Mag-log inแล้ววันนี้ก็มาถึง…
ท้องฟ้าเหนือสนามบินถูกย้อมด้วยสีเทาอ่อนของเช้าวันใหม่ เครื่องบินจากอีกซีกโลกค่อย ๆ ลดระดับลง พร้อมเสียงสุขุมของนักบินผ่านลำโพงในห้องโดยสาร “เรียนผู้โดยสารทุกท่าน ขณะนี้เครื่องบินกำลังลดระดับเพื่อเตรียมลงจอด ณ สนามบินดอนเมือง กรุณาตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้คาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณครับ” หัวใจของโอลิเวียร์เต้นแรงสวนทางกับเครื่องที่กำลังไต่ระดับลงและทันทีที่ล้อแตะรันเวย์ แรงสั่นสะเทือนเล็ก ๆคล้ายกับสลัดความลังเลในใจให้หลุดออกไป เมื่อประตู เปิดออก อากาศแปลกถิ่นพัดมากระทบร่างบางที่ก้าวลงจากบันไดโลหะอย่างมาดมั่น เสื้อสีเรียบแนบลำตัวพอดี รับกับกระโปรงทรงเอที่พลิ้วไหว ตามจังหวะการเดินของเธอ ไม่ไกลจากประตูอาคารผู้โดยสารขาเข้า มีชายสองคนในชุดสูทสีเข้มยืนรออยู่ ‘ทนายของกรีนเวลล์’ ทั้งคู่สบตาโอลิเวียร์ ก่อนเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงสุภาพเป็นกันเอง “สวัสดีครับ คุณโอลิเวียร์ ยินดีต้อนรับสู่ประเทศไทย” ชายคนหนึ่งส่งกระเป๋าหนังสีดำพร้อมกุญแจรถให้ เธอยื่นมือไปรับ พลางเหลือบมองรถเบนซ์คันเก่าที่จอดอยู่ตรงหน้ารถคันเดียวกับที่เคยอยู่ในภาพถ่ายในอัลบั้มครอบครัว แม้มันจะมีอายุกว่าสามสิบปี แต่สภาพยังดีและพร้อมใช้งาน “เป็นของคุณพ่อคุณครับ” เธอพยักหน้ารับพร้อมยิ้มบาง ก่อนเลื่อนเปิดกระเป๋า ภายในมีเอกสาร แผนที่ และธนบัตรไทยปึกใหญ่ วางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ ราวกับถูกเตรียมไว้รอวันนี้ “นี่เบอร์โทรของเรา ถ้ามีอะไรติดขัดก็โทรหาได้ครับ แต่แถวนั้นไม่มีตู้โทรศัพท์ คุณโอลิเวียร์ต้องเข้ามาในเมือง ครับ ” เธอตวัดสายตามองกระดาษแผ่นนั้นแวบเดียว ก่อนเก็บลงในกระเป๋า ราวกับรู้ดีว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องง่าย “แน่ใจนะครับว่าจะไม่ให้เราไปด้วย?” “ค่ะ แน่ใจค่ะ ฉันอยากสำรวจพื้นที่รอบ ๆ ด้วยตัวเอง” ทนายทั้งสองพยักหน้าอย่างเข้าใจหรืออย่างน้อยก็แสร้งเข้าใจ “ครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พวกเราขอตัวก่อนนะครับ” “เชิญค่ะ” ทั้งสองโค้งลงเล็กน้อย ก่อนหันหลังเดินกลับไปขึ้นรถ เสียงประตูปิดลง ราวกับภารกิจเสร็จสิ้นลงแล้วอย่างสมบูรณ์ เธอมองตามรถที่ค่อย ๆ แล่นห่างออกไปจนลับสายตา ทิ้งไว้เพียงความเงียบว่างชั่วขณะ…แล้วสูดลมหายใจลึก ก่อนจะหันกลับมาโฟกัสกับปลายทางของตัวเอง เบ็นซ์คันเก่าเคลื่อนตัวออกไปบนถนนที่ทอดยาวข้ามภูเขาไปทีละลูก แผนที่ถูกกางวางพาดอยู่กลางพวงมาลัย เธอสลับตามองเป็นระยะ เพื่อย้ำเส้นทางที่กำลังมุ่งหน้า ท่ามกลางทิวทัศน์สองข้างทางที่ค่อย ๆ เปลี่ยนผ่าน เสียงเรดิโอจากหน้าปัดรถดังแผ่ว เป็นเพลงที่เธอไม่คุ้นชิน แม้ว่าโอลิเวียร์จะเติบโตในต่างแดนแต่ครอบครัวก็สอนให้เธอใช้ภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว ทว่าเสียงเพลงจากวิทยุคันนี้กลับยังมอบความรู้สึกไม่เป็นตัวเองถึงกระนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญต่อเธอเลย เพราะเทปเพลงโปรดถูกเตรียมมาแล้ว พร้อมจะถูกเปิดแทนที่ทันที Here Comes the Sun ดังขึ้นทันใจ จังหวะดนตรีอ่อนโยนไหล แทรกตัวตามแนวหุบเขา ผ่านจุดที่มาร์กไว้ทีละแห่ง รถเคลื่อนไปอย่างช้า ๆ ตามที่เธอขีดเอาไว้ ตากลมก้มมองแผนที่อีกครั้ง ก่อนจะใช้ปากกาวงกลมตำแหน่งหนึ่งและเมื่อเงยหน้าขึ้น The Guard dog บาร์เก่า ๆที่ตั้งอยู่ตรงปากทางเข้าไร่ เธอหันมองป้ายอย่างมั่นใจแล้วหักเลี้ยวรถเข้าโดยไม่ทันสังเกตเห็นรถกระบะสีเข้มคันหนึ่งที่พุ่งออกมาจากอีกฝั่งอย่างกระทันหัน เสียงเบรกดังเอี๊ยด ก่อนจะตามมาด้วยเสียง แกรก ! “แม่งเอ้ย…” โอลิเวียร์สบถเสียงต่ำก่อนผลักประตูรถออกก้าวลงมา ควันบาง ๆ ลอยขึ้นจากฝากระโปรงหน้า เธอรีบเปิดมันออกทันที ขณะที่คู่กรณียังคงนั่งเงียบอยู่ในรถ ไม่มีทีท่าว่าจะลงมาแต่อย่างใด เธอหันไปมองรถกระบะสีเข้มที่จอดนิ่ง ดวงตาแข็งกร้าวขึ้น มือยกขึ้นกอดอกแน่น ราวกับตั้งกำแพงบางอย่างขึ้นมาระหว่างกัน “ไม่คิดจะลงมาดูหน่อยหรือไง” ครู่เดียว ประตูฝั่งคนขับของรถกระบะก็เปิดออก โอเว่น เด็กในไร่ไวท์มอร์รีบก้าวลงมา สีหน้าร้อนรน เขากวาดสายตามองความเสียหายของรถทั้งสองคันอย่างลุกลี้ลุกลน ราวกับพยายามหาทางรับมือกับสถานการณ์ ตรงกันข้ามกับไคล์ ยังคงนั่งนิ่งอยู่ในรถราวกับประเมินสถาณการณ์ จนกระทั่งสายตาคมกริบหยุดอยู่ที่หญิงสาว การแต่งกายที่แปลกตา ท่าทีเด็ดเดี่ยว และแววตาที่ไม่แสดงความเกรงกลัวแม้แต่น้อย ทำให้เขารู้ในทันทีว่า นี่ไม่ใช่คนที่โอเว่นจะจัดการได้ตามลำพังในขณะที่อีกซีกโลกหมุนไปอย่างเร่งรีบ แต่ที่นี่กลับดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ทั้งที่อยู่ใต้ดวงอาทิตย์ดวงเดียวกันโอลิเวียร์เดินทอดน่องเลียบลำธาร ไปอย่างช้าๆด้วยหัวใจอิ่มเอม กระโปรงยาวปัดไล้ข้อเท้าแผ่วเบา พลางอมยิ้มขณะอ่านจดหมายจากซูซานที่เล่าถึงชีวิตในนิวยอร์กซึ่งกำลังไปได้สวย งานใหม่ และชายหนุ่มที่เธอเพิ่งเริ่มคบหาความอบอุ่นและความงดงามจากถ้อยคำเหล่านั้นค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่หัวใจ จนเธอเผลอลืมไปชั่วขณะว่าตัวเองเดินลึกเข้ามาไกลเพียงใด แม้ลึกลงไปในใจจะรู้ดีว่า แท้จริงแล้วเธอยังอยู่ไม่ห่างจากบ้านพักนักก็ตามจนกระทั่งสายตาเหลือบเห็นใต้ต้นไม้ใหญ่แผ่ใบร่มรื่นที่ราวเชิญเธอเข้าใกล้ ให้ทิ้งตัวเอนหลังอย่างผ่อนคลาย.. แต่ทว่าเมื่ออ่านจบ ปลายนิ้วลดกระดาษลง และเพียงในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นแผ่นหลังกว้างของใครบางคนปรากฏอยู่ตรงหน้า กลางลำธารที่สายน้ำไหลเอื่อยสะท้อนแสงอาทิตย์อ่อนจา
เสียงคึกคักยามเช้าดังก้องไปทั่วตลาดนัดท้ายตำบล ทั้งเสียงพูดคุย ต่อรองราคา ไปจนถึงการจับกลุ่มซุบซิบนินทาของชาวบ้าน ซึ่งนับเป็นแหล่งข่าวชั้นดีของผู้คนในละแวกนั้นทันทีที่โอลิเวียร์ก้าวลงจากรถเบนซ์สีเขียวเข้ม เสียงจอแจในตลาดก็แผ่วลง ราวกับการปรากฏตัวของเธอดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันมาเพ่งมอง การแต่งกายและท่าทางอันมาดมั่นนั้น แตกต่างจากหญิงสาวชาวบ้านในชนบทแถบนี้อย่างสิ้นเชิงเธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว พับแขนขึ้นถึงศอก สอดชายเสื้อเรียบร้อยในกางเกงเอวสูง คาดเข็มขัดหนังเรียบ ผิวพรรณสะอาดตาของเธอโดดเด่นท่ามกลางผู้คนที่พลุกพล่านเธอเดินตรงเข้าไปที่แผงขายผัก “สวัสดีค่ะ คุณป้าคะ” เธอพยายามเรียกความสนใจจากแม่ค้าที่กำลังก้มหน้าคัดผักอยู่หน้าแผง ทว่าอีกฝ่า
‘ไม่มีเวลามากพอให้คิดถึงเรื่องอื่น เธอรู้ดีว่าวันนี้ต้องเริ่ม’ความมั่นใจและความมุ่งมั่นของโอลิเวียร์ยังคงเต็มเปี่ยมแผนงานที่เคยเป็นเพียงแนวคิดบนกระดาษเริ่มเป็นรูปเป็นร่างสมุดโน้ตเปิดคาไว้ในมือ ปลายปากกาจรดจุดเริ่มต้นลงไป ทีละบรรทัด“เรือนรับรองด้านหลัง คือสิ่งแรกที่ต้องซ่อมแซมและปรับปรุง” นั่นคือแผนงานของวันนี้ทว่าในเวลานี้ ดวงอาทิตย์ตั้งตรง แดดร้อนระอุไม่ต่างจากอกของเธอที่กำลังรุ่มร้อน เมื่อชาวไร่แถบนี้ที่เธอว่าจ้างให้มารื้อถอนหญ้าเถาวัลย์และทำความสะอาดกลับหายเงียบ ทั้งที่เมื่อวานยังรับป
แสงไฟสีทองหม่นเหนือเคาน์เตอร์สาดลงบนบาร์ไม้เก่าที่เต็มไปด้วยร่องรอยการใช้งาน กลิ่นเหล้าผสมควันบุหรี่บาง ๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศแฮงค์ เจ้าของบาร์ในเสื้อกั๊กหนังสีเข้ม ยืนประจำอยู่หลังเคาน์เตอร์ เขาวางแก้วลงตรงหน้าโอลิเวียร์ด้วยสีหน้าเรียบ “เธอคือลูกสาวตระกูลกรีนเวลล์สินะ”โอลิเวียร์ขยับคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจทันทีว่าข่าวการกลับมาของเธอแพร่ไปไวราวกับไฟลามทุ่ง“ใช่ค่ะ ฉันโอลิเวียร์ ”แฮงค์พยักหน้าช้า ๆ ราวกับกำลังนับจังหวะบางอย่างในหัว“ฉันรู้จักกรีนเวลล์…” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง“แต่เรื่องมันผ่านมาหลายสิบปีแล้ว”
โอลิเวียร์หันไปตามเสียงเรียก…เซล์ย น็อกซ์ ยืนอยู่ตรงหน้า ใกล้กว่าที่เธอคาดไว้มาก จนเธอสะดุ้ง เผลอก้าวถอยไปครึ่งก้าว ก่อนจะรีบเก็บอาการแล้วเอ่ยทักตามมารยาท“สวัสดีค่ะ”ทว่า แม้จะยืนอยู่ตรงหน้าอีกคน ใจของเธอกลับยังคงวนเวียนอยู่ที่สนาม ความรู้สึกบางอย่างเร่งเร้าไม่หยุด จนเธอต้องหันกลับไปมองอีกครั้ง…แต่ในวินาทีนั้น ไคล์กลับหายไปแล้ว เหลือเพียงฝุ่นดินที่ยังลอยคละคลุ้งและความรู้สึกบางอย่างที่ยังค้างคาอยู่ในใจ“ขออภัยด้วยนะครับ หากการแข่งขันวันนี้ไม่ถูกใจคุณ โดยเฉพาะเมื่อถ้วยรางวัลไม่ได้อยู่ในมือคนที่เหมาะสม” เซล์ยพูดด้วยน้ำเสียงประดิษฐ์ ชวนอึดอัดโอลิเวียร์ครุ่นคิดสองสามวิ ก่อนจะตอบกลับอย่างเร
ไคล์กำแก้ววิสกี้แน่น ดวงตาคมทอดมองไปยังเชิงเนินอีกฝั่งอย่างไม่วางตา ชื่อ “กรีนเวลล์” ผุดขึ้นมาในความคิด ราวกับเงามืดที่คอยเกาะกินเขาไม่ยอมปล่อยแสงไฟจากเรือนไม้ส่องวูบไหว ควันจากปล่องไฟลอยเอื่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า คล้ายความแค้นที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในอกของเขา ไม่เคยจางหายสำหรับไคล์ นี่ไม่ใช่แค่การซื้อที่ดินผืนนั้นคืน แต่มันคือการทวงคืน และทำให้กรีนเวลล์ต้องชดใช้อย่างสาสมในเวลาเดียวกัน ภายในบ้านหลังนั้นที่เขาจ้องมองอยู่ โอลิเวียร์นั่งอยู่ข้างโต๊ะไม้ เธอเปิดแผนงานและโฉนดขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง“ทุกอย่างเรียบร้อยดี… ไม่มีอะไรต้องกังวล” เธอพึมพำแผ่วเบาพลางปลายนิ้วไล่ไปตามรายละเอียดบนกระดาษอย่างช้า ๆแผนนี้ถูกคิดมาอย่างรอบคอบ มันควรเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ที่มั่นคงและค่อยเป็นค่อยไปในขอบเขตที่เธอควบคุมได้ไม่ใช่สิ่







