Masuk(ฮืมมม ทำไมวันนี้หนูร้อนแรงจังคะ ... แล้วพี่ไปป์ชอบไหมคะ .... ชอบสิคะ ชอบที่สุดเลย อาส์)
ไม่ต้องถามก็พอเดาได้แล้วว่าอีกฟากกำลังทำอะไร! บริ้งค์กัดฟันกรอด สายตาวาวโรจน์จับจ้องที่หน้าจอตาเขม็งพลางกำโทรศัพท์มือถือแน่นจนมันแทบแหลกคามือ
ถึงขนาดกดโทรมาให้เธอฟังด้วยแบบนี้ คงอยากเปิดตัวกับหลัวชาวบ้านจนตัวสั่นสินะ ได้! ในเมื่ออยากได้นักก็เอาไป เธอจะยกให้พร้อมคำอวยพรด้วย
"นรกมันก็แค่ชื่อน้ำพริกสินะ! ไปตายซะไอ้พวกเวรตะไล!"
เสียงหวานตะเบ็งลั่นทำเอานักศึกษาอีกหลายชีวิตซึ่งนั่งอยู่ในละแวกใกล้เคียงถึงกับสะดุ้งโหยง หันมามองเธอเป็นตาเดียว ทว่าคนที่กำลังเดือดดาลนั้นไม่ได้นึกสนใจเลยแม้แต่น้อย
ปากเล็กยังคงขมุบขมิบพ่นคำก่นด่ายาวเหยียดแม้จะกดตัดสายไปตั้งแต่เมื่อครู่ก็ตาม กว่าจะได้สติก็ตอนที่เงยขึ้นมาสบเข้ากับสายตาตกตะลึงของคนที่เพิ่งหย่อนสะโพกลงนั่งทั้งสอง
"บุญหูของนังขวัญข้าวจริงจริ้งงง"
ขวัญข้าวกะพริบตาปริบ ๆ ยังคงอึ้งกับประโยคที่ลอยมากระแทกหน้าเมื่อครู่ไม่หาย เพราะน้อยครั้งนักที่จะได้เห็นเพื่อนสาวในมุมนี้
แต่ที่น่าสนใจมากกว่าพฤติกรรมแปลกประหลาด คือสาเหตุที่ทำให้เพื่อนสาวผู้มีบุคลิกนุ่มนิ่มอ่อนหวานนั้นฟิวขาดต่างหาก
"แกด่าใครยะ"
ขวัญข้าวเอ่ยถามพลางขยับเข้าไปบดเบียด ในขณะที่เคทเองก็เอียงคอมองด้วยสายตาไม่เข้าใจไม่ต่างกัน ก่อนที่ในวินาทีต่อมาดวงตาจะเบิกกว้าง
"นี่อย่านะว่า ...."
"อืม อย่างที่พวกแกคิดนั่นแหละ"
บริ้งค์ครางตอบเสียงแผ่ว พยักหน้ารับอย่างไม่ปิดบัง เนื่องจากนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอประสบพบเจอกับปัญหาทำนองนี้ และถึงเธอจะไม่ได้เล่าทุกเหตุการณ์ เพื่อนที่คบกันมาเกือบสี่ปีอย่างขวัญข้าวและเคทก็พอมองออกอยู่ดี
แววตาวูบไหวช้อนขึ้นมามองสีหน้าแปลกใจระคนสงสัยของเพื่อนทั้งสอง นึกชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มต้นเล่าในสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้ฟัง
ปึก!
กำปั้นน้อย ๆ ทุบลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนเต็มแรงทันทีที่ฟังจบ แม้จะพอคาดเดาได้ว่าต้นเรื่องจะเป็นใคร ทว่าเมื่อได้รับรู้ในรายละเอียดเชิงลึก ความร้อนก็พลุ่งพล่านไปทั่วร่างจนอดไม่อยู่
"ว่าแล้วเชียวว่าต้องเลี้ยงไม่เชื่อง! แม่งเอ้ย ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าให้หาหลัวใหม่ จะได้ลืมไอ้หน้าหม้อนั่นสักที!"
"แกนี่ทำไมชอบสอนอะไรไม่ดีให้ยัยบริ้งค์อยู่เรื่อยเลย"
เคทปรามเสียงเข้มพร้อมฟาดมือเข้าที่ท่อนแขนของคนข้างกายดังเพี้ยะเมื่อเจ้าหล่อนเอาแต่ยุยงส่งเสริมในสิ่งที่ผิดวิสัยเพื่อนอย่างสิ้นเชิง ทำเอาคนถูกตีหน้าหงิก ตวัดสายตามองค้อน
"ก็แล้วทำไมต้องจมปลักอยู่คนเห้ ๆ ด้วยอ่ะ แกก็เห็นนี่ว่าเพื่อนเราให้อภัย ใจดีกับมันจนแม่งจะเป็นแม่ชีนุ่งขาวห่มขาวอยู่ละ"
"มันก็เป็นเรื่องของคนสองคนไหมยะ"
"แล้วตอนนี้มันแค่สองคนที่ไหนล่ะ สามหรืออาจจะสี่ห้าคนแล้วมั้งเนี้ย"
"ยัยขวัญ!"
เคทถลึงตาดุ กระโจนเข้ามาตะครุบปิดปากหวังให้ขวัญข้าวสงบปากสงบคำ หากแต่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบ ซ้ำยังโยนราดน้ำมันลงบนกองไฟขนาดย่อมที่กำลังก่อตัวขึ้นอีกด้วย
"กี่ครั้งแล้วที่แกจับได้ว่ามันคุยกับคนอื่น กี่ครั้งแล้วที่แกให้อภัยแล้วกลับไปคบกับมัน ฉันรู้นะว่าพูดแบบนี้แล้วมันทำให้แกเจ็บ แต่แกต้องเปิดหูเปิดตาได้แล้วเว้ย!"
"ขวัญ พอได้แล้วน่า"
"คนที่แกควรจะบอกให้พอคือคนนู้นค่ะ คนนู้น!"
ขวัญข้าวพยักพเยิดไปทางคนที่นั่งคอตกก่อนจะเบือนหน้าหนีไปอีกทางด้วยกลัวว่าจะได้เห็นน้ำตาของใครบางคนเข้าอีก ทั้งสงสารทั้งระอาใจที่ไม่ว่าจะตักเตือนสักกี่หน เพื่อนผู้แสนดีก็มักจะใจอ่อนแล้วยอมให้คนไม่รู้จักพอหวนกลับมาทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทว่าเมื่อสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาของร่างเล็กที่ก้มหน้างุด ๆ เธอก็ถอนหายใจพรืด หันกลับมาหาพร้อมตวัดแขนโอบ รั้งเพื่อนเข้ามาพิงซบที่หน้าอก
"แกบ่นฉัน"
เสียงอู้อี้พึมพำบ่นปนสะอื้นแล้วเหวี่ยงกำปั้นเข้าใส่เบา ๆ ด้วยท่าทีน้อยใจ เรียกรอยยิ้มเอ็นดูให้ผุดขึ้นบนใบหน้าของสองสาว
"เออ ๆ ไม่บ่นแล้ว ไม่ต้องร้อง ตาบวมหมดแล้วเนี้ย"
มือตบหัวไหล่มนเบา ๆ อย่างปลอบประโลมขณะที่สายตาก็ส่งไปขอความช่วยเหลือจากคนข้าง ๆ ทว่าเจ้าหล่อนกลับอมยิ้มแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้ ทำให้ขวัญข้าวต้องคิดหาหนทางง้องอนเอาเอง
"ผู้ชายไม่ได้มีแค่คนเดียวบนโลกน่า เอางี้ไหม เดี๋ยวพี่ขวัญพาไปหาใหม่ เอาแบบแซ่บซี้ดถึงใจเลย ดีไหม?"
เพราะอยากให้เพื่อนกลับมาสดใสร่าเริงอย่างที่เคยเป็นขวัญข้าวจึงแกล้งยื่นข้อเสนอไปให้เล่น ๆ แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้คนฟังจะไม่ได้คิดเช่นนั้น
บริ้งค์ดันกายออกจากอ้อมแขนอบอุ่น ยกมือขึ้นปาดหยาดน้ำตาที่เปรอะตามพวงแก้มออกอย่างลวก ๆ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง
"เอาสิ ... ไปคืนนี้เลย"
"ง้อ~ อย่าโกรธแม่บริ้งค์นานเลยนะคะ"แม้ใจจะเหลวเป็นน้ำไปแล้วเพราะคำออดอ้อนหวานหูที่ชื่นชอบ ทว่าพอนึกถึงช่วงพักหลังที่ภรรยาเอาแต่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้ทำกิจกรรมมิหนำซ้ำบางวันยังกลับไปนอนค้างที่บ้านใหญ่ ทิ้งให้เขานอนเดียวดาย ระบายอารมณ์ด้วยมืออยู่เพนท์เฮ้าส์คนเดียว ความน้อยใจก็ตีตื้นขึ้นมาจุกอก"หนูรักพี่น้อยลง""ใครบอก! หนูไม่เคยรักพี่น้อยลงเถอะ มีแต่จะรักมากขึ้น มากขึ้นทุ๊กวันนน~ ใช่ไหมครับน้องมาร์คสุดหล่อ""ฮึ ปากบอกว่ารัก แต่ทำไมพอพี่กอดพี่จูบก็ผลักออก พี่ชักจนมือจะถลอกหมดแล้ว"พวงแก้มนวลพลันร้อนฉ่า ลนลานยกสองมือประกบปิดกั้นสองหูของหลานชายจากถ้อยคำสองแง่สองง่ามแล้วถลึงตา เอ่ยเอ็ดคนหื่นเสียงอ่อน"พูดอะไรเกรงใจหลานหน่อยค่ะ""หลานไม่รู้เรื่องหรอกน่า"ติณณ์เถียงหน้าตาย เลื่อนมือลงปิดบังสายตาอยากรู้อยากเห็นของเด็กน้อยก่อนโน้มใบหน้าลงประทับจูบ และเพียงแค่ได้สัมผัสความปรารถนาที่อัดอั้นมานานก็พลันปะทุลุกโชน มืออีกข้างที่ยังว่างจึงสอดล็อกท้ายทอยไม่ให้เธอถอยหนีแล้วเพิ่มน้ำหนักการบดจูบ ตะโบมดูดดึงด้วยความโหยหาเสียงทุ้มร้องคำรามด้วยความรู้สึกดีเมื่อแรงขัดขืนค่อย ๆ ผ่อนลง กระทั่งกลายเป็นการจูบตอบอ
ความคุ้นชินทำให้เด็กชายมารุตโผเข้าหาสองแขนเรียวเล็กที่อ้ารอรับอย่างง่ายดาย ซ้ำใบหน้าขาวกลมยังซุกซบคลอเคลีย ไม่เหลือบแลผู้ปกครองที่ยังยืนอยู่อีกเลยมิรินส่ายหน้าระอากึ่งเอ็นดู "ดูสิดู พอได้เจอสาว ก็ลืมพ่อกับแม่เชียว""พี่ชินท์กับพี่มิรินไปเที่ยวให้สบายใจนะคะ เดี๋ยวบริ้งค์ดูหลานให้เอง จะค้างสักสองคืนก็ได้น้า เผื่อว่าจะได้~ คิกคิก"บริ้งค์แกล้งลากเสียงยาว ๆ ยักคิ้วหลิ่วตาล้อเลียนอย่างทะเล้น ส่งผลให้พวงแก้มนวลของมิรินแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย ขณะที่เตชินท์เดินเอาข้าวของจำเป็นไปเก็บให้ที่โต๊ะของเธออย่างรู้งานกระเซ้าเย้าแหย่กันต่ออีกครู่หนึ่งคนที่อยากมีเวลาส่วนตัวกับภรรยาใจจะขาดก็เอ่ยตัดบทแล้วลากคนข้างกายเข้าลิฟต์ บริ้งค์จึงหันมาฝากงานให้เลขาตัวจริงตรวจต่อ ส่วนตัวเธอนั้นก็เดินลิ่ว ๆ อุ้มก้อนนุ่มนิ่มสุดน่ารักตรงไปยังห้องท่านประธานก้อกก้อกก้อก"เข้ามา"น้ำเสียงห้วนจัดบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าคนด้านในอยู่ในอารมณ์ไหน ทว่ามันก็ไม่ได้ทำให้บริ้งค์รู้สึกหวาดกลัว กลับกันคือยิ่งขบขันด้วยรู้ดีว่าเพราะเหตุใจช่วงนี้อีกฝ่ายจึงมีอาการแบบนี้มือเรียวผลักประตูห้องทำงานให้เปิดออกกว้างแล้วโผล่ใบหน้าเปื้อนยิ้มเ
@หลายเดือนต่อมาเสียงปลายนิ้วจรดลงบนแป้นพิมพ์ดังเป็นจังหวะขณะที่ดวงตากลมโตก็หลุบมองระหว่างแฟ้มเอกสารและหน้าจอสลับกันไป หลังจากบริษัททัวร์ที่เธอแอบไปทำงานด้วยจำต้องปิดตัวลงเพราะพิษเศรษฐกิจ บริ้งค์จึงทำการย้ายตัวเองมาเป็นผู้ช่วยของแอลทีชั่วคราวหนึ่งคือทำตามคำขอของสามี สองคือหวังเรียนรู้งานเพื่อนำไปต่อยอดให้บิดา แม้จะแอบผิดหวังอยู่ลึก ๆ ที่ไม่อาจสานฝันให้มารดาผู้ล่วงลับได้ แต่พอนึกถึงสีหน้าเริงร่ายามชายหนุ่มได้ตื่นมาทำงานและกลับพร้อมกัน ความรู้สึกผิดก็เบาบางลงทว่าดูเหมือนว่าหน้าที่หลักของเธอจะกลายเป็นการรับสายของท่านประธานจอมเอาแต่ใจเสียมากกว่าบริ้งค์ถอนหายใจเบา ๆ วางมือจากงานตรงหน้าอย่างเสียไม่ได้เมื่อถูกรบกวนด้วยเสียงริงโทนมาตรฐานของโทรศัพท์สำนักงานที่ต่อให้ไม่ได้ยินเสียงก็รู้ดีว่าปลายสายคือใครโอ๊ยยย อะไรจะอาการหนักขนาดนั้น นึกบ่นในใจหากมือเรียวก็เอื้อมไปหยิบหูโทรศัพท์มาแนบหูอยู่ดี"พี่ติณณ์ นี่มันรอบที่สามแล้วนะคะ"(คิดถึง)"ทราบแล้วค่ะ แต่ถ้าพี่ติณณ์จะกรุณา รบกวนเซ็นเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะให้หมดด้วยนะคะ"(มาหาหน่อย)นี่เราคุยเรื่องเดียวกันอยู่ไหมเนี้ย!? คิดแล้วก็พ่นลมหายใจแรง ๆ ใส่
ใบหน้ากลม ๆ เอียงมอง กะพริบตาคล้ายกำลังครุ่นคิด แต่เพียงไม่กี่วินาทีร่างป้อมก็ลอยหวือขึ้นนั่งบนหน้าตักแกร่งด้วยฝีมือของเด็กสาวที่วิ่งไล่ตามเด็กมาติด ๆ ด้วยห่วงว่าเด็กน้อยจะสะดุดกอหญ้าแล้วล้มคะมำกลางทางบริ้งค์หลุดหัวเราะคิกคักชอบใจเมื่อสีหน้าดุ ๆ ของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นเหลอหลา ตัวเกร็งทันทีที่เด็กน้อยย้ายไปนั่งบนหน้าตัก แต่กระนั้นสองแขนก็ยังโอบประคองตามสัญชาตญาณแม้จะเก้ ๆ กัง ๆ เต็มที ทำให้ทุกคนที่มองเห็น พลอยยกยิ้มตามไปด้วย"บริ้งค์"ติณณ์กดเสียงต่ำพลางถลึงตาเรียกให้เด็กสาวมาอุ้มตัวเด็กชายกลับคืน แต่นอกจากเธอจะไม่ทำตามแล้ว ยังหันไปพูดคุยหยอกล้อกับมิรินอย่างสนุกสนาน ครั้นพอหันไปขอความช่วยเหลือจากเตชินท์ อีกฝ่ายก็ยักไหล่แล้วทำเมิน ทิ้งให้เขาได้แต่ปาดเหงื่อ คิดไม่ตกว่าจะจัดการกับก้อนนุ่มนิ่มนี่อย่างไร"หนม หนมโหน่ยยย~"เสียงอ้อแอ้ดังขึ้นเรียกความสนใจอีกหนแต่เพราะติณณ์มัวแต่ครุ่นคิดจึงไม่ทันฟัง ใบหน้าคมคายโน้มลงต่ำพลางถามย้ำว่าหลานชายพูดอะไรแต่แล้วในจังหวะที่กำลังเงี่ยหูฟังมือป้อม ๆ ก็วางทาบลงบนข้างแก้มสากแล้วตบเบา ๆ อย่างถือวิสาสะ สีหน้าหงิกงอคล้ายไม่พอใจที่ผู้มีศักดิ์เป็นลุงไม่สนใจ ท
"สวัสดีค่ะคุณพ่อ สวัสดีค่ะคุณแม่"เธอใช้หัวไหล่กระแซะคนข้างกายเบา ๆ เรียก และเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มยอมลดทิฐิก้มศีรษะลงทำความเคารพด้วยเธอก็คลี่ยิ้มสดใส หันไปพนมมือไหว้คนอื่น ๆ ต่อตามลำดับอาวุโสกระทั่งมาถึงเด็กหนุ่มที่ดูจะเป็นรุ่นราวคราวเดียวกัน เธอจึงเปลี่ยนมาเป็นโบกมือพร้อมส่งยิ้มทักทายตุลยชาติโบกมือตอบรัว ๆ กระเซ้าด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน"คิดว่าจะเบี้ยวกันซะและ""โถว ๆ ใครจะกล้าเบี้ยวได้ล่ะ ก็มีคนแถวนี้บอกว่าถ้าแพ้แล้วจะยอมยกแผ่นเกมให้นี่นา"ตุลยชาติหัวเราะร่วน แม้จะไม่สนิทพี่ชายต่างมารดา ทว่าพอได้พบปะกันบ่อยครั้งที่มหาวิทยาลัยเพราะเขาและพี่สะใภ้ศึกษาที่เดียวกันเพียงแค่ต่างคณะ ความเกรงกลัวจึงลดลงจนกล้าหยอกล้อต่อหน้า“นี่ ๆ มีอะไรจะอวดแหละ”แววตาเป็นกระกายเหล่มองพร้อมขยับเข้าไปคว้าแขนหญิงสาว สีหน้าภาคภูมิใจยามพูดถึงของเล่นชิ้นใหม่ที่เพิ่งได้มา กระนั้นก็ไม่ลืมหันไปขออนุญาตพี่ชายต่างมารดาให้พอเป็นพิธี"ขอยืมตัวพี่สะใภ้แป็บนะพี่"ต่อให้ไม่พอใจที่ถูกดึงตัวไปอย่างกะทันหัน ทว่าเขาก็ไม่ทันได้เอ่ยปฏิเสธอยู่ดีเพราะพริบตาเดียวคนตัวเล็กก็เดินลิ่ว ๆ ไปกับน้องชาย ไม่คิดชายตาแลเขาสักนิด ฮึ้ย! ไหนบอกจะ
@หนึ่งปีต่อมานานนับนาทีแล้วที่รถยนต์คันหรูแล่นเข้ามาจอดหากผู้โดยสารยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง มีเพียงดวงตาที่เกลือกกลิ้ง แหงนขึ้นมองสิ่งแวดล้อมรอบกายผ่านกระจกนับตั้งแต่วันที่ถูกส่งตัวไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศจนได้พบกับครอบครัวชลาทิศ นี่คงเป็นครั้งแรกที่ติณณ์ได้มีโอกาสหวนกลับมาเหยียบบ้านหลังนี้อีกครั้งบ้านที่มีแต่ความทรงจำแสนเลวร้าย ... บ้านที่พรากสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตของเขาไป ....ความสับสนลังเลพลันบังเกิดขึ้นในจิตใจ การที่เขาตอบรับคำเชิญแล้วมาปรากฎกายที่นี่ มันจะมีผลดีมากกว่าผลเสียจริง ๆ เหรอ คนอื่น ๆ จะให้การต้อนรับมากกว่าผลักไสอย่างนั้นหรือคิ้วเข้มขมวดมุ่นเข้าหากันแน่นขณะครุ่นคิด แม้เขาจะล้มเลิกความคิดแก้แค้นไปนานแล้ว ทว่าความไม่คุ้นชินทำให้คำถามมากมายผุดขึ้นในหัวเป็นดอกเห็ดกระทั่งเมื่อความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหลังมือก่อนเลื่อนเข้ากอบกุม มอบขวัญและกำลังใจให้ผ่านสายตาเป็นห่วงเป็นใย คำตอบที่กำลังตามหาก็ผุดขึ้น"ตื่นเต้นเหรอคะ มือเย็นเชียว"ติณณ์เลิกคิ้วงุนงงพลางยกมืออีกข้างที่ยังวางขึ้นทาบลงบนข้างแก้มแล้ววินาทีต่อมาเขาก็สะดุ้ง เอ่อ...มันเย็นจริง ๆ ด้วยแฮะท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของคนไม่รู







