로그인"..." คุณทรงอำนาจนิ่งเงียบ...
"พ่อรู้ไหมว่าความหวังดีของพ่อมันทำให้ผมเป็นทุกข์มากแค่ไหน" น้ำใสๆของลูกผู้ชายเอ่อล้นคลอเบ้าด้วยอารมณ์ที่ยากจะกักเก็บเอาไว้อยู่ "หลังจากที่แม่ตายพ่อก็ไม่เคยมาดูดำดูดีหรือเอาใจใส่ผมอย่างที่พ่อคนอื่นทำเลยสักครั้ง...ฮึก ตอนมีงานวันพ่อที่โรงเรียนผมได้แต่ยืนมองดูเพื่อนคนอื่นๆกราบเท้าพ่อโอบกอดพ่อแล้วก็บอกรักพ่อ แต่ด้านหน้าของผมมีเพียงแค่เก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินที่แสนว่างเปล่าไร้แม้กระทั่งเงาของพ่อ พ่อรู้หรือเปล่าว่าผมรู้สึกยังไง...ฮือ" อาคมพูดด้วยน้ำเสียงติดๆขัดๆเพราะการกลั้นลมหายใจไม่เป็นจังหวะของเขา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอาคมพยายามเก็บซ่อนไอ้ความรู้สึกแย่ๆเหล่านี้ให้ฝังและจมดินไปตลอดแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้... "อะ...อาคม" คุณทรงอำนาจไม่เคยรู้เลยว่าความหวังดีของตนจะไปทำร้ายลูกชายเพียงคนเดียวของเขาขนาดนี้ "พอผมโตขึ้น...ฮึก ผมอยากเรียนอยากได้ดีไปทางวาดรูปแต่พ่อก็ไม่เคยสนับสนุน พ่อเอากระดาษ เอาสีเอาพู่กันของผมไปทิ้งเพราะพ่อมองว่ามันไร้สาระ...พ่อบังคับให้ผมเรียนห้องคิงที่เป็นห้องส่งเสริมความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ พอมัธยมศึกษาตอนปลายพ่อก็ส่งผมไปเรียนที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แม้กระทั่งตอนที่ผมจะเลือกศึกษาต่อระดับปริญญาตรีและปริญญาเอกพ่อก็ยังบังคับให้ผมเดินตามทางของพ่อโดยที่ไม่สนใจเลยว่าลูกชายคนนี้ต้องการมันหรือเปล่า...ตั้งแต่เล็กจนโตผมไม่เคยขัดคำสั่งของพ่อผมทำตามที่พ่อต้องการมาโดยตลอด ฮึก...พ่อทำให้แม่ต้องตาย พ่อเป็นต้นเหตุที่ทำให้แม่ตาย พ่อพรากผู้หญิงคนที่ผมรักไปอย่างไม่มีหวนกลับคืนมาทีหนึ่งแล้ว แล้วตอนนี้พ่อยังจะพรากความสุขเดียวรอยยิ้มเดียวที่หลงเหลืออยู่ในชีวิตของผมไปอีกเหรอ?" อาคมพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ใบหน้าของเขาแปดเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาที่เอ่อล้นหยดแล้วหยดเล่าจนผู้เป็นพ่อแทบสำนึกไม่ทันเพราะเขาไม่เคยเห็นอาคมตกอยู่ในสภาพนี้มาก่อนหลังจากที่แคทธีรีนเสียชีวิต "พ่อขอโทษ...พ่อขอโทษอาคม" "ถ้าครั้งนี้พ่อไม่ยอมรับผมกับขึ้นฉ่าย ไม่ยอมให้เราสองคนคบกัน ผมนี่แหละจะเป็นคนหายออกไปจากชีวิตของพ่อเอง..." สิ้นเสียงอาคมบรรยากาศภายในห้องก็เริ่มเข้าสู่สภาวะตึงเครียดและอึมครึมไปด้วยความหม่นหมองใจระหว่างสองพ่อลูกที่เคยมีเรื่องราวบาดหมางกันมาตั้งแต่อดีต "พ่อขอโทษนะอาคม พ่อไม่เคยรู้เลยว่าแกคิดแบบนี้มาตลอด พ่อคิดว่าทุกสิ่งที่พ่อทำลงไปก็เพราะพ่อหวังดีกับแก พ่ออยากให้แกเติบโตมาอย่างดี พ่อไม่อยากให้แกแตกสลายเพราะใคร...อย่าไปไหนเลยนะ พ่อจะไม่บังคับแกอีกแล้ว แกจะรักใครหรือจะคบกับใคร พ่อก็จะรักด้วย" น้ำตาของคุณทรงอำนาจเองก็หลั่งไหลเป็นทาง ใช่ว่าเขาจะไม่รักอาคม...อาคมเป็นลูกแท้ๆของเขา เป็นของขวัญในชีวิตหลังแต่งงานระหว่างเขาและแคทธีรีน เป็นเสมือนตัวแทนความรักที่ยังหลงเหลืออยู่ให้เขาได้ชื่นใจ... "..." "พี่อาคมคะ" ฝ่ามือเล็กๆแตะลงบนแขนแกร่งของฝ่ายชาย "อย่าโกรธอย่าเกลียดคุณพ่อเลยนะคะ ไม่มีพ่อคนไหนหรอกที่ไม่รักลูกหรอกค่ะซึ่งคุณทรงอำนาจเองก็คงจะไม่ต่างกัน ท่านดูจะรักพี่อาคมมากเลยนะคะ...แต่บางสิ่งบางอย่างที่ท่านทำลงไปท่านก็คงจะไม่ได้ตริตรองดูให้ถี่ถ้วน เพราะหลังจากที่คุณแม่ของพี่อาคมเสียชีวิตแล้วหนูก็เชื่อว่าคุณทรงอำนาจก็คงจะเสียใจมาก คงจะเสียศูนย์ กว่าจะตั้งหลักปักฐานหรือทรงตัวเองได้คงใช้เวลานานอยู่...ท่านไม่เคยมีลูกนี่คะ ซ้ำยังไม่มีคนเคียงข้างที่คอยตักเตือนหรือคอยบอกกล่าวว่าสิ่งนู้นดีสิ่งนี้ไม่ดี มันก็ต้องลองผิดลองถูกโดยที่ท่านเองก็อาจจะไม่ได้ตั้งใจก็ได้" น้ำเสียงหวานๆที่กล่าวบอกเขาเต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจและแปรเปลี่ยนเป็นน้ำเย็นช่วยไหลชโลมห่อล้อมรอบหัวใจที่มันกำลังคุกรุ่นเป็นไฟร้อนระอุได้อย่างดี และภาพลงหน้าก็ทำให้คุณทรงอำนาจได้เข้าใจเช่นเดียวกันว่า...ทำไมลูกชายของตัวเองถึงได้หลงรักผู้หญิงคนนี้จนกล้าแข็งข้อกับเขาทั้งๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผู้หญิงคนนี้ไม่เพียงแต่หน้าตาสะสวย มีรอยยิ้มพิมพ์ใจ แต่ทัศนคติของเธอต่างหากล่ะ...เธอมีความคิดในแง่บวก มองโลกในแง่ดี ทำให้คนรอบข้างพลอยมีความสุขไปด้วย ขึ้นฉ่ายพูดเพื่อให้ลูกชายเข้าใจเขา...ทั้งๆที่เขาว่าร้ายและพูดจาดูหมิ่นดูถูกเธอสารพัด แต่ก็ไม่ได้ยินคำพูดคำจายุแยงตะแคงรั่วให้พ่อลูกแตกหักกันเลยสักนิด "..." "พ่อขอโทษนะอาคม" "ครับพ่อ ผมก็ต้องขอโทษพ่อเหมือนกันที่ผ่านมาผมไม่เคยพูดจาดีๆกับพ่อ ผมขอโทษนะครับ" หลังจากที่สองคนพ่อลูกได้ปรับความเข้าใจกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ขอตัวเข้าโอบกอดกระชับความสัมพันธ์ในรอบสามสิบกว่าปี .... "เธอคงเป็นความสุขของลูกชายฉันจริงๆ...ฉันเองก็ต้องขอโทษเธอเหมือนกันนะขึ้นฉ่ายที่มองคนแค่ภายนอก ตัดสินคนเพียงจากตาเห็นทั้งๆที่ไม่ได้รู้นิสัยใจคอเลยสักนิดว่าคนคนนั้นเป็นคนยังไงกันแน่" "ไม่เป็นไรหรอกค่ะท่าน" "เรียกฉันว่าคุณพ่อสิ เธอเป็นลูกสะใภ้ฉันนะ" คำพูดนี้ทำเอาทั้งสองคนที่นั่งโอบไหล่กันอยู่บนเตียงของโรงพยาบาลถึงกับยิ้มแป้น "ค่ะคุณพ่อ" "แล้วนี่จะจัดงานแต่งงานเลยไหมล่ะ? ฉันเร่งรีบอยากจะได้หลานเต็มทีแล้ว อายุอานามไอ้อาคมมันก็ 30 กว่าปี ฉันกลัวว่าหากเลยไปมากกว่านี้คงจะไม่มีแรงทำลูกน่ะสิ" พอถึงบทที่จะง่ายทุกอย่างมันก็ดูราบรื่นและทำอะไรสะดวกไปเสียหมด "หนูอยากเรียนให้จบก่อนน่ะคะคุณพ่อ" "แต่พ่อไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะครับอีกแค่ 3 ปีเอง ผมเนี่ยยังเซี๊ยะ ยังหนุ่มยังแน่น ให้ถึงคราวนั้นก่อนเถอะพ่อจะได้อุ้มหลานจนเอือมระอาเลย" ว่าแล้วก็ดันศีรษะของภรรยามาซบที่แผงอกแกร่ง "เรามีลูกกันซัก 12 คนดีไหมขึ้นฉ่าย เป็นผู้หญิงสัก 6 คน ผู้ชายสัก 6 คน" "จะบ้าเหรอคะพี่อาคม! มีขนาดนั้นคิดจะตั้งทีมฟุตบอลหรือไง หนูไม่คลอดให้หรอกมีหวังคลอดหมดทั้ง 12 คนคงได้เข้ารีแพร์กันพอดี" ขึ้นฉ่ายชำเลืองตามองเขาด้วยความเหลืออดขนาดต่อหน้าพ่อก็ยังไม่เว้นวาย "แต่ตอนนี้ยังแน่นฟิตอยู่เลยนะ..." "พี่อาคม" เพี้ยะ!!! "พ่อชินแล้วล่ะ" คุณทรงอำนาจหัวเราะในลำคอเบาๆ เพียงได้เห็นลูกชายมีความสุขในสิ่งที่ตนเองเลือกเขาก็มีความสุขแล้ว... ก๊อกๆ! "เข้ามา" "คุณพงศกรพาคุณอารยามาขอพบครับนายท่าน" แม้นเมืองรายงาน "ให้เข้ามา" แกร๊ก... เรือนร่างบอบบางในชุดกระโปรงคลุมหัวเข่าของอารยากำลังถือช่อดอกไม้ช่อโตโดยมีโปสการ์ดขอโทษ เดินเข้ามาพร้อมๆกับผู้เป็นบิดาอย่างคุณพงศกรที่รายนั้นก็หอบหิ้วกระเช้าใบใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยผลไม้รากไม้นานาชนิดระดับเกรดพรีเมี่ยมด้วยเช่นกัน "เอ่อ..." ริมฝีปากบางมิ้มเข้าหากันเบาๆ "ฉันขอโทษนะขึ้นฉ่าย ทะ...ที่ ฉะ ฉันเป็นคนสั่งให้น้องสาวและก็แม่ของเธอ ปะ ไปดักทำร้ายเธอจนต้องเข้าโรงพยาบาลแบบนี้" "กราบเท้าเมียฉันสิ" อาคมสั่งเสียงเข้ม "อย่าให้ถึงขนาดนั้นเลยนะคะพี่อาคม" "ฉันสั่งว่าให้กราบเท้าเมียฉัน!" เขาสั่งอีกรอบ "..." เรือนร่างบางที่ยืมตัวสั่นงันงกค่อยๆทรุดหัวเข่าลงกระแทกกับพื้นแล้วยกมือขึ้นไหว้พนม "พูดด้วย พูดเหมือนเมื่อกี้ก็ได้" "ฉะ...ฉันขอโทษนะ ขะ..ขึ้นฉ่าย ที่ ฉันเป็น คะ...คนสร้างให้ นะ...น้องสาวและก็แม่ของเธอ ปะ ไปดักทำร้ายเธอ จะ..จนต้องเข้าโรง พะ...พยาบาลแบบนี้" "กราบสิ!!!" เขาตะคอกเสียงดังจนทำให้หล่อนยิ่งตัวสั่นแล้วรีบก้มลงกราบแทบเท้าขึ้นฉ่ายเพื่อเป็นการขอขมาตามคำสั่งของอาคม "แล้วก็ไสหัวไปซะ" "ลุงต้องขอโทษแทนลูกสาวลุงด้วยนะหนูขึ้นฉ่าย" คุณพงศกรเดินเข้าไปแล้วส่งกระเช้าผลไม้เพื่อแทนคำขอโทษอีกทีหนึ่ง "ตอนแรกภรรยาของลุงก็ว่าจะมาเยี่ยมหนูที่โรงพยาบาลด้วย แต่ช่วงนี้ภรรยาของลุงไม่ค่อยสบายก็เลยไม่มีโอกาสมาขอโทษหนูด้วยตนเองดั่งที่ตั้งใจไว้" "ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณลุง หนูไม่ได้ถือโทษโกรธใครทั้งนั้น""ได้นอนกอดเมียแบบนี้ทุกคืนชื่นใจจังเลย" อาคมกระชับกอดเรือนร่างบางของภรรยาอย่างแนบชิดสนิทกาย ก่อนที่มือปลาหมึกของเขาจะเริ่มไล้ขึ้นไปใต้ทรวงอกแล้วช้อนความนุ่มนิ่มเข้าครอบครอง "หื่นอีกแล้วนะคะ!" "หรือว่าเมียจ๋าไม่ชอบ?" อาคมเลิกคิ้วถามด้วยใบหน้าเล่นหูเล่นตา "ว่าไงคะคนดี" แล้วกระซิบกระซาบข้างๆใบหูเล็กแกมน้ำเสียงแหบพร่าซาบซ่านไปทั้งกาย "ชอบสิคะ ชอบมากด้วย" ขึ้นฉ่ายดันเขาให้นอนราบลงบนเตียงนอนนุ่ม ก่อนจะยกขาก้าวขึ้นคร่อมแล้วใช้ฝ่ามือนุ่มนิ่มลูบไล้วนเวียนบริเวณแผงอกแกร่งกำยำของผู้เป็นสามี จากนั้นจึงปลดกระดุมเสื้อนอนออกทีละเมฺ็ดทีละเม็ด "..." อาคมชอบภรรยาตอนนี้เหลือเกิน เธอเหมือนมีใครอีกคนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวตนมาสิงสถิต ณ เรือนร่าง จนเขาอยากจะจับอัดลงเตียงแล้วกระแทกเน้นๆให้รู้แล้วรู้รอดสมใจอยากไป "อุ้ย!" มือเล็กไล่ต่ำลงไปเรื่อยไปจนถึงเป้าตุงๆของเขาที่ตอนนี้เจ้าหนอนน้อยคงจะสำแดงอานุภาพขยายพองตัวพร้อมพ่นพิษใส่เธอเต็มที่แล้ว "อ่าห์ อย่าทรมานพี่สิคะคนดี" อาคมเริ่มจะทนไม่ไหว เมื่ออีกฝ่ายกำลังนั่งบนเป้าตุงๆแล้วขยับสะโพกปล่อยให้เนินโหนกอวบอิ่มครูดถูกับความแข็งขืนของเขาโดยที่ไม่ยอมสอดใส่เสีย
@10 ปีผ่านไป..."สวยแล้วจ้าเมียจ๋า ไม่ว่าจะแต่งเสื้อโอเวอร์ไซส์ตัวใหญ่โคร่งหรือเสื้อหรูดูดีระดับแบรนด์ดังเมียจ๋าของผัวก็สวยไม่เคยเปลี่ยน" อาคมเดินเข้าไปหอมซอกคอภรรยาสาวสุดสวยที่กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งด้วยความหลงใหล วันนี้เมียของเขาคงจะสวยเป็นพิเศษ...เพราะแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศ ใส่ชุดเดรสสีแดงสดคล้องคอเว้าหน้าอกเห็นร่องอวบอูมเล็กน้อยพร้อมกับกระโปรงระบายด้านล่างแหวกขึ้นมาเพื่ออวดขาอ่อนเรียวยาวที่ขาวนวลซึ่งเขาคือผู้ที่โชคดีคนนั้นที่ได้มีโอกาสสัมผัสแล้วดอมดมทุกซอกทุกมุม "พี่อาคมนี่ก็ชมเกินจริงนะคะ ปีนี้หนู 30 กว่าแล้วนะคะ คงจะไม่สดไม่สวยเหมือนตอนแรกๆ" "สวยสิเมียจ๋าของผัวสวยที่สุด ต่อให้อายุมากกว่านี้ก็ยังสวยสวยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เนอะเมียจ๋า" แม้จะแต่งงานอยู่กินกันมา 10 ปีเสร็จแล้วแต่ความรักของทั้งสองคนยังหวานฉ่ำชื่นมื่นเหมือนเมื่อ 14 ปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน ซ้ำตอนนี้ยังมีโซ่ทองคล้องใจถึง 4 คน...นั่นก็คือคนโต อาทิตย์ และ ตะวันชายหนุ่มฝาแฝดรูปหล่อวัย 9 ขวบ น้อง เพียงดาว เด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มที่ถอดโครงแม่มาอย่างเป๊ะๆเพิ่งจะอายุครบ 8 ขวบ และน้อง เพียงฟ้า น้องเล็กของบ้านที่มักจะ
3 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก...ตอนนี้ทั้งลดา มีนา กร และขึ้นฉ่ายก็เรียนจบปริญญาตรีกันเรียบร้อยแล้ว ซึ่งวันนี้เป็นวันพระราชทานปริญญาบัตรรับจากทางมหาวิทยาลัยโดยตรงทำให้ภายในรั้วมหาวิทยาลัยค่อนข้างครึกครื้นไปด้วยนิสิตและคนที่มาแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม..."ในที่สุดพวกเราก็จบสักที!!!!" แก๊งเพื่อนรักกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจในขณะที่ตนเองกำลังสวมชุดครุยมหาวิทยาลัยอย่างมีเกียรติ "กอดคอพากันจบจนได้ แต่ก็ต้องขอบคุณหัวสมองยายขึ้นฉ่ายจริงๆที่เป็นแม่พระแล้วก็ทำให้พวกกู 3 คนจบพร้อมคนอื่นเขา""เอาพวงมาลัยมาไหว้ฉันเลยเดี๋ยวนี้!" ว่าจบทั้งสี่คนก็หัวเราะร่อมีความสุข "แล้วพวกมึงคิดไว้หรือยังจบปุ๊บจะไปทำอะไรกัน" กร หลังจากที่ผิดหวังจากขึ้นฉ่ายเขาก็พักใจยาวๆจนกระทั่งได้ไปลงเอยกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีอายุมากกว่าประมาณ 4-5 ปี... ทั้งสองคนเจอกันครั้งแรกที่นิวยอร์กประเทศอังกฤษ...ตอนนั้นเขาจำได้ว่าเขากะจะไปพักใจเรื่องขึ้นฉ่ายในช่วงปิดเทอมของมหาวิทยาลัยแล้วบังเอิญเจอกันพูดคุยกันถูกคอแล้วค่อยๆพัฒนาขยับความสัมพันธ์ขึ้นมาเรื่อยๆ ผู้หญิงคนนั้นก็คืออารยา..."กูก็คงจะกลับไปเปิดร้านตัดเย็บเล็กๆที่แถวบ้านนั่นแห
"..." คุณทรงอำนาจนิ่งเงียบ..."พ่อรู้ไหมว่าความหวังดีของพ่อมันทำให้ผมเป็นทุกข์มากแค่ไหน" น้ำใสๆของลูกผู้ชายเอ่อล้นคลอเบ้าด้วยอารมณ์ที่ยากจะกักเก็บเอาไว้อยู่ "หลังจากที่แม่ตายพ่อก็ไม่เคยมาดูดำดูดีหรือเอาใจใส่ผมอย่างที่พ่อคนอื่นทำเลยสักครั้ง...ฮึก ตอนมีงานวันพ่อที่โรงเรียนผมได้แต่ยืนมองดูเพื่อนคนอื่นๆกราบเท้าพ่อโอบกอดพ่อแล้วก็บอกรักพ่อ แต่ด้านหน้าของผมมีเพียงแค่เก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินที่แสนว่างเปล่าไร้แม้กระทั่งเงาของพ่อ พ่อรู้หรือเปล่าว่าผมรู้สึกยังไง...ฮือ" อาคมพูดด้วยน้ำเสียงติดๆขัดๆเพราะการกลั้นลมหายใจไม่เป็นจังหวะของเขา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอาคมพยายามเก็บซ่อนไอ้ความรู้สึกแย่ๆเหล่านี้ให้ฝังและจมดินไปตลอดแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้..."อะ...อาคม" คุณทรงอำนาจไม่เคยรู้เลยว่าความหวังดีของตนจะไปทำร้ายลูกชายเพียงคนเดียวของเขาขนาดนี้ "พอผมโตขึ้น...ฮึก ผมอยากเรียนอยากได้ดีไปทางวาดรูปแต่พ่อก็ไม่เคยสนับสนุน พ่อเอากระดาษ เอาสีเอาพู่กันของผมไปทิ้งเพราะพ่อมองว่ามันไร้สาระ...พ่อบังคับให้ผมเรียนห้องคิงที่เป็นห้องส่งเสริมความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ พอมัธยมศึกษาตอนปลายพ่อก็ส่งผม
"เธอรู้หรือเปล่าว่าตอนที่ฉันเห็นเธอเจ็บหัวใจของฉันมันเหมือนถูกมือใครสักคนบีบให้แหลกละเอียด ฉันอยากจะเจ็บแทนเธอ อยากไปนอนอยู่บนเตียงนี้แล้วใส่สายน้ำเกลือแทนเธอ อยากป่วยไข้แทนเธอ และทุกครั้งที่ฉันคิดว่าหากฉันต้องเสียเธอไปฉันจะอยู่ยังไง...เมื่อก่อนฉันเป็นผู้ชายเละเทะไม่เอาไหน ใช้ชีวิตเรื่อยๆไปวันๆแทบไม่สนใจความรู้สึกใคร อยากจะทำอะไรก็ทำ แต่พอฉันได้มาเจอเธอจุดหมายปลายทางของฉันมันก็เริ่มมีความหมาย..." ทุกสิ่งทุกอย่างที่อาคมพูดออกมาล้วนจากใจจริงจากสิ่งที่เขารู้สึกจริงๆไม่ใช่ใส่สีตีไข่ให้สวยหรูดูดี "เธอทำให้ฉันอยากเป็นคนที่ดีขึ้น เธอทำให้ฉันอยากเป็นคนที่ดีพอที่จะยืนข้างๆเธอและสามารถดูแลเธอได้ เธอทำให้ผู้ชายคนนี้คนที่ไม่เอาไหนและไม่เคยคิดจะวาดฝันอนาคตหรือจริงจังมีครอบครัวกับใคร อยากสร้างอนาคตร่วมกับเธอโดยที่ที่ตรงนั้นต้องมีเธออยู่ข้างๆกาย ฉันรักเธอนะขึ้นฉ่าย" น้ำใสๆเอ่อล้นอาบสองพวงแก้มด้วยความปลื้มปริ่มใจชนิดที่ว่าไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ เธอไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไงเพราะตอนนี้ในใจมันเต้นโครมครามตื่นเต้นไปหมด "แล้วเธอล่ะรักฉันหรือเปล่า?" อาคมถามอย่างมีความหวัง "แต่ถ้าเธอบอกว่าเธอ
รุ่งเช้าวันถัดมา...อาคมกำลังนั่งป้อนข้าวต้มกุ้งตัวโตๆให้กับหญิงสาวร่างบอบบางด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความห่วงใยเธอ "คุณอาคมทานบ้างสิคะ..." "แค่ฉันเห็นเธอกินฉันก็อิ่มแล้ว" อาคมไม่รู้เหมือนกันว่าความรู้สึกพวกนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่และเกิดขึ้นตอนไหนนานแล้วหรือยัง แต่ทุกครั้งยามที่เขามีเรื่องทุกข์กายทุกข์ใจอะไรพอได้กลับมาเพนท์เฮ้าส์แล้วเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของขึ้นฉ่ายที่มีแต่รอยยิ้มพิมพ์ใจมอบให้แก่เขา เขาก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว...เขารู้สึกว่าตัวเองได้ค้นพบคำตอบของหัวใจตั้งแต่ครั้งแรกที่นั่งมองเธอผ่านกระจกสีดำยามส่งลูกน้องคนสนิทไปเหมาทั้งข้าวเหนียวหมูปิ้งและพวกขนมไทยหน้าโรงเรียนที่เธอมักจะมาตั้งโต๊ะขายเป็นประจำ จนตอนนี้ลูกน้องของเขาแทบทุกคนคงจะต้องพาไปตรวจร่างกายประจำปีที่โรงพยาบาลเพื่อเช็ควินิจฉัยดูว่ามีน้ำตาลในเลือดเกินกว่ามาตรฐานหรือไม่ "เธอรู้หรือเปล่าว่าเราเจอกันครั้งแรกตอนไหน..." จู่ๆอาคมก็หลุดปากถามคำถามนี้ออกไป "ก็ตอนที่ลูกน้องของคุณจับตัวหนูมาที่เพนท์เฮ้าส์ยังไงล่ะคะ" "เปล่า...เธอจำผู้ชายที่ชอบไปเหมาข้าวเหนียวหมูปิ้งและสั่งพวกขนมทีละหลายกิโลได้ไหม"







