LOGINคิรากรไม่เคยมีโอกาสได้เคลียร์ใจกับพราวตะวันเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีต เพราะหลังจากเกิดเรื่อง ทั้งสองฝ่ายก็แทบไม่ได้พบกันอีกเลย ต่างคนต่างไปเรียนต่างประเทศ เขาไปศึกษาต่อที่อเมริกา ส่วนพราวตะวันถูกส่งไปเรียนที่ลอนดอน เส้นทางของพวกเขาขนานกันมาตลอด จนกระทั่งเมื่อคืนนี้... คืนที่พรหมลิขิตและแอลกอฮอล์นำพาให้ลูกของศัตรูมาพัวพันกันในสถานการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด
“เรื่องของพ่อกู... กับพ่อของพราวตะวัน” คิรากรพึมพำเบาๆ ดวงตาคมทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนจะกลับมาพูดกับนทีด้วยน้ำเสียงปกติ
“มันเป็นเรื่องเก่าแก่ที่กูเองก็ไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด แต่มันคือปมที่ทำให้พวกเราต้องมาแข่งขันกันขนาดนี้”
“แล้วมึงจะเอายังไงต่อวะกับคุณหนูพราวตะวันน่ะ”
นทีถามอย่างจริงจังขึ้นมาบ้าง เพราะเขารู้ดีว่าเรื่องนี้มันไม่ได้มีแค่เรื่องผู้หญิงเท่านั้น แต่เกี่ยวพันถึงอำนาจ ธุรกิจหลายพันล้าน และความแค้นระหว่างตระกูล คิรากรเงยหน้าขึ้น สบตากับเพื่อนสนิทด้วยรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุขอย่างเดียว แต่มีความซับซ้อนบางอย่างแฝงอยู่ แววตาของเขาเต็มไปด้วยแผนการ
“เอายังไงต่อเหรอ? ก็คงต้องดูกันต่อไป ใจจริงมันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ให้ผู้ใหญ่เขาคิดเอง เราเป็นลูก ก็ทำหน้าที่เราไป”
ในใจของคิรากร ไม่ได้มีแค่ความปรารถนาทางกายที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืนเท่านั้น แต่ยังมีแรงดึงดูดที่ซับซ้อนจากอดีตที่ฝังลึก แรงดึงดูดที่อยากจะรู้เรื่องราวระหว่างครอบครัวที่ผิดใจกัน และแรงดึงดูดที่อยากจะใช้โอกาสนี้... ในการเข้าใกล้พราวตะวันให้มากขึ้น การที่ได้ใกล้ชิดกับพราวตะวันถือเป็นช่องทางเดียวที่จะทำให้เขาได้รู้ความจริงเกี่ยวกับความบาดหมางของพ่อทั้งสอง และไม่ว่ารังสรรค์จะคิดอะไรอยู่ การมีลูกสาวคนเดียวของเขามาพัวพันด้วย ย่อมสร้างความได้เปรียบให้กับอัครเดชากรุ๊ปได้อย่างแน่นอน
คิรากรหยิบเอกสารสำคัญบนโต๊ะขึ้นมาเปิดดู แต่สายตาของเขากลับไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเหล่านั้น ภาพใบหน้าของพราวตะวันในยามที่เมามายยังคงชัดเจนในความทรงจำ เขานึกถึงแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดจากการถูกคนรักหักหลัง และเขารู้สึกได้ถึงความแค้นที่เธอระบายออกมาผ่านร่างกายในค่ำคืนนั้น นั่นคือเหตุผลที่เขาตัดสินใจทิ้งเธอไว้เพียงลำพัง ปล่อยให้เธอมีเวลาตั้งสติและรับรู้ความจริงด้วยตัวเอง แต่เขาจะไม่มีทางปล่อยให้เรื่องนี้จบลงที่ “วันไนท์สแตนด์ที่ผิดพลาด” แน่นอน เพราะสำหรับคิรากรแล้ว พราวตะวันไม่ได้เป็นแค่เหยื่อของความเมา หรือลูกสาวของศัตรูเท่านั้น แต่เธอเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดเผยความลับที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความบาดหมางของสองตระกูล และเขาก็ไม่ลังเลที่จะใช้กุญแจดอกนี้
“เอาเป็นว่า วันนี้กูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เที่ยงนี้มึงอยากกินอะไรบอกได้เลย” คิรากรสรุปด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ปิดแฟ้มเอกสารดังฉับ
“เลื่อนการประชุมช่วงบ่ายออกไป และเตรียมตัวรับสถานการณ์ที่น่าจะ ‘วุ่นวาย’ ขึ้นในอนาคตอันใกล้ด้วยล่ะนที” นทีมองเพื่อนด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง เขาพยักหน้าอย่างเข้าใจ เพราะเขารู้ดีว่าหากคิรากรพูดถึง ‘ความวุ่นวาย’ เมื่อไหร่ นั่นหมายความว่าเกมกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว และเหยื่อในเกมนี้ก็หนีไม่พ้น ‘คุณหนูพราวตะวัน’ อย่างแน่นอน
“ครับบอส” นทีตอบรับอย่างเป็นทางการ ก่อนจะหันหลังเตรียมเดินออกจากห้อง แต่ก่อนจะลับหายไปจากสายตา นทีก็ยังไม่วายทิ้งท้ายไว้ว่า
“แต่ถ้าความวุ่นวายมันพาผู้หญิงสวยๆ มาให้มึงได้ยิ้มเรี่ยราดแบบนี้... กูว่ากูก็พร้อมจะวุ่นวายไปกับมึงว่ะ” คิรากรส่ายหัวอย่างขบขันเมื่อประตูปิดลง แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ไม่ได้จางหายไปเลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกว่าชีวิตของเขาเพิ่งจะกลับมามีสีสันอีกครั้งหลังจากที่ต้องจมอยู่กับเรื่องธุรกิจที่น่าเบื่อมานาน และทั้งหมดนี้... ก็เพราะผู้หญิงคนเดียวที่ชื่อ พราวตะวัน หมากตัวสำคัญที่เขาเป็นคนดึงลงมาเล่นในกระดานนี้ด้วยตัวเอง
แสงแดดจัดจ้าของเช้าวันใหม่ที่สาดส่องลงมาบนท้องถนนของกรุงเทพมหานคร ไม่ได้ช่วยให้จิตใจที่หม่นหมองของพราวตะวันสว่างขึ้นเลยแม้แต่น้อย หลังจากที่เธอแทบจะ "วิ่ง" ออกจากโรงแรมหรูแห่งนั้นด้วยความเร็วปานพายุพัด ร่างบางในชุดเดรสยับยู่ยี่สวมแว่นกันแดดแบรนด์เนมอันใหญ่เพื่อปกปิดดวงตาที่บวมช้ำจากการร้องไห้และการนอนไม่พอ
เธอเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งที่ผับเพื่อกลับไปเอารถของตัวเอง ก่อนจะขับคอนโดมิเนียมส่วนตัวของตัวเองแทนที่จะเป็นบ้านใหญ่ประจำตระกูล เพราะเธอยังไม่พร้อมจะสู้หน้า ‘คุณรังสรรค์’ ผู้เป็นพ่อในสภาพที่เหมือนคนวิญญาณหลุดออกจากร่างแบบนี้ หากคุณพ่อเห็นสภาพของเธอ ท่านจะต้องซักไซ้ไล่เลียงจนเธออาจจะเผลอหลุดความจริงที่น่าอับอายออกไปเมื่อก้าวเข้ามาภายในห้องนั่งเล่นที่เงียบเชียบ พราวตะวันทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวนุ่มอย่างหมดแรง มือบางยังคงกำนามบัตรสีดำขลับใบนั้นไว้แน่นจนมันยับยู่ยี่
“คิรากร อัครเดชากร...” เธอกระซิบชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนย้อนกลับมาเป็นฉากๆ ราวกับภาพยนตร์ที่ถูกกดปุ่มวนซ้ำ สัมผัสที่เร่าร้อน เสียงลมหายใจที่รดรินอยู่ข้างหู และความรู้สึกปลอดภัยที่เธอเผลอใจไปยึดเหนี่ยวไว้ในยามที่ใจแตกสลาย... ทั้งหมดนั้นมันเกิดขึ้นกับลูกชายของคนที่พ่อเธอเกลียดเข้าไส้! มันเป็นตลกร้ายที่สวรรค์จงใจกลั่นแกล้งเธออย่างเลือดเย็น
“ทำไมต้องเป็นเขา... ทำไมโลกมันถึงกลมและใจร้ายกับฉันขนาดนี้”
เธออยากจะขยำทิ้งนามบัตรใบนั้นลงถังขยะแล้วลืมมันไปให้สิ้นซาก แต่ลึกๆ ในใจกลับมีความหวาดกลัวบางอย่างคืบคลานเข้ามา ถ้าเขารู้ว่าเธอคือใคร? ถ้าเขาตั้งใจเข้าหาเธอเพื่อใช้เป็นเครื่องมือทำลายพ่อของเธอเหมือนที่ตระกูลอัครเดชากรเคยทำในอดีตล่ะ? ความคิดนี้ทำให้เธอรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง
แววตาของเขาที่เคยมองดูละครสนุกๆ เมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นเย็นชาและแข็งกร้าวทันทีเมื่อหันไปมองริน่าที่ยังนั่งอยู่“ริน่า... กลับไปก่อน” คิรากรออกคำสั่งเสียงต่ำ “คุณกำลังไล่ริน่าเพราะมันอย่างนั้นหรือคะ”“ผมบอกให้กลับไป ผมมีธุระสำคัญจะคุยกับคุณพราวตะวัน... เรื่องที่เราคุยกันเมื่อกี้ให้จบแค่นั้น อย่าให้ผมต้องพูดซ้ำ” น้ำเสียงของคิรากรเฉียบขาดและเต็มไปด้วยอำนาจจนริน่าหน้าเสียและซีดเผือด เธอรู้ดีว่าหากคิรากรใช้โทนเสียงแบบนี้ นั่นหมายความว่าเขาไม่ต้องการให้ใครขัดใจ นางแบบสาวสะบัดหน้าใส่พราวตะวันอย่างแรงด้วยความเคียดแค้น ก่อนจะคว้ากระเป๋าถือแล้วกระแทกส้นสูงเดินตึงตังออกจากร้านอาหารไปเมื่อเหลือกันเพียงสองคนในมุมที่เป็นส่วนตัว พราวตะวันออกแรงสะบัดข้อมือของตัวเองออกจากการเกาะกุมของเขาทันที“สนุกมากไหมคะที่เห็นฉันถูกผู้หญิงของคุณโขกสับ?” เธอถามเสียงขุ่น ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธ“ผมไม่ได้สั่งให้เขาทำ” คิรากรตอบเสียงเรียบ พลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสแล็ก“แต่ผมอยากรู้ว่าคุณจะทนได้แค่ไหน... และดูเหมือนคุณจะ ‘ทนไม่ได้’ เลยนะ พราวตะวัน” เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏขึ้นที่มุม
เสียงเครื่องยนต์ของรถสปอร์ตหรูสัญชาติยุโรปคำรามกึกก้องไปตามท้องถนนในย่านธุรกิจที่พลุกพล่าน ความเร็วของรถที่พุ่งทะยานไปข้างหน้าสวนทางกับสภาพการจราจรที่ค่อนข้างติดขัด ทำให้พราวตะวันต้องนั่งตัวลีบอยู่บนเบาะหนังราคาแพง มือสองข้างของเธอกุมกระเป๋าถือไว้แน่นจนข้อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดเธอเหลือบมองคนขับที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ท่าทีของเขาดูนิ่งสงบและเยือกเย็น ราวกับว่าเหตุการณ์ชกต่อยที่ล็อบบี้บริษัทเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องขี้ผงสำหรับเขา แต่สำหรับเธอ มันคือความบ้าคลั่งที่เธอยังตามไม่ทัน“คุณจะพาฉันไปไหน?” พราวตะวันถามเสียงสั่น พยายามรวบรวมความกล้าเพื่อทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนี้“ถ้าจะเซ็นสัญญา ก็กลับไปที่ออฟฟิศ หรือไม่ก็ไปที่บริษัทของพ่อฉัน” คิรากรไม่แม้แต่จะหันมามอง ใบหน้าหล่อเหลาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงแค่ขยับยิ้มมุมปากที่ดูร้ายกาจ“ออฟฟิศมันมีหูมีตาเยอะเกินไปพราวตะวัน โดยเฉพาะคนของพ่อผม... และผมก็ไม่อยากให้คุณพ่อของคุณตกใจตายถ้าเห็นว่า ‘พระเอกขี่ม้าขาว’ ที่จะมาช่วยบริษัทท่าน คือลูกของคนที่ท่านเกลียดที่สุดในชีวิต”พราวตะวันเม้มริมฝีปากแน่นจนรู้สึกเจ็บ ความจริงข้อนี้คือจุดอ่อนที่เขากดขี่
“อ๋อ... ผู้ร่วมทุนเหรอคะ? นึกว่าพวกมาขอส่วนบุญเงินลงทุนเสียอีก” ริน่าหัวเราะคิกคักอย่างไม่รักษามารยาท(เพราะเธอไม่มีจึงไม่ต้องรักษา) คำพูดของเธอจงใจกรีดลึกลงไปในศักดิ์ศรีของพราวตะวันพราวตะวันตระหนักได้ทันทีว่าการนั่งอยู่ตรงนี้ต่อไปมีแต่จะทำให้ตัวเองดูไร้ค่าและตกเป็นเครื่องมือระบายอารมณ์ของคนทั้งคู่ หญิงสาวรวบรวมเอกสารบนโต๊ะเข้ากระเป๋าสะพายด้วยความนิ่งสงบที่สุดเท่าที่จะทำได้“ถ้าคุณคิรากรไม่สะดวกที่จะคุยงานต่อเพราะมี ‘แขกส่วนตัว’ ดิฉันขอตัวนะคะ” พราวตะวันลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เชิดหน้าขึ้นด้วยความหยิ่งทะนง “สัญญาฉบับนี้ฉันจะฝากไว้ที่คุณเลขาก็แล้วกัน ตรวจสอบเสร็จแล้วค่อยติดต่อกลับมา”กล่าวจบ เธอไม่รอฟังคำตอบรับหรือคำทัดทานใดๆ หญิงสาวเชิดหน้าเดินออกจากห้องไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้ริน่าร้องกรี๊ดเบาๆ ด้วยความขัดใจกับคำจิกกัดที่ว่าเธอเป็นเพียง 'แขกส่วนตัว' ส่วนคิรากรกลับหัวเราะในลำคอเบาๆแววตาที่มองตามแผนหลังบางไปนั้นเต็มไปด้วยความพึงพอใจอย่างประหลาด ผู้หญิงคนนี้มีพยศและศักดิ์ศรีมากกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก พราวตะวันเดินลงมาที่ล็อบบี้บริษัทด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวถึงขีดสุด เธอต้องการออกไปจากตึก
“ยินดีที่พบกันอีกครั้งนะ... คู่สัญญาของผม” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูดังขึ้น พร้อมกับใบหน้าหล่อเหลาที่ปรากฏแก่สายตา รอยยิ้มมุมปากที่ดูเหนือกว่าของเขาทำให้พราวตะวันรู้สึกเหมือนถูกทุบด้วยค้อนเหล็กเข้าที่กลางศีรษะ“คิรากร!”พราวตะวันอุทานออกมาอย่างลืมตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด ความโกรธและความอับอายแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ เธอหันหลังเตรียมจะก้าวเดินออกจากห้องทันที เธอไม่ต้องการเสวนาหรือมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับผู้ชายจอมเจ้าเล่ห์คนนี้อีกแล้ว แต่เสียงทุ้มต่ำที่ทรงอำนาจนั้นกลับหยุดฝีเท้าของเธอไว้เสียก่อน...“ถ้าก้าวออกจากห้องนี้แม้แต่ก้าวเดียว... สัญญาห้าร้อยล้านนั่นจะถูกฉีกทิ้งทันที และผมมั่นใจว่าพ่อของคุณจะไม่มีวันหาเงินบาทเดียวได้จากธนาคารไหนในประเทศไทย” คำขู่ที่แฝงไปด้วยความจริงอันโหดร้ายตรึงร่างของพราวตะวันให้หยุดนิ่งราวกับถูกตอกหมุด พราวตะวันกำหมัดแน่นจนเล็บแทบฝังลงไปในฝ่ามือ เธอหลับตาลงข่มอารมณ์ที่กำลังเดือดพล่าน ก่อนจะยอมหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น“คุณจงใจหลอกคุณพ่อฉัน! คุณใช้บริษัทนอมินีเข้ามาบังหน้าเพื่ออะไร? สะใจมากใช่ไหมที่เห็น
“ลืมเหรอ? สำหรับคุณมันอาจจะง่ายนะพราวตะวัน... แต่สำหรับผม ของที่มีค่าชิ้นแรกที่ผมได้รับมา ผมไม่ชอบลืมมันง่ายๆ หรอก” เขาเว้นวรรคคำพูด สายตาคมกริบเลื่อนต่ำลงไปมองที่ริมฝีปากบางของเธออย่างจาบจ้วงและเปิดเผยความต้องการ “โดยเฉพาะเมื่อเจ้าของ ของชิ้นนั้น... ดันเป็นลูกสาวของศัตรูทางธุรกิจ”“คุณจะใช้ฉันเป็นเครื่องมือแก้แค้นพ่อของฉันงั้นเหรอ? เลวที่สุด!” ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาจนพราวตะวันขาดสติ เธอเงื้อมือขึ้นสูงหมายจะตบหน้าหล่อเหลานั้นให้หายแค้น แต่คิรากรที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วกลับคว้าข้อมือบางของเธอไว้ได้อย่างทันท่วงที เขากระชากร่างของเธอเข้าหาตัวอย่างแรงจนร่างกายของทั้งสองแนบชิดกันอีกครั้ง แผงอกกว้างของเขาเบียดชิดกับหน้าอกของเธอจนสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจ“ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าจะแก้แค้น... บางทีผมอาจจะอยากได้ ‘อย่างอื่น’ ที่มันเร้าใจกว่าการทำลายธุรกิจก็ได้” เขาโน้มใบหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินอยู่ที่ซอกคอทำให้พราวตะวันขนลุกซู่“เตรียมตัวไว้ให้ดี พราวตะวัน... เพราะตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตของคุณจะไม่เป็นอิสระจากผมอีกต่อไป”พราวตะวันจ้อ
เธอกลับรู้สึกอึดอัดและหายใจ ไม่ทั่วท้อง ราวกับตัวเองเป็นเพียงนกตัวน้อยที่ถูกต้อนเข้ามุมแคบๆ รอคอยเวลาที่นายพรานจะมาพบเจอ เธอยืนเคียงข้างรังสรรค์ ผู้เป็นบิดาที่กำลังปั้นหน้ายิ้มทักทายและพูดคุยเรื่องธุรกิจกับแขกเหรื่ออย่างกระตือรือร้น พราวตะวันพยายามทำหน้าที่ลูกสาวที่ดีด้วยการช่วยเจรจา แต่จิตใจของเธอกลับล่องลอยไปถึงรายชื่อผู้บริหารของอัครเดชากรุ๊ปที่เพิ่งเห็นในเอกสารเมื่อตอนบ่ายจนกระทั่งจู่ๆ เสียงพูดคุยจอแจรอบทิศทางก็ค่อยๆ เงียบลง ฝูงชนที่เคยยืนจับกลุ่มกันเริ่มแหวกทางออกเป็นทางเดินกว้าง ความเงียบประหลาดที่เต็มไปด้วยความกดดันปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดทักซิโด้สีดำสนิทที่ตัดเย็บเข้ารูปอย่างพอดีตัว เดินก้าวเข้ามาอย่างมาดมั่นพร้อมกับชายสูงวัยที่ดูน่าเกรงขามและมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกันใบหน้าของชายหนุ่มคนนั้นหล่อเหลาราวกับรูปสลัก ท่าทางที่มั่นใจ ทุกย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยอำนาจและรอยยิ้มมุมปากที่ดูเป็นมิตรแต่กลับแฝงไปด้วยความร้ายกาจ ทำให้พราวตะวันรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดปอด หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ปลายเท้า มือบางที่ถือแก้วแชมเปญเย







