Masukร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัว
ลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่อง
เพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่น
ปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด
“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”
เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน
“ให้ผมช่วยคับ”
เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกครั้งทั้งที่ยังออกเสียงได้ไม่ชัดมาก แต่ดวงตากลมโตที่ฉายชัดถึงความต้องการของตัวเองกลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยจนเผลอนึกถึงใครบางคน สุดท้ายคนมองต้องระบายยิ้มแกมถอนใจเมื่อไม่อาจตัดใจปฏิเสธได้
ร่างสูงผอมช้อนอุ้มร่างเล็กป้อมที่หนักพอดูขึ้นแนบอก ก่อนจะพาเดินเข้าไปใกล้เครื่องถ่ายเอกสารอีกครั้ง มองดูมือเล็กๆที่ถลาเข้าใส่ปุ่มสีเขียวอย่างรวดเร็วราวกับรอโอกาสนี้มานาน พอแตะถูกปุ่มแล้วเครื่องทำงานก็หัวเราะชอบใจพร้อมกระโดดโลดเต้นจนคนอุ้มแทบประคองไว้ไม่อยู่
“อย่ากระโดดสิ เดี๋ยวตกลงไปหัวร้างข้างแตกฉันจะซวยนะ” คนอุ้มเอ็ดเสียงเบาก่อนจะปล่อยเจ้าตัวเล็กลงบนพื้นอีกครั้ง เหลือบมองนาฬิกาบนฝาผนังพลางถอนใจราวกับเสียดายที่ไม่อาจเล่นกับเด็กน้อยต่อไปได้อีก “ฉันต้องไปทำงานแล้วนะเจ้าหนู ถ้าไปคุยงานช้ากว่านี้คงโดนด่าเละแน่”
เจ้าตัวเล็กเหลือบมองปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสารอีกครั้ง แต่ก็หันกลับมาพยักหน้าหงึกหงักให้คนตรงหน้าราวกับเข้าอกเข้าใจ
“..มาทำงานกับพ่อหรือแม่ล่ะ?” ทั้งที่ต้องไปแล้วแต่ก็ยังอดไม่ได้จนต้องถามไถ่
“ไม่มีพ่อ แม่บอกว่าพ่อหายไปแล้วและจะไม่กลับมาอีก” เด็กน้อยตอบอย่างขึงขัง ก่อนจะทำท่ากระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงดูจริงจังกว่าเก่า “ลุงห้ามพูดถึงพ่อให้แม่ได้ยินนะ แม่จะเสียใจ...พบไม่ชอบเห็นแม่ล้องไห่”
“เข้าใจแล้วๆ” คนฟังพยักหน้าเข้าใจ นึกเอ็นดูเจ้าตัวเล็กขึ้นมากะทันหันก่อนตั้งคำถาม “..ชื่อพบเหรอเรา?”
เด็กน้อยพยักหน้าอีกครั้งพร้อมฉีกยิ้มจนตาหยี ก่อนจะพูดต่อเสียงเจื้อยแจ้ว “แม่บอกว่าหลวงตาเป็นคนตั้งชื่อให้ พบจะได้เป็นเด็กดีไม่ดื้อไม่ซน”
คนฟังหัวเราะชอบใจแต่นึกค้านในใจว่าเรื่องดื้อเรื่องซนคงไม่ทันแล้วแน่ๆ เหลือบมองนาฬิกาอีกครั้งค่อยเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาไกล ค่อยลูบกระหม่อมเล็กหนักๆอย่างเอื้อเอ็นดูแกมเสียดาย
“ถ้าฉันยังมีลูก ตอนนี้เขาคงอายุเท่าๆกับเธอล่ะมั้ง” หวนนึกถึงความสนุกชั่วคราวที่ถูกผูกพันไว้ด้วยความสัมพันธ์ทางกายเมื่อครั้งอดีต และการตัดสินใจสั่งให้เธอคนนั้นปลิดชีวิตน้อยๆที่เกิดผิดที่และผิดเวลาพลางถอนใจ
“ลูกของลุงไปโรงเรียนแล้วเหรอ? แม่บอกว่าเดือนหน้าพบก็ต้องไปโรงเรียนแล้วเหมือนกัน”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก..” คนถูกถามหัวเราะเสียงเบา มองดวงตาใสซื่อของเด็กน้อยไร้เดียงสาตรงหน้าแล้วต้องถอนใจอีกหน “ลูกของลุงหายไปแล้ว และจะไม่กลับมาอีก...เหมือนพ่อของพบไงครับ”
เด็กน้อยพยักหน้าก่อนจะเอื้อมสองมือเล็กป้อมมาแตะใบหน้าของคนพูด แล้วลูบไปมาเบาๆเหมือนกำลังพยายามช่วยปลอบใจคนตรงหน้า ภาษากายของเจ้าตัวเล็กทำให้คนถูกปลอบอดไม่ได้ที่จะรับร่างเล็กเข้ามาในอ้อมกอด ปล่อยให้มือเล็กๆตบแผ่นหลังตัวเองเบาๆอย่างปลอบโยน พร้อมกับความรู้สึกสูญเสียสิ่งสำคัญบางอย่างที่ผุดขึ้นมาในเบื้องลึกของจิตใจ
“พบ...พบอยู่ไหนลูก?”
กระแสเสียงอ่อนหวานแต่แฝงไว้ด้วยความเข้มงวดดังอยู่ไม่ไกล ส่งผลให้เจ้าตัวเล็กในอ้อมกอดดิ้นขลุกขลักเป็นเหมือนสัญญาณตอบรับ และเมื่อถูกปล่อยให้เป็นอิสระเด็กน้อยก็หันมายิ้มให้เขาจนตาหยีแล้ววิ่งตัวปลิวไปทางต้นเสียงทันทีราวกับถูกตั้งโปรแกรมไว้
อารมณ์แปลกประหลาดที่ผุดขึ้นแล้วจากไปพร้อมกับร่างเล็กป้อมทำให้คนตัวสูงต้องถอนใจอีกหน ยกยิ้มไปกับกลิ่นอายความน่าเอ็นดูของหนูน้อยที่ยังหลงเหลือไว้ในอากาศ
ตารางงานรวนไปชั่วขณะและนัดหมายที่ผิดเวลาเกินกว่าครึ่งชั่วโมงทำให้สองขายาวเร่งรีบกว่าเก่า แต่ยังไปได้ไม่กี่สิบก้าวก็ต้องสะดุดหยุดลงอีกครั้ง เมื่อคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือร่างบอบบางคุ้นตาแม้เวลาจะผ่านมาเกือบหกปี แต่ที่สร้างความตะลึงงันได้มากกว่าคือร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาของเด็กน้อยในอ้อมแขนของเธอ..
“คุณสินธร” เสียงนั้นบางเบาราวกระซิบ ดวงตากลมหวานสั่นคลอนอย่างเห็นได้ชัด แต่เพียงครู่เดียวกลับสงบราบเรียบเหมือนทะเลไร้คลื่น “คุณพชรกำลังรอคุณอยู่ค่ะ ไม่ทราบว่าจะรับชาหรือกาแฟ ดิฉันจะเตรียมให้”
“อะไรก็ได้” ท่าทีห่างเหินของอดีตคนเคยผูกพันให้หัวใจของคนฟังสะดุดไปชั่วขณะ แต่ก็เป็นแค่รอยขรุขระเล็กน้อยในความรู้สึกเท่านั้น “..ไม่เจอกันนาน ดูเหมือนเธอจะยังสบายดีนะ”
“ค่ะ” เธอตอบรับตามมารยาท ก่อนจะเหลือบมองประตูห้องทำงานของเจ้านายที่อยู่เบื้องหลังตัวเองเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “ฉันจะไปเตรียมเครื่องดื่มให้ เชิญในห้องค่ะ”
สินธรมองร่างบอบบางที่อุ้มเด็กชายตัวน้อยผ่านเลยตัวเองไป มองความเข้มแข็งที่เข้ามาทดแทนความอ่อนหวานจนเกือบกลายเป็นความอ่อนแอของเธอจนหมดสิ้น
“เจ้าหนูพบ ชื่อจริงว่าอะไรเหรอ?” เพียงก้าวเดียวที่สวนทางกัน ก็ทำให้อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถาม
“..แกชื่อ ‘พบธรรม’ ค่ะ”
ตอบกลับเพียงเท่านั้นแล้วเดินผ่านเลยไปราวกับไม่มีสิ่งใดต้องพูดกันอีก สินธรมองแผ่นหลังบอบบางแต่ตั้งตรงที่กำลังห่างออกไป แลดูไม่ต่างจากวันนั้นที่เธอตัดสินใจเดินออกจากชีวิตเขาไปเลยสักนิด ชายหนุ่มยกยิ้มเล็กน้อยให้กับความสัมพันธ์แสนสั้นในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ก่อนจะตัดสินใจปล่อยให้มันผ่านเลยไปเหมือนสายน้ำที่ไม่มีวันหวนคืน
เพราะสำหรับเขา..
เธอและลูกคือสิ่งที่หายไปแล้ว และจะไม่มีวันกลับมา
ร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัวลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่องเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่นปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน“ให้ผมช่วยคับ”เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกค
ท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้นเขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!” “อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้
ช่อดอกไม้ขนาดกะทัดรัดแต่มีน้ำหนักพอดูถูกโยนจนลอยละลิ่วตามประสาดอกไม้งานแต่ง เพียงแต่ช่อดอกไม้ในคราวนี้อาจจะน่าสงสารกว่าช่อดอกไม้ในงานแต่งอื่นๆนิดหน่อย เพราะคนรอรับดอกไม้มีแต่ผู้ชาย? ต้องขอบคุณไอเดียสุดล้ำของเจ้าสาวสุดสวยนามว่ากะรัต ที่ดันนึกสนุกด้วยการเพิ่มดอกไม้งานแต่งเข้ามาอีกช่อ! พร้อมกับสร้างเงื่อนไขเล็กน้อยแต่กลับสามารถดึงดูดใจคนในงานได้เป็นอย่างดี‘จะมีผ้าขาวกั้นเวทีไว้ แล้วเราสองคนจะโยนช่อดอกไม้พร้อมกันนะคะ...สองคนที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้ตั๋วฟรีพร้อมที่พักสำหรับสามวันสองคืนให้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ!’เพราะเพื่อนของบ่าวสาวล้วนแล้วแต่เป็นคนโสดเสียส่วนมาก ผลตอบรับจึงแสดงออกมาให้เห็นด้วยจำนวนแขกเกือบทั้งงานที่ไปออรวมกันตรงหน้าเวที..“ไม่ไปแย่งดอกไม้กับเขาหรือไง?” น้ำเสียงขบขันของผู้อาวุโสเขื่อนเพชรตั้งคำถาม“คุณปู่ก็ยังนั่งอยู่นะครับ ไม่ได้ไปแย่งดอกไม้เหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับลอยลมพลางจิบคอกเทลในมือด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย เหลือบมองความวุ่นวายหน้าเวทีแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นสงครามขนาดย่อมของเหล่าชายฉกรรจ์“บ๊ะ! ถ้าลุกไปย่าของเจ้าพีทก็แพ่นกบาลแยกสิว่ะ!” น้ำเสียงกริ่งเกรงแกมขบขันตอบกลับ“ผ
ดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย “ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะค
กำหนดการงานแต่งหลังผ่านความช่วยเหลืออย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหวังดีของบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทำให้กะรัตและเพทายเริ่มไม่แน่ใจว่า...สรุปแล้วมันคือการแต่งงานของคนสองคนหรือเป็นการแต่งงานของสองครอบครัวกันแน่? แต่ได้ความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในตอนแรกกะรัตและเพทายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานแต่งเล็กๆที่มีเฉพาะ ‘คนกันเอง’ เท่านั้น แต่พอพูดคุยกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายดูเหมือน ‘คนกันเอง’ จะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานเลี้ยงที่มีจำนวนแขกหลายร้อยคนตอนไหนก็ไม่ค่อยแน่ชัด..“เดี๋ยวนะ! ทำไมจำนวนซองงานแต่งมันงอกขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?” กะรัตร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อกวาดตาอ่านใบรายชื่อแขกฉบับล่าสุดที่จันทร์เจ้าส่งให้“คุณมาริสาท่านให้คนเอารายชื่อมาเพิ่มเมื่อเย็นวานนี้ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของท่านที่ทำไร่ชาอยู่ทางเหนือ ถ้าไม่เชิญเกรงว่าจะเสียมารยาทค่ะ” เลขาคนสนิทแจกแจง“ห้าสิบคนเลยนะคะ ถ้าทำไร่ชาทั้งหมดไม่กินพื้นที่ภูเขาไปสองลูกครึ่งแล้วเหรอ?” กะรัตหัวเราะแกนๆก่อนจะรับแฟ้มเอกสารอีกฉบับมาอ่านทวนแล้วค่อยจรดปลายปากกาอนุมัติ “ช่วงบ่ายพิงค์มีนัดสัมภาษณ์หัวหน้าฝ่ายก
สองเรื่องที่สินธรร้องขอไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรในความรู้สึกของกะรัต ตรงข้ามมันกลับฟังดูเป็นคำขอที่น่าพิศวงและไม่สมเป็นเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่ความเคลือบแคลงสงสัยก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในความคิดนานนักเพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพชรลดาก็โทร.มาแจ้งข่าวทั้งที่ยังร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจว่าสินธรจากไปแล้วงานศพของสินธรถูกจัดเจ็ดวันเต็มตามคำขอของเจ้าตัว ตลอดสัปดาห์ของการจัดงานกะรัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือมารดาของเธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไรกับการจากไปของน้องชายสุดที่รัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรลดาที่ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายหน...ในวันเผาค่อยเห็นว่านพเก้ายืนปาดน้ำตาเงียบๆอยู่หน้าเมรุ มองกลุ่มควันที่ลอยไกลไปบนท้องฟ้ากว้างราวกับกำลังบอกลาส่วนอีกเรื่องที่สร้างความฉงนให้อย่างแท้จริง คือการร่ำไห้อย่างหนักหน่วงของเลขาคนสนิทของเธอเอง จันทร์เจ้าดูเจ็บปวดกับการจากไปของสินธรมากกว่าพบธรรมที่คอยช่วยประคองอยู่ข้างๆเสียอีก กะรัตค่อยมาเข้าใจความหมายของน้ำตาในตอนหลัง เมื่อได้รู้ว่าเด็กในการอุปการะของสินธรเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้มีเพียงพบธรรมแต่ยังรวมไปถึงจันทร์เจ้าด้วยอีกคน..‘น้าอยากให้เธอตามจันทร์เจ้ากลับมาทำ







