Masukจนกระทั่งจู่ๆ เสียงพูดคุยจอแจรอบทิศทางก็ค่อยๆ เงียบลง ฝูงชนที่เคยยืนจับกลุ่มกันเริ่มแหวกทางออกเป็นทางเดินกว้าง ความเงียบประหลาดที่เต็มไปด้วยความกดดันปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดทักซิโด้สีดำสนิทที่ตัดเย็บเข้ารูปอย่างพอดีตัว เดินก้าวเข้ามาอย่างมาดมั่นพร้อมกับชายสูงวัยที่ดูน่าเกรงขามและมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกัน
ใบหน้าของชายหนุ่มคนนั้นหล่อเหลาราวกับรูปสลัก ท่าทางที่มั่นใจ ทุกย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยอำนาจและรอยยิ้มมุมปากที่ดูเป็นมิตรแต่กลับแฝงไปด้วยความร้ายกาจ ทำให้พราวตะวันรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดปอด หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ปลายเท้า มือบางที่ถือแก้วแชมเปญเย็นเฉียบสั่นสะท้านจนต้องจับมันด้วยมือทั้งสองข้าง
“อ้าว... คุณรังสรรค์ ไม่เจอกันนานเลยนะครับ” ชายสูงวัยผู้นำทัพตระกูลอัครเดชากรเอ่ยทักทายทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขา ราบเรียบแต่แฝงแววเชือดเฉือนอยู่ในที เขาคือ ธนาคาร อัครเดชากร อดีตเพื่อนรักที่กลายมาเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่ง
“คุณธนาคาร... นึกว่าคุณจะยุ่งอยู่กับการ ‘ปาดหน้า’ เค้กคนอื่นจนไม่มีเวลามางานแบบนี้เสียอีก” รังสรรค์ตอบโต้กลับไปทันควันด้วยวาจาที่เผ็ดร้อนไม่แพ้กัน แววตาของนักธุรกิจรุ่นใหญ่ทั้งสองปะทะกันอย่างไม่มีใครยอมใคร
พราวตะวันยืนนิ่ง ตัวแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง สายตาของเธอปะทะเข้ากับดวงตาคมกริบสีน้ำตาลเข้มของคิรากรที่กำลังจ้องมองมาที่เธออยู่ก่อนแล้ว เขาไม่ได้ดูประหลาดใจเลยแม้แต่น้อยที่เห็นเธออยู่ที่นี่ ตรงกันข้าม แววตาของเขาดูสนุกสนานและมีเลศนัยราวกับเสือที่เห็นเหยื่อตัวน้อยเดินมาติดกับดักเอง สายตาของเขาไล่มองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างจาบจ้วง ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากบางที่ถูกเคลือบด้วยลิปสติกสีพีช
“นี่ ‘คิรากร’ ลูกชายผมครับ เขาเพิ่งกลับมาจากอเมริกามาช่วยงานผมเต็มตัว” ธนาคารเอ่ยแนะนำลูกชายคนเดียวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและโอ้อวด คิรากรก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว โค้งศีรษะให้รังสรรค์อย่างสุภาพตามมารยาทของผู้ดี ก่อนที่เขาจะหันมาทางพราวตะวันด้วยรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจเธอเต้นระส่ำ
“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณรังสรรค์... และยินดีที่ได้พบกัน ‘อีกครั้ง’ นะครับ คุณพราวตะวัน” คำว่า ‘อีกครั้ง’ ถูกเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและสายตาที่สื่อความหมายลึกซึ้ง ทำให้นางเอกสาวถึงกับมือสั่นและใบหน้าร้อนผ่าว รังสรรค์ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจเมื่อได้ยินสรรพนามที่ดูสนิทสนมเกินควร
“พราว... ลูกรู้จักคุณคิรากรด้วยเหรอ?”
รังสรรค์หันมาถามลูกสาวด้วยความสงสัย พราวตะวันรู้สึกเหมือนลิ้นจุกปาก สมองของเธอขาวโพลนไปหมด เธอจะบอกพ่อได้อย่างไรว่าผู้ชายตรงหน้านี้คือคนที่เธอเพิ่งไปนอนด้วยเมื่อคืน!
“เอ่อ... คือ...” เธออึกอัก พยายามหาคำแก้ตัวที่ฟังขึ้นที่สุด แต่คิรากรกลับไม่ปล่อยให้เธอได้รอดตัวไปง่ายๆ
“เราเคยเจอกัน ‘ผ่านๆ’ เมื่อคืนน่ะครับ พอดีคุณพราวตะวันทำ ‘ของสำคัญ’ ตกไว้ที่ผม” คิรากรพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูทด้านใน แล้วหยิบปากกาสีเงินหรูหราขึ้นมาโชว์ให้ทุกคนเห็น ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ใช่ของเธอเลยแม้แต่น้อย แต่มันคือการข่มขู่ทางอ้อมที่เขาสร้างขึ้นเพื่อกดดันเธอ
“ผมกังวลแทบแย่ว่าเจ้าของเขาจะอยากได้คืนหรือเปล่า” เขากล่าวเสริมพลางควงปากกาในมือเล่นอย่างยียวนพราวตะวันขบกรามแน่น เธอรู้ทันทีว่าเขากำลังใช้ความลับนี้มาเล่นสนุกกับเธอ หญิงสาวรวบรวมความกล้า เชิดหน้าขึ้นแล้วตอบโต้กลับไปด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“ขอบพระคุณค่ะคุณคิรากร แต่พราวว่าของชิ้นนั้นมันคงไม่ได้สำคัญอะไร... ทิ้งไปเสียก็ได้นะคะ พราวไม่เสียดาย” สายตากลมโตจ้องมองเขาอย่างท้าทาย เพื่อบอกเป็นนัยว่าให้เขาหยุดพูดเรื่องเมื่อคืนเดี๋ยวนี้ และเธอจะไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างให้เขาข่มขู่ได้ง่ายๆ รังสรรค์ที่เริ่มรู้สึกถึงบรรยากาศมาคุระหว่างเด็กทั้งสองคน จึงรีบตัดบทเพื่อไม่ให้เสียมารยาทไปมากกว่านี้ “เอาเถอะ พราวไปหาอะไรทานทางโน้นเถอะลูก พ่อมีเรื่องจะคุยกับคุณธนาคารหน่อย”
“ค่ะคุณพ่อ”
พราวตะวันรีบรับคำและเลี่ยงออกมาจากวงสนทนาที่น่าอึดอัดนั้นทันที เธอเดินกึ่งวิ่งฝ่าฝูงชนมุ่งหน้าไปทางระเบียงด้านนอกของห้องจัดเลี้ยงที่ค่อนข้างไร้ผู้คน เพื่อสูดอากาศหายใจและหลีกหนีจากสายตาคุกคามของเขา ใจของเธอเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความหวาดกลัวและความโกรธผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก ลมเย็นๆ จากภายนอกช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อยแต่ความสงบสุขนั้นอยู่ได้เพียงไม่กี่นาที... “คิดว่าจะหนีพ้นจริงๆ เหรอครับ?” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง พราวตะวันสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกไฟช็อตเธอหันขวับกลับไป และพบกับร่างสูงของคิรากรที่กำลังยืนพิงกรอบประตูระเบียงอยู่อย่างสบายอารมณ์ ลมกลางคืนพัดเอาเสน่ห์ลึกลับและกลิ่นน้ำหอมสปอร์ตที่เธอจำได้ติดจมูกให้กระจายไปทั่วบริเวณ
“คุณต้องการอะไร คิรากร!” เธอถามเสียงสั่น พยายามก้าวถอยหลังเพื่อรักษาระยะห่าง
“เรื่องเมื่อคืน... ฉันเมา และมันคือความผิดพลาด เราควรจะลืมมันไปให้หมด”
คิรากรไม่ได้ตอบในทันที เขาค่อยๆ ก้าวเดินเข้าหาเธอช้าๆ ด้วยท่วงท่าของนักล่าที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม จนพราวตะวันต้องถอยร่นไปจนแผ่นหลังบางชนติดกับราวระเบียงหินอ่อน เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากร่างกายของเขา กลิ่นน้ำหอมเดียวกับที่เธอจำได้ขึ้นใจยิ่งทำให้ความทรงจำเมื่อคืนรุกล้ำเข้ามาในหัว
แววตาของเขาที่เคยมองดูละครสนุกๆ เมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นเย็นชาและแข็งกร้าวทันทีเมื่อหันไปมองริน่าที่ยังนั่งอยู่“ริน่า... กลับไปก่อน” คิรากรออกคำสั่งเสียงต่ำ “คุณกำลังไล่ริน่าเพราะมันอย่างนั้นหรือคะ”“ผมบอกให้กลับไป ผมมีธุระสำคัญจะคุยกับคุณพราวตะวัน... เรื่องที่เราคุยกันเมื่อกี้ให้จบแค่นั้น อย่าให้ผมต้องพูดซ้ำ” น้ำเสียงของคิรากรเฉียบขาดและเต็มไปด้วยอำนาจจนริน่าหน้าเสียและซีดเผือด เธอรู้ดีว่าหากคิรากรใช้โทนเสียงแบบนี้ นั่นหมายความว่าเขาไม่ต้องการให้ใครขัดใจ นางแบบสาวสะบัดหน้าใส่พราวตะวันอย่างแรงด้วยความเคียดแค้น ก่อนจะคว้ากระเป๋าถือแล้วกระแทกส้นสูงเดินตึงตังออกจากร้านอาหารไปเมื่อเหลือกันเพียงสองคนในมุมที่เป็นส่วนตัว พราวตะวันออกแรงสะบัดข้อมือของตัวเองออกจากการเกาะกุมของเขาทันที“สนุกมากไหมคะที่เห็นฉันถูกผู้หญิงของคุณโขกสับ?” เธอถามเสียงขุ่น ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธ“ผมไม่ได้สั่งให้เขาทำ” คิรากรตอบเสียงเรียบ พลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสแล็ก“แต่ผมอยากรู้ว่าคุณจะทนได้แค่ไหน... และดูเหมือนคุณจะ ‘ทนไม่ได้’ เลยนะ พราวตะวัน” เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏขึ้นที่มุม
เสียงเครื่องยนต์ของรถสปอร์ตหรูสัญชาติยุโรปคำรามกึกก้องไปตามท้องถนนในย่านธุรกิจที่พลุกพล่าน ความเร็วของรถที่พุ่งทะยานไปข้างหน้าสวนทางกับสภาพการจราจรที่ค่อนข้างติดขัด ทำให้พราวตะวันต้องนั่งตัวลีบอยู่บนเบาะหนังราคาแพง มือสองข้างของเธอกุมกระเป๋าถือไว้แน่นจนข้อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดเธอเหลือบมองคนขับที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ท่าทีของเขาดูนิ่งสงบและเยือกเย็น ราวกับว่าเหตุการณ์ชกต่อยที่ล็อบบี้บริษัทเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องขี้ผงสำหรับเขา แต่สำหรับเธอ มันคือความบ้าคลั่งที่เธอยังตามไม่ทัน“คุณจะพาฉันไปไหน?” พราวตะวันถามเสียงสั่น พยายามรวบรวมความกล้าเพื่อทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนี้“ถ้าจะเซ็นสัญญา ก็กลับไปที่ออฟฟิศ หรือไม่ก็ไปที่บริษัทของพ่อฉัน” คิรากรไม่แม้แต่จะหันมามอง ใบหน้าหล่อเหลาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงแค่ขยับยิ้มมุมปากที่ดูร้ายกาจ“ออฟฟิศมันมีหูมีตาเยอะเกินไปพราวตะวัน โดยเฉพาะคนของพ่อผม... และผมก็ไม่อยากให้คุณพ่อของคุณตกใจตายถ้าเห็นว่า ‘พระเอกขี่ม้าขาว’ ที่จะมาช่วยบริษัทท่าน คือลูกของคนที่ท่านเกลียดที่สุดในชีวิต”พราวตะวันเม้มริมฝีปากแน่นจนรู้สึกเจ็บ ความจริงข้อนี้คือจุดอ่อนที่เขากดขี่
“อ๋อ... ผู้ร่วมทุนเหรอคะ? นึกว่าพวกมาขอส่วนบุญเงินลงทุนเสียอีก” ริน่าหัวเราะคิกคักอย่างไม่รักษามารยาท(เพราะเธอไม่มีจึงไม่ต้องรักษา) คำพูดของเธอจงใจกรีดลึกลงไปในศักดิ์ศรีของพราวตะวันพราวตะวันตระหนักได้ทันทีว่าการนั่งอยู่ตรงนี้ต่อไปมีแต่จะทำให้ตัวเองดูไร้ค่าและตกเป็นเครื่องมือระบายอารมณ์ของคนทั้งคู่ หญิงสาวรวบรวมเอกสารบนโต๊ะเข้ากระเป๋าสะพายด้วยความนิ่งสงบที่สุดเท่าที่จะทำได้“ถ้าคุณคิรากรไม่สะดวกที่จะคุยงานต่อเพราะมี ‘แขกส่วนตัว’ ดิฉันขอตัวนะคะ” พราวตะวันลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เชิดหน้าขึ้นด้วยความหยิ่งทะนง “สัญญาฉบับนี้ฉันจะฝากไว้ที่คุณเลขาก็แล้วกัน ตรวจสอบเสร็จแล้วค่อยติดต่อกลับมา”กล่าวจบ เธอไม่รอฟังคำตอบรับหรือคำทัดทานใดๆ หญิงสาวเชิดหน้าเดินออกจากห้องไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้ริน่าร้องกรี๊ดเบาๆ ด้วยความขัดใจกับคำจิกกัดที่ว่าเธอเป็นเพียง 'แขกส่วนตัว' ส่วนคิรากรกลับหัวเราะในลำคอเบาๆแววตาที่มองตามแผนหลังบางไปนั้นเต็มไปด้วยความพึงพอใจอย่างประหลาด ผู้หญิงคนนี้มีพยศและศักดิ์ศรีมากกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก พราวตะวันเดินลงมาที่ล็อบบี้บริษัทด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวถึงขีดสุด เธอต้องการออกไปจากตึก
“ยินดีที่พบกันอีกครั้งนะ... คู่สัญญาของผม” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูดังขึ้น พร้อมกับใบหน้าหล่อเหลาที่ปรากฏแก่สายตา รอยยิ้มมุมปากที่ดูเหนือกว่าของเขาทำให้พราวตะวันรู้สึกเหมือนถูกทุบด้วยค้อนเหล็กเข้าที่กลางศีรษะ“คิรากร!”พราวตะวันอุทานออกมาอย่างลืมตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด ความโกรธและความอับอายแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ เธอหันหลังเตรียมจะก้าวเดินออกจากห้องทันที เธอไม่ต้องการเสวนาหรือมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับผู้ชายจอมเจ้าเล่ห์คนนี้อีกแล้ว แต่เสียงทุ้มต่ำที่ทรงอำนาจนั้นกลับหยุดฝีเท้าของเธอไว้เสียก่อน...“ถ้าก้าวออกจากห้องนี้แม้แต่ก้าวเดียว... สัญญาห้าร้อยล้านนั่นจะถูกฉีกทิ้งทันที และผมมั่นใจว่าพ่อของคุณจะไม่มีวันหาเงินบาทเดียวได้จากธนาคารไหนในประเทศไทย” คำขู่ที่แฝงไปด้วยความจริงอันโหดร้ายตรึงร่างของพราวตะวันให้หยุดนิ่งราวกับถูกตอกหมุด พราวตะวันกำหมัดแน่นจนเล็บแทบฝังลงไปในฝ่ามือ เธอหลับตาลงข่มอารมณ์ที่กำลังเดือดพล่าน ก่อนจะยอมหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น“คุณจงใจหลอกคุณพ่อฉัน! คุณใช้บริษัทนอมินีเข้ามาบังหน้าเพื่ออะไร? สะใจมากใช่ไหมที่เห็น
“ลืมเหรอ? สำหรับคุณมันอาจจะง่ายนะพราวตะวัน... แต่สำหรับผม ของที่มีค่าชิ้นแรกที่ผมได้รับมา ผมไม่ชอบลืมมันง่ายๆ หรอก” เขาเว้นวรรคคำพูด สายตาคมกริบเลื่อนต่ำลงไปมองที่ริมฝีปากบางของเธออย่างจาบจ้วงและเปิดเผยความต้องการ “โดยเฉพาะเมื่อเจ้าของ ของชิ้นนั้น... ดันเป็นลูกสาวของศัตรูทางธุรกิจ”“คุณจะใช้ฉันเป็นเครื่องมือแก้แค้นพ่อของฉันงั้นเหรอ? เลวที่สุด!” ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาจนพราวตะวันขาดสติ เธอเงื้อมือขึ้นสูงหมายจะตบหน้าหล่อเหลานั้นให้หายแค้น แต่คิรากรที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วกลับคว้าข้อมือบางของเธอไว้ได้อย่างทันท่วงที เขากระชากร่างของเธอเข้าหาตัวอย่างแรงจนร่างกายของทั้งสองแนบชิดกันอีกครั้ง แผงอกกว้างของเขาเบียดชิดกับหน้าอกของเธอจนสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจ“ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าจะแก้แค้น... บางทีผมอาจจะอยากได้ ‘อย่างอื่น’ ที่มันเร้าใจกว่าการทำลายธุรกิจก็ได้” เขาโน้มใบหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินอยู่ที่ซอกคอทำให้พราวตะวันขนลุกซู่“เตรียมตัวไว้ให้ดี พราวตะวัน... เพราะตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตของคุณจะไม่เป็นอิสระจากผมอีกต่อไป”พราวตะวันจ้อ
เธอกลับรู้สึกอึดอัดและหายใจ ไม่ทั่วท้อง ราวกับตัวเองเป็นเพียงนกตัวน้อยที่ถูกต้อนเข้ามุมแคบๆ รอคอยเวลาที่นายพรานจะมาพบเจอ เธอยืนเคียงข้างรังสรรค์ ผู้เป็นบิดาที่กำลังปั้นหน้ายิ้มทักทายและพูดคุยเรื่องธุรกิจกับแขกเหรื่ออย่างกระตือรือร้น พราวตะวันพยายามทำหน้าที่ลูกสาวที่ดีด้วยการช่วยเจรจา แต่จิตใจของเธอกลับล่องลอยไปถึงรายชื่อผู้บริหารของอัครเดชากรุ๊ปที่เพิ่งเห็นในเอกสารเมื่อตอนบ่ายจนกระทั่งจู่ๆ เสียงพูดคุยจอแจรอบทิศทางก็ค่อยๆ เงียบลง ฝูงชนที่เคยยืนจับกลุ่มกันเริ่มแหวกทางออกเป็นทางเดินกว้าง ความเงียบประหลาดที่เต็มไปด้วยความกดดันปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดทักซิโด้สีดำสนิทที่ตัดเย็บเข้ารูปอย่างพอดีตัว เดินก้าวเข้ามาอย่างมาดมั่นพร้อมกับชายสูงวัยที่ดูน่าเกรงขามและมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกันใบหน้าของชายหนุ่มคนนั้นหล่อเหลาราวกับรูปสลัก ท่าทางที่มั่นใจ ทุกย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยอำนาจและรอยยิ้มมุมปากที่ดูเป็นมิตรแต่กลับแฝงไปด้วยความร้ายกาจ ทำให้พราวตะวันรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดปอด หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ปลายเท้า มือบางที่ถือแก้วแชมเปญเย







