Mag-log inอีกไม่กี่วัน การแข่งม้างานประจำปีของตำบลก็จะเปิดฉากขึ้น งานที่ทุกคนเฝ้ารอและเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของปี
ผู้จัดงานไม่ใช่ใครอื่นไกล หากแต่เป็น ‘อีธาน น็อกซ์’ ชายผู้ทรงอิทธิพลและมีหน้ามีตาที่สุดในไร่แถบนี้
ช่วงนี้ชื่อของไคล์กับม้าคู่ใจถูกพูดถึงแทบไม่เว้นวัน กลายเป็นหัวข้อสนทนาทั้งในบาร์และในโบสถ์ เต็มไปด้วยทั้งความคาดหวังและการคาดเดา ว่าเขาจะยังคงครองสนามได้เหมือนเดิม…หรือจะมีใครขึ้นมาแทนที่กันแน่
“ได้ข่าวว่าลูกชายของ ‘อีธาน’ทุ่มเงินซื้อม้าตัวใหม่ แล้วก็ซ้อมหนักแทบไม่เว้นวันเลยนะ ป้าโรส” เอลล่าพูดขึ้น ขณะมือยังคงนวดแป้งอยู่บนโต๊ะไม้ยาว
แม่บ้านโรสกำลังคนใส้พายไก่อย่างคล่องแคล่วในกะละมังใหญ่ และพายไก่บางชิ้นในเตาอบส่งกลิ่นหอมลอยอวลไปทั่วครัว
เธอหัวเราะในลำคอ ราวกับคำพูดนั้นเป็นเพียงเรื่องที่ได้ยินจนชิน
“ก็แน่น่ะสิจ๊ะ ไคล์น่ะตัวเต็ง หลายคนก็อยากโค่นเขา
ถ้าชนะไคล์ได้ ทุกอย่างมันก็ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก”
“คุยอะไรกันอยู่จ๊ะ สาว ๆ” เสียงของโอเว่นเด็กหนุ่มในไร่ดังแทรกเข้ามาจากประตูหลังครัว เขาก้าวเข้ามาด้วยท่าทีผ่อนคลาย ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ข้างแม่บ้านโรส
“ใครคือสาวของแกกัน โอเว่น” แม่บ้านโรสเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งล้อกึ่งจริง พร้อมหันมาทำตาโตใส่
โอเว่นเพียงยักไหล่ กลบเกลื่อนคำถามนั้นไปดื้อ ๆ
“ก็เรื่องงานแข่งม้าน่ะ ที่อีธานเป็นคนจัด” ชื่อของ ‘อีธาน‘หลุดออกมาจากปากเอลล่า และในพริบตา ความอบอุ่นที่เคยอบอวลอยู่ในครัวก็เหมือนถูกดูดหายไปจนหมด
เอลล่าหันไปมองโอเว่น ขณะที่เด็กหนุ่มกัดแอปเปิ้ลคำหนึ่ง ก่อนจะกลืนลงคอ
“ไม่เคยมีใครชนะคุณไคล์ได้หรอก”
จากนั้นเขากลืนแอปเปิ้ลอีกคำอย่างใจเย็นแล้วพูดต่อด้วยเสียงเบา “
“ทั้งร่างกาย… ทั้งหัวใจ… เขาแข็งเหมือนหิน”
“พอเลย ! แยกย้ายกันทำงานได้แล้ว”
โรสโบกมือไล่ น้ำเสียงตัดบท
“เดี๋ยวไม่ทันเตรียมเลี้ยงแขกที่เรือนรับรอง”
เมื่อได้ยินคำยืนยันจากปากโอเว่น เอลล่าชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนยิ้มออกมา เธอรู้ดีว่าเบื้องหลังชัยชนะของไคล์ ไม่ใช่แค่โชคช่วย แต่คือหยาดเหงื่อ การฝึกซ้อมอันยาวนาน และความผูกพันลึกซึ้งระหว่างคนกับม้า สิ่งที่คู่แข่งอีกหลายคนยังไม่เคยมีเลย
นอกหน้าต่าง เสียงกีบม้ากระทบดินดังเป็นจังหวะแน่นหนักราวกับกลองรบที่คอยเร่งเร้าหัวใจ
ไคล์ควบสโตน ม้าคู่ใจ พุ่งขึ้นเนินเขาลูกแล้วลูกเล่า ดินและกลิ่นไม้ป่าปะทะสันกราม เหมือนคำทักทายของคนที่รู้จักกันมานาน
สองข้างทางเต็มไปด้วยเสียงของธรรมชาติเสียงลำธารไหลกระทบโขดหิน เสียงนกร้องรับกันจากยอดไม้สูง ที่นี่คือเส้นทางที่เขารู้จักดี เส้นทางที่แทบไม่มีใครหลงเข้ามา มุมลับของเขาบนเนินใกล้น้ำตกสูง ที่โลกภายนอกตามไม่ถึง
เมื่อสโตนหยุด ไคล์ลงจากหลังม้า
แม้จะแบกรับความเจ็บปวดไว้ไม่น้อย แต่เขายังมีพื้นที่หนึ่งที่ไม่มีใครเข้าถึง และในห้วงเวลานี้ สิ่งที่รายล้อมเขามีเพียงกลิ่นสาบของดิน น้ำ และป่า
ดวงตาคมมองผืนน้ำใสตรงหน้า ก่อนจะถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้น เหลือเพียงร่างชายหนุ่มกล้ามแน่น จากนั้นจึงกระโจนลงไป ร่างกายจมดิ่งหายไปหลายวินาที
ใต้ผืนน้ำ ทุกสิ่งยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไป ปลาเล็กน้อยแหวกว่ายท่ามกลางสาหร่ายสีเขียวที่พริ้วไหว เขาทิ้งตัวนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น เพียงชั่วอึดใจ แต่ยาวนานพอให้บางอย่างซึมลึกลงไปในความเงียบ
ก่อนที่ร่างชายจะพุ่งขึ้น พ้นผิวน้ำอย่างแรง
และในวินาทีนั้น…ความเป็นจริงก็ยังรอเขาอยู่ตรงเดิม
เส้นเขตแดนที่กั้นระหว่างลำธาร ป้ายชื่อ กรีนเวลล์ ที่ตั้งอยู่เชิงเนิน และเรือนไม้หลังหนึ่งซึ่งยังคงอยู่ และครั้งหนึ่งเคยเป็นของเขาและครอบครัว
แต่ทว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เพียงอดีต หากคือรอยแผล และคือความแค้นระหว่างตระกูลไวท์มอร์กับกรีนเวลล์
ความแค้นที่ถูกผูกไว้ด้วยคำสาบาน ว่าเขาจะทวงคืนทุกหยดความทุกข์ที่ครอบครัวเคยเผชิญ
ในขณะที่อีกซีกโลกหมุนไปอย่างเร่งรีบ แต่ที่นี่กลับดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ทั้งที่อยู่ใต้ดวงอาทิตย์ดวงเดียวกันโอลิเวียร์เดินทอดน่องเลียบลำธาร ไปอย่างช้าๆด้วยหัวใจอิ่มเอม กระโปรงยาวปัดไล้ข้อเท้าแผ่วเบา พลางอมยิ้มขณะอ่านจดหมายจากซูซานที่เล่าถึงชีวิตในนิวยอร์กซึ่งกำลังไปได้สวย งานใหม่ และชายหนุ่มที่เธอเพิ่งเริ่มคบหาความอบอุ่นและความงดงามจากถ้อยคำเหล่านั้นค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่หัวใจ จนเธอเผลอลืมไปชั่วขณะว่าตัวเองเดินลึกเข้ามาไกลเพียงใด แม้ลึกลงไปในใจจะรู้ดีว่า แท้จริงแล้วเธอยังอยู่ไม่ห่างจากบ้านพักนักก็ตามจนกระทั่งสายตาเหลือบเห็นใต้ต้นไม้ใหญ่แผ่ใบร่มรื่นที่ราวเชิญเธอเข้าใกล้ ให้ทิ้งตัวเอนหลังอย่างผ่อนคลาย.. แต่ทว่าเมื่ออ่านจบ ปลายนิ้วลดกระดาษลง และเพียงในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นแผ่นหลังกว้างของใครบางคนปรากฏอยู่ตรงหน้า กลางลำธารที่สายน้ำไหลเอื่อยสะท้อนแสงอาทิตย์อ่อนจา
เสียงคึกคักยามเช้าดังก้องไปทั่วตลาดนัดท้ายตำบล ทั้งเสียงพูดคุย ต่อรองราคา ไปจนถึงการจับกลุ่มซุบซิบนินทาของชาวบ้าน ซึ่งนับเป็นแหล่งข่าวชั้นดีของผู้คนในละแวกนั้นทันทีที่โอลิเวียร์ก้าวลงจากรถเบนซ์สีเขียวเข้ม เสียงจอแจในตลาดก็แผ่วลง ราวกับการปรากฏตัวของเธอดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันมาเพ่งมอง การแต่งกายและท่าทางอันมาดมั่นนั้น แตกต่างจากหญิงสาวชาวบ้านในชนบทแถบนี้อย่างสิ้นเชิงเธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว พับแขนขึ้นถึงศอก สอดชายเสื้อเรียบร้อยในกางเกงเอวสูง คาดเข็มขัดหนังเรียบ ผิวพรรณสะอาดตาของเธอโดดเด่นท่ามกลางผู้คนที่พลุกพล่านเธอเดินตรงเข้าไปที่แผงขายผัก “สวัสดีค่ะ คุณป้าคะ” เธอพยายามเรียกความสนใจจากแม่ค้าที่กำลังก้มหน้าคัดผักอยู่หน้าแผง ทว่าอีกฝ่า
‘ไม่มีเวลามากพอให้คิดถึงเรื่องอื่น เธอรู้ดีว่าวันนี้ต้องเริ่ม’ความมั่นใจและความมุ่งมั่นของโอลิเวียร์ยังคงเต็มเปี่ยมแผนงานที่เคยเป็นเพียงแนวคิดบนกระดาษเริ่มเป็นรูปเป็นร่างสมุดโน้ตเปิดคาไว้ในมือ ปลายปากกาจรดจุดเริ่มต้นลงไป ทีละบรรทัด“เรือนรับรองด้านหลัง คือสิ่งแรกที่ต้องซ่อมแซมและปรับปรุง” นั่นคือแผนงานของวันนี้ทว่าในเวลานี้ ดวงอาทิตย์ตั้งตรง แดดร้อนระอุไม่ต่างจากอกของเธอที่กำลังรุ่มร้อน เมื่อชาวไร่แถบนี้ที่เธอว่าจ้างให้มารื้อถอนหญ้าเถาวัลย์และทำความสะอาดกลับหายเงียบ ทั้งที่เมื่อวานยังรับป
แสงไฟสีทองหม่นเหนือเคาน์เตอร์สาดลงบนบาร์ไม้เก่าที่เต็มไปด้วยร่องรอยการใช้งาน กลิ่นเหล้าผสมควันบุหรี่บาง ๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศแฮงค์ เจ้าของบาร์ในเสื้อกั๊กหนังสีเข้ม ยืนประจำอยู่หลังเคาน์เตอร์ เขาวางแก้วลงตรงหน้าโอลิเวียร์ด้วยสีหน้าเรียบ “เธอคือลูกสาวตระกูลกรีนเวลล์สินะ”โอลิเวียร์ขยับคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจทันทีว่าข่าวการกลับมาของเธอแพร่ไปไวราวกับไฟลามทุ่ง“ใช่ค่ะ ฉันโอลิเวียร์ ”แฮงค์พยักหน้าช้า ๆ ราวกับกำลังนับจังหวะบางอย่างในหัว“ฉันรู้จักกรีนเวลล์…” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง“แต่เรื่องมันผ่านมาหลายสิบปีแล้ว”
โอลิเวียร์หันไปตามเสียงเรียก…เซล์ย น็อกซ์ ยืนอยู่ตรงหน้า ใกล้กว่าที่เธอคาดไว้มาก จนเธอสะดุ้ง เผลอก้าวถอยไปครึ่งก้าว ก่อนจะรีบเก็บอาการแล้วเอ่ยทักตามมารยาท“สวัสดีค่ะ”ทว่า แม้จะยืนอยู่ตรงหน้าอีกคน ใจของเธอกลับยังคงวนเวียนอยู่ที่สนาม ความรู้สึกบางอย่างเร่งเร้าไม่หยุด จนเธอต้องหันกลับไปมองอีกครั้ง…แต่ในวินาทีนั้น ไคล์กลับหายไปแล้ว เหลือเพียงฝุ่นดินที่ยังลอยคละคลุ้งและความรู้สึกบางอย่างที่ยังค้างคาอยู่ในใจ“ขออภัยด้วยนะครับ หากการแข่งขันวันนี้ไม่ถูกใจคุณ โดยเฉพาะเมื่อถ้วยรางวัลไม่ได้อยู่ในมือคนที่เหมาะสม” เซล์ยพูดด้วยน้ำเสียงประดิษฐ์ ชวนอึดอัดโอลิเวียร์ครุ่นคิดสองสามวิ ก่อนจะตอบกลับอย่างเร
ไคล์กำแก้ววิสกี้แน่น ดวงตาคมทอดมองไปยังเชิงเนินอีกฝั่งอย่างไม่วางตา ชื่อ “กรีนเวลล์” ผุดขึ้นมาในความคิด ราวกับเงามืดที่คอยเกาะกินเขาไม่ยอมปล่อยแสงไฟจากเรือนไม้ส่องวูบไหว ควันจากปล่องไฟลอยเอื่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า คล้ายความแค้นที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในอกของเขา ไม่เคยจางหายสำหรับไคล์ นี่ไม่ใช่แค่การซื้อที่ดินผืนนั้นคืน แต่มันคือการทวงคืน และทำให้กรีนเวลล์ต้องชดใช้อย่างสาสมในเวลาเดียวกัน ภายในบ้านหลังนั้นที่เขาจ้องมองอยู่ โอลิเวียร์นั่งอยู่ข้างโต๊ะไม้ เธอเปิดแผนงานและโฉนดขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง“ทุกอย่างเรียบร้อยดี… ไม่มีอะไรต้องกังวล” เธอพึมพำแผ่วเบาพลางปลายนิ้วไล่ไปตามรายละเอียดบนกระดาษอย่างช้า ๆแผนนี้ถูกคิดมาอย่างรอบคอบ มันควรเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ที่มั่นคงและค่อยเป็นค่อยไปในขอบเขตที่เธอควบคุมได้ไม่ใช่สิ่







