เข้าสู่ระบบท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้น
เขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า
“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”
เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป
“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!”
“อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิ
ความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้ว่าคงเพิ่งสูญเสียใครบางคนไป..
“หนูยังไม่ได้เสียงดังเลยนะ..” เสียงแหบพร่าโพลงขึ้นเมื่อรู้สึกว่าตัวเองถูกมองอยู่ แล้วดวงตากลมใสก็คลอไปด้วยม่านน้ำตาขึ้นมากะทันหัน “อย่าไล่หนูไปเลยนะ...ทำไมใครๆก็จ้องจะไล่หนูไปไกลๆอยู่เรื่อยเลย!”
น้ำเสียงแหบพร่าถามอย่างน้อยเนื้อต่ำใจก่อนจะปล่อยโฮออกมา คนมองตกใจจนทำอะไรไม่ถูกที่เห็นเด็กหญิงแปลกหน้าร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตาย ลังเลอยู่ครู่ใหญ่ก็ตัดสินใจลูบกระหม่อมเล็กได้รูปเบาๆอย่างกล้าๆกลัวๆ
“พี่ไม่ได้ไล่นะ แค่จะถามว่า..” พยายามคิดว่าตัวเองควรพูดอะไรสักอย่างที่ทำให้คนตรงหน้าหยุดร้องไห้ แต่เพราะคิดนานเกินไปคนที่หยุดร้องไห้เพื่อฟังคำถามก็เริ่มเบ้ปากทำท่าจะร้องอีกรอบ “..คุณหมี!”
“หมี?” คนที่หยุดร้องไห้แล้วทำท่าฉงน ก้มมองตุ๊กตาหมีในอ้อมแขนตัวเองด้วยความสงสัย
“อืม! พี่จะถามว่าคุณหมีติดเข็มกลัดได้ไหม?” หลับหูหลับตาพูดไปอย่างนั้นเอง แต่พอเห็นดวงตากลมใสรื่นน้ำตามีประกายสนอกสนใจอย่างเห็นได้ชัดก็อดคลี่ยิ้มไม่ได้ ตัดสินใจหยิบเข็มกลัดรูปดราก้อนบอลอันโปรดที่เก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ออกมาอวดคนตรงหน้า
“จะให้เหรอ?”
“อืม ถ้าสัญญาว่าจะหยุดร้อง”
“...ไม่ร้องแล้วก็ได้” เด็กหญิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย มองดูเขาติดเข็มกลัดลงบนปกเสื้อของคุณหมีไม่วางตา ก่อนจะเหลือบมองรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวที่จอดอยู่ไม่ไกลจากประตูวัดมากนัก ครู่เดียวเสียงท้องร้องก็กระตุ้นให้เด็กหนุ่มหัวเราะออกมาอีกรอบ
“หิวแล้วสิ? รอตรงนี้นะ” เขาถามอย่างรู้ทัน ก่อนยีกระหม่อมเล็กน่ารักอย่างเอื้อเอ็นดูแล้วเดินไปสั่งอาหาร
ไม่นานเด็กหนุ่มก็กลับมาพร้อมก๋วยเตี๋ยวไก่กลิ่นหอมกรุ่นสองชาม วางชามแรกลงตรงหน้าของเด็กหญิงแปลกหน้าพลางส่งช้อนและตะเกียบให้ ส่วนอีกชามที่เป็นของตัวเองก็ถูกวางลงฝั่งตรงข้ามแล้วตามด้วยร่างสูงที่หย่อนตัวนั่งลง
“กินเป็นไหม? เคยกินก๋วยเตี๋ยวไก่หรือเปล่า”
เด็กหญิงส่ายหน้าแทนคำตอบ ลังเลครู่เดี๋ยวก็ตัดสินใจจับตะเกียบด้วยท่าทางทุลักทุเลพอควร
“มันร้อนนะ” เขาว่ายิ้มๆ ก่อนจะดึงชามก๋วยเตี๋ยวของคนตรงหน้ามาแล้วขลุกเส้นไปมาเพื่อไล่ความร้อน เห็นยายเด็กตากลมแป๋วแหววมองจ้องไม่วางตาก็อดขำไม่ได้ พลิกเส้นไปมาอีกสองสามรอบค่อยส่งคืน “ไม่ร้อนแล้ว แต่ก็ยังต้องเป่าก่อนกินนะ”
กำชับแค่นั้นแล้วปล่อยให้อีกฝ่ายตักอาหารกินเอง เห็นกินอย่างเอร็ดอร่อยก็นึกเอ็นดูขึ้นมาอีกระลอกใหญ่ ตักไก่ชิ้นใหญ่ในชามตัวเองส่งให้อีกฝ่ายทันที เห็นใบหน้าเล็กๆอมทุกข์เริ่มมีรอยยิ้มให้เห็นค่อยรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ยกมือยีกระหม่อมเล็กได้รูปหนักๆอีกรอบ
“อร่อยไหม?”
“ค่ะ! ถ้าวันหลังได้กินแบบนี้อีกก็ดีสิ”
“วันหลังเรามากินอีกก็ได้ ลุงคนขายบอกว่าตั้งร้านตรงนี้ประจำ”
เพิ่งสังเกตว่าเด็กหญิงแปลกหน้าดูจะโตกว่าอายุที่ประเมินไว้ตอนแรกเล็กน้อย แต่คงเป็นเพราะเธอตัวเล็กมากซ้ำยังเอาร้องไห้กอดตุ๊กตาเลยคาดเดาอายุพลาดไปสักสองสามปี
“อีกสองสามวันต้องไปต่างประเทศแล้ว”
“เหรอ..” ประหลาดที่รู้สึกเศร้าเพราะการจากลาทั้งที่เราไม่รู้จักกันด้วยซ้ำไป “พี่ขอให้เดินทางปลอดภัยนะ”
“เราจะได้เจอกันอีกไหม?”
ดวงตาสีถ่านมองคนตรงหน้าอยู่นาน ค่อยลูบกระหม่อมเล็กได้รูปอีกหน
“..สักวันเราคงได้เจอกันอีก”
“อืม! แล้วเรามานั่งกินก๋วยเตี๋ยวด้วยกันแบบนี้อีกนะ”
“ได้สิ พี่สัญญา”
ดวงตากลมใสงัวเงียขึ้นกลางดึกราวกับถูกความฝันสะกิดปลุก ปรับสายตาในความมืดมิดเพียงครู่เดียวค่อยเคยชิน พลันความคิดก็เริ่มปะติดปะต่อชิ้นส่วนของความทรงจำอันแสนเลือนรางจากห้วงฝัน เหลือบมองใบหน้าคมคายที่กำลังหลับสบายอยู่ข้างกายแล้วก็อดคลี่ยิ้มไม่ได้..
เพทายจะรู้ไหมนะ? ว่าเธอคือเด็กผู้หญิงคนนั้น
ร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัวลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่องเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่นปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน“ให้ผมช่วยคับ”เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกค
ท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้นเขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!” “อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้
ช่อดอกไม้ขนาดกะทัดรัดแต่มีน้ำหนักพอดูถูกโยนจนลอยละลิ่วตามประสาดอกไม้งานแต่ง เพียงแต่ช่อดอกไม้ในคราวนี้อาจจะน่าสงสารกว่าช่อดอกไม้ในงานแต่งอื่นๆนิดหน่อย เพราะคนรอรับดอกไม้มีแต่ผู้ชาย? ต้องขอบคุณไอเดียสุดล้ำของเจ้าสาวสุดสวยนามว่ากะรัต ที่ดันนึกสนุกด้วยการเพิ่มดอกไม้งานแต่งเข้ามาอีกช่อ! พร้อมกับสร้างเงื่อนไขเล็กน้อยแต่กลับสามารถดึงดูดใจคนในงานได้เป็นอย่างดี‘จะมีผ้าขาวกั้นเวทีไว้ แล้วเราสองคนจะโยนช่อดอกไม้พร้อมกันนะคะ...สองคนที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้ตั๋วฟรีพร้อมที่พักสำหรับสามวันสองคืนให้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ!’เพราะเพื่อนของบ่าวสาวล้วนแล้วแต่เป็นคนโสดเสียส่วนมาก ผลตอบรับจึงแสดงออกมาให้เห็นด้วยจำนวนแขกเกือบทั้งงานที่ไปออรวมกันตรงหน้าเวที..“ไม่ไปแย่งดอกไม้กับเขาหรือไง?” น้ำเสียงขบขันของผู้อาวุโสเขื่อนเพชรตั้งคำถาม“คุณปู่ก็ยังนั่งอยู่นะครับ ไม่ได้ไปแย่งดอกไม้เหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับลอยลมพลางจิบคอกเทลในมือด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย เหลือบมองความวุ่นวายหน้าเวทีแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นสงครามขนาดย่อมของเหล่าชายฉกรรจ์“บ๊ะ! ถ้าลุกไปย่าของเจ้าพีทก็แพ่นกบาลแยกสิว่ะ!” น้ำเสียงกริ่งเกรงแกมขบขันตอบกลับ“ผ
ดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย “ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะค
กำหนดการงานแต่งหลังผ่านความช่วยเหลืออย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหวังดีของบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทำให้กะรัตและเพทายเริ่มไม่แน่ใจว่า...สรุปแล้วมันคือการแต่งงานของคนสองคนหรือเป็นการแต่งงานของสองครอบครัวกันแน่? แต่ได้ความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในตอนแรกกะรัตและเพทายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานแต่งเล็กๆที่มีเฉพาะ ‘คนกันเอง’ เท่านั้น แต่พอพูดคุยกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายดูเหมือน ‘คนกันเอง’ จะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานเลี้ยงที่มีจำนวนแขกหลายร้อยคนตอนไหนก็ไม่ค่อยแน่ชัด..“เดี๋ยวนะ! ทำไมจำนวนซองงานแต่งมันงอกขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?” กะรัตร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อกวาดตาอ่านใบรายชื่อแขกฉบับล่าสุดที่จันทร์เจ้าส่งให้“คุณมาริสาท่านให้คนเอารายชื่อมาเพิ่มเมื่อเย็นวานนี้ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของท่านที่ทำไร่ชาอยู่ทางเหนือ ถ้าไม่เชิญเกรงว่าจะเสียมารยาทค่ะ” เลขาคนสนิทแจกแจง“ห้าสิบคนเลยนะคะ ถ้าทำไร่ชาทั้งหมดไม่กินพื้นที่ภูเขาไปสองลูกครึ่งแล้วเหรอ?” กะรัตหัวเราะแกนๆก่อนจะรับแฟ้มเอกสารอีกฉบับมาอ่านทวนแล้วค่อยจรดปลายปากกาอนุมัติ “ช่วงบ่ายพิงค์มีนัดสัมภาษณ์หัวหน้าฝ่ายก
สองเรื่องที่สินธรร้องขอไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรในความรู้สึกของกะรัต ตรงข้ามมันกลับฟังดูเป็นคำขอที่น่าพิศวงและไม่สมเป็นเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่ความเคลือบแคลงสงสัยก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในความคิดนานนักเพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพชรลดาก็โทร.มาแจ้งข่าวทั้งที่ยังร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจว่าสินธรจากไปแล้วงานศพของสินธรถูกจัดเจ็ดวันเต็มตามคำขอของเจ้าตัว ตลอดสัปดาห์ของการจัดงานกะรัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือมารดาของเธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไรกับการจากไปของน้องชายสุดที่รัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรลดาที่ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายหน...ในวันเผาค่อยเห็นว่านพเก้ายืนปาดน้ำตาเงียบๆอยู่หน้าเมรุ มองกลุ่มควันที่ลอยไกลไปบนท้องฟ้ากว้างราวกับกำลังบอกลาส่วนอีกเรื่องที่สร้างความฉงนให้อย่างแท้จริง คือการร่ำไห้อย่างหนักหน่วงของเลขาคนสนิทของเธอเอง จันทร์เจ้าดูเจ็บปวดกับการจากไปของสินธรมากกว่าพบธรรมที่คอยช่วยประคองอยู่ข้างๆเสียอีก กะรัตค่อยมาเข้าใจความหมายของน้ำตาในตอนหลัง เมื่อได้รู้ว่าเด็กในการอุปการะของสินธรเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้มีเพียงพบธรรมแต่ยังรวมไปถึงจันทร์เจ้าด้วยอีกคน..‘น้าอยากให้เธอตามจันทร์เจ้ากลับมาทำ







