เข้าสู่ระบบและแล้ววันที่หานจวินหลงเดินทางกลับจวนก็มาถึง มีพิธีต้อนรับในจวนอย่างเอิกเกริก ทั่วทั้งจวนตกแต่งอย่างงดงามด้วยโคมไฟหลากสี บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก ซ่างกวนเหยียนแต่งกายด้วยชุดสีอ่อนละมุน แววตาอ่อนหวาน ท่าทางสง่างามสะท้อนความงามแบบสตรีจากตระกูลซ่างกวนอย่างแท้จริง
"ขอต้อนรับท่านแม่ทัพกลับจวนเจ้าค่ะ เหยียนเอ๋อร์ขอฝากเนื้อฝากตัวกับท่านแม่ทัพด้วยใจจริง" น้ำเสียงของนางไพเราะอ่อนหวานไร้ที่ติราวกับกำลังพัดพาความเหนื่อยล้าและความกังวลออกไปจากใจของหานจวินหลงไปชั่วขณะ เขาหายใจลึกขึ้น รู้สึกถึงความอบอุ่นและความหวังก่อตัวขึ้นในใจพลางคิดไปว่า เยี่ยนซีกับซ่างกวนเหยียนน่าจะเข้ากันได้ดี ทุกสิ่งทุกอย่างภายในจวนยังดูปกติก่อนหน้านี้เคยเงียบอย่างไรก็เป็นเช่นเดิม ทว่าสิ่งที่ดูต่างออกไปคือตั้งแต่กลับมาถึงจวนเขายังไม่เห็นแม้แต่เงาของเยี่ยนซี "ทำไมฮูหยินไม่ออกมาต้อนรับการกลับจวนของข้า นางทำอะไรอยู่!" เสียงของหานจวินหลงทั้งห้วนและแข็งกระด้างเมื่อเอ่ยถึงเยี่ยนซี ซ่างกวนเหยียนหันมองบ่าวไพร่แล้วหันกลับมาก้มหน้าอย่างคนสำนึกผิด ใบหน้าของนางเปลี่ยนจากอ่อนหวานกลายเป็นหม่นหมองลงทันที "เกิดอะไรขึ้น" เสียงของเขายังคงหนักแน่นแต่เต็มไปด้วยความสงสัย ทุกอย่างเงียบกริบราวกับลมหายใจของทุกคนหยุดชะงัก ไม่กล้าสบตากัน ไม่รู้จะตอบคำถามของหานจวินหลงว่าอย่างไรดี ซ่างกวนเหยียนก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะช้อนตาขึ้นสบตากับหานจวินหลงอย่างอ่อนโยน แววตาของนางเปี่ยมไปด้วยความเศร้าสร้อย รู้ดีว่าคำตอบที่จะเอ่ยออกไปนั้นทั้งหนักหนาและทำร้ายจิตใจคนฟัง "ข้าเกรงว่า หากพูดความจริงออกไปอาจจะเป็นเรื่องไม่เป็นมงคลเจ้าค่ะ องค์หญิงเยี่ยนซีหายตัวออกจากจวนเป็นเดือนแล้ว" ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วพื้นที่ ทุกสายตาต่างหลุบต่ำไม่กล้าสบตากัน ซ่างกวนเหยียนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง นางสบตาหานจวินหลงด้วยสายตาเจ็บปวด น้ำเสียงเบาดุจปุยนุ่นและเต็มไปด้วยความโศกเศร้า "ข้าเกรงว่านางจากไปครั้งนี้อาจเพราะโกรธเคืองและเสียใจ" "ไร้เหตุผล!" หานจวินหลงโพล่งออกมาอย่างไม่พอใจเป็นอันมาก เมื่อเห็นดังนั้นนางจึงพยักหน้าให้เสี่ยวเสวีย สาวรับใช้คนสนิท เสี่ยวเสวียพยักหน้ารับ วิ่งออกไปไม่นานก็วิ่งกลับมาพร้อมของในมือ "เสื้อเกราะของท่านแม่ทัพ องค์หญิงเหยียบกระทืบจนบิดเบี้ยว นี่ผ้าปักยันต์ที่ข้าตั้งใจเย็บนางก็ชิงจากมือข้าแล้วเหยียบย่ำจนเปื้อนเลอะเทอะ แล้วบอกว่าของพวกนี้ไม่มีค่าสำหรับนางควรเอาไปทิ้งเสีย" คำพูดเหล่านั้นเปรียบเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงใจคนฟัง คนรับใช้บางคนกำมือแน่นด้วยความไม่พอใจ ในขณะที่หลายคนสบถในใจอย่างขุ่นเคืองต่อพฤติกรรมโหดร้ายของเยี่ยนซี ซ่างกวนเหยียนแอบยิ้มอยู่ในใจกับท่าทางของคนในจวนและใบหน้าหานจวินหลงตอนนี้แดงก่ำเพราะความโกรธ ภายใต้รอยยิ้มที่ซ่อนไว้อย่างลึกซึ้ง ซ่างกวนเหยียนก้มหน้าลง ทันใดนั้นสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น บ่าวไพร่ในจวนต่างตกใจอีกรอบที่นางคุกเข่าลงทว่าก็แอบชื่นชมความมีน้ำใจของนาง "เหยียนเอ๋อร์ผิดเองเจ้าค่ะ ท่านลงโทษข้าแทนนางเถิด หากข้าไม่ได้รับราชโองการให้แต่งงานกับท่าน องค์หญิงคงไม่ต้องทำลายของสำคัญเช่นนี้และเป็นเพราะข้าไร้ความสามารถจะรั้งนางเอาไว้ได้ นางจึงออกจากจวนไป ทั้งหมดเป็นเพราะข้าคนเดียว" เสียงสะอื้นของนางเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสำนึกผิด เสี่ยวเสวียจะเข้ามาประคองนางแต่หานจวินหลงปรี่เข้ามาก่อน เขาประคองนางอย่างทะนุถนอมลุกขึ้น เอื้อมมือหนาปาดน้ำตาอย่างอ่อนโยน "เจ้าทำดีที่สุดแล้วอย่ากังวลเลย ข้าไม่โกรธเจ้า กลับไปพักผ่อนเถิด" เสี่ยวเสวียตรงเข้าประคองซ่างกวนเหยียน นางยินยอมเดินกลับเรือนอย่างว่าง่าย ปล่อยให้หานจวินหลงยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงันและว่างเปล่าที่ค่อย ๆ กัดกินหัวใจ หานจวินหลงสั่งให้ทุกคนแยกย้ายเหลือไว้เพียงทหารของจวนที่รอรับคำสั่งต่อไป "ปิดเมืองหลวงตามหาองค์หญิงเยี่ยนซีให้พบ แล้วพานางมาหาข้าให้เร็วที่สุด!" "รับคำสั่งท่านแม่ทัพ" ทหารกระจายตัวออกไป หานจวินหลงมองเสื้อเกราะที่บิดเบี้ยวและผ้ายันต์ป้องกันภัย กรามคมสันขบแน่น มือหนาใหญ่ที่เพิ่งผ่านศึกมากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "มู่หรงเยี่ยนซี เจ้ากล้าท้าทายข้า!" เสียงกดต่ำราวกับประกาศสงคราม ในใจคล้ายไม่มีการให้อภัยใดหลงเหลือในน้ำเสียงนั้นเลย เขาและทหารออกตามหานางไปทุกที่ ผ่านไปสามวันก็ยังไร้วี่แวว ซ่างกวนเหยียนเห็นความพยายามของหานจวินหลงในการตามหาฮูหยินอย่างยากลำบาก นางส่งคนไปสืบข่าวเช่นเดียวกัน สายลับเข้ามารายงานว่า "เรียนนายหญิง ไม่พบศพของนางหรือร่องรอยใดขอรับ คาดว่าอาจถูกหมาป่าคาบไปแล้ว" นางยกยิ้มพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ในเมื่อไม่เหลือหลักฐานใด ต่อให้พลิกแผ่นดินก็หาไม่พบ ยิ่งหานจวินหลงไม่ลดความพยายามก็ยิ่งเป็นโอกาสอันดีของนาง ซ่างกวนเหยียนเข้าพบหานจวินหลง แสดงความห่วงใยในการตามหาฮูหยิน นางเห็นเขาดูกระวนกระวายใจจึงเอ่ยขึ้นเสียงเบาราวกับกลัวความผิด "อันที่จริงเหยียนเอ๋อร์มีเรื่องจะบอกท่านแม่ทัพอีกเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ" หานจวินหลงที่กำลังจะออกจากห้องทำงานเพื่อไปตามข่าวของเยี่ยนซีหยุดชะงัก เขายิ้มบางให้นางเมื่อเห็นสายตากังวลของนาง "บอกข้าให้หมดไม่ต้องกังวล" "คือ...วันที่องค์หญิงออกจากจวน ข้าเห็นรถม้ามารับนาง มีบุรุษแต่งตัวดีคนหนึ่งเดินลงมารับนางขึ้นรถม้าแล้วเคลื่อนออกไปเจ้าค่ะ" "เจ้าว่าอะไรนะ!" หานจวินหลงถามเสียงห้วน ซ่างกวนเหยียนตกใจจนสะดุ้ง สีหน้าของนางตื่นตระหนกรีบก้มหน้าลง "ขอท่านแม่ทัพโปรดใจเย็นเจ้าค่ะ เหยียน...เหยียนเอ๋อร์คิดว่าอาจเป็นคนของวังหลวงมารับตัวไปก็เป็นได้" นางพูดถึงปลายประโยคพลางเหลือบตาขึ้นมองหานจวินหลงที่หายใจถี่เพราะความโมโห "นางกล้าหักหลังข้าเช่นนั้นรึ บัดซบที่สุด" ยังไม่ทันได้ซักไซ้ พ่อบ้านก็เดินเร่งฝีเท้าเข้ามาหาเขาเพื่อแจ้งข่าวสำคัญ "เรียนท่านแม่ทัพ ฤกษ์แต่งงานวันมะรืนจะเลื่อนไม่ได้ขอรับ" "ฮูหยินเอกไม่อยู่จะแต่งได้อย่างไร" พ่อบ้านจึงเสนอทางออกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน "เรื่องนั้นข้าจะเป็นคนจัดการให้เองขอรับ" หานจวินหลงถอนหายใจ ส่ายหน้าอย่างเอือมระอาแล้วเดินออกไป "ฝากลุงฝูด้วยก็แล้วกัน" ซ่างกวนเหยียนได้ยินข่าวดีนางกระตือรือร้นกลับเรือนไปเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวในอีกสองวัน ที่จวนองครักษ์อี้เฟิง เยี่ยนซีกำลังเตรียมตัวกลับจวนพร้อมกับเซียวหยู นางให้เซียวหยูไปอยู่ด้วยกันกับนาง อี้เฟิงคัดค้านหลายรอบเพราะเป็นห่วง แต่นางยังยืนยันคำเดิม เขาจึงช่วยจัดยาสมุนไพร สำหรับบำรุงร่างกายและรักษาโรคต่าง ๆ ให้สำหรับดูแลตัวเอง "ขอบคุณพี่อี้เฟิงที่คอยดูแลข้าจนใกล้หายดี ข้าจะไปรักษาตัวต่อที่จวนแม่ทัพ หากข้าไม่กลับไปแล้ววันหนึ่งเกิดปัญหาขึ้นมา เกรงว่าพี่อี้เฟิงจะพลอยลำบากไปด้วย" นางพูดถึงเหตุผลเพราะนางเป็นห่วงปัญหาที่ตามมาในภายหลัง การกลับจวนของนางครั้งนี้มิใช่เรื่องอื่น นางต้องการแก้แค้นให้กับร่างนี้ที่เคยถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจ หากจะมีใครได้รับผลกระทบนางถือว่าเป็นผลพลอยได้ "งานแต่งท่านแม่ทัพข้าย่อมไปร่วมยินดี แล้วข้าจะตามเจ้าไป" อี้เฟิงยังไม่วางใจ แต่เยี่ยนซีไม่ว่าอะไร การที่เขาออกตัวปกป้องทำให้นางรู้สึกอุ่นใจมากกว่าหลายเดือนผ่านไป เยี่ยนซีท้องแก่เต็มที่เริิ่มเดินไปไหนมาไหนลำบากขึ้น เซียวหยูคอยนวดขาและพยุงนางอย่างระมัดระวัง ขณะที่นางกำลังจะลุกขึ้นจากเตียงในเช้าวันหนึ่งพลันก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมา "เซียวหยู ข้า...ปวดท้อง..." ชั่วพริบตาเสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่วิ่งวุ่น สลับกับเสียงคนดังขึ้นเพราะความตื่นตระหนกวิ่งไปแจ้งแก่หมอหลวงที่เตรียมพร้อมอยู่เรือนข้าง ๆ มาหลายวัน "เกิดอะไรขึ้น!" เสียงทุ้มเต็มไปด้วยความห่วงใยและตื่นตระหนกเมื่อเห็นคนวิ่งสวนกันไปมา หมอหลวงสามคนและบ่าวรับใช้จึงวิ่งตามกันมา "ท่านหมอ ฮูหยินปวดท้องอย่างรุนแรง เร็วเข้าเถิด" เซียวหยูตอบเสียงสั่น พร้อมทั้งคอยดูอาการของเยี่ยนซี "เตรียมห้องให้พร้อม ฮูหยินจะคลอดแล้ว" บ่าวไพร่วิ่งวุ่นเพียงครู่ก็เริ่มนิ่งสงบรอฟังข่าวสำคัญนอกห้องทำคลอด หมอหลวงตรวจร่างกายเยี่ยนซีอย่างรอบคอบ ขณะที่นางปวดท้องแทบขาดใจเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นเต็มหน้า เยี่ยนซีแม้จะเจ็บปวดจากการคลอดที่ใกล้เข้ามา แต่ความคิดของนางนึกถึงหานจวินหลง รู้สึกถึงความอบอุ่นและความปลอดภัย ทั้งจวนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่เต็มไปด้วยความห่วงใย เสียงบ่นเบา ๆ ของบ่าวไพร่วิ่งไปมา ประสานกับคำสั่งขอ
สามเดือนผ่านไป จวนแม่ทัพเงียบสงัดกว่าแต่ก่อนมากขึ้น ไม่มีเสียงฝีเท้าและเสียงหัวเราะของหานจวินหลง เสียงลมพัดผ่านสวนเล็ก ๆ กลายเป็นเพื่อนสนทนาที่เยี่ยนซีได้แต่เอ่ยคำคิดถึงออกมาเบา ๆ ทุกเช้า เยี่ยนซีจะเดินไปที่ระเบียง มองทิวทัศน์เมืองไกล ๆ ปล่อยให้สายลมพัดปลิวผมสลวย เสียงหัวใจเต้นรัวราวกับได้ยินเสียงฝีเท้าเขากลับมา "ท่านจะเป็นอย่างไรบ้างในตอนนี้" นางกระซิบคนเดียว พลางลูบมือที่เคยสัมผัสมือเขา น้ำตาคลอเบ้า แต่ลมหายใจยังมั่นคง เยี่ยนซีใช้เวลาว่างจัดสวน ตัดแต่งดอกไม้ และดูแลบ่าวไพร่ให้เรียบร้อย ทุกสิ่งที่ทำราวกับเป็นการรอคอยให้เขากลับมา นางยังเขียนจดหมายด้วยลายมือสวยงาม ส่งผ่านทหารไปยังแม่ทัพ แต่ไม่เคยเขียนออกไปทั้งหมด เก็บบางส่วนเอาไว้เพราะความเขินอาย บางครั้ง นางก็ออกไปเดินเล่นตามถนนในเมือง ชมบ้านเรือนและบรรยากาศที่เขาเคยพาไป แต่ละก้าวเต็มไปด้วยความคิดถึงและเผยรอยยิ้มบางเบา นึกถึงวันที่ทั้งคู่ขี่ม้า เที่ยวทะเลสาบ หรือเดินชมเทศกาลโคมไฟ นางก็พลันหัวเราะออกมาเพียงลำพัง เซียวหยูมักจะคอยอยู่ใกล้ ๆ ให้ความช่วยเหลือ เตือนให้เยี่ยนซีพักผ่อนบ้าง แต่ทุกครั้งที่นางมองออกไปทางประตูห้อง รอยยิ้มก
นานนับเดือนหลังจากที่หานจวินหลังและเยี่ยนซีค่อย ๆ ปรับความเข้าใจกัน ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยานับวันเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น วันหนึ่ง ขณะที่เยี่ยนซียืนอยู่กลางห้องเล็กข้างห้องทำงานของหานจวินหลง นางจะใช้ห้องนี้รับรองแขกของจวนแม่ทัพยามหารือราชการสำคัญ ทันใด ใบหน้าของนางซีดเผือด มือกุมหน้าผาก รู้สึกวิงเวียน ม่านตาพร่าเลือนตัวเย็นเฉียบก่อนร่างเล็กจะทรุดลงกับพื้น เสียงตกใจดังขึ้นในทันที "ฮูหยิน ฮูหยิน!" เซียวหยูร้องเรียกด้วยความตื่นตระหนก รีบเข้ามาประคองร่างเยี่ยนซี แต่เหตุการณ์นั้นไม่ได้ล่าช้าไปเสียทีเดียว หานจวินหลงนั่งหลังโต๊ะทำงาน กำลังร่างรายงานการตรวจสอบเสบียงและกำลังพล อยู่ดี ๆ เสียงบ่าวร้องเรียกชื่อฮูหยินอย่างตื่นตระหนกทะลุเข้าหู เขาลุกพรวดจากเก้าอี้ มือใหญ่คว้าพู่กันไว้เพียงชั่วครู่แล้ววิ่งออกจากห้อง "เกิดอะไรขึ้น" พอเห็นร่างเล็กของนางที่ทรุดตัวลงกับพื้น เขารีบเข้าไปประคองทันที ร่างสูงยกนางขึ้นอุ้มอย่างเบามือแต่มั่นคง ใบหน้าคมเคลือบความกังวลอย่างห้ามใจไม่ได้ "เจ้าไม่สบาย ทำไมถึงไม่บอกข้า" เสียงเขาเรียบแต่สั่นเครือเล็กน้อย "ข้า…ข้าไม่ทันตั้งตัว" เยี่ยนซีพึมพำ เหงื่อ
ระยะนี้หานจวินหลงไม่ค่อยมีงานมากนัก ยามว่างเขามักจะอยู่กับเยี่ยนซี เกาะติดนางและให้นางนั่งอ่านตำราในห้องของเขา ขณะที่เขาทำงานของตนเองโดยไม่ให้ห่างสายตา เมื่อความใกล้ชิดเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ความระแวดระวัง ความแข็งกระด้างจึงค่อย ๆ ลดลง นางเริ่มให้ความไว้วางใจหานจวินหลงที่ดูแล้วเขาก็ไม่ได้แย่เหมือนที่เคยพบเจอก่อนหน้านี้ วันหนึ่งขณะที่ทั้งคู่กำลังยืนชื่นชมดอกไม้ในสวน หานจวินหลงนึกถึงครั้งอดีต เขาทบทวนความทรงจำที่มีต่อนาง "ครั้งหนึ่งข้าเคยคิดว่าเจ้าเป็นองค์หญิงที่อ่อนแอ ควรมีใครสักคนคอยปกป้อง" เยี่ยนซีนิ่งฟังนึกย้อนความทรงจำเก่า ๆ ที่นางและเขาเคยพบกัน "แต่เมื่อได้อยู่ด้วยกัน เจ้าทั้งเข้มแข็งและแกร่งเกินสตรีที่ข้าเคยพบ แม้แต่อวี้ซินที่เป็นลูกหลานตระกูลนักรบยังเทียบเจ้าไม่ได้สักครึ่ง" เยี่ยนซีแค่นยิ้มออกมา "ท่านชมหรือหลอกด่าข้ากันแน่" เขาอมยิ้มพลางก้มหน้าลง "แน่นอนว่าข้าชื่นชมเจ้า เจ้าเก่งกาจจนสามารถตัดสินใจเรื่องใหญ่ในจวนแทนข้าได้" แม้ความอ่อนหวานจะเป็นคุณสมบัติของกุลสตรี แต่ในสายตาเขาเยี่ยนซีก็ไม่ได้หลุดจากกรอบที่เหล่าสตรีถูกวางเอาไว้ "แต่ข้าก็แข็งกระด้าง หยาบคายโดยเฉพาะกับท่านไม่
หานจวินหลงรับรู้ถึงความยินยอมเล็ก ๆ ของนาง จูบซ้ำช้า ๆ และลึกซึ้งขึ้น มือใหญ่ลูบเส้นผมที่เปียกเหงื่อ ความอ่อนโยนและปรารถนาปรากฏอย่างประณีตในทุกสัมผัส ทั้งสองจมอยู่ในความเงียบอันอบอุ่น ไม่มีคำพูดใดจำเป็น มีเพียงแรงสัมผัสและหัวใจที่เต้นสอดประสานกัน คืนนี้ทั้งสองหยุดเวลาระหว่างกันเอาไว้ เสียงลมพัดกระทบหน้าต่าง ดวงดาวส่องประกายเหนือหลังคาเหมือนเป็นพยาน ว่าความเข้าใจเริ่มบังเกิด แม้ร่องรอยแห่งอดีตยังคงอยู่ แต่ในใจทั้งคู่กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความใกล้ชิดที่มิอาจลืมเลือน ลำแสงอ่อน ๆ ของรุ่งอรุณผ่านม่านผ้าขาวในเรือน เสียงลมพัดเบา ๆ ก้องในสวนเล็กภายนอก บรรยากาศสงบเงียบและชุ่มชื่นราวกับเพิ่งลืมตาตื่นขึ้นมาจากความฝัน เยี่ยนซียังคงนอนพิงหมอน ผมสลวยร่วงราวเส้นไหมลงบนบ่า ใบหน้าซีดเล็กน้อยแต่ดูมีชีวิตชีวาขึ้น หลังคืนที่เต็มไปด้วยความใกล้ชิด นางยังคงรู้สึกหัวใจเต้นแปลก ๆ เมื่อคิดถึงมือใหญ่และริมฝีปากอบอุ่นของเขา ทันใด หานจวินหลงก็ปรากฏตัวที่ข้างเตียง ร่างสูงกำยำในชุดลำลองสีเข้ม ดวงตาคมส่องประกายระยับราวน้ำค้างยามรุ่งเช้า เขาโน้มตัวลงใกล้นาง ริมฝีปากกว้างคลี่ยิ้มอ่อนโยน "ตื่นแล้วหรือ เจ้าดู
ภายในรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวกลับจวนเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงล้อไม้บดกับพื้นถนน ข้อมือเล็กของเยี่ยนซียังถูกมือใหญ่ของหานจวินหลงกุมไว้แน่นจนเจ็บ แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อย นางเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะสะบัดเสียงออกมา "ท่านทำเช่นนี้ หมายความว่าข้าไร้สิทธิ์แม้แต่จะขอบคุณสหายผู้หนึ่งหรือ" หานจวินหลงตวัดสายตาคมกริบมองนาง แววตาเต็มไปด้วยโทสะและความหึงหวงที่ปิดไม่มิด "ใช่ เจ้าคือฮูหยินแม่ทัพ นอกจากคนในจวนนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปผูกพันกับผู้ใดอีก โดยเฉพาะอี้เฟิง" เยี่ยนซีหัวเราะเย็นชาในลำคอ "คำว่าฮูหยินที่ท่านเอ่ยออกมา ช่างง่ายดายนัก ตอนแต่งเข้าจวนใหม่ ๆ ข้าเจ็บป่วยเดียวดาย ท่านเคยใส่ใจหรือไม่ แล้วตอนนี้กลับหวงห้ามไม่ให้แม้แต่จะมีสหาย ข้าว่าท่านช่างเห็นแก่ตัวนัก" "เห็นแก่ตัวงั้นหรือ" หานจวินหลงขบกรามแน่น เสียงทุ้มต่ำก้องสะท้อนทั่วรถม้า "ใช่ ข้าเห็นแก่ตัว เพราะเจ้าคือคนของข้า ข้าไม่ยอมให้บุรุษใดเข้าใกล้เจ้าแม้แต่คนเดียว" เสียงเขาหนักแน่นจนบ่าวที่นั่งควบคุมรถม้าด้านนอกยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน เยี่ยนซีชะงักไปชั่วขณะ ใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่อยู่ แต่ก็ยังพยายามรักษาสีหน้าเรียบเย็น "งั้นหรือ ท่านเ
อี้เฟิงไม่ได้เข้าไปดูอาการของเยี่ยนซีเพราะนางกำลังนอนหลับและเพื่อความเหมาะสม เขาจึงฝากยาบำรุงร่างกายไว้กับพ่อบ้านฝูแล้วเดินทางกลับจวน รุ่งเช้าวันถัดมา บรรยากาศดูเงียบสงบกว่าวันที่ผ่านมา เสียงฝีเท้าของบ่าวรับใช้ดังขึ้นพร้อมถาดยาที่บรรจุหีบเล็กหรูหราตกแต่งด้วยทองลวดลายสวยงาม พ่อบ้านฝูรีบเดินเข้ามาร
การประหารสิ้นสุดลงภายในไม่กี่ชั่วยามหลังไต่สวนเสร็จ ข่าวตระกูลซ่างกวนถูกกำจัดแบบขุดรากถอนโคนแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ผู้คนต่างซุบซิบนินทา บ้างสะใจ บ้างสยดสยอง ณ จวนแม่ทัพ บ่าวไพร่และสตรีในเรือนต่างจับกลุ่มรอฟังความคืบหน้า ซ่างกวนเหยียนสายเลือดคนสุดท้ายที่ยังเหลือรอดยืนกำหมัดแน่น ใบหน้าซีดขาวแฝงด้ว
หานจวินหลงยังคงรับรายงานอาการของซ่างกวนเหยียนอย่างต่อเนื่อง แต่ความสงสัยในตัวของเยี่ยนซีทำให้ใจเขาไม่สงบ การสืบหาเบาะแสแม้จะเริ่มชัดเจนทว่ายังสรุปหาตัวคนผิดจริง ๆ ยังไม่ได้ สามวันต่อมาในจวนแม่ทัพ ในใจของเขากำลังมืดครึ้มไม่ต่างจากบรรยากาศในห้องทำงานเพราะข่าวลือจากบ่าวไพร่ที่ลอยเข้าหูเมื่อเช้า "บ่า
ในขณะที่หานจวินหลงกำลังสืบเบาะแสอย่างลับ ๆ ซ่างกวนเหยียนที่อยู่ในห้องส่วนตัว ยื่นมือเรียวลูบจดหมายลับที่ส่งมาจากสายลับของนางพร้อมวางแผนการครั้งใหญ่ "เยี่ยนซี ครานี้เจ้าไม่รอดแน่ ข้ามีของขวัญชิ้นใหญ่เตรียมส่งมอบให้เจ้า" นางกระซิบกับตนเองพลางยิ้มเยาะ แผนการแก้แค้นของนางกำลังเริ่มขึ้น เพียงรอใครบาง







