LOGINเสียงเครื่องยนต์ของรถสปอร์ตหรูสัญชาติยุโรปคำรามกึกก้องไปตามท้องถนนในย่านธุรกิจที่พลุกพล่าน ความเร็วของรถที่พุ่งทะยานไปข้างหน้าสวนทางกับสภาพการจราจรที่ค่อนข้างติดขัด ทำให้พราวตะวันต้องนั่งตัวลีบอยู่บนเบาะหนังราคาแพง มือสองข้างของเธอกุมกระเป๋าถือไว้แน่นจนข้อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด
เธอเหลือบมองคนขับที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ท่าทีของเขาดูนิ่งสงบและเยือกเย็น ราวกับว่าเหตุการณ์ชกต่อยที่ล็อบบี้บริษัทเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องขี้ผงสำหรับเขา แต่สำหรับเธอ มันคือความบ้าคลั่งที่เธอยังตามไม่ทัน
“คุณจะพาฉันไปไหน?” พราวตะวันถามเสียงสั่น พยายามรวบรวมความกล้าเพื่อทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนี้
“ถ้าจะเซ็นสัญญา ก็กลับไปที่ออฟฟิศ หรือไม่ก็ไปที่บริษัทของพ่อฉัน” คิรากรไม่แม้แต่จะหันมามอง ใบหน้าหล่อเหลาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงแค่ขยับยิ้มมุมปากที่ดูร้ายกาจ
“ออฟฟิศมันมีหูมีตาเยอะเกินไปพราวตะวัน โดยเฉพาะคนของพ่อผม... และผมก็ไม่อยากให้คุณพ่อของคุณตกใจตายถ้าเห็นว่า ‘พระเอกขี่ม้าขาว’ ที่จะมาช่วยบริษัทท่าน คือลูกของคนที่ท่านเกลียดที่สุดในชีวิต”
พราวตะวันเม้มริมฝีปากแน่นจนรู้สึกเจ็บ ความจริงข้อนี้คือจุดอ่อนที่เขากดขี่เธอได้อยู่หมัด เธอเถียงไม่ออก เพราะหากรังสรรค์รู้ว่าผู้ร่วมทุนคือคิรากร ท่านคงยอมปล่อยให้บริษัทล้มละลายมากกว่าจะยอมรับเงินจากตระกูลอัครเดชา รถสปอร์ตเลี้ยวเข้าไปในอาคารชุดสุดหรูที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ระบบรักษาความปลอดภัยที่นี่เข้มงวดมาก แต่พนักงานทุกคนต่างค้อมศีรษะให้ความเคารพคิรากรในฐานะเจ้าของ สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่บริษัท และไม่ใช่โรงแรมที่พวกเขาเคยอยู่ด้วยกัน แต่มันคือคอนโดมิเนียมส่วนตัวที่ดูเงียบสงบและเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง
“ลงมาได้แล้ว” เขาบอกสั้นๆ ก่อนจะก้าวลงจากรถโดยไม่รอเปิดประตูให้เธอพราวตะวันจำใจต้องเปิดประตูและเดินตามเขาขึ้นไปยังห้องพักชั้นบนสุด ซึ่งทั้งชั้นมีเพียงห้องเดียว เมื่อลิฟต์ส่วนตัวเปิดออกและก้าวเข้าไปด้านใน ความหรูหราแบบเรียบง่ายแต่ก็แสดงถึงความร่ำรวยมหาศาลก็ปรากฏแก่สายตา
ผนังห้องด้านหนึ่งเป็นกระจกใสบานใหญ่สูงจรดเพดานที่มองเห็นโค้งน้ำเจ้าพระยาและแสงไฟของเมืองหลวงได้อย่างชัดเจน เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างลงตัว แต่ในยามนี้ พราวตะวันไม่มีอารมณ์จะชื่นชมทัศนียภาพหรือความสวยงามใดๆ ทั้งสิ้นคิรากรเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์บาร์หินอ่อน รินน้ำเย็นใส่แก้วคริสตัลแล้วยื่นส่งให้เธอ
“ดื่มน้ำก่อนสิ หน้าคุณซีดเหมือนคนจะเป็นลม หรือจะดื่มอะไรที่มันแรงๆ ก่อนดี” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มหยันที่มุมปาก เหมือนจงใจเตือนความจำถึงคืนที่เธอเมามาย
“ฉันต้องการเซ็นสัญญา... แล้วก็จะไป” เธอปฏิเสธแก้วน้ำนั้นอย่างเย็นชา และยืนยันเจตนารมณ์เดิมของตัวเองชายหนุ่มวางแก้วน้ำลงบนเคาน์เตอร์ด้วยเสียงที่ดังพอจะทำให้เธอสะดุ้ง แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย เขาเดินไปหยิบแฟ้มเอกสารสีดำจากโต๊ะทำงานตัวใหญ่แล้วโยนมันลงบนโต๊ะรับแขกกระจกใสตรงหน้าเธอ
“นี่คือสัญญาจาก เค-โกล-บอล-เวน-เจอร์ (K-Global Venture) เนื้อหาเหมือนเดิมทุกอย่าง เงินทุนห้าร้อยล้านพร้อมการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์...” คิรากรเว้นจังหวะ ก้าวเข้ามายืนซ้อนอยู่ด้านหลังเธอ
“แต่ผมเพิ่ม ‘ข้อตกลงพิเศษ’ เข้าไปนิดหน่อยในหน้าสุดท้าย” ด้วยความระแวง พราวตะวันรีบหยิบสัญญามาเปิดอ่านทันที เธอไล่สายตาไปตามตัวอักษรทางกฎหมายที่ซับซ้อน พลิกผ่านหน้าแล้วหน้าเล่าจนกระทั่งถึงหน้าสุดท้าย... หัวใจของเธอก็แทบจะหยุดเต้นเมื่อเห็นข้อความที่ถูกพิมพ์เพิ่มเข้ามา
‘ข้อ 8.4: ตลอดระยะเวลาการร่วมทุน ผู้ประสานงานหลักของบริษัทแสงอรุณอิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ต (นางสาวพราวตะวัน แสงอรุณ) จะต้องเข้ามารายงานความคืบหน้าและรับฟังคำปรึกษาจากประธานบริหารของ เค-โกล-บอล-เวน-เจอร์ โดยตรง ณ สถานที่ที่กำหนด อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน และต้องพร้อมสแตนด์บายสำหรับการเจรจานอกรอบตลอด 24 ชั่วโมง’
“นี่มันบ้าชัดๆ!” พราวตะวันปาแฟ้มสัญญานั้นลงบนโต๊ะด้วยความโกรธจัด
“สแตนด์บาย 24 ชั่วโมง? นี่คุณกำลังจะจ้างฉันเป็นเลขาส่วนตัวหรือเป็น... เป็นอะไรกันแน่!” เธอหันไปตวาดใส่เขาทั้งน้ำตาคลอเบ้า สัญญาฉบับนี้มันไม่ใช่การร่วมทุนทางธุรกิจ แต่มันคือสัญญาทาสที่ผูกมัดตัวเธอไว้กับเขาอย่างไม่มีทางหนี
“เป็นอะไรก็ได้ที่ผมอยากให้เป็น” คิรากรก้าวเข้าประชิดตัวจนเธอต้องถอยร่นไปจนแผ่นหลังติดกับกระจกใสบานใหญ่ สองแขนแกร่งยันกับกระจกเพื่อกักขังเธอไว้ในวงแขน
“พราว... คุณอย่าทำเป็นใสซื่อไปหน่อยเลย คุณรู้ดีว่าเงินห้าร้อยล้านมันไม่ได้มาง่ายๆ โดยไม่มีค่าแลกเปลี่ยน”
เขาก้มหน้าลงมาจนชิด
“ในโลกธุรกิจไม่มีคำว่าฟรี และในโลกของผม... สิ่งที่ผมอยากได้มากที่สุดในตอนนี้ คือการได้เห็นคุณอยู่ใต้อาณัติของผม”
“คุณมันเลว... คุณใช้ความเดือดร้อนของครอบครัวฉันมาบีบบังคับฉัน” เธอเค้นเสียงด่าทอ น้ำตาแห่งความคับแค้นใจไหลรินลงมาอาบแก้ม
“ผมเรียกว่า ‘การยื่นข้อเสนอที่สมน้ำสมเนื้อ’ ต่างหาก” เขาโน้มใบหน้าลงมาจนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บนแก้มของเธอ ปลายนิ้วโป้งเกลี่ยเช็ดคราบน้ำตาให้อย่างแผ่วเบาแต่กลับเต็มไปด้วยการคุกคาม
“แค่เซ็นชื่อลงไป พ่อของคุณจะได้เงินก้อนแรกเย็นนี้ แสงอรุณจะรอดตาย และไอ้ณัฐนั่นจะไม่มีวันกลับมาตอแยคุณได้อีก เพราะมันจะรู้ว่าคุณเป็นของใคร”
ความเงียบปกคลุมห้องพักครู่ใหญ่ มีเพียงเสียงหอบหายใจของพราวตะวันที่พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ เธอมองดูสัญญาตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เหมือนกำลังขายวิญญาณให้ปีศาจ หากเธอปฏิเสธ พ่อของเธอจะต้องล้มละลาย ครอบครัวจะต้องสูญเสียทุกอย่าง ภาพใบหน้าของพ่อที่แก่ชราและเคร่งเครียดกับหนี้สินผุดขึ้นมาในหัว
หญิงสาวหลับตาลงนิ่งๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต เธอไม่มีทางเลือก... ต่อให้ต้องตกนรกขุมไหน เธอก็ต้องยอมเพื่อช่วยครอบครัว พราวตะวันผลักอกกว้างของเขาออกเบาๆ ก่อนจะเดินกลับไปที่โต๊ะ เธอหยิบปากกาหมึกซึมราคาแพงขึ้นมา จดปากกาลงบนกระดาษหน้าสุดท้ายด้วยมือที่สั่นเทา
แววตาของเขาที่เคยมองดูละครสนุกๆ เมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นเย็นชาและแข็งกร้าวทันทีเมื่อหันไปมองริน่าที่ยังนั่งอยู่“ริน่า... กลับไปก่อน” คิรากรออกคำสั่งเสียงต่ำ “คุณกำลังไล่ริน่าเพราะมันอย่างนั้นหรือคะ”“ผมบอกให้กลับไป ผมมีธุระสำคัญจะคุยกับคุณพราวตะวัน... เรื่องที่เราคุยกันเมื่อกี้ให้จบแค่นั้น อย่าให้ผมต้องพูดซ้ำ” น้ำเสียงของคิรากรเฉียบขาดและเต็มไปด้วยอำนาจจนริน่าหน้าเสียและซีดเผือด เธอรู้ดีว่าหากคิรากรใช้โทนเสียงแบบนี้ นั่นหมายความว่าเขาไม่ต้องการให้ใครขัดใจ นางแบบสาวสะบัดหน้าใส่พราวตะวันอย่างแรงด้วยความเคียดแค้น ก่อนจะคว้ากระเป๋าถือแล้วกระแทกส้นสูงเดินตึงตังออกจากร้านอาหารไปเมื่อเหลือกันเพียงสองคนในมุมที่เป็นส่วนตัว พราวตะวันออกแรงสะบัดข้อมือของตัวเองออกจากการเกาะกุมของเขาทันที“สนุกมากไหมคะที่เห็นฉันถูกผู้หญิงของคุณโขกสับ?” เธอถามเสียงขุ่น ดวงตาคู่สวยวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธ“ผมไม่ได้สั่งให้เขาทำ” คิรากรตอบเสียงเรียบ พลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสแล็ก“แต่ผมอยากรู้ว่าคุณจะทนได้แค่ไหน... และดูเหมือนคุณจะ ‘ทนไม่ได้’ เลยนะ พราวตะวัน” เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้ รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏขึ้นที่มุม
เสียงเครื่องยนต์ของรถสปอร์ตหรูสัญชาติยุโรปคำรามกึกก้องไปตามท้องถนนในย่านธุรกิจที่พลุกพล่าน ความเร็วของรถที่พุ่งทะยานไปข้างหน้าสวนทางกับสภาพการจราจรที่ค่อนข้างติดขัด ทำให้พราวตะวันต้องนั่งตัวลีบอยู่บนเบาะหนังราคาแพง มือสองข้างของเธอกุมกระเป๋าถือไว้แน่นจนข้อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดเธอเหลือบมองคนขับที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ท่าทีของเขาดูนิ่งสงบและเยือกเย็น ราวกับว่าเหตุการณ์ชกต่อยที่ล็อบบี้บริษัทเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องขี้ผงสำหรับเขา แต่สำหรับเธอ มันคือความบ้าคลั่งที่เธอยังตามไม่ทัน“คุณจะพาฉันไปไหน?” พราวตะวันถามเสียงสั่น พยายามรวบรวมความกล้าเพื่อทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนี้“ถ้าจะเซ็นสัญญา ก็กลับไปที่ออฟฟิศ หรือไม่ก็ไปที่บริษัทของพ่อฉัน” คิรากรไม่แม้แต่จะหันมามอง ใบหน้าหล่อเหลาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงแค่ขยับยิ้มมุมปากที่ดูร้ายกาจ“ออฟฟิศมันมีหูมีตาเยอะเกินไปพราวตะวัน โดยเฉพาะคนของพ่อผม... และผมก็ไม่อยากให้คุณพ่อของคุณตกใจตายถ้าเห็นว่า ‘พระเอกขี่ม้าขาว’ ที่จะมาช่วยบริษัทท่าน คือลูกของคนที่ท่านเกลียดที่สุดในชีวิต”พราวตะวันเม้มริมฝีปากแน่นจนรู้สึกเจ็บ ความจริงข้อนี้คือจุดอ่อนที่เขากดขี่
“อ๋อ... ผู้ร่วมทุนเหรอคะ? นึกว่าพวกมาขอส่วนบุญเงินลงทุนเสียอีก” ริน่าหัวเราะคิกคักอย่างไม่รักษามารยาท(เพราะเธอไม่มีจึงไม่ต้องรักษา) คำพูดของเธอจงใจกรีดลึกลงไปในศักดิ์ศรีของพราวตะวันพราวตะวันตระหนักได้ทันทีว่าการนั่งอยู่ตรงนี้ต่อไปมีแต่จะทำให้ตัวเองดูไร้ค่าและตกเป็นเครื่องมือระบายอารมณ์ของคนทั้งคู่ หญิงสาวรวบรวมเอกสารบนโต๊ะเข้ากระเป๋าสะพายด้วยความนิ่งสงบที่สุดเท่าที่จะทำได้“ถ้าคุณคิรากรไม่สะดวกที่จะคุยงานต่อเพราะมี ‘แขกส่วนตัว’ ดิฉันขอตัวนะคะ” พราวตะวันลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เชิดหน้าขึ้นด้วยความหยิ่งทะนง “สัญญาฉบับนี้ฉันจะฝากไว้ที่คุณเลขาก็แล้วกัน ตรวจสอบเสร็จแล้วค่อยติดต่อกลับมา”กล่าวจบ เธอไม่รอฟังคำตอบรับหรือคำทัดทานใดๆ หญิงสาวเชิดหน้าเดินออกจากห้องไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้ริน่าร้องกรี๊ดเบาๆ ด้วยความขัดใจกับคำจิกกัดที่ว่าเธอเป็นเพียง 'แขกส่วนตัว' ส่วนคิรากรกลับหัวเราะในลำคอเบาๆแววตาที่มองตามแผนหลังบางไปนั้นเต็มไปด้วยความพึงพอใจอย่างประหลาด ผู้หญิงคนนี้มีพยศและศักดิ์ศรีมากกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก พราวตะวันเดินลงมาที่ล็อบบี้บริษัทด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวถึงขีดสุด เธอต้องการออกไปจากตึก
“ยินดีที่พบกันอีกครั้งนะ... คู่สัญญาของผม” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นหูดังขึ้น พร้อมกับใบหน้าหล่อเหลาที่ปรากฏแก่สายตา รอยยิ้มมุมปากที่ดูเหนือกว่าของเขาทำให้พราวตะวันรู้สึกเหมือนถูกทุบด้วยค้อนเหล็กเข้าที่กลางศีรษะ“คิรากร!”พราวตะวันอุทานออกมาอย่างลืมตัว ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด ความโกรธและความอับอายแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่ลำคอ เธอหันหลังเตรียมจะก้าวเดินออกจากห้องทันที เธอไม่ต้องการเสวนาหรือมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับผู้ชายจอมเจ้าเล่ห์คนนี้อีกแล้ว แต่เสียงทุ้มต่ำที่ทรงอำนาจนั้นกลับหยุดฝีเท้าของเธอไว้เสียก่อน...“ถ้าก้าวออกจากห้องนี้แม้แต่ก้าวเดียว... สัญญาห้าร้อยล้านนั่นจะถูกฉีกทิ้งทันที และผมมั่นใจว่าพ่อของคุณจะไม่มีวันหาเงินบาทเดียวได้จากธนาคารไหนในประเทศไทย” คำขู่ที่แฝงไปด้วยความจริงอันโหดร้ายตรึงร่างของพราวตะวันให้หยุดนิ่งราวกับถูกตอกหมุด พราวตะวันกำหมัดแน่นจนเล็บแทบฝังลงไปในฝ่ามือ เธอหลับตาลงข่มอารมณ์ที่กำลังเดือดพล่าน ก่อนจะยอมหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น“คุณจงใจหลอกคุณพ่อฉัน! คุณใช้บริษัทนอมินีเข้ามาบังหน้าเพื่ออะไร? สะใจมากใช่ไหมที่เห็น
“ลืมเหรอ? สำหรับคุณมันอาจจะง่ายนะพราวตะวัน... แต่สำหรับผม ของที่มีค่าชิ้นแรกที่ผมได้รับมา ผมไม่ชอบลืมมันง่ายๆ หรอก” เขาเว้นวรรคคำพูด สายตาคมกริบเลื่อนต่ำลงไปมองที่ริมฝีปากบางของเธออย่างจาบจ้วงและเปิดเผยความต้องการ “โดยเฉพาะเมื่อเจ้าของ ของชิ้นนั้น... ดันเป็นลูกสาวของศัตรูทางธุรกิจ”“คุณจะใช้ฉันเป็นเครื่องมือแก้แค้นพ่อของฉันงั้นเหรอ? เลวที่สุด!” ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาจนพราวตะวันขาดสติ เธอเงื้อมือขึ้นสูงหมายจะตบหน้าหล่อเหลานั้นให้หายแค้น แต่คิรากรที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วกลับคว้าข้อมือบางของเธอไว้ได้อย่างทันท่วงที เขากระชากร่างของเธอเข้าหาตัวอย่างแรงจนร่างกายของทั้งสองแนบชิดกันอีกครั้ง แผงอกกว้างของเขาเบียดชิดกับหน้าอกของเธอจนสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจ“ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าจะแก้แค้น... บางทีผมอาจจะอยากได้ ‘อย่างอื่น’ ที่มันเร้าใจกว่าการทำลายธุรกิจก็ได้” เขาโน้มใบหน้าลงมากระซิบที่ข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินอยู่ที่ซอกคอทำให้พราวตะวันขนลุกซู่“เตรียมตัวไว้ให้ดี พราวตะวัน... เพราะตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ชีวิตของคุณจะไม่เป็นอิสระจากผมอีกต่อไป”พราวตะวันจ้อ
เธอกลับรู้สึกอึดอัดและหายใจ ไม่ทั่วท้อง ราวกับตัวเองเป็นเพียงนกตัวน้อยที่ถูกต้อนเข้ามุมแคบๆ รอคอยเวลาที่นายพรานจะมาพบเจอ เธอยืนเคียงข้างรังสรรค์ ผู้เป็นบิดาที่กำลังปั้นหน้ายิ้มทักทายและพูดคุยเรื่องธุรกิจกับแขกเหรื่ออย่างกระตือรือร้น พราวตะวันพยายามทำหน้าที่ลูกสาวที่ดีด้วยการช่วยเจรจา แต่จิตใจของเธอกลับล่องลอยไปถึงรายชื่อผู้บริหารของอัครเดชากรุ๊ปที่เพิ่งเห็นในเอกสารเมื่อตอนบ่ายจนกระทั่งจู่ๆ เสียงพูดคุยจอแจรอบทิศทางก็ค่อยๆ เงียบลง ฝูงชนที่เคยยืนจับกลุ่มกันเริ่มแหวกทางออกเป็นทางเดินกว้าง ความเงียบประหลาดที่เต็มไปด้วยความกดดันปกคลุมพื้นที่บริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดทักซิโด้สีดำสนิทที่ตัดเย็บเข้ารูปอย่างพอดีตัว เดินก้าวเข้ามาอย่างมาดมั่นพร้อมกับชายสูงวัยที่ดูน่าเกรงขามและมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกันใบหน้าของชายหนุ่มคนนั้นหล่อเหลาราวกับรูปสลัก ท่าทางที่มั่นใจ ทุกย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยอำนาจและรอยยิ้มมุมปากที่ดูเป็นมิตรแต่กลับแฝงไปด้วยความร้ายกาจ ทำให้พราวตะวันรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมดปอด หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ปลายเท้า มือบางที่ถือแก้วแชมเปญเย







