تسجيل الدخولบทสนทนาที่กำลังดำเนินอยู่ หยุดชะงักลงชั่วคราว เมื่อเห็นร่างสูงที่เดินเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร ผู้ที่นั่งเป็นประธานอยู่หัวโต๊ะ โบกมือให้เด็กรับใช้ไปจัดอาหารมาเพิ่มอีก เพลิงนั่งลงตรงเก้าอี้ประจำของเขา และย่นคิ้วเมื่อเห็นว่าที่โต๊ะอาหารเช้าวันนี้ มีสมาชิกเพิ่มขึ้น เขายกมือไหว้ผู้เป็นอาจิตราพยักหน้าและยิ้มให้ นัยน์ตาของเธอมองเขาอย่างสำรวจ ก่อนจะหันไปมองสบตากับผู้ที่สูงอายุที่สุดในบ้านชั่วครู่ แล้วก้มลงสนใจอาหารในชามของเธอต่อ
“ลงมาได้แล้วเหรอตาเพลิง วันนี้ไปทำงานได้แล้วสิเราน่ะ”
คุณย่าหญิงพูดขึ้นมาลอยๆ เพลิงก้มหน้าหลบสายตาของผู้เป็นย่า แล้วทำเป็นไม่สนใจท่าน คุณย่าหญิงถึงกับถอนใจกับพฤติกรรมของหลานรัก นางส่ายหน้าน้อยๆ แล้วหันไปหาชายหนุ่มอีกคนในโต๊ะเหมือนจะฟ้องเขา
“ตาวิชญ์ ดูพี่เราหน่อยสิ ยายจะเป็นลม กินเหล้าเมาหัวราน้ำอยู่ในศาลาหลังบ้าน งานการไม่ไปทำ อะไรนักหนา”
“ว่าไง นายเพลิง”
นราวิชญ์ ที่กำลังมองสำรวจลูกพี่ลูกน้องหนุ่มอยู่เหมือนกันกลายๆ ยิ้มน้อยๆ เขามีใบหน้าละม้ายคล้ายเพลิง หากแต่หน้าตาของนราวิชญ์ไม่คมเข้มเท่าเพลิง อาจจะเพราะนัยน์ตาอันสงบนิ่งอบอุ่นของเขาก็ได้ ขณะที่ญาติผู้พี่มีนัยน์ตาคมเข้มและร้อนแรงกว่า นิสัยของนราวิชญ์ก็แทบจะแตกต่างจากเพลิง เพลิงนั้นอารมณ์ร้อน รักแรงเกลียดแรง เขาไม่เคยเก็บความรู้สึกสักเท่าไหร่ หากแต่นราวิชญ์ นิ่งสงบ เฉยเมย น้อยคนนักจะรับรู้ถึงความในใจของหนุ่มผู้เยือกเย็นคนนี้ ถ้าเปรียบเพลิงเป็นไฟ นราวิชญ์ก็คือน้ำแข็งขั้วโลกเลยทีเดียว
“อะไร ที่ว่าไง”
เพลิงย้อนถามอย่างกวนๆ เขาไม่ใคร่ชอบใจคุณย่าหญิงนัก ที่เอาเขามาฟ้องกับน้าสาวและญาติผู้น้องแบบนี้ นราวิชญ์หัวเราะหึ หึ
“วันนี้มีประชุม นายสร่างเมาแล้วใช่ไหม? ”
เพลิงเม้มริมฝีปาก กับคำพูดแฝงนัยกระทบน้อยๆ จากนราวิชญ์นั่น ทำไมเขาจะไม่เข้าใจว่าชายหนุ่มหมายความถึงเรื่องอะไร
“อืม...หายแล้ว”
“อย่าไปสนใจอะไรแม่นั่นนักเลยนะตาเพลิง ย่าขอล่ะ เฮ้อ...กลับมาเป็นผู้เป็นคนเหมือนเดิมก็ดีแล้ว แม่จิตรวันนี้ไปส่งแม่ไปบ้านคุณอรนภาหน่อยนะ แม่มีนัดไปดูเครื่องลายครามสมัยเก่าที่บ้านเค้า เห็นอยากจะให้แม่ช่วยดูก่อนตัดสินใจซื้อ ชอบของเก่าแต่ไม่เชื่อสายตาตัวเอง กลัวได้ของเทียมมา เหมือนใครแถวนี้ก็ไม่รู้ แน่ใจแล้วว่าเพชรแท้ แต่กลับได้ก้อนกรวด”
“คุณย่า เลิกซ้ำเติมผมได้หรือยังครับ”
เพลิงวางช้อนแบบกระแทกๆ ก่อนจะหน้าตาแดงก่ำด้วยความโกรธ เขาพยายามจะลืมเรื่องของญาตาวี แต่เหมือนทุกคนจะมาย้ำกันอยู่ได้
คุณย่าหญิงถึงกับกลืนน้ำลาย เมื่อหลานชายคนโปรดลุกพรวดขึ้นจากโต๊ะอาหารเอาดื้อๆ นราวิชญ์มองตามหลัง เขารวบช้อนและดื่มน้ำ พลางลุกตามลูกพี่ลูกน้องหนุ่มไปบ้าง เขาหันมาพูดกับคุณย่าหญิงยิ้มๆ
“เดี๋ยวผมไปจัดการให้นะครับคุณยาย”
“คุยกับพี่เพลิงดีๆ ล่ะ”
จิตราว่าตามหลังบุตรชายคนเดียวของเธอ ก่อนจะหันมายิ้มให้มารดา มือเธอบืบมือท่านเบาๆ แล้วกล่าวปลอบ
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ตาวิชญ์คงจะจัดการให้ตาเพลิง อารมณ์ดีขึ้นบ้างนะคะคุณแม่ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ”
“จะไม่ให้ห่วงได้ยังไงกัน แม่จิตร”คุณย่าหญิงถอนใจเฮือก แล้วส่ายหน้าช้าๆ
“ฉันเลี้ยงของฉันมานานนะแม่จิตร ตั้งแต่พ่อแม่เขาเสีย รู้นิสัยใจคอตาเพลิงดี ว่าจริงจังขนาดไหน แม่จิตรก็รู้นี่ลูก หลานชายเราน่ะ ไม่เคยจริงจังแบบนี้มาก่อน แม่เวียร์นี่เป็นรายแรก ที่ตาเพลิงหวังนัก คงจะเจ็บมาก คนอย่างตาเพลิงจริงจังทุกเรื่อง ทั้งเรื่องงานและเรื่องชีวิตส่วนตัว จนแม่ล่ะกลัวใจ”
“อืม...ค่ะ”
จิตราพยักหน้า เธอเองก็มีส่วนในการเลี้ยงเพลิงมากเหมือนกัน ก้องภพพี่ชายเธอ และ บุหงา พี่สะใภ้เสียชีวิตไปในอุบัติเหตุเครื่องบินตก ตั้งแต่เพลิงอายุเพียงสิบขวบ ผู้เป็นย่าจึงรับเลี้ยงเพลิงและสนิทสนมกับหลานชายมาก ตัวเธอเองก็มักจะรับหลานรักไปนอนด้วยบ่อยๆ และพาไปอยู่ด้วยบางครั้ง เพราะสงสารเพลิงที่เป็นลูกกำพร้า
“แม่ก็เตือนมันแล้ว เรื่องแม่เวียร์นั่นน่ะ สาวสังคมจัด หัวสมัยจ๋า คิดดูนะคิดดู มานอนค้างอ้างแรมกับหลานเราบ่อยๆ ไป แต่ไม่เคยมาให้เราเห็นหน้าสักที อะไรกันแม่รับไม่ได้หรอก ถ้าแม่ไม่ไปงานเลี้ยงวันเกิดคุณหญิงโสภา คงไม่ได้เห็นหน้าเจ้าหล่อน สวยหยาดเยิ้ม ดูเย้ายวนออกปานนั้น ตาเพลิงถึงหลงนักหลงหนา”
“อืม...ค่ะ”
จิตราถอนใจ แล้วจับมือของมารดามาลูบเบาๆ หน้าตาท่านเป็นห่วงหลานชายมาก จิตราเข้าใจดีเลยทีเดียว แต่ของแบบนี้มันไม่ใช่แค่วันสองวันจะมาลืมกันได้ง่ายๆ เพลิงคบกับญาตาวีมานานมากเกือบสามปี ลืมกันชั่วคืนคงจะไม่ได้
“เฮ้อ...พูดยาวๆ บ้างไม่ได้หรือไงแม่จิตร อืม...ค่ะ เลิกพูดประโยคนี้เถอะ แม่อยากได้คำปรึกษาบ้างนะ ไม่ใช่อยากได้แต่ผู้ฟังที่ดี”
คุณย่าหญิงว่าให้ลูกสาว จิตราหัวเราะเบาๆ เธอมักจะพูดน้อย เก็บความรู้สึกเก่ง มักจะใช้การกระทำมากกว่าคำพูด จิตราจึงเป็นนักทำงานที่ดีมากกว่านักพูดที่ดี
“อืม...ค่ะ อุ๊ยขอโทษค่ะคุณแม่ หึ หึ ตาวิชญ์คงจะช่วยพี่ชายได้บ้างน่ะค่ะ ขานั้นรู้ใจเพลิงทุกอย่าง”
“ถ้าแบบนั้นก็ดี หมกตัวอยู่จนแม่กลัวใจ เอ่อ...นี่เย็นนี้เรามาที่บ้านนะ ตากริชจะมา พาเมียฝรั่งมาไหว้แม่”
“อืม...ได้ค่ะ ไว้จิตรจะมากินข้าวเย็นด้วย อยากเจอตัวน้องชายเหมือนกัน เห็นขลุกอยู่แต่สวนส้มสุดที่รัก แล้วนี่คิดยังไง ถึงตัดใจขายได้ก็ไม่รู้สินะคะ”
“ตามเมียไปฝรั่งเศสน่ะสิ ตากริชใฝ่ฝันมานานแล้วไอ้เรื่องมีไร่องุ่นทำไวน์น่ะ ได้เมียเป็นเจ้าของไร่องุ่นพอดี เลยแจ้นตามแทบไม่ทัน”
คุณย่าหญิงย่นจมูก นางไม่ใคร่จะพูดถึงกริชบุตรชายคนเล็กของนางมากนัก เพราะแอบขัดใจที่กริชทิ้งทุกอย่าง กิจการของครอบครัวที่เพียรสร้างกันมา ตกแหมะเป็นภาระของจิตราพี่สาวคนรอง ทิ้งไปทำความฝันของตัวเองเอาเสียดื้อๆ
“จิตรอยากเจอพี่สะใภ้เหมือนกันนะคะ เห็นว่าจะแต่งงานในสวนส้ม ท่าทางจะหวานกันน่าดู”
“แม่ก็อยากจะเห็นแหม่มฝรั่งที่มาหลงคารมน้องชายเราเหมือนกันน่ะแหละ มาได้เมียตอนอายุสี่สิบกว่าๆ แบบนี้ เหอะ...จะเตะปี๊บดังหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วแม่จะได้เห็นหน้าหลานหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ พากันไปอยู่เมืองนอกหมดแบบนั้น ไอ้น้องเราคนนี้แม่เลี้ยงได้แต่ตัวจริงๆ นะ ทำอะไรตามใจตัวเองเป็นที่หนึ่ง ไม่เคยคิดถึงแม่ถึงพ่อ คิดถึงพี่บ้างว่าจะเหนื่อยขนาดไหน นี่ดีนะที่หลานชายของแม่โตพอจะช่วยผ่อนแรงได้บ้าง แถมพอจะใช้งานได้ ไม่อย่างนั้นกิจการที่ทำกันมาตั้งแต่รุ่นแม่ คงจะได้บริจาคให้การกุศลเพราะไม่มีคนสนใจจะรับช่วงต่อ”
“ไว้จิตรจะพาคุณแม่ไปเยี่ยมหลานบ่อยๆ นะคะถ้ากริชมีลูก”
จิตราว่ายิ้มๆ เธอเข้าใจดีว่าถึงแม้มารดาจะบ่นมากมายเกี่ยวกับน้องชาย แต่ท่านก็รักเขามากเท่าๆ กับลูกทุกคน และออกจะเป็นห่วงกริชมากเสียด้วยที่ เลือกเดินตามความฝันไปลำบากลำบนทำสวนส้มแบบบุกเบิกด้วยตัวเอง
“ถ้ามันมีปัญญามีนะ เฮ้อ...ผู้ชายบ้านนี้ คิดแล้วมีแต่คนทำให้แม่ปวดหัว”
คุณย่าหญิงบ่น ใจเริ่มห่วงหลานรักขึ้นมาอีกรอบ เพลิงจะทำใจได้บ้างหรือยังก็ไม่รู้ป่านนี้แล้ว...
...........................................................................................................................................................
“ฉันขับรถให้นายนะเพลิง”
นราวิชญ์กล่าวยิ้มๆ เมื่อเดินแกมวิ่งมาจนทันญาติผู้พี่ เขาตบบ่าเพลิงเบาๆ ก่อนจะแบมือขอกุญแจรถ เพลิงมองนัยน์ตายิ้มๆ ของนราวิชญ์ พลางหรี่ตา
“จะมาไม้ไหน”
“เป็นห่วงนาย ขับรถให้ดีกว่า”
นราวิชญ์ว่า เพลิงยักไหล่ แล้วส่งกุญแจให้กับญาติผู้น้องโดยดี นราวิชญ์ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะขึ้นประจำที่คนขับ เมื่อออกรถมาสักครู่เขาก็ถามเพลิงขึ้นลอยๆ ว่า
“แวะกินอะไรก่อนไหม นายกินข้าวนิดเดียวเอง เมื่อกี้ วันนี้ประชุมยาวด้วย ไม่อยากให้ผู้ช่วยกรรมการฝ่ายบริหารเป็นลมคาห้องประชุมว่ะ”
“จะกระแหนะกระแหนอะไรฉันอีกคนล่ะ”
เพลิงปรายตามองนราวิชญ์ ที่ยังคงทำหน้านิ่ง นัยน์ตายิ้มอย่างเดิม เขารู้นิสัยญาติผู้น้องดีกว่า นราวิชญ์ถึงจะทำนิ่งๆ แต่ก็รู้ทันทุกอย่าง คำพูดแต่ละคำบางทีต้องคิดกันลึกๆ เพราะมันมักจะแฝงอะไรไว้เสมอ
“ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย” ชายหนุ่มอมยิ้ม แล้วส่ายหน้าน้อยๆ
“อย่าระแวงกันสิ ฉันแค่เห็นนายกินข้าวนิดเดียว โมโหคุณยายหรือไง ท่านก็พูดถูกนะ เรื่องคุณเวียร์น่ะ”
“ความรักมันจบลงได้แค่วันเดียวได้ ฉันก็คงจะดีกว่านี้”
เพลิงพูดเสียงแผ่ว นัยน์ตาเขาเจ็บปวดวูบไหวขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง นราวิชญ์ลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของญาติหนุ่ม ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ
“ความรักมันจบลงวันเดียวไม่ได้ หากแต่เวลาก็อาจจะทำให้นายลืมความรักได้บ้าง ไม่ใช่เหล้า และการทำร้ายตัวเอง”
น้ำเสียงราบเรียบของนราวิชญ์ทำให้เพลิงถอนใจเฮือก
“อืม...ฉันแค่อยากเมา อยากลืมเขาบ้าง ก็เท่านั้นเอง”
“แต่ตอนนี้นายควรจะเลิกเมาได้แล้ว คุณยายเป็นห่วงนายมาก พวกเราทุกคนรักและเป็นห่วงนายนะ นายเพลิง”
นราวิชญ์ว่า ทำเอาเพลิงถึงกับอึ้งไปชั่วครู่ เขาพยักหน้า
“ขอบใจนะ ฉันยังเจ็บไม่หายง่ายๆ หรอก เรื่องนี้มันมากเกินกว่าฉันจะรับไหวว่ะ เข็ดจริงๆ ฉันอยากจะหนีไปอยู่ไกลๆ ที่ไหนก็ได้สักพัก ไม่อยากรู้เรื่องของเขา ไม่อยากได้ยิน มันเจ็บ นายเข้าใจไหมวะ นายวิชญ์ นายเคยมีความรักบ้างไหม ถ้าเคยมีแล้วนายจะเข้าใจ ว่ามันเจ็บปวดแค่ไหนที่เขาทำกับเราเหมือนกับเราเป็นแค่เกม”
น้ำเสียงและแววตาของเพลิงยังเจ็บปวด เขาเป็นคนจริงจังและเมื่อจริงจังไปแล้ว เพลิงจึงทุ่มใจกายอย่างถึงที่สุด หากการได้รับการตอบแทนมาแบบนี้ มันก็ทำให้เขาทำใจได้ยากเย็นยิ่งนัก
“ฉันเข้าใจ ฉันเองก็เป็นผู้ชายนะเพลิง ความรักก็ต้องเคยมีบ้าง”
นราวิชญ์ว่า นัยน์ตาอบอุ่นของเขาเป็นประกายอ่อนโยนเมื่อพูดถึงเรื่องความรัก หัวใจเขาไม่ได้เย็นชาเหมือนขั้วโลกนี่นา แถมคนที่เขากำลังเริ่มคิดลึกซึ้งด้วยตอนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นราวิชญ์ลอบกลืนน้ำลาย ไม่ใช่แค่พี่ชายของเขาหรอก ตอนนี้เขาเองก็กำลังเริ่มรู้สึกถึงความรู้สึกที่ว่าทีละน้อยเหมือนกัน
“ฉันอยากพักร้อน หนีไปไกลๆ ว่ะ”
เพลิงว่า เขาเอนหลังกับเบาะรถแล้วหลับตานิ่ง
“หนีไปที่ไหนก็ได้สักที่ ไม่อยากทำงาน ไม่อยากเจอใครจริงๆ”
“นายจะทิ้งงานให้ฉันทำหรือไง เฮ้! สงสารกันบ้างนะ งานก็ไม่ใช่น้อยๆ โรงแรมของเราน่ะ งานหนักนะพี่ชาย”
นราวิชญ์หัวเราะ พยายามทำให้เป็นเรื่องคลายเครียด แต่เขามองหน้าของเพลิงแล้ว เหมือนกับว่าตอนนี้ ชายหนุ่มกำลังอยากจะหนีสังคมไปไกลๆ ขึ้นมาจริงๆ
‘ขอคุณยายพานายเพลิงไปเที่ยวสักหน่อย สักอาทิตย์ท่าจะดีแหะ’
นราวิชญ์คิดในใจ เมื่อเห็นท่าทีที่เซ็งขนาดหนักของญาติผู้พี่ ที่กำลังนอนหลับตานิ่ง เขากำลังกลัวว่าเพลิงจะเครียดจัด จนหนีพวกเขาไปเข้าจริงๆ งานนี้คงจะยุ่งแน่ๆ
..................................................................................................................................................................
“สวัสดีครับคุณแม่”
กริชยิ้มแย้มเต็มที่เมื่อกล่าวทักทายมารดา เขาวิ่งมากอดนางแรงๆ ก่อนที่คุณย่าหญิงจะแกล้งทำเสียงดุใส่บุตรชายคนเล็กของนาง
“อย่ามากอดเลย แม่ล่ะหมั่นไส้ เดี๋ยวก็ทิ้งแม่ไปแล้ว เชอะ”
“โอ๋ๆ ใจน้อยอีกแล้ว”
กริชหัวเราะเบาๆ แล้วโอบท่านไว้ในวงแขน เขาอาจจะเหมือนลูกชายที่ไม่ใคร่ได้เรื่องนักของมารดา แต่ไม่ว่าจะอยู่ห่างเพียงไหน เขาก็ยังระลึกถึงท่านเสมอ และไม่พลาดยามมีช่วงเวลาสำคัญๆ เขามักจะมาเยี่ยมเยือนหรือไม่ก็ส่งของมาแทนตัวไม่ขาด
“ไหนล่ะ เมียเราน่ะ”
คุญย่าหญิงว่า กริชยิ้มกริ่มเลยทีเดียว พลางพาท่านประคองออกไปนอกบ้าน เขาให้มาเรียรอเขาที่สวนสวย ซึ่งตอนนี้พี่สาวของเขากำลังชวนคุยทำความรู้จักกับเธออยู่คุณย่าหญิงจัดเป็นงานเลี้ยงย่อมๆ ให้กับบุตรชายคนเล็กเพื่อต้อนรับว่าที่ลูกสะใภ้
“มาเรีย”
กริชตะโกนเรียกภรรยา ที่ลุกขึ้นยืนและยิ้มหวานให้กับเขาทันที คุณย่าหญิงมองปราดว่าที่ลูกสะใภ้ อดคิดในใจไม่ได้ว่า ดูสวย สง่า ขนาดนี้นี่เอง มิน่าเล่า บุตรชายถึงยอมสละโสดอย่างง่ายดาย ทั้งที่หวงเอาไว้เหนียวแน่นมานาน
“สวัสดีค่า”
หญิงสาวนางนั้นยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ภาษาไทยแปร่งๆ ของมาเรียทำเอาคุณย่าหญิงย่นคิ้ว
“พูดไทยได้ด้วยเหรอ?”
“ทำกับข้าวไทยยังไหวเลยครับ หึๆ”กริชว่ายิ้มๆ
“มาเรียทำหุ้นเปิดสวนส้มของผมเป็นกึ่งโฮมสเตย์นานแล้วครับคุณแม่ เราคบกันมานานหลายปีแล้ว”
น้ำเสียงที่พูดถึงคนรัก แฝงนัยชื่นชม จนคุณย่าหญิงต้องแอบอมยิ้ม
“ดีๆ เราชอบกินอาหารไทยแม่จำได้ พอจะนึกออกแล้วว่าทำไมเราถึงสละโสด”
นางว่าลอยๆ กริชได้ยินไม่ถนัดถึงกับถามซ้ำอย่างสงสัย
“อะไรนะครับคุณแม่”
“เปล่า ๆ“
คุณย่าหญิงหัวเราะและรับไหว้มาเรีย ก่อนจะมองเธออย่างสำรวจอีกครั้ง หญิงสาวชาวต่างชาติ ต่างภาษาผู้นี้ ดูท่าทางจะสุภาพนอบน้อม แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจในตนเอง เข้มแข็งจนเห็นได้ชัด นางยิ้มให้กับมาเรีย ก่อนจะเดินตามบุตรชายเข้าไปที่ในสวน ที่มีจิตรารออยู่ พร้อมกับสาวน้อยอีกนางหนึ่ง ที่กำลังตื่นเต้นกับอาสะใภ้คนใหม่
“แล้วหลานผมสองคนล่ะครับ”
กริชถามผู้เป็นมารดาเมื่อรับประทานอาหารกันไปได้สักพักหนึ่ง ดูเหมือนว่ามาเรียจะเข้ากับทุกคนในบ้านของเขาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะชนิตสิรี หลานบุญธรรมของคุณย่าหญิง ที่นางขอมาอุปการะไว้ ดูจะชื่นชมมาเรียมาก
“เดี๋ยวก็มาน่ะ อ้อ...พูดถึงก็มาพอดี”
คุณย่าหญิงว่า หลังจากได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามาในบ้าน สักพัก สองหนุ่มก็เดินเข้ามาสมทบกับงานเลี้ยง นราวิชญ์ยกมือไหว้ผู้เป็นน้าพร้อมกับเพลิง เขาเดินไปนั่งข้างๆ กับสาวน้อย พร้อมกับเอ่ยทักสั้นๆ ว่า
“กลับมาแล้วเหรอ ยัยน้อง”
“กลับมาแล้วคะ พี่วิชญ์”
ชนิตสิรีตอบ พร้อมกับยิ้มกว้างให้เขา รอยยิ้มนั้นสดใส จนคนมองอดใจเต้นแปลกๆ ไม่ได้ หญิงสาวมีเครื่องหน้าละมุนหวาน ใบหน้ารูปหัวใจ ปากนิด จมูกหน่อย ราวกับตุ๊กตา ผมยาวหยักศกของเจ้าตัวปล่อยยาวประบ่า สวมชุดกระโปรงติดกันสีชมพูลายทางขาว สั้นเหนือเข่า ดูแล้วน่ารักสมวัยใสของเธอยิ่งนัก
“สนุกไหมเข้าค่าย พี่นึกว่าจะร้องไห้กลับมา ตั้งแต่สองสามวันแรกเสียแล้ว”
เพลิงว่ากระเซ้าอีกคน พลางโคลงศีรษะเธออย่างเอ็นดู ชนิตสิรีเป็นเด็กกำพร้าที่คุณหญิงย่าขอมาอุปการะ เพราะสงสารครอบครัวของเธอที่บิดามารดาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งบ้าน คุณหญิงย่ารู้จักเพราะมารดาของสาวน้อยเคยเป็นลูกศิษย์มาเรียนทำขนมไทยตอนที่คุณหญิงย่าเปิดสอนสนุกๆ แก้เหงา เมื่อทราบข่าวร้ายและไปงานศพของอดีตลูกศิษย์ รับรู้ความน่าสงสารของชนิตสิรีที่ต้องเป็นกำพร้าตั้งแต่อายุหกขวบ คุณย่าหญิงจึงยื่นมือเข้าช่วยเหลือโดยไม่ลังเล เด็กหญิงชนิตสิรีน่ารัก น่าเอ็นดูมากสำหรับพี่ชายอย่างเพลิงและนราวิชญ์ เจ้าตัวขี้อ้อน ช่างประจบ แถมฉลาดเฉลียว คุณย่าหญิงจึงรักมาก
“ไม่หรอกค่ะ สนุกจะตาย ก็ยายตวงยังลุยได้ ทำไมน้องจะลุยไม่ได้ละคะพี่เพลิง”
เจ้าตัวว่าเสียงแจ๋ว เพลิงเลยหัวเราะหึๆ ก่อนจะสนใจตักอาหารตรงหน้าทาน และหันไปคุยกับอาของเขาบ้าง
“อากริชสบายดีไหมครับ? ตอนนี้สวนส้มท่าทางจะกำลังสวยน่าเที่ยวเลยนะครับ”
เพลิงว่า เขากำลังเบื่อ เซ็งขนาดหนัก เมื่อเห็นหน้ากริชเข้า เขาก็รำลึกถึงความงดงามของสวนส้มตะวันฉาย ที่เคยไปเยี่ยมผู้เป็นอา บางทีเขาอาจจะขอตามกริชกลับไป ไปเที่ยวสักพักก็ดีเหมือนกัน
“อืม...กำลังสวยเลย นี่อากำลังประกาศขาย ตอนแรกเขาก็ติดต่อมาจะซื้ออยู่เหมือนกัน แต่ติดที่ทางโน้นกู้แบงค์ไม่ผ่าน”
กริชว่า ทำเอาเพลิงหรี่ตา
“อากริชจะขายสวนส้มตะวันฉายเหรอครับ?”
“อาเราเขาจะบินตามแฟนไปเมืองนอกน่ะ เดี๋ยวก็คงได้เห็นแล้วละ ว่าที่อาสะใภ้เรา ตอนนี้เขาไปเข้าห้องน้ำ”
คุณย่าหญิงว่าอย่างล้อเลียนบุตรชายทำเอากริชยิ้มเขิน ส่วนเพลิงมีประกายตาวาบขึ้นมาทันที เขาตัดสินใจโพล่งออกไปทันที
“อากริชจะขายเท่าไหร่ครับ สวนส้มตะวันฉาย”
“เพลิงถามทำไม”
กริชมองหน้าหลานชายอย่างสงสัย เพลิงยิ้มก่อนจะตอบเสียงหนักแน่นว่า
“ผมจะซื้อครับ ผมจะไปทำสวนส้มต่อจากอากริชเอง”
“หา!”
เสียงประสานดังขึ้นพร้อมกันทันที โดยไม่ได้นัดหมาย ทำเอาเพลิงถึงกับยิ้ม เขาส่งรอยยิ้มกว้างไปทั่วโต๊ะพร้อมกับย้ำอีกครั้ง
“ผมจะไปทำสวนส้มครับ ทุกคนได้ยินไม่ผิดหรอกครับ ผมตั้งใจแน่วแน่แล้ว”
“พี่เพลิงคะ เมื่อไหร่เราจะไปเที่ยวกันเสียที” เสียงหวานเอ่ยถามออดๆ เมื่อเงยมองหน้าคนที่กำลังใช้แขนพาดท่อนเอวของเธอไว้อยู่ เพลิงก้มลงมองคนตัวเล็ก หวานจัดที่เขาละเลียดดื่มชิมมาทั้งคืนอย่างไม่รู้เบื่อ ด้วยสายตาสุดแสนจะเจ้าเล่ห์ แสนกล ก่อนจะเอ่ยตอบเธอเสียงทุ้ม“เดี๋ยวบ่ายนี้พี่จะพาไป รับรองเลยว่าที่แรกที่พาไป น้องตวงจะต้องประทับใจสุดๆ”“ที่ไหนคะ” เธอทำตาโตแป๋วอย่างอยากรู้ พร้อมกับพลิกตัวขึ้นเท้าแขนมองเขา ซึ่งเมื่อเธอทำแบบนั้น ผ้าห่มที่ใช้ห่อตัวก็หลุดลุ่ยลง อวดทรวงสาวขาวนวล มีรอยตำหนิตรงที่คนร้ายกาจ ไปจัดการตีตราไว้จนมันเป็นรอยแดงๆ ซึ่งพอเห็นร่อยรองนั้นแล้ว เพลิงก็ทำตาหวานฉ่ำ แล้วดึงเธอเข้ามากอด ก่อนจะกระซิบเสียงพร่า“จ่ายค่าไกด์มาก่อน รับรองเดี๋ยวได้เที่ยวแน่ๆ”“ค่าไกด์อะไรกัน ปล่อยนะคะพี่เพลิง ตวงจะช้ำไปหมดแล้ว เมื่อคืนก็แทบไม่ได้นอน” เธอพึมพำเสียงออด เล่นเอาคนตัวโตหัวเราะเบาๆ แต่มีหรือคนบ้าพลังอย่างเพลิงจะยอมปล่อยของหวานในอ้อมแขนไปได้ง่ายๆ “เดี๋ยวก็นอนนะ เรามีเวลานอนกันอีกตั้งนาน นะจ๊ะ นะ นะ น้องตวง” คนอ้อน อ้อนไปก็จูบไป เล่นเอาตวงรักแทบจะละลายเป็นไอศกรีม เพราะฝีปากและฝีมือเขา
“ปวดขาไหมคะคุณเพลิง”ตวงรักถามเขาอย่างเป็นห่วง เมื่อพิธีผ่านพ้นไปจนถึงพิธีส่งตัว เมื่อผู้ใหญ่ให้ศีลพรเสร็จแล้ว จึงปล่อยให้หนุ่มสาวอยู่ด้วยกันตามลำพัง เธอกำลังปลดเครื่องประดับออกจากตัว เพลิงหรี่ตาลง เขากำลังคิดออกเมื่อตอนเธอพูดนี่แหละ ว่าขาของเขาพึ่งจะหาย ชายหนุ่มเลยแกล้งทำเป็นเซแล้วพูดเสียงออด“เจ็บอยู่นิดๆ นะครับ พี่กลัวจะอาบน้ำไม่ไหว น้องตวงอาบให้หน่อยนะครับ”“อะไรนะคะ”ตวงรักอุทานอย่างตกใจ พลางหรี่ตามองคนเจ้าเล่ห์ หากแต่เพลิงก็ทำหน้าซีดได้อย่างสมบทบาท ตวงรักเดินเข้าไปหาเขา คนตัวโตเลยตวัดร่างนุ่มเข้ามากอด แล้วซบหน้ากับบริเวณหน้าท้องนุ่มทำเอาตวงรักตัวแข็ง“พี่เจ็บจริงๆ นะจ๊ะ คงอาบไม่ถนัด น้องตวงไปช่วยหน่อยนะ เราแต่งงานกันแล้วนะจ๊ะ นะ”“อาบเองเถอะค่ะ”ตวงรักหน้าแดงก่ำ เธอไม่หลงกลเขาหรอกน่า เขาแค่เจ็บขานะไม่ได้เป็นอะไรมากมายจนถึงกับจะอาบน้ำเองไม่ได้ เพลิงหัวเราะหึ หึ แล้วพูดเสียงอ้อนต่อไปว่า“ใจร้ายจัง จะปล่อยให้สามีไปก้มๆ เงยๆ ทำอะไรไม่สะดวกในห้องน้ำเหรอจ๊ะ เกิดพี่ลื่นล้มหัวแตกไป น้องตวงก็เสียใจน่ะสิ”“ดีใจสิไม่ว่า คนเจ้าเล่ห์อย่างคุณเพลิง ให้เลือดออกเสียบ้าง ตวงจะดีใจมากเลยค่ะ
ภาพของสองหนุ่มสาวบนเวที ทำให้ชนิตสิรีที่ไปเข้าห้องน้ำแล้วมายืนอยู่ใต้ต้นส้มต้นใหญ่ มองแล้วก็อมยิ้ม เมื่อเห็นความรักของเพื่อนเต็มไปด้วยความสุข เธอสะดุ้งเมื่อมีเสื้อสูทสีขาวสวมทับมาบนแขนเปลือย วันนี้ ชนิตสิรีเลือกชุดกระโปรงผ้าพลิ้ว สีส้มโอโรสสายเดี่ยว ประดับดอกไม้เทียมดอกใหญ่ไว้ตรงอกเสื้อ ผมเธอเกล้าเป็นมวยอย่างเก๋ จากฝืมือของภาสวินีที่มาช่วยแต่งหน้าและแต่งตัวให้กับเจ้าสาว รวมมาถึงเพื่อนเจ้าสาวอย่างเธอด้วย ตอนนี้สามสาวไปยืนรอรับช่อดอกไม้ที่ด้านล่างเวที ตั้งใจกันมากเลยทีเดียว“พี่วิชญ์”“สวมเสื้อทับดีกว่านะจ๊ะ เสื้อของน้องเป็นสายเดี่ยว อากาศเชียงใหม่กลางคืนเย็นๆ เดี๋ยวเป็นหวัด”นราวิชญ์ว่า ตอนนี้เขาเหลือเสื้อเชิ้ตสีส้มอ่อนด้านใน ปลดกระดุมลงสองสามเม็ด เผยให้เห็นอกกว้าง ชนิตสิรีย่นจมูกอย่างรู้ทัน“แหม...ค่ะ คุณลุงวิชญ์”“ใครเป็นลุงกัน เดี๋ยวเถอะ”นัยน์ตาคมกริบส่งประกายคาดโทษ ชนิตสิรีเลยหัวเราะกิ๊ก ตอนนี้ชายหนุ่มโดนให้ไปทำงานที่ภูเก็ต เหมือนจะเป็นการแกล้งจากคุณย่าหญิง ข้อหานัวเนียหลานสาวในปกครองของท่านเหลือเกิน ร่วมมือกันกับจิตรา ทำเอานราวิชญ์แทบจะอกแตกอยู่แล้ว ที่ไม่ได้เห็นหน้าหวานๆ ขอ
“สวยจังเลย ยัยตวง”ชนิตสิรีมองเพื่อนรักอย่างตะลึง ตวงรักสวยสง่าในชุดแต่งงานสีส้มอ่อน เป็นเสื้อคอวี แขนพอง เข้ารูป ปล่อยชายกระโปรงยาวฟูฟ่องด้วยผ้าเนื้อเบาราวใยบัว ประดับด้วยริบบิ้นสีทองคาดที่เอวผูกโบว์ไว้ด้านหลัง ด้านหลังของเสื้อผ่าลึกเล็กน้อย ขับผิวขาวอมชมพูให้ยิ่งลออตา เรือนผมประดับด้วยดอกส้มสีขาวหอมกรุ่น ปล่อยยาวถึงกลางหลัง ม้วนเป็นลอนใหญ่ทิ้งตัวสวย เครื่องประดับเป็นมุกสีชมพูเม็ดเล็ก สวมเป็นสร้อยคอ และต่างหู ตวงรักหันมายิ้มให้กับเพื่อนรัก ใบหน้าตกแต่งไว้อ่อนๆ ด้วยโทนสีชมพูอมส้ม ทำให้ดูลออตางดงามไปหมดทั้งใบหน้า “ขอบใจจ้ะ”“เอาไปเอามา ตวงแต่งงานก่อนน้องจนได้”ชนิตสิรีหัวเราะเบาๆ เลยโดนเพื่อนรักค้อนเอาขวับ แถมแอบหยิกเธอเอาเสียด้วยจนชนิตสิรีต้องร้องโอ๊ย! “หยิกน้องทำไมกันนะ เจ็บนะยัยตวง”“อยากจะทำมากกว่าหยิกอีก ใครล่ะ ทำให้ตวงแต่งงานเร็วแบบนี้ พี่ชายตัวแสบของยัยน้องน่ะแหละ”ตวงรักว่าแล้วก็หน้าแดงจัด เมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์วันนั้น เมื่อได้จูบ เพลิงก็เริ่มลืมตัว พาให้เธอคล้อยตามเขาไปด้วย เมื่อชนิตสีรีเปิดประตูพรวดพราดเข้ามาพร้อมกับคุณย่าหญิง จึงเห็นภาพหวานเข้าเต็มตาเพลิงจึงถูกบรรด
“ตอนแรก ผมก็อยากจะแกล้งคุณตวงจริงๆ นั่นแหละครับ แกล้งคุณย่าหญิงด้วย มีอย่างที่ไหน มาหาว่าผมเป็นเกย์ ผมก็โกรธนะครับ”“แล้วทำไม ต้องทำแบบนั้นด้วยละคะ”ตวงรักว่าเสียงอ่อน เพลิงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะทำไก๋ เขาแอบจูบเรือนผมนิ่มหอมของตวงรัก“ทำแบบไหนครับ ผมทำอะไรกัน ก็แค่แกล้งเป็นเกย์เท่านั้นเอง คุณตวงจะได้เอาไปรายงานคุณย่าหญิงไงละครับ เลยต้องแกล้งให้สมบทบาทหน่อย”“สมบทบาทอะไรกัน” ตวงรักหน้าแดง “ก็คุณเพลิงแกล้งขอกอดตวง บางทีก็...อื้ม เห็นตวงโง่หรือไงนะ คุณเพลิงคงจะหัวเราะเยาะตอนที่ตวงกังวลแทนคุณ แถมคิดวิธีช่วยคุณสารพัด”“ผมกำลังชื่นใจต่างหาก” เพลิงว่าเสียงทุ้ม“ผมไม่เคยหัวเราะเยาะคุณตวงเลย ชื่นใจแล้วก็อิ่มใจ ที่ได้มีโอกาสรู้จักผู้หญิงน่ารักๆ คนที่ทำอะไรเพื่อคนอื่นโดยไม่ได้คิดถึงผลตอบแทน คนที่ยอมเสนอตัวเป็นเพื่อน ยามที่ผมไม่มีใคร ยอมที่จะรับผมเป็นเพื่อน แม้ว่าผมจะกลายเป็นคนที่สังคมลงความเห็นว่าผิดปรกติ” “ตวงไม่ได้ดีแบบนั้นเสียหน่อย” ตวงรักว่าอุบอิบ “ตวงยอมไปทำงานที่คุณย่าหญิงสั่ง เพราะตวงอยากไปสวิส แล้วก็อยากได้เงินต่างหาก ใครบอกว่าตวงไม่อยากได้ผลตอบแทนละคะ”“รายงานคุณย่าแล้ว คุณตวงจะกล
“นี่แผนคุณอีกแล้วใช่ไหมคุณเพลิง! ปล่อยตวงไปนะ ตวงไม่อยากเจอหน้าคุณ”“โธ่...”เพลิงอยากจะไปกอดร่างบางหอมกรุ่น อยากจะจูบแก้มนวลเพราะคิดถึงใจจะขาด อยากจะคุกเข่าขอร้องให้เธอเห็นใจ หากแต่สภาพร่างกายเขาก็ไม่เอื้ออำนวยนัก แล้วถ้ารอตัวเองหายก็คงอีกเดือนเต็มๆ ป่านนั้นไม่รู้ว่าตวงรักจะยิ่งโกรธเกลียดเขาไปมากกว่านี้อีกหรือเปล่า“ไม่ต้องมาโธ่ มาทำหน้าซื่อ แต่ใจคดกับตวงเลยนะ บอกยัยน้องมาเปิดประตูเดี๋ยวนี้เลยนะ คอยดูนะออกไปได้ ตวงจะเล่นงานให้เข็ด ยัยน้องนะยัยน้อง”“ฟังผมบ้างสิครับ ผมมีเหตุผลนะ ที่หลอกคุณตวง”เพลิงว่าเสียงอ่อย พยายามทำหน้าให้น่าสงสารมากที่สุด ตวงรักกอดอก แล้วทำหน้าเชิด เธอกัดริมฝีปาก พลางส่ายหน้าช้าๆ “ไม่ต้องมาพูดหรอค่ะ ตวงไม่อยากจะฟัง คุณคงเห็นตวงหลอกง่ายสินะ ถึงหลอก...”ใบหน้านวลแดงเรื่อทันที เมื่อนึกทบทวนอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งเธอแน่ใจว่าเพลิงต้องแกล้งแน่นอน ทั้งแกล้งเมา แกล้งจีบสาวไม่เป็น โอ๊ย! อีตาบ้า นอกจากจะหลอกเราว่าเป็นเกย์ไม่พอ ทำให้เรากลุ้มใจเกือบตายยังมาหลอกแต๊ะอั๋งเราอีกเขากอดเธอ แถมหอมแก้มเธอไปกี่ครั้งแล้วเล่า หน็อย...ยิ่งให้อภัยไม่ได้หรอก ตวงรักกัดริมฝีปากจนเจ็บ ต







