Masukขึ้นฉ่ายลืมตาตื่นขึ้นมาในช่วงบ่ายของอีกวันหนึ่ง เธอรู้สึกหนักสมองอย่างบอกไม่ถูกคล้ายกับมีใครเอาก้อนหินมาวางทับเอาไว้ “อื้อ”
“ตื่นแล้วเหรอ เธอเป็นไงบ้างขึ้นฉ่ายรู้สึกดีขึ้นหรือยัง เมื่อเช้าเธอตัวร้อนจี๋แถมยังหนาวสั่นปากซีดปากเซียว จนฉันแทบจะหามเธอส่งไปที่โรงพยาบาลอยู่แล้ว” เพียงได้ยินเสียงเธอร้องเอะเดียว อาคมซึ่งกำลังยุ่งพัลวันอยู่กับการทำอาหารในห้องครัวก็รีบทิ้งกระทะ ทิ้งตะหลิว ถอดผ้ากันเปื้อนแล้วตรงปรี่เข้ามาหาเธอทันที “ดีขึ้นแล้วค่ะ” บนศีรษะของเธอแปะด้วยแผ่นเจลลดไข้อย่างกับตอนเด็กๆที่พ่อเคยดูแลเธอยามที่เธอป่วยไข้ไม่มีผิด “วันนี้เปิดเทอมวันแรกนี่คะ” ขึ้นฉ่ายทำท่าจะลุกขึ้นพราดพราดจากเตียงนอน แต่ก็ต้องเซล้มลงไปเพราะในสมองมันหมุนติ้วติ้วปั่นป่วนทรงตัวยืนตรงไม่ไหว “นั่งพักเสียก่อนเถิดแม่คุณ อยากจะไปมอแค่ยืนตรงตรงยังทำไม่ไหวเลย และที่สำคัญตอนนี้ บ่าย 2 โมงแล้วครับ ฉันโทรไปบอกอาจารย์ให้เรียบร้อยแล้วว่าวันนี้เธอไม่สบายขอลาหยุดหนึ่งวัน” อาคมบอกกล่าว “เพราะคุณอาคมเลยแท้แท้ที่ทำให้การไปมหาวิทยาลัยวันแรกของฉันต้องล่มลงไม่เป็นท่า!” นึกแล้วเธอก็รู้สึกหงุดหงิดเมื่อคืนกว่าเขาจะปล่อยให้เธอนอนตามสบายได้ก็ปาไปเกือบตีสามหัวรุ่ง “แล้วใครล่ะที่พูดว่า พี่อาคมขากระแทกแรงแรงเลยค่ะ พี่อาคมขาฉันไม่ไหวแล้วค่ะ” อาคมบีบเสียงเล็กล้อเลียนหญิงสาว “พี่อาคมคะ พี่อาคมขา” “หยุด ไม่ต้องพูดเลย” เธอแทบอยากจะกรีดร้องให้สุดเสียง เมื่อคืนไม่รู้ว่าตัวอะไรมันเข้าสิงร่างเธอหรือเปล่าทำไมถึงได้ใจกล้าบ้าบิ่นและพูดอะไรที่ไม่อายปากเช่นนั้นออกไป “เวลาเธอเขิน เธอก็น่ารักเหมือนกันนะ” ไม่สิ ขึ้นฉ่ายน่ารักน่ามองทุกอิริยาบถการเคลื่อนไหวของร่างกายต่างหาก “นี่เมื่อเช้าฉันอุตส่าห์ลงไปซื้อวัตถุดิบเพื่อมาทำข้าวต้มกุ้งตัวโตโตให้เธอกินโดยเฉพาะเลยนะ แล้วขอบอกก่อนว่าเธอเนี่ยโชคดีมากเพราะฉันไม่เคยทำอาหารให้ใครกินเลยแม้กระทั่งคนในครอบครัว ซึ่งนั่นหมายความว่าเธอเป็นคนแรกที่ได้รับสิทธิพิเศษคนนั้น” อาคมพูดเกริ่นนำก่อนจะเดินเข้าไปในห้องครัวแล้วยกถ้วยซึ่งหอมกรุ่นกลิ่นข้าวต้มกุ้งยั่วยวนต่อมความหิวของคนบนเตียงออกมา “กุ้งตัวโตเนื้อสดไม่ผ่านการแช่ฟรีซ” “ฉันจะตายหรือเปล่าคะเนี่ย” ขึ้นฉ่ายแซว “ฉันบอกเลยนะถ้าเกิดฉันเปลี่ยนอาชีพแล้วไปเปิดภัตตาคารเป็นเชฟห้าดาวทำอาหารเองเนี่ย รับรองเลยว่า เป็นคู่แข่งตัวเต็งของร้านอาหารทั่วโลกที่ค่อนข้างน่าเกรงขามอย่างมาก” อาคมไม่ได้หลงตัวเองสักหน่อยสมัยที่เค้าเรียนมัธยมต้น มัธยมปลายแล้วก็ยาวจนปริญญาโทที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ต้องอาศัยอยู่ตามลำพังกับรูมเมทตาน้ำข้าวซึ่งเป็นเพศชาย เขาก็ต้องอาศัยความสามารถตัวเองในการลงครัวและหุงหาอาหารทุกมื้อ เพื่อนสนิทซึ่งเป็นรูมเมทเขาตอนนั้นเอ่ยชมไม่ขาดปากว่าอร่อยจนกระทั่งสามารถเปิดเป็นร้านอาหารที่เป็นยอดนิยมได้ร้านหนึ่งเชียวล่ะ “ฉันจะลองชิมดูก็แล้วกันนะคะ แต่ถ้าเกิดฉันเป็นอะไรไปอย่าเที่ยวไปบอกคนอื่นนะคะว่าที่ฉันเป็นแบบนั้นเพราะอาหารฝีมือคุณ ไม่งั้นอับอายขายขี้หน้าแย่เลย” พูดพลางก็ตักข้าวต้มขึ้นมาชิมคำหนึ่งแล้วพยักหน้าเล็กน้อย ไม่น่าเชื่อว่าผู้ชายแบบอาคมจะมีมุมเช่นนี้กับเขาด้วย รสชาติการทำอาหารเขาไม่ได้แย่แต่ในทางกลับกันซ้ำร้ายอร่อยเทียบเท่าเชฟมือทองในภัตตาคารสุดหรูจริงๆ แม้เธอจะไม่เคยลองชิมก็เถอะ… “อร่อยก็พูดว่าอร่อย” “อร่อยค่ะ” เมื่อได้ยินคำชมเช่นนั้นอาคมก็ยิ้มปากฉีกถึงรูหูหน้าตาเบิกบานแจ่มใสเริงร่าคล้ายกับจานดาวเทียม “ส่วนนี่ยาลดไข้ ยาแก้อักเสบ แล้วก็ยา…” “ยาอะไรเหรอคะ” มันเป็นกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ “ยาคุมฉุกเฉิน เมื่อคืนฉันปล่อยในไปหลายน้ำ รีบกินข้าวแล้วก็กินยานี่ซะประสิทธิภาพมันจะได้คงที่ในระดับสูงสูงอยู่” ต่อให้อาคมจะรู้สึกชอบพอผู้หญิงตรงหน้ามากแค่ไหนแต่เขาก็ยังไม่รู้จักนิสัยใจคอหรือวาดฝันจนกระทั่งมีครอบครัวมีลูกด้วย… การมีครอบครัวแล้วก็มีลูกสำหรับเขามันเป็นเรื่องที่เหนือการคาดหมายและไม่เคยอยู่ในสมองของอาคมมาก่อน เขาไม่อยากหาเหาใส่หัว สร้างความรำคาญใจแล้วก็ความเดือดร้อนใจมาสู่ตัวเอง ตอนนี้เขายังอยากใช้ชีวิตวัยรุ่นเลขสาม ใช้ชีวิตช่วงนี้ให้สุดเหวี่ยง ยังไม่อยากมีพันธะบ้าบอที่คาดเดาอนาคตข้างหน้าได้เลยว่าแทบสูญเสียความเป็นตัวตนและเวลาในการใช้ชีวิตไปมากโข “ค่ะ” ส่วนเธอเองก็สำเหนียกดีว่าเธอเป็นเพียงแค่นางบำเรอ เป็นเมียขัดดอกที่ถูกมารดาส่งเข้ามาชดใช้หนี้สิน… ไม่ใช่คนที่เขาวาดฝันจะแต่งงานหรือสร้างอนาคตไปด้วยกัน “ส่วนนี่ยาคุมแผงแบบรายเดือน เธอต้องกินทุกวันห้ามลืมเด็ดขาด เพราะฉันยังไม่พร้อมที่จะมีลูกหรือมีครอบครัวในตอนนี้” และอีกส่วนหนึ่งหากเขามีลูกหรือมีครอบครัวขึ้นมาจริงๆทั้งสองสิ่งนั้นจะกลายเป็นจุดอ่อนในชีวิตเขาและทำให้ศัตรูใช้เล่นงานเขา ซึ่งการเข้ามาอยู่ในวงการนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย...ทุกคนที่อยู่รอบตัวย่อมได้รับอันตรายและเสี่ยงกันถ้วนหน้า… ตื้ดด เสียงริงโทนจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้นทำให้อาคมที่กำลังจ้องตาขึ้นฉ่ายอยู่นั้นละความสนใจไปทางอื่นแล้วลุกขึ้นพรวดพราดมุ่งหน้าสู่ริมระเบียงด้านนอกเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของตนเอง “คุณทรงอำนาจ” นั่นคือชื่อของพ่อที่เขาบันทึกไว้ในโทรศัพท์ ทรงอำนาจ “ฮัลโหล มีอะไรหรือเปล่าครับพ่อ” “ฉันได้ข่าวมาว่าสัปดาห์หลังมานี้แกแทบจะหมกตัวอยู่ที่เพนท์เฮาส์ไม่เป็นทำงานทำการอะไรเลย” น้ำเสียงทรงอำนาจสมชื่อ “นี่พ่อสั่งให้คนสะกดรอยตามผมอีกแล้วงั้นเหรอ?” อาคมแทบไม่เหลือพื้นที่ยืนความเป็นส่วนตัวของตัวเองอยู่แล้ว เพราะมีตาที่สองตาที่สามของใครก็ไม่รู้คอยจับจ้องมองพฤติกรรมแล้วรายงานให้ทรงอำนาจรับทราบอยู่ทุกเวลา “ก็ใช่น่ะสิ ถ้าฉันไม่ทำแบบนี้ฉันจะรู้หรือเปล่าล่ะว่าไอ้ลูกชายตัวดีของฉันมันไม่เอาไหนขนาดไหน” “ครับ แล้วนี่พ่อโทรมามีธุระแค่นี้ใช่ไหม?” “แกไม่คิดจะกลับบ้านกลับช่องบ้างเลยรึไง? หรือจะโผล่หัวมาทีเดียวตอนที่ฉันตายล่ะ” สองคนพ่อลูกคู่นี้เป็นไม้เบื่อไม้เมาที่ไม่เคยลงรอยกันอยู่เป็นประจำตั้งแต่เล็กจนโต “ก็คงงั้นมั้งครับ” “ไอ้อาคมฉันชักจะหมดความอดทนกับแกแล้วนะ! เข้ามาที่บ้านเดี๋ยวนี้! ตอนนี้! เวลานี้! ฉันมีธุระสำคัญจะคุยกับแก” และพ่อเขาก็ยังเป็นผู้ชายที่เอาแต่ใจสุดโต่งเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ชนิดที่ว่าอยากได้อะไรก็จะต้องได้ในเวลานั้นหากไม่เป็นไปตามที่ตนคาดเอาไว้โมโหตีโพยตีพายอาละวาดยกใหญ่ ซ้ำบางครั้งยังด่าทอเขา ว่าเขาได้นิสัยโมโหร้ายแบบนี้มาจากใครทั้งทั้งที่รู้แจ้งแก่ใจ “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” อันที่จริงบางเรื่องเขาขอเป็นลูกไม้ที่หล่นใกล้ต้นเสียยังดีกว่า… ขืนเขาได้นิสัยแบบคุณทรงอำนาจผู้ยิ่งใหญ่มาเต็มรูปแบบอย่าง 100 เปอร์เซ็นต์ มีหวังทายาทที่กำลังเกิดมาเป็นรุ่นที่สามคงได้ชิงฆ่าตัวตายด้วยการเอามือปิดจมูกตัวเองตั้งแต่อยู่ในท้องแม่นู้น “ยังเอาแต่ใจไม่เปลี่ยนเลยนะครับคุณทรงอำนาจ” แต่อย่างน้อยคุณทรงอำนาจก็ยังสามารถทำตามคำสัญญาที่ให้กับเขาไว้ได้อย่างนึง นั่นก็คือ คุณทรงอำนาจจะต้องไม่ยกผู้หญิงคนไหนหรือใครขึ้นมาแทนที่แม่เด็ดขาด!"ได้นอนกอดเมียแบบนี้ทุกคืนชื่นใจจังเลย" อาคมกระชับกอดเรือนร่างบางของภรรยาอย่างแนบชิดสนิทกาย ก่อนที่มือปลาหมึกของเขาจะเริ่มไล้ขึ้นไปใต้ทรวงอกแล้วช้อนความนุ่มนิ่มเข้าครอบครอง "หื่นอีกแล้วนะคะ!" "หรือว่าเมียจ๋าไม่ชอบ?" อาคมเลิกคิ้วถามด้วยใบหน้าเล่นหูเล่นตา "ว่าไงคะคนดี" แล้วกระซิบกระซาบข้างๆใบหูเล็กแกมน้ำเสียงแหบพร่าซาบซ่านไปทั้งกาย "ชอบสิคะ ชอบมากด้วย" ขึ้นฉ่ายดันเขาให้นอนราบลงบนเตียงนอนนุ่ม ก่อนจะยกขาก้าวขึ้นคร่อมแล้วใช้ฝ่ามือนุ่มนิ่มลูบไล้วนเวียนบริเวณแผงอกแกร่งกำยำของผู้เป็นสามี จากนั้นจึงปลดกระดุมเสื้อนอนออกทีละเมฺ็ดทีละเม็ด "..." อาคมชอบภรรยาตอนนี้เหลือเกิน เธอเหมือนมีใครอีกคนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวตนมาสิงสถิต ณ เรือนร่าง จนเขาอยากจะจับอัดลงเตียงแล้วกระแทกเน้นๆให้รู้แล้วรู้รอดสมใจอยากไป "อุ้ย!" มือเล็กไล่ต่ำลงไปเรื่อยไปจนถึงเป้าตุงๆของเขาที่ตอนนี้เจ้าหนอนน้อยคงจะสำแดงอานุภาพขยายพองตัวพร้อมพ่นพิษใส่เธอเต็มที่แล้ว "อ่าห์ อย่าทรมานพี่สิคะคนดี" อาคมเริ่มจะทนไม่ไหว เมื่ออีกฝ่ายกำลังนั่งบนเป้าตุงๆแล้วขยับสะโพกปล่อยให้เนินโหนกอวบอิ่มครูดถูกับความแข็งขืนของเขาโดยที่ไม่ยอมสอดใส่เสีย
@10 ปีผ่านไป..."สวยแล้วจ้าเมียจ๋า ไม่ว่าจะแต่งเสื้อโอเวอร์ไซส์ตัวใหญ่โคร่งหรือเสื้อหรูดูดีระดับแบรนด์ดังเมียจ๋าของผัวก็สวยไม่เคยเปลี่ยน" อาคมเดินเข้าไปหอมซอกคอภรรยาสาวสุดสวยที่กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งด้วยความหลงใหล วันนี้เมียของเขาคงจะสวยเป็นพิเศษ...เพราะแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศ ใส่ชุดเดรสสีแดงสดคล้องคอเว้าหน้าอกเห็นร่องอวบอูมเล็กน้อยพร้อมกับกระโปรงระบายด้านล่างแหวกขึ้นมาเพื่ออวดขาอ่อนเรียวยาวที่ขาวนวลซึ่งเขาคือผู้ที่โชคดีคนนั้นที่ได้มีโอกาสสัมผัสแล้วดอมดมทุกซอกทุกมุม "พี่อาคมนี่ก็ชมเกินจริงนะคะ ปีนี้หนู 30 กว่าแล้วนะคะ คงจะไม่สดไม่สวยเหมือนตอนแรกๆ" "สวยสิเมียจ๋าของผัวสวยที่สุด ต่อให้อายุมากกว่านี้ก็ยังสวยสวยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เนอะเมียจ๋า" แม้จะแต่งงานอยู่กินกันมา 10 ปีเสร็จแล้วแต่ความรักของทั้งสองคนยังหวานฉ่ำชื่นมื่นเหมือนเมื่อ 14 ปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน ซ้ำตอนนี้ยังมีโซ่ทองคล้องใจถึง 4 คน...นั่นก็คือคนโต อาทิตย์ และ ตะวันชายหนุ่มฝาแฝดรูปหล่อวัย 9 ขวบ น้อง เพียงดาว เด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มที่ถอดโครงแม่มาอย่างเป๊ะๆเพิ่งจะอายุครบ 8 ขวบ และน้อง เพียงฟ้า น้องเล็กของบ้านที่มักจะ
3 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก...ตอนนี้ทั้งลดา มีนา กร และขึ้นฉ่ายก็เรียนจบปริญญาตรีกันเรียบร้อยแล้ว ซึ่งวันนี้เป็นวันพระราชทานปริญญาบัตรรับจากทางมหาวิทยาลัยโดยตรงทำให้ภายในรั้วมหาวิทยาลัยค่อนข้างครึกครื้นไปด้วยนิสิตและคนที่มาแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม..."ในที่สุดพวกเราก็จบสักที!!!!" แก๊งเพื่อนรักกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจในขณะที่ตนเองกำลังสวมชุดครุยมหาวิทยาลัยอย่างมีเกียรติ "กอดคอพากันจบจนได้ แต่ก็ต้องขอบคุณหัวสมองยายขึ้นฉ่ายจริงๆที่เป็นแม่พระแล้วก็ทำให้พวกกู 3 คนจบพร้อมคนอื่นเขา""เอาพวงมาลัยมาไหว้ฉันเลยเดี๋ยวนี้!" ว่าจบทั้งสี่คนก็หัวเราะร่อมีความสุข "แล้วพวกมึงคิดไว้หรือยังจบปุ๊บจะไปทำอะไรกัน" กร หลังจากที่ผิดหวังจากขึ้นฉ่ายเขาก็พักใจยาวๆจนกระทั่งได้ไปลงเอยกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีอายุมากกว่าประมาณ 4-5 ปี... ทั้งสองคนเจอกันครั้งแรกที่นิวยอร์กประเทศอังกฤษ...ตอนนั้นเขาจำได้ว่าเขากะจะไปพักใจเรื่องขึ้นฉ่ายในช่วงปิดเทอมของมหาวิทยาลัยแล้วบังเอิญเจอกันพูดคุยกันถูกคอแล้วค่อยๆพัฒนาขยับความสัมพันธ์ขึ้นมาเรื่อยๆ ผู้หญิงคนนั้นก็คืออารยา..."กูก็คงจะกลับไปเปิดร้านตัดเย็บเล็กๆที่แถวบ้านนั่นแห
"..." คุณทรงอำนาจนิ่งเงียบ..."พ่อรู้ไหมว่าความหวังดีของพ่อมันทำให้ผมเป็นทุกข์มากแค่ไหน" น้ำใสๆของลูกผู้ชายเอ่อล้นคลอเบ้าด้วยอารมณ์ที่ยากจะกักเก็บเอาไว้อยู่ "หลังจากที่แม่ตายพ่อก็ไม่เคยมาดูดำดูดีหรือเอาใจใส่ผมอย่างที่พ่อคนอื่นทำเลยสักครั้ง...ฮึก ตอนมีงานวันพ่อที่โรงเรียนผมได้แต่ยืนมองดูเพื่อนคนอื่นๆกราบเท้าพ่อโอบกอดพ่อแล้วก็บอกรักพ่อ แต่ด้านหน้าของผมมีเพียงแค่เก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินที่แสนว่างเปล่าไร้แม้กระทั่งเงาของพ่อ พ่อรู้หรือเปล่าว่าผมรู้สึกยังไง...ฮือ" อาคมพูดด้วยน้ำเสียงติดๆขัดๆเพราะการกลั้นลมหายใจไม่เป็นจังหวะของเขา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอาคมพยายามเก็บซ่อนไอ้ความรู้สึกแย่ๆเหล่านี้ให้ฝังและจมดินไปตลอดแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้..."อะ...อาคม" คุณทรงอำนาจไม่เคยรู้เลยว่าความหวังดีของตนจะไปทำร้ายลูกชายเพียงคนเดียวของเขาขนาดนี้ "พอผมโตขึ้น...ฮึก ผมอยากเรียนอยากได้ดีไปทางวาดรูปแต่พ่อก็ไม่เคยสนับสนุน พ่อเอากระดาษ เอาสีเอาพู่กันของผมไปทิ้งเพราะพ่อมองว่ามันไร้สาระ...พ่อบังคับให้ผมเรียนห้องคิงที่เป็นห้องส่งเสริมความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ พอมัธยมศึกษาตอนปลายพ่อก็ส่งผม
"เธอรู้หรือเปล่าว่าตอนที่ฉันเห็นเธอเจ็บหัวใจของฉันมันเหมือนถูกมือใครสักคนบีบให้แหลกละเอียด ฉันอยากจะเจ็บแทนเธอ อยากไปนอนอยู่บนเตียงนี้แล้วใส่สายน้ำเกลือแทนเธอ อยากป่วยไข้แทนเธอ และทุกครั้งที่ฉันคิดว่าหากฉันต้องเสียเธอไปฉันจะอยู่ยังไง...เมื่อก่อนฉันเป็นผู้ชายเละเทะไม่เอาไหน ใช้ชีวิตเรื่อยๆไปวันๆแทบไม่สนใจความรู้สึกใคร อยากจะทำอะไรก็ทำ แต่พอฉันได้มาเจอเธอจุดหมายปลายทางของฉันมันก็เริ่มมีความหมาย..." ทุกสิ่งทุกอย่างที่อาคมพูดออกมาล้วนจากใจจริงจากสิ่งที่เขารู้สึกจริงๆไม่ใช่ใส่สีตีไข่ให้สวยหรูดูดี "เธอทำให้ฉันอยากเป็นคนที่ดีขึ้น เธอทำให้ฉันอยากเป็นคนที่ดีพอที่จะยืนข้างๆเธอและสามารถดูแลเธอได้ เธอทำให้ผู้ชายคนนี้คนที่ไม่เอาไหนและไม่เคยคิดจะวาดฝันอนาคตหรือจริงจังมีครอบครัวกับใคร อยากสร้างอนาคตร่วมกับเธอโดยที่ที่ตรงนั้นต้องมีเธออยู่ข้างๆกาย ฉันรักเธอนะขึ้นฉ่าย" น้ำใสๆเอ่อล้นอาบสองพวงแก้มด้วยความปลื้มปริ่มใจชนิดที่ว่าไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ เธอไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไงเพราะตอนนี้ในใจมันเต้นโครมครามตื่นเต้นไปหมด "แล้วเธอล่ะรักฉันหรือเปล่า?" อาคมถามอย่างมีความหวัง "แต่ถ้าเธอบอกว่าเธอ
รุ่งเช้าวันถัดมา...อาคมกำลังนั่งป้อนข้าวต้มกุ้งตัวโตๆให้กับหญิงสาวร่างบอบบางด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความห่วงใยเธอ "คุณอาคมทานบ้างสิคะ..." "แค่ฉันเห็นเธอกินฉันก็อิ่มแล้ว" อาคมไม่รู้เหมือนกันว่าความรู้สึกพวกนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่และเกิดขึ้นตอนไหนนานแล้วหรือยัง แต่ทุกครั้งยามที่เขามีเรื่องทุกข์กายทุกข์ใจอะไรพอได้กลับมาเพนท์เฮ้าส์แล้วเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของขึ้นฉ่ายที่มีแต่รอยยิ้มพิมพ์ใจมอบให้แก่เขา เขาก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว...เขารู้สึกว่าตัวเองได้ค้นพบคำตอบของหัวใจตั้งแต่ครั้งแรกที่นั่งมองเธอผ่านกระจกสีดำยามส่งลูกน้องคนสนิทไปเหมาทั้งข้าวเหนียวหมูปิ้งและพวกขนมไทยหน้าโรงเรียนที่เธอมักจะมาตั้งโต๊ะขายเป็นประจำ จนตอนนี้ลูกน้องของเขาแทบทุกคนคงจะต้องพาไปตรวจร่างกายประจำปีที่โรงพยาบาลเพื่อเช็ควินิจฉัยดูว่ามีน้ำตาลในเลือดเกินกว่ามาตรฐานหรือไม่ "เธอรู้หรือเปล่าว่าเราเจอกันครั้งแรกตอนไหน..." จู่ๆอาคมก็หลุดปากถามคำถามนี้ออกไป "ก็ตอนที่ลูกน้องของคุณจับตัวหนูมาที่เพนท์เฮ้าส์ยังไงล่ะคะ" "เปล่า...เธอจำผู้ชายที่ชอบไปเหมาข้าวเหนียวหมูปิ้งและสั่งพวกขนมทีละหลายกิโลได้ไหม"







