LOGINพราวตะวันกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากล็อบบี้โรงแรม พยายามยกมือขึ้นและสวมแว่นตากันแดดอันใหญ่เพื่อปกปิดดวงตาที่บวมช้ำจากการร้องไห้และการนอนไม่พอ เธอรีบโบกแท็กซี่ที่แล่นผ่านมาและก้าวขึ้นรถไปอย่างรวดเร็วเพื่อหนีให้พ้นจากสถานที่ที่สร้างตราบาปให้กับชีวิตของเธอ หวังเพียงว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะเป็นแค่ฝันร้ายชั่วข้ามคืน และคิรากร อัครเดชากร จะไม่มีวันหวนกลับมาปรากฏตัวในชีวิตของเธออีกตลอดกาล... ทว่าโชคชะตามักจะเล่นตลกกับคนเราเสมอ
เช้าวันศุกร์ที่แสนเร่งรีบของกรุงเทพมหานคร ดูจะแตกต่างจากทุกวันสำหรับ คิรากร อัครเดชากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารหนุ่มแห่งอัครเดชากรุ๊ป ในขณะที่พนักงานและลูกน้องคนอื่นๆ ในบริษัทต้องเผชิญหน้ากับความเครียด กองเอกสารที่รอการอนุมัติ และการประชุมที่กองอยู่เป็นภูเขาเลากาแต่คิรากรกลับเดินเข้าสู่สำนักงานใหญ่ใจกลางเมืองด้วยท่วงท่าที่สง่างามและรอยยิ้มที่สดใสผิดปกติ จนพนักงานหลายคนที่เดินสวนทางถึงกับต้องเหลียวหลังมองด้วยความประหลาดใจ เพราะปกติแล้วซีอีโอหนุ่มคนนี้มักจะมาพร้อมกับใบหน้าที่เรียบตึงและแววตาที่ดุดันเสมอ รอยยิ้มนั้นกว้างเสียจนแทบจะเรียกได้ว่า ‘ยิ้มเรี่ยราด’ จริงๆ อย่างที่เพื่อนสนิทของเขาเคยค่อนขอดไว้
นที เลขาหนุ่มที่ควบตำแหน่งเพื่อนสนิทมาตั้งแต่มัยธยมปลาย มองท่าทีของเจ้านายด้วยความสงสัยระคนขบขัน เขาทำงานเคียงข้างและรู้ใจคิรากรมานานหลายปี เขารู้ดีว่าหากเสือยิ้มยากอย่างคิรากรยิ้มได้กว้างขนาดนี้ในเช้าวันทำงาน แสดงว่าเมื่อคืนต้องมีเรื่องดีๆ ที่ทำให้ ‘เสือ’ ตัวนี้อิ่มหนำสำราญอย่างมาก และด้วยสัญชาตญาณของความเป็นเพื่อน นทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ‘เรื่องดีๆ’ นั้นจะเกี่ยวข้องกับผู้หญิงสวยจัดคนที่คิรากรหิ้วปีกออกจากผับเมื่อคืนหรือเปล่า
“ตื่นมาก็เจอแต่เรื่องดีๆ ทั้งวันเลยนะครับบอส” นทีเอ่ยแซวขึ้นขณะเดินหอบแฟ้มเอกสารตามคิรากรเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวของผู้บริหารระดับสูงสุด ห้องทำงานนี้ตกแต่งอย่างเรียบหรูด้วยโทนสีขรึม มีผนังกระจกใสบานใหญ่ที่สามารถมองเห็นวิวเมืองหลวงและโค้งน้ำเจ้าพระยาได้อย่างกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
“ฉันหมายถึง... เมื่อคืนนี้มีอะไรดีๆ หรือวะ เห็นมึงยิ้มทั้งวัน ยิ้มเรี่ยราดไปหมด”
นทีเปลี่ยนสรรพนามกลับมาเป็นเพื่อนสนิทเมื่ออยู่กันตามลำพังคิรากรไม่ได้ตอบในทันที เขาทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานหนังแท้ราคาแพง สีหน้ายังคงฉายแววอารมณ์ดีอย่างปิดไม่มิด มือหนายกถ้วยกาแฟดำรสเข้มขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะเหลือบตามองเพื่อนสนิทที่ยืนพิงกรอบประตูด้วยท่าทางสบายๆ และส่งยิ้มกวนๆ กลับไป
“กูดูออกขนาดนั้นเลยเหรอวะ” คิรากรตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความพอใจในตนเอง มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มร้ายกาจ
“ก็แค่มีเรื่องสนุกนิดหน่อยให้พอหายเซ็งน่ะ”
“นิดหน่อยของมึงมันไม่เคยนิดหน่อยนี่สิ”
นทีขยับตัวเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น แล้วลดเสียงลงกระซิบราวกับกลัวว่าใครจะมาได้ยินความลับระดับชาติ
“อย่าบอกนะว่าได้แอ้มยัยคุณหนูไฮโซลูกสาวคนเดียวของเจ้าสัวรังสรรค์ไปแล้วน่ะ” คิรากรทำหน้าขรึมขึ้นเล็กน้อยทันทีที่ได้ยินชื่อของ พราวตะวัน และชื่อของพ่อเธอ รังสรรค์ แห่งบริษัทแสงอรุณอิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ต แม้ภายในใจจะกำลังฉายภาพเหตุการณ์ร้อนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อคืนซ้ำแล้วซ้ำเล่า สัมผัสอันหอมหวาน ความเร่าร้อนที่เผาผลาญ และเสียงครางหวานหูของเธอยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท แต่เขาเลือกที่จะเก็บซ่อนมันไว้ให้ลึกที่สุด
“เฮ้ย... บ้าน่า พูดอะไรไม่ให้เกียรติผู้หญิง” คิรากรแสร้งทำเป็นดุ พลางส่ายหัวปฏิเสธ “มึงคิดว่ากูเป็นคนแบบนั้นเหรอวะ”
นทีเลิกคิ้วสูงด้วยความหมั่นไส้ก่อนที่จะตอบ
“เมื่อคืนมึงให้กูขับรถกลับไปก่อน บอกว่ามีเรื่องให้สะสาง แถมยัยนั่นเมาไม่รู้เรื่องขนาดนั้น... มันก็น่าคิดไหมล่ะ”คิรากรพยายามควบคุมสีหน้าให้นิ่งที่สุด เพราะเขาไม่ต้องการให้นทีรู้รายละเอียดทั้งหมดของการกระทำที่วู่วามของเขาและเธอเมื่อคืนนี้ เขายอมรับว่ามันเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ เป็นการกระทำที่อยู่เหนือการควบคุม แต่ลึกๆ แล้วมันกลับเป็นความผิดพลาดที่เขาไม่ได้รู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกถึงความปรารถนาที่รุนแรงมากขึ้นเมื่อนึกถึงเธอ
“กูแค่พาเขาไปส่งที่โรงแรมว่ะ” คิรากรเลือกที่จะเล่าความจริงเพียงเสี้ยวเดียวเพื่อตัดรำคาญ
“เขาเมาหนักมากจนไม่น่าจะกลับบ้านได้เอง และพอเขาตื่นขึ้นมาแล้ว คงรู้ว่าคนที่พาเขามาส่งคือ ลูกชายศัตรูทางธุรกิจของพ่อ เขาก็แค่นั้นเอง เพราะข้าทิ้งนามบัตรไว้ให้ ป่านนี้คงกรี๊ดสลบไปแล้วล่ะ” นทีอ้าปากค้างเล็กน้อยกับคำตอบของเพื่อน
“มึงแม่ง... เล่นใหญ่ไปป่ะวะ!” คิรากรหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ
“บ้า เล่นใหญ่อะไร เผื่อนึกได้อาจจะโทรมาขอบคุณก็ได้มั๊ง”
ชายหนุ่มพูดอย่างติดตลก ใช่สิ มันสนุกมากจริงๆ สำหรับคิรากรแล้ว คืนที่ได้อยู่กับพราวตะวันเป็นอะไรที่เกินความคาดหมายไปมาก ภายใต้ภาพลักษณ์คุณหนูไฮโซที่ดูหยิ่งยโส เธอไม่ใช่ผู้หญิงขี้อ้อนเหมือนคนอื่นๆ ที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตเขาเธอมีไฟ มีความเปราะบาง และมีเสน่ห์ดึงดูดที่ทำให้เขาแทบจะคลั่ง การที่เธอเป็นฝ่ายเรียกร้องและตอบสนองเขาอย่างดุดันมันทำให้เขาแทบคลั่ง ที่สำคัญเธอยังเวอร์จิ้นอยู่ และเขาภูมิใจอย่างยิ่งที่เป็นคนแรกที่ได้ครอบครองเธอ และนั่นเป็นสิ่งที่นทีไม่รู้... สิ่งที่คิรากรเก็บไว้ในใจคนเดียว คือความจริงที่ว่าเขารู้จักพราวตะวันดีกว่าที่ใครๆ จะคาดคิด
ก่อนที่ธุรกิจอัครเดชากรุ๊ปและบริษัทแสงอรุณจะมาเป็นคู่แข่งกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ธนาคาร อัครเดชากร (พ่อของคิรากร) และ รังสรรค์ แสงอรุณ (พ่อของพราวตะวัน) เคยเป็นเพื่อนรักกันมาก่อน พวกเขาทำธุรกิจร่วมกัน ลงทุนร่วมกัน และต่างฝ่ายต่างเป็นเสมือนปีกของอีกฝ่าย คิรากรจำได้ดีว่าในวัยเด็ก พราวตะวันตัวเล็กๆ เคยมาเล่นที่บ้านของเขาบ่อยๆ เธอเป็นเด็กหญิงที่ร่าเริงและซนไม่เบา เขาเคยเป็นพี่ชายใจดีที่คอยดูแลเด็กหญิงตัวน้อยคนนั้น
แต่ความสัมพันธ์อันอบอุ่นของสองครอบครัวก็มาถึงจุดจบเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ด้วยปมในใจที่เกิดจากความไม่เข้าใจและเรื่องของผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ซับซ้อน รังสรรค์กล่าวหาว่าธนาคารหักหลังเขาในโครงการใหญ่ระดับชาติ ส่วนธนาคารก็เชื่อว่ารังสรรค์ไม่ซื่อสัตย์กับข้อตกลงที่ทำไว้ คำพูดที่รุนแรงและการกระทำที่เด็ดขาดในครั้งนั้นทำให้ทั้งสองตระกูลตัดขาดจากกันโดยสิ้นเชิง และกลายเป็นศัตรูที่คอยหาช่องทางโจมตีกันในโลกธุรกิจมาจนถึงทุกวันนี้
แววตาของเขาที่เคยมองดูละครสนุกๆ เมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นเย็นชาและแข็งกร้าวทันทีเมื่อหันไปมองริน่าที่ยังนั่งอยู่“ริน่า... กลับไปก่อน” คิรากรออกคำสั่งเสียงต่ำ “คุณกำลังไล่ริน่าเพราะมันอย่างนั้นหรือคะ”“ผมบอกให้กลับไป ผมมีธุระสำคัญจะคุยกับคุณพราวตะวัน... เรื่องที่เราคุยกันเมื่อกี้ให้จบแค่นั้น อย่าให้ผมต้องพูดซ้ำ” น้ำเสียงของคิรากรเฉียบขาดและเต็มไปด้วยอำนาจจนริน่าหน้าเสียและซีดเผือด เธอรู้ดีว่าหากคิรากรใช้โทนเสียงแบบนี้ นั่นหมายความว่าเขาไม่ต้องการให้ใครขัดใจ นางแบบสาวสะบัดหน้าใส่พราวตะวันอย่างแรงด้วยความเคียดแค้น ก่อนจะคว้ากระเป๋าถือแล้วกระแทกส้นสูงเดินตึงตังออกจากร้านอาหารไปเมื่อเหลือกันเพียงสองคนในมุมที่เป็นส่วนตัว พราวตะวันออกแรงสะบัดข้อมือของตัวเองออกจากการเกาะกุมของเขาทันที“สนุกมากไหมคะที่เห็นฉันถูกผู้หญิงของคุณโขกสับ?” เธอถามเสียงขุ่น ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธ“ผมไม่ได้สั่งให้เขาทำ” คิรากรตอบเสียงเรียบ พลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสแล็ก“แต่ผมอยากรู้ว่าคุณจะทนได้แค่ไหน... และดูเหมือนคุณจะ ‘ทนไม่ได้’ เลยนะ พราวตะวัน” เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏขึ้นที่มุม
เสียงเครื่องยนต์ของรถสปอร์ตหรูสัญชาติยุโรปคำรามกึกก้องไปตามท้องถนนในย่านธุรกิจที่พลุกพล่าน ความเร็วของรถที่พุ่งทะยานไปข้างหน้าสวนทางกับสภาพการจราจรที่ค่อนข้างติดขัด ทำให้พราวตะวันต้องนั่งตัวลีบอยู่บนเบาะหนังราคาแพง มือสองข้างของเธอกุมกระเป๋าถือไว้แน่นจนข้อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดเธอเหลือบมองคนขับที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ท่าทีของเขาดูนิ่งสงบและเยือกเย็น ราวกับว่าเหตุการณ์ชกต่อยที่ล็อบบี้บริษัทเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องขี้ผงสำหรับเขา แต่สำหรับเธอ มันคือความบ้าคลั่งที่เธอยังตามไม่ทัน“คุณจะพาฉันไปไหน?” พราวตะวันถามเสียงสั่น พยายามรวบรวมความกล้าเพื่อทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนี้“ถ้าจะเซ็นสัญญา ก็กลับไปที่ออฟฟิศ หรือไม่ก็ไปที่บริษัทของพ่อฉัน” คิรากรไม่แม้แต่จะหันมามอง ใบหน้าหล่อเหลาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงแค่ขยับยิ้มมุมปากที่ดูร้ายกาจ“ออฟฟิศมันมีหูมีตาเยอะเกินไปพราวตะวัน โดยเฉพาะคนของพ่อผม... และผมก็ไม่อยากให้คุณพ่อของคุณตกใจตายถ้าเห็นว่า ‘พระเอกขี่ม้าขาว’ ที่จะมาช่วยบริษัทท่าน คือลูกของคนที่ท่านเกลียดที่สุดในชีวิต”พราวตะวันเม้มริมฝีปากแน่นจนรู้สึกเจ็บ ความจริงข้อนี้คือจุดอ่อนที่เขากดขี่
“อ๋อ... ผู้ร่วมทุนเหรอคะ? นึกว่าพวกมาขอส่วนบุญเงินลงทุนเสียอีก” ริน่าหัวเราะคิกคักอย่างไม่รักษามารยาท(เพราะเธอไม่มีจึงไม่ต้องรักษา) คำพูดของเธอจงใจกรีดลึกลงไปในศักดิ์ศรีของพราวตะวันพราวตะวันตระหนักได้ทันทีว่าการนั่งอยู่ตรงนี้ต่อไปมีแต่จะทำให้ตัวเองดูไร้ค่าและตกเป็นเครื่องมือระบายอารมณ์ของคนทั้งคู่ หญิงสาวรวบรวมเอกสารบนโต๊ะเข้ากระเป๋าสะพายด้วยความนิ่งสงบที่สุดเท่าที่จะทำได้“ถ้าคุณคิรากรไม่สะดวกที่จะคุยงานต่อเพราะมี ‘แขกส่วนตัว’ ดิฉันขอตัวนะคะ” พราวตะวันลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เชิดหน้าขึ้นด้วยความหยิ่งทะนง “สัญญาฉบับนี้ฉันจะฝากไว้ที่คุณเลขาก็แล้วกัน ตรวจสอบเสร็จแล้วค่อยติดต่อกลับมา”กล่าวจบ เธอไม่รอฟังคำตอบรับหรือคำทัดทานใดๆ หญิงสาวเชิดหน้าเดินออกจากห้องไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้ริน่าร้องกรี๊ดเบาๆ ด้วยความขัดใจกับคำจิกกัดที่ว่าเธอเป็นเพียง 'แขกส่วนตัว' ส่วนคิรากรกลับหัวเราะในลำคอเบาๆแววตาที่มองตามแผนหลังบางไปนั้นเต็มไปด้วยความพึงพอใจอย่างประหลาด ผู้หญิงคนนี้มีพยศและศักดิ์ศรีมากกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก พราวตะวันเดินลงมาที่ล็อบบี้บริษัทด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวถึงขีดสุด เธอต้องการออกไปจากตึก
“ยินดีที่พบกันอีกครั้งนะ... คู่สัญญาของผม” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูดังขึ้น พร้อมกับใบหน้าหล่อเหลาที่ปรากฏแก่สายตา รอยยิ้มมุมปากที่ดูเหนือกว่าของเขาทำให้พราวตะวันรู้สึกเหมือนถูกทุบด้วยค้อนเหล็กเข้าที่กลางศีรษะ“คิรากร!”พราวตะวันอุทานออกมาอย่างลืมตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด ความโกรธและความอับอายแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ เธอหันหลังเตรียมจะก้าวเดินออกจากห้องทันที เธอไม่ต้องการเสวนาหรือมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับผู้ชายจอมเจ้าเล่ห์คนนี้อีกแล้ว แต่เสียงทุ้มต่ำที่ทรงอำนาจนั้นกลับหยุดฝีเท้าของเธอไว้เสียก่อน...“ถ้าก้าวออกจากห้องนี้แม้แต่ก้าวเดียว... สัญญาห้าร้อยล้านนั่นจะถูกฉีกทิ้งทันที และผมมั่นใจว่าพ่อของคุณจะไม่มีวันหาเงินบาทเดียวได้จากธนาคารไหนในประเทศไทย” คำขู่ที่แฝงไปด้วยความจริงอันโหดร้ายตรึงร่างของพราวตะวันให้หยุดนิ่งราวกับถูกตอกหมุด พราวตะวันกำหมัดแน่นจนเล็บแทบฝังลงไปในฝ่ามือ เธอหลับตาลงข่มอารมณ์ที่กำลังเดือดพล่าน ก่อนจะยอมหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น“คุณจงใจหลอกคุณพ่อฉัน! คุณใช้บริษัทนอมินีเข้ามาบังหน้าเพื่ออะไร? สะใจมากใช่ไหมที่เห็น
“ลืมเหรอ? สำหรับคุณมันอาจจะง่ายนะพราวตะวัน... แต่สำหรับผม ของที่มีค่าชิ้นแรกที่ผมได้รับมา ผมไม่ชอบลืมมันง่ายๆ หรอก” เขาเว้นวรรคคำพูด สายตาคมกริบเลื่อนต่ำลงไปมองที่ริมฝีปากบางของเธออย่างจาบจ้วงและเปิดเผยความต้องการ “โดยเฉพาะเมื่อเจ้าของ ของชิ้นนั้น... ดันเป็นลูกสาวของศัตรูทางธุรกิจ”“คุณจะใช้ฉันเป็นเครื่องมือแก้แค้นพ่อของฉันงั้นเหรอ? เลวที่สุด!” ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาจนพราวตะวันขาดสติ เธอเงื้อมือขึ้นสูงหมายจะตบหน้าหล่อเหลานั้นให้หายแค้น แต่คิรากรที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วกลับคว้าข้อมือบางของเธอไว้ได้อย่างทันท่วงที เขากระชากร่างของเธอเข้าหาตัวอย่างแรงจนร่างกายของทั้งสองแนบชิดกันอีกครั้ง แผงอกกว้างของเขาเบียดชิดกับหน้าอกของเธอจนสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจ“ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าจะแก้แค้น... บางทีผมอาจจะอยากได้ ‘อย่างอื่น’ ที่มันเร้าใจกว่าการทำลายธุรกิจก็ได้” เขาโน้มใบหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินอยู่ที่ซอกคอทำให้พราวตะวันขนลุกซู่“เตรียมตัวไว้ให้ดี พราวตะวัน... เพราะตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตของคุณจะไม่เป็นอิสระจากผมอีกต่อไป”พราวตะวันจ้อ
เธอกลับรู้สึกอึดอัดและหายใจ ไม่ทั่วท้อง ราวกับตัวเองเป็นเพียงนกตัวน้อยที่ถูกต้อนเข้ามุมแคบๆ รอคอยเวลาที่นายพรานจะมาพบเจอ เธอยืนเคียงข้างรังสรรค์ ผู้เป็นบิดาที่กำลังปั้นหน้ายิ้มทักทายและพูดคุยเรื่องธุรกิจกับแขกเหรื่ออย่างกระตือรือร้น พราวตะวันพยายามทำหน้าที่ลูกสาวที่ดีด้วยการช่วยเจรจา แต่จิตใจของเธอกลับล่องลอยไปถึงรายชื่อผู้บริหารของอัครเดชากรุ๊ปที่เพิ่งเห็นในเอกสารเมื่อตอนบ่ายจนกระทั่งจู่ๆ เสียงพูดคุยจอแจรอบทิศทางก็ค่อยๆ เงียบลง ฝูงชนที่เคยยืนจับกลุ่มกันเริ่มแหวกทางออกเป็นทางเดินกว้าง ความเงียบประหลาดที่เต็มไปด้วยความกดดันปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดทักซิโด้สีดำสนิทที่ตัดเย็บเข้ารูปอย่างพอดีตัว เดินก้าวเข้ามาอย่างมาดมั่นพร้อมกับชายสูงวัยที่ดูน่าเกรงขามและมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกันใบหน้าของชายหนุ่มคนนั้นหล่อเหลาราวกับรูปสลัก ท่าทางที่มั่นใจ ทุกย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยอำนาจและรอยยิ้มมุมปากที่ดูเป็นมิตรแต่กลับแฝงไปด้วยความร้ายกาจ ทำให้พราวตะวันรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดปอด หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ปลายเท้า มือบางที่ถือแก้วแชมเปญเย







