เข้าสู่ระบบดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน
“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”
คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”
“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”
คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย
“ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะคล้อยตาม แต่ก็กลับคำในตอนท้าย “พี่พีทก็ค่อยอุ้มพิงค์เข้าไปในงานก็แล้วกันนะคะ”
“นิสัย!” เพทายค้อนขวับ ทำท่าจะโยนคนในอ้อมแขนทิ้งแต่ก็วางเบาๆบนโซฟาอย่างนิ่มนวล
“นิสัยไม่ดีแต่ก็รักใช่ไหมล่ะ?”
“ฮึ! รู้อยู่แล้วก็ยังจะถามอีกนะ” ยอมรับแบบไม่มีความเขินอายให้เห็นสักนิด แต่ติดตรงที่ใบหูแดงๆของเพทายมันซ่อนไม่พ้นสายตาของกะรัตเท่านั้นเอง
กะรัตหัวเราะชอบใจเพราะน้อยครั้งมากที่เธอจะหาจังหวะทำให้อีกฝ่ายเขินอายได้ ค่อยกระดิกนิ้วเรียกให้เพทายในชุดเจ้าบ่าวสุดหล่อที่ทำให้เจ้าสาวอย่างเธอใจละลายไปตั้งแต่แรกเห็นให้เข้ามาหา
“จะแกล้งอะไรพี่อีกล่ะ? เห็นแบบนี้พี่ก็เขิ..” คนที่กำลังเขินจนเสียกริยาไปชั่วขณะบ่นกระปอดกระแปด แต่ยังไม่ทันบ่นได้จบประโยคดี ริมฝีปากจิ้มลิ้มก็ประกบเข้าหาอย่างนุ่มนวลและอ่อนหวาน จุมพิตบางเบาก่อนจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นตามความรู้สึกลึกซึ้งที่แฝงไว้ในหัวใจ เหมือนต้องการตอกตรึงพันธนาการรัดเกี่ยวให้ลุ่มหลงไปตลอดกาล
กะรัตถอนจุมพิตอย่างยากลำบากเมื่อรู้สึกว่าตัวเองขึ้นไปเกยอยู่บนตักของเพทายตอนไหนไม่ทราบ มือบางที่เกาะเกี่ยวรอบคอหนาเปลี่ยนเป็นยันแผงอกกว้างไว้อย่างสุดกำลัง
“ใจเย็นค่ะ!” กะรัตห้ามเสียงหลงเมื่อริมฝีปากหนาทำท่าจะปล้นจูบตัวเองอย่างคนลืมตัว ดวงตากลมใสฉ่ำวาวมากล้นด้วยความรู้สึกมองจ้องดวงตาสีถ่านที่เต็มไปด้วยประกายความต้องการอย่างชัดเจน นึกก่นด่าตัวเองในใจที่เล่นอะไรไม่เข้าท่า! ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเพทายต้องใช้ความพยายามมหาศาลเพื่อสกัดกั้นความต้องการทางกาย
“งั้นขอจูบอีกที” ห่างแค่คืบแต่ติดที่มือบางยังคงยันแผงอกไว้
“..อีกไม่กี่นาทีงานจะเริ่มแล้วนะคะ” เสียงหวานร้องเตือนทั้งที่สายตายังจับจ้องนาฬิกาบนฝาผนัง “ถ้าออกไปช้าหรือปล่อยให้ใครเข้ามาตาม...รับรองว่าเราสองคนจะโดนเพื่อนล้อยาวไปยันลูกบวชเลยนะคะ”
“...”
“นะคะ”
“..ถ้าไม่อยากถูกปล้ำก็รีบๆลุกไปจากตักเลยนะ” เพทายแหวเสียงเขียว ก่อนจะยกมือขึ้นปิดตาตัวเองอย่างรวดเร็วเพื่อสงบสติอารมณ์ที่พุ่งพล่าน “เรามันชอบยั่ว”
กะรัตยิ้มแห้งกับคำตำหนิของเพทาย อันที่จริงนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอล่อลวงเขาเล่นๆจนอารมณ์เตลิด เพียงแต่ปกติคนมีความอดทนเป็นเลิศอย่างเพทายจะไหวตัวทันและไม่ค่อยหลุดออกมาจนควบคุมไม่ได้ขนาดนี้...สงสัยความอดทนคงถึงขีดสุดแล้ว? ก็เป็นเพราะมัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับการจัดงานแต่งสองรอบซ้อนจนหัวปั่นนั่นละ พอจบพิธีแต่งงานรอบแรกอย่าว่าแต่เข้าหอเลย แค่หัวถึงหมอนก็สลบเป็นตายจนถึงเช้าแล้ว! แถมพอตื่นมาก็ต้องเริ่มเตรียมงานแต่งรอบสองลากยาวมาจนถึงเมื่อคืนตอนดึก..
ขนาดจ้างออแกไนซ์แล้วเธอกับเพทายยังเหนื่อยขนาดนี้ นึกไม่ออกเลยว่าถ้าหากลงมือจัดงานเองทั้งหมดอย่างที่ตั้งใจไว้ตอนแรกเธอจะอยู่ในสภาพไหน!
มือบางเริ่มจัดแจงเสื้อผ้าที่เกือบจะหลุดลุ่ยเพราะฝีมือเจ้าบ่าวพลางหัวเราะชอบใจ นึกขำขึ้นมากะทันหันกับสถานการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ความจริงเธอและเพทายก็แต่งงานกันไปแล้วรอบหนึ่งแถมทะเบียนสมรสก็จดเรียบร้อยแล้วด้วย! แต่กลับยังไม่มีโอกาสได้เข้าหออย่างเป็นทางการสักทีทั้งที่ผ่านมาตั้งสามวันแล้ว
“เฮ้อ! ตอนนั้นไม่น่าพูดเลยเนอะ...ว่าจะไม่ทำอีกถ้ายังไม่แต่งงานกัน”
เจ้าของดวงตาสีถ่านมองแรงให้อีกรอบ ก่อนจะปิดตาลงแล้วถอนใจเสียงหนักอย่างคนปลงตกหน่อยๆ
“..เสียดายเนอะ” เสียงหวานบ่นลอยลม
“เงียบไปเลยนะ ยายเด็กบ้า!” เพทายสบถเสียงเขียว แต่ก็อดขำไม่ได้เพราะน้ำเสียงของคนที่นั่งอยู่ข้างกายเขาตอนนี้ ฟังดูเหมือนเธอเองก็กำลังเสียดายอยู่หลายส่วนจริงๆ “เฮ้อ! แบบนี้สินะที่เขาเรียกว่า...ปากพาซวย”
“คิดเหมือนกันเลยค่ะ”
เสียงหัวเราะสอดประสานของคนทั้งคู่และกลิ่นหอมอ่อนของดอกกุหลาบหลากสายพันธุ์ที่พัดเข้ามาตามแรงลม ช่วยให้บรรยากาศภายในห้องอ่อนหวานมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว เพทายนั่งมองร่างบางระหงในชุดเจ้าสาวกึ่งลำลองที่กำลังขยับมงกุฎดอกไม้บนศีรษะให้เข้าที่ทางพลางยกยิ้ม เห็นขยับปรับองศาอยู่นานก็ยังไม่ได้มุมที่ต้องการสักทีค่อยลุกไปช่วยเหลือ ก่อนจะแถมท้ายด้วยการจุมพิตไหล่มนหนักๆอีกหน
“ชอบไหม? มงกุฎดอกกุหลาบอันนี้พี่เป็นคนทำเองเลยนะ”
“ชอบสิค่ะ” กะรัตตอบด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะทำเสียงขึ้นจมูกนิดๆเมื่อนึกถึงความจริงบางอย่าง “แต่ห้ามบอกพิงค์นะคะ ว่าเสียกุหลาบขาวที่หลังบ้านไปกี่แปลง”
“เห็นด้วย” คนที่ตัดกุหลาบไปหลายแปลงเห็นพ้อง เหลือบมองนาฬิกาบนผนังนิดหน่อยค่อยพูดต่อ “เข้าไปในงานกันดีกว่าไหม? ใกล้ถึงเวลาแล้ว”
“ตกลงค่ะ”
ร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัวลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่องเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่นปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน“ให้ผมช่วยคับ”เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกค
ท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้นเขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!” “อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้
ช่อดอกไม้ขนาดกะทัดรัดแต่มีน้ำหนักพอดูถูกโยนจนลอยละลิ่วตามประสาดอกไม้งานแต่ง เพียงแต่ช่อดอกไม้ในคราวนี้อาจจะน่าสงสารกว่าช่อดอกไม้ในงานแต่งอื่นๆนิดหน่อย เพราะคนรอรับดอกไม้มีแต่ผู้ชาย? ต้องขอบคุณไอเดียสุดล้ำของเจ้าสาวสุดสวยนามว่ากะรัต ที่ดันนึกสนุกด้วยการเพิ่มดอกไม้งานแต่งเข้ามาอีกช่อ! พร้อมกับสร้างเงื่อนไขเล็กน้อยแต่กลับสามารถดึงดูดใจคนในงานได้เป็นอย่างดี‘จะมีผ้าขาวกั้นเวทีไว้ แล้วเราสองคนจะโยนช่อดอกไม้พร้อมกันนะคะ...สองคนที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้ตั๋วฟรีพร้อมที่พักสำหรับสามวันสองคืนให้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ!’เพราะเพื่อนของบ่าวสาวล้วนแล้วแต่เป็นคนโสดเสียส่วนมาก ผลตอบรับจึงแสดงออกมาให้เห็นด้วยจำนวนแขกเกือบทั้งงานที่ไปออรวมกันตรงหน้าเวที..“ไม่ไปแย่งดอกไม้กับเขาหรือไง?” น้ำเสียงขบขันของผู้อาวุโสเขื่อนเพชรตั้งคำถาม“คุณปู่ก็ยังนั่งอยู่นะครับ ไม่ได้ไปแย่งดอกไม้เหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับลอยลมพลางจิบคอกเทลในมือด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย เหลือบมองความวุ่นวายหน้าเวทีแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นสงครามขนาดย่อมของเหล่าชายฉกรรจ์“บ๊ะ! ถ้าลุกไปย่าของเจ้าพีทก็แพ่นกบาลแยกสิว่ะ!” น้ำเสียงกริ่งเกรงแกมขบขันตอบกลับ“ผ
ดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย “ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะค
กำหนดการงานแต่งหลังผ่านความช่วยเหลืออย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหวังดีของบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทำให้กะรัตและเพทายเริ่มไม่แน่ใจว่า...สรุปแล้วมันคือการแต่งงานของคนสองคนหรือเป็นการแต่งงานของสองครอบครัวกันแน่? แต่ได้ความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในตอนแรกกะรัตและเพทายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานแต่งเล็กๆที่มีเฉพาะ ‘คนกันเอง’ เท่านั้น แต่พอพูดคุยกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายดูเหมือน ‘คนกันเอง’ จะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานเลี้ยงที่มีจำนวนแขกหลายร้อยคนตอนไหนก็ไม่ค่อยแน่ชัด..“เดี๋ยวนะ! ทำไมจำนวนซองงานแต่งมันงอกขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?” กะรัตร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อกวาดตาอ่านใบรายชื่อแขกฉบับล่าสุดที่จันทร์เจ้าส่งให้“คุณมาริสาท่านให้คนเอารายชื่อมาเพิ่มเมื่อเย็นวานนี้ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของท่านที่ทำไร่ชาอยู่ทางเหนือ ถ้าไม่เชิญเกรงว่าจะเสียมารยาทค่ะ” เลขาคนสนิทแจกแจง“ห้าสิบคนเลยนะคะ ถ้าทำไร่ชาทั้งหมดไม่กินพื้นที่ภูเขาไปสองลูกครึ่งแล้วเหรอ?” กะรัตหัวเราะแกนๆก่อนจะรับแฟ้มเอกสารอีกฉบับมาอ่านทวนแล้วค่อยจรดปลายปากกาอนุมัติ “ช่วงบ่ายพิงค์มีนัดสัมภาษณ์หัวหน้าฝ่ายก
สองเรื่องที่สินธรร้องขอไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรในความรู้สึกของกะรัต ตรงข้ามมันกลับฟังดูเป็นคำขอที่น่าพิศวงและไม่สมเป็นเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่ความเคลือบแคลงสงสัยก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในความคิดนานนักเพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพชรลดาก็โทร.มาแจ้งข่าวทั้งที่ยังร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจว่าสินธรจากไปแล้วงานศพของสินธรถูกจัดเจ็ดวันเต็มตามคำขอของเจ้าตัว ตลอดสัปดาห์ของการจัดงานกะรัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือมารดาของเธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไรกับการจากไปของน้องชายสุดที่รัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรลดาที่ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายหน...ในวันเผาค่อยเห็นว่านพเก้ายืนปาดน้ำตาเงียบๆอยู่หน้าเมรุ มองกลุ่มควันที่ลอยไกลไปบนท้องฟ้ากว้างราวกับกำลังบอกลาส่วนอีกเรื่องที่สร้างความฉงนให้อย่างแท้จริง คือการร่ำไห้อย่างหนักหน่วงของเลขาคนสนิทของเธอเอง จันทร์เจ้าดูเจ็บปวดกับการจากไปของสินธรมากกว่าพบธรรมที่คอยช่วยประคองอยู่ข้างๆเสียอีก กะรัตค่อยมาเข้าใจความหมายของน้ำตาในตอนหลัง เมื่อได้รู้ว่าเด็กในการอุปการะของสินธรเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้มีเพียงพบธรรมแต่ยังรวมไปถึงจันทร์เจ้าด้วยอีกคน..‘น้าอยากให้เธอตามจันทร์เจ้ากลับมาทำ







