Masuk“คุณพิงค์...จะให้ผมซื้อเบียร์มาเพิ่มหรือให้พาคุณมินตราเข้าไปพักข้างในดีครับ” น้ำเสียงนิ่งเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆของชลันธร ทำให้คนที่นั่งมองเหม่อไปกับท้องทะเลกว้างและภวังค์ความคิดมากมายชะงักไป ก่อนจะเหลียวมองเพื่อนรักที่เพิ่งกระดกเบียร์อีกขวดหมด แล้วก็ต้องหัวเราะออกมาเบาๆกับจำนวนขวดมากมายที่รายล้อมของเจ้าของสโลแกน ‘พูดจริง ทำจริง ไม่อิงนิยาย’
“ไม่ต้องซื้อมาเพิ่มแล้วละ ถ้าปล่อยให้กินอีกขวดก็ได้ครบสองลังกันพอดี”
คนจิบเบียร์ขวดแรกยังไม่ทันหมดหัวเราะชอบใจกับใบหน้าแดงก่ำของเพื่อนรัก เห็นกำลังเหลียวซ้ายแลขวาหาเบียร์ขวดใหม่แต่เมื่อพบเพียงความว่างเปล่า ดวงตาหวานฉ่ำเคลือบด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ก็หันมาจ้องขวดเบียร์ในมือของเธอไม่วางตา
“ขอขวดนึง” คนเมาร้องขอในทันที ก่อนจะต้องเบ้ปากเมื่อคนถูกขอกระดกเบียร์ในมืออย่างรวดเร็วจนหมดขวด
“อ่ะ ขวด...แล้วก็ไม่ต้องร้องนะ เพราะฉันไม่ใช่ไอ้ดา ไม่โอ๋ใครนะคะ” กะรัตปรามเพื่อนสนิทเสียงเข้มอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะหัวเราะร่วนเมื่อมินตราเริ่มร้องไห้จริงๆอย่างที่คาดการณ์ไว้
กะรัตกับมินตราและดาริกาเป็นเพื่อนสนิทกันมาร่วมสิบปี ทำให้หญิงสาวรู้ดีว่านิสัยของเพื่อนแต่ละคนเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเมื่ออยู่ภายใต้ภาวะที่สติไม่สมประกอบ แม้มินตราจะเป็นคนที่ ‘คอแข็ง’ ที่สุดในบรรดาเพื่อนสนิททั้งสาม แต่พอเมาไปแล้วเธอคนนี้ก็ถือว่า ‘รั่ว’ ได้มากที่สุดเช่นกัน
“เอ่อ...คุณพิงค์ครับ ให้ผมไปซื้อเบียร์มาเพิ่มดีกว่าไหมครับ” ชลันธรที่ยืนมองคนเมาร้องไห้จนหน้าแดงก่ำถามย้ำอีกครั้ง เมื่อเห็นคนที่ยังนั่งกอดขวดหลั่งน้ำตาดูท่าจะไม่ยอมหยุดร้องง่ายๆ
“ถ้ายิ่งเมาจะยิ่งร้องหนักกว่านี้ ปล่อยไว้แบบนี้ดีกว่า” กะรัตตอบกลับด้วยรอยยิ้มอย่างคนที่รู้จักเพื่อนสนิทดี
“ให้พาไปเก็บในบ้านก่อนไหมครับ ปล่อยไว้ตรงนี้เดี๋ยวถ้าเผลอ...คงเดินออกไปซื้อเบียร์กินเองแน่ๆ”
คนฟังข้อสันนิฐานของผู้ช่วยคนใหม่พยักหน้ารับข้อเสนอแกมขำ เพราะเธอสามารถจินตนาการภาพของเพื่อนรักที่จะเดินเข้าไปนั่งกินเบียร์อยู่หน้าตู้เย็นในร้านสะดวกซื้อได้จริงๆเช่นกัน
“เดินไม่ไหว อุ้มหน่อย” คนเมาตอบกลับเสียงหวาน ก่อนจะยิ้มให้กะรัตและชลันธรจนตาหยีอย่างน่าเอ็นดู
“ปล่อยให้มันนอนตรงนี้น่าจะง่ายกว่าไหมนะ! เมาเมื่อไร...ไปได้ไม่เคยพ้น ‘หมา’ เล๊ย” กะรัตบ่นแกมเอ็นดู เมื่อคนเมากอดเอวบางของตนเองไว้แน่นแล้วคลอเคลียไปมาไม่เลิกรา
“ถ้าคุณพิงค์ไม่ถือ ให้ผมอุ้มขึ้นไปเก็บให้ไหมครับ”
คนฟังข้อเสนอพยักหน้ารับก่อนจะปล่อยให้ชลันธรอุ้มร่างบอบบางของเพื่อนสนิท ที่ชักจะเริ่มน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆตามปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดที่เพิ่มสูงขึ้นตามความจริง เพราะแค่เธอละสายตาไปไม่กี่วินาทีเพื่อหยิบเครื่องมือสื่อสาร สองแขนบอบบางก็เริ่มลูบไล้ไปตามแผงอกกว้างของชลันธรอย่างสำรวจตรวจตรา ก่อนจะกอดรัดรอบคอของคนอุ้มไว้แน่นสนิทราวเด็กเล็กๆที่เพิ่งได้พบของเล่นถูกใจ
“ผมเอาคุณกลับไปทิ้งไว้ที่เดิมได้ไหมนะ?...ถ้าจะรัดคอแน่นขนาดนี้ อีกไม่กี่นาทีคงได้ล้มกลิ้งไปทั้งคู่แน่ๆ” คนถูกกอดจนแนบชิดสนิทสนมราวกับรู้จักกันมาเป็นสิบปี ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วรู้จักกันได้ไม่ถึงสิบวันบ่นพึมพำ พลางเหลือบมองร่างบอบบางที่ยังคงกอดรัดตนเองจนแน่น ก่อนจะต้องถอนใจแกมระอาเมื่อคนตรงหน้าซุกซบกระหม่อมเล็กได้รูปลงบนแผงอกกว้างของตนแล้วหลับไป
กะรัตมองตามร่างสูงของคนที่ ‘อาสาอุ้มไปส่ง’ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมากับสภาพเลขาคนสนิทของใครบางคนที่ฝากไว้กับเธอเมื่ออาทิตย์ก่อน คิดได้เพียงเท่านั้นมือบางก็เลือกกดอัดภาพเคลื่อนไหว แล้วตัดสินใจกดส่งให้เจ้านายของชลันธรในทันที และเพียงไม่กี่วินาทีที่ส่งข้อความหาก็มีข้อความบางอย่างตอบกลับมาว่า..
‘ผมคิดถึงคุณ’
ร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัวลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่องเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่นปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน“ให้ผมช่วยคับ”เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกค
ท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้นเขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!” “อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้
ช่อดอกไม้ขนาดกะทัดรัดแต่มีน้ำหนักพอดูถูกโยนจนลอยละลิ่วตามประสาดอกไม้งานแต่ง เพียงแต่ช่อดอกไม้ในคราวนี้อาจจะน่าสงสารกว่าช่อดอกไม้ในงานแต่งอื่นๆนิดหน่อย เพราะคนรอรับดอกไม้มีแต่ผู้ชาย? ต้องขอบคุณไอเดียสุดล้ำของเจ้าสาวสุดสวยนามว่ากะรัต ที่ดันนึกสนุกด้วยการเพิ่มดอกไม้งานแต่งเข้ามาอีกช่อ! พร้อมกับสร้างเงื่อนไขเล็กน้อยแต่กลับสามารถดึงดูดใจคนในงานได้เป็นอย่างดี‘จะมีผ้าขาวกั้นเวทีไว้ แล้วเราสองคนจะโยนช่อดอกไม้พร้อมกันนะคะ...สองคนที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้ตั๋วฟรีพร้อมที่พักสำหรับสามวันสองคืนให้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ!’เพราะเพื่อนของบ่าวสาวล้วนแล้วแต่เป็นคนโสดเสียส่วนมาก ผลตอบรับจึงแสดงออกมาให้เห็นด้วยจำนวนแขกเกือบทั้งงานที่ไปออรวมกันตรงหน้าเวที..“ไม่ไปแย่งดอกไม้กับเขาหรือไง?” น้ำเสียงขบขันของผู้อาวุโสเขื่อนเพชรตั้งคำถาม“คุณปู่ก็ยังนั่งอยู่นะครับ ไม่ได้ไปแย่งดอกไม้เหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับลอยลมพลางจิบคอกเทลในมือด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย เหลือบมองความวุ่นวายหน้าเวทีแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นสงครามขนาดย่อมของเหล่าชายฉกรรจ์“บ๊ะ! ถ้าลุกไปย่าของเจ้าพีทก็แพ่นกบาลแยกสิว่ะ!” น้ำเสียงกริ่งเกรงแกมขบขันตอบกลับ“ผ
ดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย “ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะค
กำหนดการงานแต่งหลังผ่านความช่วยเหลืออย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหวังดีของบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทำให้กะรัตและเพทายเริ่มไม่แน่ใจว่า...สรุปแล้วมันคือการแต่งงานของคนสองคนหรือเป็นการแต่งงานของสองครอบครัวกันแน่? แต่ได้ความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในตอนแรกกะรัตและเพทายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานแต่งเล็กๆที่มีเฉพาะ ‘คนกันเอง’ เท่านั้น แต่พอพูดคุยกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายดูเหมือน ‘คนกันเอง’ จะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานเลี้ยงที่มีจำนวนแขกหลายร้อยคนตอนไหนก็ไม่ค่อยแน่ชัด..“เดี๋ยวนะ! ทำไมจำนวนซองงานแต่งมันงอกขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?” กะรัตร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อกวาดตาอ่านใบรายชื่อแขกฉบับล่าสุดที่จันทร์เจ้าส่งให้“คุณมาริสาท่านให้คนเอารายชื่อมาเพิ่มเมื่อเย็นวานนี้ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของท่านที่ทำไร่ชาอยู่ทางเหนือ ถ้าไม่เชิญเกรงว่าจะเสียมารยาทค่ะ” เลขาคนสนิทแจกแจง“ห้าสิบคนเลยนะคะ ถ้าทำไร่ชาทั้งหมดไม่กินพื้นที่ภูเขาไปสองลูกครึ่งแล้วเหรอ?” กะรัตหัวเราะแกนๆก่อนจะรับแฟ้มเอกสารอีกฉบับมาอ่านทวนแล้วค่อยจรดปลายปากกาอนุมัติ “ช่วงบ่ายพิงค์มีนัดสัมภาษณ์หัวหน้าฝ่ายก
สองเรื่องที่สินธรร้องขอไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรในความรู้สึกของกะรัต ตรงข้ามมันกลับฟังดูเป็นคำขอที่น่าพิศวงและไม่สมเป็นเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่ความเคลือบแคลงสงสัยก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในความคิดนานนักเพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพชรลดาก็โทร.มาแจ้งข่าวทั้งที่ยังร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจว่าสินธรจากไปแล้วงานศพของสินธรถูกจัดเจ็ดวันเต็มตามคำขอของเจ้าตัว ตลอดสัปดาห์ของการจัดงานกะรัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือมารดาของเธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไรกับการจากไปของน้องชายสุดที่รัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรลดาที่ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายหน...ในวันเผาค่อยเห็นว่านพเก้ายืนปาดน้ำตาเงียบๆอยู่หน้าเมรุ มองกลุ่มควันที่ลอยไกลไปบนท้องฟ้ากว้างราวกับกำลังบอกลาส่วนอีกเรื่องที่สร้างความฉงนให้อย่างแท้จริง คือการร่ำไห้อย่างหนักหน่วงของเลขาคนสนิทของเธอเอง จันทร์เจ้าดูเจ็บปวดกับการจากไปของสินธรมากกว่าพบธรรมที่คอยช่วยประคองอยู่ข้างๆเสียอีก กะรัตค่อยมาเข้าใจความหมายของน้ำตาในตอนหลัง เมื่อได้รู้ว่าเด็กในการอุปการะของสินธรเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้มีเพียงพบธรรมแต่ยังรวมไปถึงจันทร์เจ้าด้วยอีกคน..‘น้าอยากให้เธอตามจันทร์เจ้ากลับมาทำ







