เข้าสู่ระบบแววตาของเขาที่เคยมองดูละครสนุกๆ เมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นเย็นชาและแข็งกร้าวทันทีเมื่อหันไปมองริน่าที่ยังนั่งอยู่
“ริน่า... กลับไปก่อน” คิรากรออกคำสั่งเสียงต่ำ
“คุณกำลังไล่ริน่าเพราะมันอย่างนั้นหรือคะ”
“ผมบอกให้กลับไป ผมมีธุระสำคัญจะคุยกับคุณพราวตะวัน... เรื่องที่เราคุยกันเมื่อกี้ให้จบแค่นั้น อย่าให้ผมต้องพูดซ้ำ” น้ำเสียงของคิรากรเฉียบขาดและเต็มไปด้วยอำนาจจนริน่าหน้าเสียและซีดเผือด เธอรู้
ดีว่าหากคิรากรใช้โทนเสียงแบบนี้ นั่นหมายความว่าเขาไม่ต้องการให้ใครขัดใจ นางแบบสาวสะบัดหน้าใส่พราวตะวันอย่างแรงด้วยความเคียดแค้น ก่อนจะคว้ากระเป๋าถือแล้วกระแทกส้นสูงเดินตึงตังออกจากร้านอาหารไปเมื่อเหลือกันเพียงสองคนในมุมที่เป็นส่วนตัว พราวตะวันออกแรงสะบัดข้อมือของตัวเองออกจากการเกาะกุมของเขาทันที
“สนุกมากไหมคะที่เห็นฉันถูกผู้หญิงของคุณโขกสับ?” เธอถามเสียงขุ่น ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธ
“ผมไม่ได้สั่งให้เขาทำ” คิรากรตอบเสียงเรียบ พลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสแล็ก
“แต่ผมอยากรู้ว่าคุณจะทนได้แค่ไหน... และดูเหมือนคุณจะ ‘ทนไม่ได้’ เลยนะ พราวตะวัน”
เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏขึ้นที่มุมปาก
“อาการแบบนี้เขาเรียกว่าหึงหรือเปล่า?”
“ฉันไม่ได้หึง!” พราวตะวันสวนกลับทันควัน หน้าแดงก่ำด้วยความโมโห
“ฉันแค่รังเกียจวิธีการที่คุณใช้กดขี่คนอื่น”
“หึ... ปากแข็ง” ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ ก้าวเข้ามาประชิดตัวจนเธอได้กลิ่นไวน์
จางๆ จากลมหายใจของเขาผสมกับกลิ่นน้ำหอมสปอร์ต “แต่เอาเถอะ วันนี้ผมมีงานให้คุณทำจริงๆ ... ตามผมมา” เขาไม่รอช้า คว้าข้อมือเธออีกครั้งแล้วออกแรงดึงให้เดินตามเขาไป เขาพาเธอเดินออกจากร้านอาหาร มุ่งหน้าไปยังร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังระดับโลกที่ตั้งอยู่ถัดไปไม่ไกลนัก พนักงานในร้านต่างรีบกุลีกุจอออกมาต้อนรับวีไอพีระดับคิรากร
พราวตะวันขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจว่าเขาพาเธอมาที่นี่ทำไม จนกระทั่งเขาเดินไปที่ราวแขวนชุดราตรี เลือกชุดราตรีสีแดงเพลิงชุดหนึ่งที่ดูหรูหราและเซ็กซี่ขึ้นมาแล้วยื่นส่งให้เธอ
“ไปลองชุดนี้ซะ” เขาออกคำสั่งสั้นๆ
“ลองทำไมคะ? ฉันไม่ได้จะซื้อ” เธอขมวดคิ้วปฏิเสธ ไม่ยอมรับไม้แขวนเสื้อนั้นมา
“คืนนี้มีงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จของโปรเจกต์ เค-โกล-บอล-เวน-เจอร์ ที่รวมตัวนักลงทุนหน้าใหม่ และคุณในฐานะผู้ประสานงานหลักต้องไปกับผม...” คิรากรยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบจะสัมผัสกัน
“ในฐานะ ‘คู่ควง’ ของผม”
“ฉันไม่ไป! ในสัญญาไม่ได้บอกว่าฉันต้องทำหน้าที่นี้” พราวตะวันเชิดหน้าขึ้นเถียง เธอมาเพื่อคุยเรื่องงาน ไม่ใช่มาเป็นตุ๊กตาควงแขนให้เขาอวดใครต่อใคร คิรากรโน้มลงมากระซิบข้างหูเธอ น้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงไปด้วยคำขู่ที่น่ากลัว
“ในสัญญาบอกว่าคุณต้องพร้อมสแตนด์บาย 24 ชั่วโมงตามสถานที่ที่กำหนด... และคืนนี้ ผมกำหนดให้คุณอยู่ข้างกายผมตลอดทั้งคืน” เขากระตุกยิ้มร้าย
“ถ้าคุณไม่ไป... เงินงวดที่สองอาจจะมีปัญหาเรื่องการอนุมัติ” คำขู่นั้นราวกับเป็นดาบที่จ่ออยู่ที่คอหอย พราวตะวันเม้มริมฝีปากจนเจ็บ เธอเกลียดที่ตัวเองไร้ทางสู้ เกลียดที่เขาสามารถควบคุมเกมและชีวิตของเธอได้เบ็ดเสร็จ ด้วย ความจำนนต่อโชคชะตาและภาระที่แบกไว้ เธอจึงกระชากไม้แขวนชุดมาจากมือของเขา แล้วเดินกระแทกส้นเท้าเข้าห้องลองเสื้อไปอย่างกระแทกกระทั้น ทิ้งให้คิรากรยืนยิ้มกริ่มด้วยความพึงพอใจกับชัยชนะของตนเอง
ภายในห้องลองเสื้อที่ตกแต่งอย่างหรูหราของแบรนด์เนมระดับโลก พราวตะวันยืนนิ่งงันอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนภาพของตัวเธอเองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า หญิงสาวมองภาพสะท้อนนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งแปลกใจ ประหม่า และไม่คุ้นชินกับภาพลักษณ์ใหม่ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าชุดราตรีสีแดงเพลิงที่คิรากรเป็นคนเลือกให้ ช่างขับเน้นความขาวของผิวพรรณและส่วนเว้าส่วนโค้งของเธอจนน่าใจหาย เนื้อผ้าไหมอิตาลีชั้นดีทิ้งตัวแนบไปกับสรีระ เผยให้เห็นทรวดทรงองค์เอวที่สมส่วน รอยผ่าด้านข้างที่สูงขึ้นมาเผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนยามก้าวเดิน คอเสื้อที่คว้านลึกกำลังดีช่วยขับเน้นความสง่างามแต่ก็แฝงไปด้วยความเซ็กซี่อย่างร้ายกาจ มันเป็นชุดที่ดึงดูดสายตาทุกคู่ให้จับจ้องมาที่เธออย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
พราวตะวันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังใส่ชุดเกราะเพื่อออกรบ... แต่ไม่ใช่การรบในสมรภูมิธุรกิจ หากแต่เป็นการรบกับหัวใจตัวเองที่ดันเต้นไม่เป็นจังหวะเพียงเพราะสัมผัสเล็กน้อยและสายตาคุกคามจากเขาเธอต้องเข้มแข็ง ต้องไม่หวั่นไหวไปกับเสน่ห์อันตรายที่เขาสร้างขึ้นเพื่อล่อลวงเธอ มือบางค่อยๆ ผลักบานประตูห้องลองเสื้อเปิดออก เมื่อเธอเดินออกมายังโซนรับรองด้านนอก คิรากรที่กำลังยืนล้วงกระเป๋าคุยโทรศัพท์สั่งงานลูกน้องอยู่ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง เสียงทุ้มที่กำลังเอ่ยสั่งงานขาดหายไปในลำคอ ราวกับถูกมนต์สะกด
สายตาคมกริบของเขาไล่มองร่างบางตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนาที่ปิดไม่มิด ประกายไฟแห่งความลุ่มหลงวาบขึ้นในดวงตาคู่คม คิรากรแทบจะลืมหายใจเมื่อเห็นพราวตะวันในลุคนี้ เธอสวย สวยจนเขาอยากจะซ่อนเธอไว้ไม่ให้ใครเห็น สวยจนอยากจะกระชากชุดนั้นออกแล้วกักขังเธอไว้บนเตียงกว้างแค่เพียงคนเดียว
“สวยมาก...”
เขากระซิบเบาๆ ราวกับละเมอ ก่อนจะรีบกดตัดสายโทรศัพท์ในมือแล้วเก็บมันลงกระเป๋า ชายหนุ่มกระแอมเล็กน้อยเพื่อเรียกสติ ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติและซ่อนความหวั่นไหวเอาไว้ภายใต้หน้ากากของนักธุรกิจจอมเจ้าเล่ห์
“ดูเหมือนเงินห้าร้อยล้านจะซื้อ ‘ความงาม’ ที่ซ่อนอยู่ของคุณออกมาได้คุ้มค่าจริงๆ” เขากระตุกยิ้มมุมปาก จงใจใช้คำพูดถากถางเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกที่แท้จริงคำพูดของเขาเปรียบเสมือนน้ำเย็นจัดที่สาดเข้าใส่หน้าพราวตะวัน
แววตาของเขาที่เคยมองดูละครสนุกๆ เมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นเย็นชาและแข็งกร้าวทันทีเมื่อหันไปมองริน่าที่ยังนั่งอยู่“ริน่า... กลับไปก่อน” คิรากรออกคำสั่งเสียงต่ำ “คุณกำลังไล่ริน่าเพราะมันอย่างนั้นหรือคะ”“ผมบอกให้กลับไป ผมมีธุระสำคัญจะคุยกับคุณพราวตะวัน... เรื่องที่เราคุยกันเมื่อกี้ให้จบแค่นั้น อย่าให้ผมต้องพูดซ้ำ” น้ำเสียงของคิรากรเฉียบขาดและเต็มไปด้วยอำนาจจนริน่าหน้าเสียและซีดเผือด เธอรู้ดีว่าหากคิรากรใช้โทนเสียงแบบนี้ นั่นหมายความว่าเขาไม่ต้องการให้ใครขัดใจ นางแบบสาวสะบัดหน้าใส่พราวตะวันอย่างแรงด้วยความเคียดแค้น ก่อนจะคว้ากระเป๋าถือแล้วกระแทกส้นสูงเดินตึงตังออกจากร้านอาหารไปเมื่อเหลือกันเพียงสองคนในมุมที่เป็นส่วนตัว พราวตะวันออกแรงสะบัดข้อมือของตัวเองออกจากการเกาะกุมของเขาทันที“สนุกมากไหมคะที่เห็นฉันถูกผู้หญิงของคุณโขกสับ?” เธอถามเสียงขุ่น ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธ“ผมไม่ได้สั่งให้เขาทำ” คิรากรตอบเสียงเรียบ พลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสแล็ก“แต่ผมอยากรู้ว่าคุณจะทนได้แค่ไหน... และดูเหมือนคุณจะ ‘ทนไม่ได้’ เลยนะ พราวตะวัน” เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏขึ้นที่มุม
เสียงเครื่องยนต์ของรถสปอร์ตหรูสัญชาติยุโรปคำรามกึกก้องไปตามท้องถนนในย่านธุรกิจที่พลุกพล่าน ความเร็วของรถที่พุ่งทะยานไปข้างหน้าสวนทางกับสภาพการจราจรที่ค่อนข้างติดขัด ทำให้พราวตะวันต้องนั่งตัวลีบอยู่บนเบาะหนังราคาแพง มือสองข้างของเธอกุมกระเป๋าถือไว้แน่นจนข้อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดเธอเหลือบมองคนขับที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ท่าทีของเขาดูนิ่งสงบและเยือกเย็น ราวกับว่าเหตุการณ์ชกต่อยที่ล็อบบี้บริษัทเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องขี้ผงสำหรับเขา แต่สำหรับเธอ มันคือความบ้าคลั่งที่เธอยังตามไม่ทัน“คุณจะพาฉันไปไหน?” พราวตะวันถามเสียงสั่น พยายามรวบรวมความกล้าเพื่อทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนี้“ถ้าจะเซ็นสัญญา ก็กลับไปที่ออฟฟิศ หรือไม่ก็ไปที่บริษัทของพ่อฉัน” คิรากรไม่แม้แต่จะหันมามอง ใบหน้าหล่อเหลาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงแค่ขยับยิ้มมุมปากที่ดูร้ายกาจ“ออฟฟิศมันมีหูมีตาเยอะเกินไปพราวตะวัน โดยเฉพาะคนของพ่อผม... และผมก็ไม่อยากให้คุณพ่อของคุณตกใจตายถ้าเห็นว่า ‘พระเอกขี่ม้าขาว’ ที่จะมาช่วยบริษัทท่าน คือลูกของคนที่ท่านเกลียดที่สุดในชีวิต”พราวตะวันเม้มริมฝีปากแน่นจนรู้สึกเจ็บ ความจริงข้อนี้คือจุดอ่อนที่เขากดขี่
“อ๋อ... ผู้ร่วมทุนเหรอคะ? นึกว่าพวกมาขอส่วนบุญเงินลงทุนเสียอีก” ริน่าหัวเราะคิกคักอย่างไม่รักษามารยาท(เพราะเธอไม่มีจึงไม่ต้องรักษา) คำพูดของเธอจงใจกรีดลึกลงไปในศักดิ์ศรีของพราวตะวันพราวตะวันตระหนักได้ทันทีว่าการนั่งอยู่ตรงนี้ต่อไปมีแต่จะทำให้ตัวเองดูไร้ค่าและตกเป็นเครื่องมือระบายอารมณ์ของคนทั้งคู่ หญิงสาวรวบรวมเอกสารบนโต๊ะเข้ากระเป๋าสะพายด้วยความนิ่งสงบที่สุดเท่าที่จะทำได้“ถ้าคุณคิรากรไม่สะดวกที่จะคุยงานต่อเพราะมี ‘แขกส่วนตัว’ ดิฉันขอตัวนะคะ” พราวตะวันลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เชิดหน้าขึ้นด้วยความหยิ่งทะนง “สัญญาฉบับนี้ฉันจะฝากไว้ที่คุณเลขาก็แล้วกัน ตรวจสอบเสร็จแล้วค่อยติดต่อกลับมา”กล่าวจบ เธอไม่รอฟังคำตอบรับหรือคำทัดทานใดๆ หญิงสาวเชิดหน้าเดินออกจากห้องไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้ริน่าร้องกรี๊ดเบาๆ ด้วยความขัดใจกับคำจิกกัดที่ว่าเธอเป็นเพียง 'แขกส่วนตัว' ส่วนคิรากรกลับหัวเราะในลำคอเบาๆแววตาที่มองตามแผนหลังบางไปนั้นเต็มไปด้วยความพึงพอใจอย่างประหลาด ผู้หญิงคนนี้มีพยศและศักดิ์ศรีมากกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก พราวตะวันเดินลงมาที่ล็อบบี้บริษัทด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวถึงขีดสุด เธอต้องการออกไปจากตึก
“ยินดีที่พบกันอีกครั้งนะ... คู่สัญญาของผม” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูดังขึ้น พร้อมกับใบหน้าหล่อเหลาที่ปรากฏแก่สายตา รอยยิ้มมุมปากที่ดูเหนือกว่าของเขาทำให้พราวตะวันรู้สึกเหมือนถูกทุบด้วยค้อนเหล็กเข้าที่กลางศีรษะ“คิรากร!”พราวตะวันอุทานออกมาอย่างลืมตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด ความโกรธและความอับอายแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ เธอหันหลังเตรียมจะก้าวเดินออกจากห้องทันที เธอไม่ต้องการเสวนาหรือมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับผู้ชายจอมเจ้าเล่ห์คนนี้อีกแล้ว แต่เสียงทุ้มต่ำที่ทรงอำนาจนั้นกลับหยุดฝีเท้าของเธอไว้เสียก่อน...“ถ้าก้าวออกจากห้องนี้แม้แต่ก้าวเดียว... สัญญาห้าร้อยล้านนั่นจะถูกฉีกทิ้งทันที และผมมั่นใจว่าพ่อของคุณจะไม่มีวันหาเงินบาทเดียวได้จากธนาคารไหนในประเทศไทย” คำขู่ที่แฝงไปด้วยความจริงอันโหดร้ายตรึงร่างของพราวตะวันให้หยุดนิ่งราวกับถูกตอกหมุด พราวตะวันกำหมัดแน่นจนเล็บแทบฝังลงไปในฝ่ามือ เธอหลับตาลงข่มอารมณ์ที่กำลังเดือดพล่าน ก่อนจะยอมหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น“คุณจงใจหลอกคุณพ่อฉัน! คุณใช้บริษัทนอมินีเข้ามาบังหน้าเพื่ออะไร? สะใจมากใช่ไหมที่เห็น
“ลืมเหรอ? สำหรับคุณมันอาจจะง่ายนะพราวตะวัน... แต่สำหรับผม ของที่มีค่าชิ้นแรกที่ผมได้รับมา ผมไม่ชอบลืมมันง่ายๆ หรอก” เขาเว้นวรรคคำพูด สายตาคมกริบเลื่อนต่ำลงไปมองที่ริมฝีปากบางของเธออย่างจาบจ้วงและเปิดเผยความต้องการ “โดยเฉพาะเมื่อเจ้าของ ของชิ้นนั้น... ดันเป็นลูกสาวของศัตรูทางธุรกิจ”“คุณจะใช้ฉันเป็นเครื่องมือแก้แค้นพ่อของฉันงั้นเหรอ? เลวที่สุด!” ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาจนพราวตะวันขาดสติ เธอเงื้อมือขึ้นสูงหมายจะตบหน้าหล่อเหลานั้นให้หายแค้น แต่คิรากรที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วกลับคว้าข้อมือบางของเธอไว้ได้อย่างทันท่วงที เขากระชากร่างของเธอเข้าหาตัวอย่างแรงจนร่างกายของทั้งสองแนบชิดกันอีกครั้ง แผงอกกว้างของเขาเบียดชิดกับหน้าอกของเธอจนสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจ“ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าจะแก้แค้น... บางทีผมอาจจะอยากได้ ‘อย่างอื่น’ ที่มันเร้าใจกว่าการทำลายธุรกิจก็ได้” เขาโน้มใบหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินอยู่ที่ซอกคอทำให้พราวตะวันขนลุกซู่“เตรียมตัวไว้ให้ดี พราวตะวัน... เพราะตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตของคุณจะไม่เป็นอิสระจากผมอีกต่อไป”พราวตะวันจ้อ
เธอกลับรู้สึกอึดอัดและหายใจ ไม่ทั่วท้อง ราวกับตัวเองเป็นเพียงนกตัวน้อยที่ถูกต้อนเข้ามุมแคบๆ รอคอยเวลาที่นายพรานจะมาพบเจอ เธอยืนเคียงข้างรังสรรค์ ผู้เป็นบิดาที่กำลังปั้นหน้ายิ้มทักทายและพูดคุยเรื่องธุรกิจกับแขกเหรื่ออย่างกระตือรือร้น พราวตะวันพยายามทำหน้าที่ลูกสาวที่ดีด้วยการช่วยเจรจา แต่จิตใจของเธอกลับล่องลอยไปถึงรายชื่อผู้บริหารของอัครเดชากรุ๊ปที่เพิ่งเห็นในเอกสารเมื่อตอนบ่ายจนกระทั่งจู่ๆ เสียงพูดคุยจอแจรอบทิศทางก็ค่อยๆ เงียบลง ฝูงชนที่เคยยืนจับกลุ่มกันเริ่มแหวกทางออกเป็นทางเดินกว้าง ความเงียบประหลาดที่เต็มไปด้วยความกดดันปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดทักซิโด้สีดำสนิทที่ตัดเย็บเข้ารูปอย่างพอดีตัว เดินก้าวเข้ามาอย่างมาดมั่นพร้อมกับชายสูงวัยที่ดูน่าเกรงขามและมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกันใบหน้าของชายหนุ่มคนนั้นหล่อเหลาราวกับรูปสลัก ท่าทางที่มั่นใจ ทุกย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยอำนาจและรอยยิ้มมุมปากที่ดูเป็นมิตรแต่กลับแฝงไปด้วยความร้ายกาจ ทำให้พราวตะวันรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดปอด หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ปลายเท้า มือบางที่ถือแก้วแชมเปญเย







