข้าในในสถานการณ์ ซื่อจื่อเจ้าเป็นพี่ใหญ่ เป็นคนที่ต้องรับผิดชอบจวนนี้ต่อไป เพราะอะไรข้าเปลี่ยนคนดูแลเจ้าทั้งหมด ตอนนี้เจ้าลองคิดดูแล้วเข้าใจหรือยัง”“ข้า...เข้าใจแล้วขอรับ”“เข้าใจว่าอย่างไร”“บ่าวไพร่ที่บกพร่องต่อหน้าที่ แม้อ้างได้ว่าข้าไล่ไปแต่ก็ไม่ควรไปไกลจนเกินไป”“ถูกต้อง คนเราทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ เจ้า ข้า บ่าวไพร่ ทุกๆ คนในจวน หากทุกๆ คนไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง หากทุกๆ คนบกพร่องโดยใช้ข้ออ้างที่จะไม่ทำหน้าที่นั้น ทั้งที่รู้ดีว่าคำสั่งของเจ้าอาจทำให้เจ้าตกอยู่ในอันตราย เข้าข้างตัวเองกล่าวว่านายสั่งแล้วว่าห้ามดูแล เช่นนั้นจวนนี้จะวุ่นวายเพียงใด เช่นกันกับเจ้าอาเจี้ยน เจ้าเป็นซื่อจื่อ เป็นทายาทของจวนตระกูลสือ หากเพราะความคึกคะนองรักสนุกชั่วครู่ ทำให้ลืมฐานะความสำคัญของตัวเอง เช่นนั้นเจ้าจะหวังให้ผู้ใดมาให้ความสำคัญกับตัวเจ้าเล่า”สือเจี้ยนโน้มตัวลงประสานมือโขกศีรษะให้นาง “ลูก...ผิดไปแล้ว น้อมรับการอบรมสั่งสอนจากท่านแม่”สือเจาทำตามในทันที ฟู่โหรววางไม้ลงลุกขึ้นยืนจากนั้นประคองทั้งสองคนให้ลุกขึ้น “พวกเจ้าโชคดีที่มีกันและกัน มีพี่น้องที่ดีต่อกันตั้งห้าคน
ฟู่โหรวสั่นสะท้านเพราะความหนาวเหน็บ นางจามออกมาเสียงดัง มือดันสือจิ่นออก “อาจิ่นเจ้ากลับเรือนไปก่อน ข้าเป็นหวัดเดี๋ยวพลอยติดหวัดไปด้วย”“ท่านแม่ ท่านเป็นไข้แต่ลงน้ำไปช่วยพี่ใหญ่กับพี่รอง หากท่านพ่อรู้เข้า...”ยังต้องให้สือจิ่นเตือนอีกหรือ นางให้คนพาเด็กน้อยกลับเรือน ส่วนนางรีบกลับไปเปลี่ยนชุด ตอนออกมาถึงที่โถงหน้ารู้สึกปวดศีรษะยิ่งกว่าเมื่อเช้า ตระหนักแล้วว่ายังไงไข้ต้องขึ้นแน่นอนสือเจี้ยนเดินนำเข้ามา สือเจาเองก็เดินเข้ามาด้วย เด็กทั้งสองยังมีท่าทางมึนตึง นางถือไม้เรียวเคาะกับฝ่ามือ “รู้ความผิดแล้วหรือยัง”“ท่านไล่คนของข้าออกไปอีกแล้ว” สือเจี้ยนหน้าบึ้ง “ข้าเป็นคนไล่พวกเขาออกไปจากสวนเอง ตอนนั้นอยากวิ่งเล่นอย่างอิสระ”สือเจาแค่นเสียง“เจ้าแค่นเสียงทำไม?!”“ข้าจะทำท่านจะทำไม”“หยุด!” นางตวาด “พวกเจ้ายื่นมือออกมา!”เด็กทั้งสองเบิกตา สือเจี้ยนมองไม้ในมือนาง “ท่านกล้าตีข้า? ข้าเป็นซื่อจื่อตระกูลสือ ท่านพ่อยังไม่เคยตีข้าเลย!”“ยื่นมือออกมา” นางกล่าวเสียงเย็น “ทั้งคู่!”“ข้าจะฟ้องท่านพ่อ”“เอาสิ” นางกล่าว “แต่ตอนนี้ข้าจะลงโทษพวกเจ้าทั้งคู่” เมื่อทั้งสองยื่นมือออกมานางจึงฟาดไม้ลงไปกลางฝ่ามือ
สือจิ้งยิ้ม เป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน สุดท้ายฟู่โหรวจึงได้แต่มองเขาเดินออกไป ไม่ได้พูดอะไรสักประโยค หลังเขาเดินออกไปจากห้องนางยกสองมือแนบแก้ม“น่าขายหน้าที่สุด ไม่ใช่หน้าแดงให้เขาเห็นหรอกนะ!” นางลงมือก่อนแท้ๆ แล้วเหตุใดตอนนี้เป็นฝ่ายขัดเขินเองเสียเล่า!ช่วงบ่ายสือจิ้งให้คนมาบอกที่จวนว่าเขาอาจกลับช้า ด้วยเกรงว่าฟู่โหรวจะรอกินมื้อเที่ยงและไม่ยอมดื่มยา เพราะนางอาการดีขึ้นมากจึงออกมาเดินเล่นที่สวนโดยมีเสื้อคลุมหนานุ่มคลุมทับอีกชั้นหนึ่ง ตอนที่เพิ่งเดินเข้าไปถึงทางเข้าสวนชั้นใน เสียงตะโกนก็ดังขึ้น“พี่ใหญ่... พี่รอง พวกท่านอย่าลงไป ช่วยด้วยพี่ใหญ่พี่รองตกน้ำ!!”นั่นเป็นเสียงของสือจิ่น ฟู่โหรวตกใจรีบสาวเท้าออกวิ่ง ตอนเข้าไปเห็นก็พบว่าทั้งสือเจี้ยนและสือเจาพยายามกระเสือกกระสนว่ายน้ำเข้าใกล้ฝั่งดูแล้วสือเจี้ยนตกลงไปในสระจำลองก่อน สือเจาพยายามช่วยจึงถูกดึงลงน้ำทั้งคู่ ฟู่โหรวร้อนใจวิ่งปราดเข้าไป นางสะบัดเสื้อคลุมทิ้งจากนั้นกระโดดลงไปในน้ำ“คุณชาย! นายหญิง!!!”สาวใช้เพิ่งวิ่งเข้ามาถึงตกใจจนหน้าซีด พ่อบ้านได้ยินก็วิ่งเข้ามา ทว่าตอนที่ทุกคนมาถึงฝั่งสระจำลอง ฟู่โหรวก็หิ้วคอส
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองสือจิ้ง นางไม่ได้หันกลับไปมองเซี่ยอวิ๋น “ข้ายินดีขี่ม้ากลับกับสามี”สือจิ้งยิ้มให้นางจากนั้นทั้งสองก็ขึ้นไปนั่งบนหลังม้า เซี่ยอวิ๋นทำได้เพียงมองส่งคนทั้งสองจากไปโดยไม่อาจเหนี่ยวรั้ง ไม่อาจพูดอะไรได้อีกเขาพลาด...พลาดตั้งแต่แรก ไม่อาจหวนคืน ไม่อาจแก้ไข เสียไปแล้วก็คือเสียไปตลอดกาล ไม่มีทางได้คืน ไม่อาจเรียกร้องสิ่งที่เสียไปกลับมาอีกฟู่โหรว...เข้าวังหลวงเข้าเฝ้าฮ่องเต้ นางรู้ว่าอีกฝ่ายโกรธนาง โกรธที่นางปิดบังจนเป็นช่องโหว่ให้คนอื่นเข้ามาแทรก กระทั่งตัวนางเองถูกหลอกครั้งแล้วครั้งเล่าที่จริงนางรู้ดีว่าฮ่องเต้เมตตามากแล้ว ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นอวี้กูกูไม่สมควรได้จากไปอย่างเงียบๆ และสบายเกินไป เช่นกันกับหยวนอินอินที่ยังคงลอยนวล ทว่าฮ่องเต้ตระหนักดีว่าหากลงโทษอีกฝ่าย คนที่หนีไม่พ้นต้องตกเป็นข้อครหาก็คือนางเอง หรือหากมีคนอยากขุดคุ้ย เรื่องในอดีตก็จะถูกหยิบยกขึ้นมาพูด ฟู่โหรวที่ร้ายกาจผู้นั้นก็ยังเสียเปรียบหยวนอินอินผู้อ่อนแอและถูกรังแกอยู่วันยังค่ำ...เย็นวันนั้นนางมีไข้...อีกแล้วจิตใจไม่สงบ บวกกับการขี่ม้าต้องลมหนาว ร่างกายของฟู่โหรวที่ยังคงไม่ฟื้นตัวดีในที่สุดก็ล้มป่วยอ
ไม่ว่าสตรีใดหากแต่งงาน ล้วนอยากให้บุตรตัวเองเป็นทายาทที่ถูกต้องของจวนสามี สือจิ้งจึงนับเป็นบุรุษที่น่าดึงดูด หากแต่ก็ไม่เป็นที่ปรารถนา เช่นกันกับนางที่บุรุษล้วนปรารถนา ทว่าไม่กล้าอาจเอื้อมเพราะความร้ายกาจอันเลื่องลือบนระเบียงชั้นสองของหอสุราซ่านโจว สือจิ้งเงยหน้าขึ้นมองทันทีที่ก้าวลงจากรถม้า สายตา
อวี้กูกูมองนางด้วยสายตาลังเล สูดลมหายใจเข้าจากนั้นจึงกล่าว “หากเป็นท่านเกรงว่า...แต่งได้วันเดียวก็หาเรื่องกลับจวนตระกูลฟู่แล้ว”ฟู่โหรวยิ้ม “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้” อวี้กูกูเลิกคิ้วมองนาง ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่ได้พูดอะไรสมรสพระราชทานระหว่างประมุขสองตระกูลใหญ่ แน่นอนย่อมเป็นที่ฮือฮา ยิ่งเป็นข่าวการแต่ง
สือจิ้งเหม่อลอยเล็กน้อย “ข้าเหมาะสมที่สุดเพราะข้ามีทายาทสืบทอดร้านแลกเงินแล้ว ฝ่าบาทตระหนักดีว่าข้าไม่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์ใดจากท่าเรือฟู่กุ้ย แม้ว่ามีความเป็นไปได้ที่ข้าจะมีบุตรกับฟู่โหรว เด็กคนนั้นจะใช้แซ่ฟู่ก็ย่อมได้ จากนั้นสืบทอดการดูแลท่าเรือฟู่กุ้ย”!!! ซูม่ออ้าปากค้างสือจิ้งแค่นยิ้ม “นี่คงเ
“หากเราไม่เชื่อและอยากให้เจ้าพิสูจน์เล่า”“พิสูจน์??” นางงุนงง“แต่งงานเสีย”!!!...อะไรนะ“เราจะพระราชทานสมรสให้เจ้า นอกจากเจ้ารับปากเรื่องนี้ หาไม่เราไม่มีทางปล่อยตระกูลเซี่ยไปเด็ดขาด!”ฟู่โหรวทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นอย่างจนใจ ขณะที่นางกำลังเดินออกมาจากตำหนักเฟิ่งหวง สีหน้าของนางขาวซีด ทางเดินทอดยาวริม







