Masuk“…” หญิงสาวดวงตากลมโตดุจไข่ห่านเหลือบขึ้นไปมองใบหน้าหล่อเหลาลูกเสี้ยวอิตาลีของเขาเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ อ้าริมฝีปากแล้วลากไล้แลบลิ้นเลียความแข็งแกร่งของแท่งแข็งขืนตั้งแต่โคนจรดปลาย
“อ่าห์” แววตาอันแสนเร่าร้อนของเขาจ้องมองปฏิกิริยาและทุกการเคลื่อนไหวของร่างกายเย้ายวนจากคนตรงหน้าไม่ให้คลาดแม้แต่วินาทีเดียว อาคมเพียงจินตนาการคิดถึงภาพที่ตนเองกำลังกระแทกความใหญ่โตถาโถมใส่ร่างบอบบางแล้วได้ยินเสียงร้องครวญครางผสมผสานกับใบหน้าเหยเกของเธอมันรู้สึกดีมากแค่ไหน บ๊วบ บ๊วบ! “…” หญิงสาวครอบความเป็นชายกลืนกินลงไปจนสุดความยาวเอ็น แล้วออกแรงขยับเขยื้อนโยกศรีษะขึ้นลงตามจังหวะปรนเปรอเขาเต็มที่จนเขาส่งเสียงร้องฮึมฮัมในลำคอด้วยความพึงพอใจต่อการกระทำนี้ “อย่างนั้นแหละขึ้นฉ่าย อ่าห์!” อาคมใช้ฝ่ามือกดศีรษะเธอเอาไว้ยามที่กำลังเสร็จสรรพถึงปลายสวรรค์เพื่อสูบฉีดน้ำเหนียวข้นพุ่งกระฉูดเข้าไปในโพรงปากเล็ก “อ่าห์…” “แค่กๆ” เธอเผลอกลืนมันเข้าไปทุกหยาดหยด “คาว” นี่คือรสชาติแรกที่ได้ลิ้มชิม “ขอกระแทกเธอสักรอบก่อนไปเรียนได้ไหม?” ไฟปรารถนาอันแรงกล้าที่ลุกโชนโชติช่วงอยู่ในอกไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงได้เลย “คุณอาคมคะ…” เธอไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดกับเขาจริงๆ “นะคะ” มีหรือที่เธอสามารถทนทานต่อแววตาออดอ้อนและน้ำเสียงอ่อนนุ่มของเขาได้อย่างจริงๆจังจังสักครั้ง แค่ได้ยินเพียงครู่เดียวหัวใจดวงน้อยๆก็เหลวกลายเป็นน้ำ “รอบเดียวนะคะ” อาคมยิ้มแฉ่งรีบปลดกระดุมเสื้อเม็ดบนออกสองเม็ดเพื่อหายใจหายคอได้สะดวก “แล้วก็อย่าทำรุนแรงด้วย ไม่อย่างนั้นจะไม่ยอมให้ทำแล้ว” “ครับ” วินาทีนี้อะไรเขาก็ยอมทั้งนั้น พูดจบอาคมก็ดันเรือนร่างบอบบางให้ไปเอนตัวพิงอยู่เบาะด้านหลัง แล้วปลดกระดุมเสื้อนักศึกษาออกเพียง 3 เม็ดบนเท่านั้น ก่อนจะโน้มหน้าลงไปใช้ปลายจมูกสันโด่งซุกไซร้บริเวณตรงกลางร่องแล้วบีบขยำเนื้อนุ่มหยุ่นอย่างเมามัน “อื้อ” อาคมถกบราซิเลียตัวจิ๋วที่ปกปิดความงดงามเอาไว้แทบไม่มิดขึ้นไปด้านบนให้พ้นหูพ้นตาทาง ก่อนจะแลบปลายลิ้นร้ายเลียวนรอบๆจุกยอดเม็ดทิมสีชมพูระเรื่อจนแข็งชันเป็นไตภายในโพรงปาก ฝ่ามือหนาอีกข้างหนึ่งลูบไล้เนื้อนุ่มหยุ่น ไล่ต่ำลงไปบีบขยำสะโพกอวบแน่นที่ดูจะเต็มไม้เต็มมือทุกสัดส่วนด้วยความมันเขี้ยว จากนั้นจึงวนมาทางด้านหน้าแผ่นสามเหลี่ยมอวบอูมที่เขาปรารถนาและหลงใหลอยากเป็นเจ้าของเพียงหนึ่ง พร้อมแหวกกลางเกงในตัวจิ๋วแล้วส่งสองนิ้วเรียวยาวเข้าไปควงห้าจีหมุนติ้ว ทั้งบทขยี้และกระทั้นกระแทกให้อีกฝ่ายหลั่งไหลสายธารออกมาเพื่อเป็นน้ำหล่อลื่น “อื้อ สะ...เสียว อ๊า” ยามที่ปลายนิ้วสัมผัสกับติ่งเกสรแล้วบิดขยี้ปุ่มคริสตัลบริเวณใจกลางกาย เรือนร่างบางก็ขยับสะโพกขึ้นลงน้อมรับ เพราะกำลังรู้สึกทุกข์ทรมานกับการกระทำของเขาจนไม่รู้ว่าควรจะดับอาการเหล่านั้นอย่างไรดี อาคมทรุดตัวนั่งชันเข่าลงตรงกลางบริเวณช่องว่างระหว่างเบาะคนขับและเบาะหลังสุด แล้วใช้ฝ่ามือแกร่งดันสองขาเรียวให้แยกออกจากกันตั้งขึ้นเป็นรูปตัวเอ็ม จากนั้นจึงซุกไซร้ใบหน้าหล่อเหลาแลบลิ้นสากๆห่อให้เกร็งแล้วตวัดกระดกเร็วระรัวจนอีกฝ่ายกระตุกถี่ถี่ปลดปล่อยน้ำกามอารมณ์พุ่งใส่หน้าของเขา “อ๊าส์ สะ...เสียว อ๊ายยย” ขึ้นฉ่ายรู้สึกขนลุกซาบซ่านไปทั้งร่างกาย ซึ่งเธอตอบสนองการสัมผัสของเขาได้ดีทีเดียว “อู้ย เสียว อ๊าห์” แผล๊บ! แผล๊บ! “มะ..เมื่อไหร่คุณอาคมจะใส่เข้ามาสักทีค่ะ” เธอรู้สึกขัดใจเล็กน้อย “ร้องขอฉันสิ พูดว่า พี่อาคมขา กระแทกน้องหน่อยค่ะ” เขากระตุกยิ้มมุมปาก “...” “ถ้าเธอไม่พูดฉันก็ไม่ทำ” ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเบาๆ เธอคงละอายจนแทบจะซุกแผ่นดินหนีแน่แน่หากกล่าวถ้อยคำลามกเช่นนั้นออกไป “พี่อาคมขา กระแทกน้องหน่อยค่ะ” “ได้สิคะคนดี” อาคมลูบศีรษะน้อยๆด้วยความเอ็นดู ก่อนจะจับความแข็งขืนถูไถตรงบริเวณรอยแยกแล้วกดดันเข้าไปจนสุดความยาว “อ๊าห์!!!” อาคมไม่รอช้าเขาต้องรีบทำเวลาเพราะประเดี๋ยวอาจทำให้หญิงสายเข้ามหาวิทยาลัยสาย เขาจึงจับหมับเข้าที่หน้าท้องแล้วกระแทกสะโพกถี่ๆตะบี้ตะบันอัดแน่นเต็มเหนี่ยว “อ๊ะ อ๊าห์ อ๊ะ อ๊าห์ อ๊า” สายตาเจ้าเล่ห์ของเขาเหลือบมองก้อนกลมที่สั่นคลอนตามแรงกระแทกเป็นจังหวะช่วยปลุกอารมณ์ดิบเถื่อนให้โถมแรงใส่กระแทกความถี่ยิบเพื่อเร่งจังหวะส่งทั้งคนตัวเล็กที่กำลังครวญครางเสียงดังลั่นรวมถึงตัวเองให้เสร็จสรรพปลายฝั่งฝัน “อย่าร้องเสียงดังเกินสิเดี๋ยวคนอื่นเค้าจะสงสัย” เขาจึงแก้ปัญหาด้วยการโน้มใบหน้าลงไปประกบริมฝีปากของคนใต้ร่าง โดยในขณะที่สะโพกสอบยังคงทำงานต่อเนื่องเรื่อยๆไม่มีเหน็ดเหนื่อย ซ้ำยังฮึกเหิมกว่าเดิมเมื่อได้ยินเสียงเธอ “อ่าห์” เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจเขาก็รีบช่วยหญิงสาวแต่งตัวให้เรียบร้อย “เหนื่อยไหมคะ?” “เหนื่อยสิคะก็คุณอาคมเล่นเอาแต่ใจขนาดนี้” “แต่เธอก็ชอบ?” เขาอายุอานามก็ปูนนี้แล้วทำไมถึงจะมองไม่ออกว่าอีกฝ่ายมีความต้องการเช่นเดียวกันหรือไม่ “ไม่คุยด้วยแล้วค่ะ ขอตัวไปเรียนก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ” เธอยกมือไหว้ผู้มีพระคุณตรงหน้าอย่างคนมีมารยาทเขาทำกัน @ลานคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาออกแบบแฟชั่นดีไซน์ วันนี้เป็นวันที่สองของการรับน้องเฟรชชี่ปีหนึ่ง ที่ถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกๆปี นับได้ว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของทางมหาวิทยาลัยไปเสียแล้วเพื่อใช้สานสัมพันธ์กระชับระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง เพียงแต่ไม่มีการบังคับหรือการข่มเหงว๊ากน้องใดใดทั้งสิ้น ทุกอย่างอยู่ภายใต้การยินยอมและความเต็มใจจากตัวผู้เข้าร่วมจะสามารถเข้าร่วมหรือไม่ก็ได้… ซึ่งหญิงสาวที่เป็นเพียงเด็กใหม่ ไม่มีเพื่อนไม่มีฝูง อยู่ตัวคนเดียวตามลำพังคงเลือกที่จะเข้าร่วมกิจกรรมรับน้องนั่นเป็นเพราะว่าจะทำให้เธอรู้จักกับคนอื่นๆ กิจกรรมรับน้องวันที่สองของคณะศิลปกรรมศาสตร์สาขาวิชาการออกแบบแฟชั่นดีไซน์ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีอย่างราบรื่น และทำให้เธอได้เพื่อนมาถึงสองคน นั่นก็คือลดา สาวสวยลูกผู้ว่า และ มีนา ลูกสาวเจ้าของไร่ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นเด็กต่างจังหวัดด้วยกันทั้งคู่ “บ่ายวันนี้ก็ว่างแล้วพวกเราสามคนไปเดินห้างกันไหม?” เป็นฝ่ายของลดาที่เอ่ยปากชวน “เอาสิ ถือว่าเป็นการเที่ยวกระชับมิตรสานสัมพันธ์ระหว่างพวกเราสามคนด้วยไง” มีนาเห็นดีเห็นงามด้วย “เธอล่ะ ไปด้วยกันนะขึ้นฉ่าย” “ได้สิ แต่ฉันต้องโทรบอกคนที่บ้านก่อนนะ” “แฟนเหรอ?” “เปล่าหรอก” หญิงสาวส่ายหน้าพัลวันไม่กล้าหยิบยกตัวเองขึ้นไปเทียบเสมออาคม “ขอไปด้วยคนสิ” จู่จู่ก็มีผู้ชายรูปร่างหน้าตาดีคนหนึ่งที่เธอบังเอิญเดินชนเข้าในขณะที่กำลังชุลมุนเดินเข้ามาทักทายร่วมวงด้วย “ผัวพวกแกสองคนเหรอ” มีนาหันหน้าถามเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสลับกับไอ้หน้าจืดคนนี้ที่จู่จู่ก็โผล่พรวดพราดมาจากไหนก็ไม่รู้ “เปล่า” เป็นฝ่ายผู้ชายที่เอ่ยตอบเสียเอง “ฉันเองก็เป็นเด็กใหม่ยังไม่มีเพื่อนเลย อยากจะมาขอทำความรู้จักกับพวกเธอสามคนได้ไหม ดูเป็นมิตรดี” เขาพูดอย่างตรงไปตรงมาในสิ่งที่ต้องการ “ดูดีดีนะว่ามิตรภาพหรือมิจฉาชีพ” เมื่อลดาพูดจบทั้งสามคนก็หัวเราะร่วนออกมา “ว่าแต่นายชื่ออะไรอ่ะ” “ฉันชื่อกร” “ฉันลดา ส่วนนี่ยายมีนาแล้วก็ยายขึ้นฉ่ายเพื่อนฉันเอง” “ขึ้นฉ่าย ชื่อน่ารักเนอะ” “อ้อ! จะมาจีบ” ลดากรอกตามองบนด้วยความฮ็อตของเพื่อนสนิทที่เพิ่งจะก้าวขามามหาวิทยาลัยเป็นวันแรกก็ได้ผู้แล้ว"ชุดนี้ก็สวย ถ้าอยู่บนร่างของเธอคงจะเร้าใจแล้วก็เย้ายวนมากเลยแน่ๆขึ้นฉ่าย" อาคมหยิบชุดตัวจิ๋วที่ตัดเย็บด้วยมีลักษณะคล้ายกับซีฟองบางๆขึ้นมาดู "เลิกชมเพื่อเอาใจฉันได้แล้วค่ะคุณอาคม" ขึ้นฉ่ายปลงกับการกระทำของเขาเสียแล้ว ต่อให้เธอจะปฏิเสธไม่เอาท่าเดียวแต่ฝ่ายนั้นก็รีบดึงไม้แขวนส่งให้พนักงานไปเช็คเงินรวบยอดที่เคาน์เตอร์ทันที "ก็เธอสวยจริงๆนี่ขึ้นฉ่าย รู้หรือเปล่าว่าหน้าตาเธอน่ะไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่หรือโหลๆบ้านๆเลยสักนิด ในทางกลับกันเธอห่างไกลจากคำพวกนั้นมากเลยนะขึ้นฉ่าย เธอค่อนข้างจัดอยู่ในระดับผู้หญิงพิมพ์นิยมที่ใครๆเห็นก็ต้องตกหลุมพรางเหมือนกับโดนมนต์สะกด ฉันคิดว่าหากมีการประกวดดาวเดือนเธอคงได้รับตำแหน่งนั้นและเป็นคนที่ฮอตมากคนหนึ่งในคณะในมหาวิทยาลัยเชียวล่ะ" อาคมพูดไปตามเนื้อผ้า เขาไม่ได้เป็นคนเยินยอใครง่ายๆแต่หากได้กล่าวมาแล้วคนๆนั้นจะต้องสะสวยและต้องใจเขาจริงๆตัวอย่างเช่นผู้หญิงตรงหน้า... คราวแรกที่เห็นเธอในชุดเสื้อโอเวอร์ไซซ์ กางเกงขายาวทรงกระบอกปิดตาตุ่มแนบด้วยผ้ากันเปื้อนฉบับแม่ค้าสาว ผมผ้าวนี่ก็กระเซอะกระเซิงยุ่งเหยิง ปาดเหงื่อไหลย้อยตามใบหน้าร่างกายทำงานงกๆตัวเป็นเกลียวจน
"แล้วนี่ขึ้นฉ่ายจะกลับบ้านเลยหรือเปล่า เดี๋ยวเราไปส่ง" "แหมมม ถามแค่ขึ้นฉ่ายคนเดียวเลยนะ แล้วพวกฉัน 2 คนล่ะนี่ถามบ้างหรือไง นึกว่าในห้างนี้มีกันอยู่สองคนเหรอจ๊ะนายกร" ลดาแซว หล่อนมิใช่เด็กน้อยวัย 7-8 ขวบที่จะมองไม่ออกว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไรกับขึ้นฉ่ายเพื่อนสนิทของตน "เอ่อ..." กรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ "จะให้เราไปส่งเธอยังไงล่ะลดา เธอเพิ่งบอกไปหยกๆเมื่อครู่ว่าเธอมีนัดกับแฟน ถ้าแฟนเธอเห็นเราแฟนเธออาจจะเข้าใจผิดหรือไม่ก็บุกเข้ามาต่อยเราสลบคาที่ก็ได้นะ" แก้ตัวน้ำขุ่นๆ "อะจ้า ฉันจะเชื่อก็แล้วกันนะ แต่ มีนาล่ะ มีนายังไม่ได้พูดสักคำเลยนะว่ามีนามันมีแฟนน่ะ" "ก็เราเห็นว่าคอนโดของมีนาอยู่ตรงข้ามกับคอนโดของเธอ ก็น่าจะไปด้วยกันได้ยังไงล่ะ..." "พอๆเถอะ ไม่ต้องสรรหาคำพูดอะไรมาแก้ตัวอีกแล้ว ฉันมองออกน่ะว่าเธอรู้สึกยังไงกับขึ้นฉ่าย เพราะสายตาของเธอเวลาที่มองขึ้นฉ่ายกับมองพวกฉันสองคนมันไม่เหมือนกัน" "...เอ่อ..." "เอ่อ...ขอบคุณอีกครั้งสำหรับความหวังดีนะกร แต่ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวฉันนั่งรถเมล์หรือไม่ก็รถสองแถวกลับเองได้" ขึ้นฉ่ายรีบชิงพูดออกมาหลังจากที่รับรู้ได้ว่าความอึดอัดมันเริ่มครอบงำเมื่อลดาพูดจบ "อ๋อโ
“งั้นเดี๋ยวรอฉันตรงนี้แป๊บนึงนะ ฉันขอตัวไปคุยโทรศัพท์ครู่เดียว” อย่างไรเสียจะทำอะไรเธอก็ควรรายงานให้ฝ่ายโน้นทราบด้วย คุณอาคม “คิดถึงฉันจนทนไม่ไหวหรือไง” ปลายสายแซวด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว “เดี๋ยวกลับเพ้นท์เฮ้าส์มาผัวจะจัดให้อย่างสมใจอยากเลย”“ถามจริงเถอะค่ะคุณอาคมในหัวคุณมีแค่เรื่องนี้เท่านั้นเหรอคะ? เอ่อ… พอดีว่าวันนี้มีกิจกรรมแค่รับน้องปีหนึ่งเท่านั้น ช่วงบ่ายฉันขอไปเดินเที่ยวห้างใกล้ใกล้กับเพื่อนได้ไหมคะ”“เพื่อนที่ไหน ชื่ออะไร ผู้หญิงหรือผู้ชายแล้วไปรู้จักกันได้ยังไง” อาคมถามคำถามยาวยืดซักไซร้เธอด้วยความเป็นห่วง “บอกฉันมาให้หมดเปลือกเลยนะขึ้นฉ่าย เธอน่ะชอบทำตัวให้ฉันเป็นห่วงอยู่เรื่อยเลย” อาคมไม่ได้กลัวว่าหญิงสาวจะไปประพฤติปฏิบัติตัวไม่ดีไม่งามแต่อย่างใด เพียงแค่เขาเกรงว่าเธอจะถูกใครเขาหลอกลวงได้อย่างง่ายดายเพราะอาศัยความไร้เดียงสาไม่ทันคนและดีจนเกินไปของเธออาคมไม่อยากจะคิดจินตนาการถึงภาพที่มีชายคนอื่นมากระทำกับของรักของหวงของเค้าเช่นเดียวกับที่เขากระทำเธอ…หากเป็นเช่นนั้นอาคมคงอาละวาดคลั่งตายแน่ๆ “ชื่อลดา มีนา แล้วก็กรค่ะ” หญิงสาวตอบไปตามความจริงโดยไม่ได้ปิดบัง “ทั้งสามค
“…” หญิงสาวดวงตากลมโตดุจไข่ห่านเหลือบขึ้นไปมองใบหน้าหล่อเหลาลูกเสี้ยวอิตาลีของเขาเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ อ้าริมฝีปากแล้วลากไล้แลบลิ้นเลียความแข็งแกร่งของแท่งแข็งขืนตั้งแต่โคนจรดปลาย “อ่าห์” แววตาอันแสนเร่าร้อนของเขาจ้องมองปฏิกิริยาและทุกการเคลื่อนไหวของร่างกายเย้ายวนจากคนตรงหน้าไม่ให้คลาดแม้แต่วินาทีเดียวอาคมเพียงจินตนาการคิดถึงภาพที่ตนเองกำลังกระแทกความใหญ่โตถาโถมใส่ร่างบอบบางแล้วได้ยินเสียงร้องครวญครางผสมผสานกับใบหน้าเหยเกของเธอมันรู้สึกดีมากแค่ไหน บ๊วบ บ๊วบ! “…” หญิงสาวครอบความเป็นชายกลืนกินลงไปจนสุดความยาวเอ็น แล้วออกแรงขยับเขยื้อนโยกศรีษะขึ้นลงตามจังหวะปรนเปรอเขาเต็มที่จนเขาส่งเสียงร้องฮึมฮัมในลำคอด้วยความพึงพอใจต่อการกระทำนี้ “อย่างนั้นแหละขึ้นฉ่าย อ่าห์!” อาคมใช้ฝ่ามือกดศีรษะเธอเอาไว้ยามที่กำลังเสร็จสรรพถึงปลายสวรรค์เพื่อสูบฉีดน้ำเหนียวข้นพุ่งกระฉูดเข้าไปในโพรงปากเล็ก“อ่าห์…” “แค่กๆ” เธอเผลอกลืนมันเข้าไปทุกหยาดหยด “คาว” นี่คือรสชาติแรกที่ได้ลิ้มชิม “ขอกระแทกเธอสักรอบก่อนไปเรียนได้ไหม?” ไฟปรารถนาอันแรงกล้าที่ลุกโชนโชติช่วงอยู่ในอกไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงได้เลย“คุณอาคมคะ
“ตั้งแต่ที่ไม่มีแคท พี่คงเป็นพ่อที่แย่มากใช่ไหมแคท พี่แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่ต้องเลี้ยงลูกยังไงลูกของเราถึงจะเติบโตมาอย่างดี… แต่วันนี้แคทรู้หรือเปล่าว่าเจ้าอาคมมันเรียนจบปริญญาโทและกำลังจะเปิดรีสอร์ทของตัวเองที่จังหวัดภูเก็ตด้วยน้ำพักน้ำแรงของมันเองแล้วนะ ถ้าวันนี้แคทยังอยู่ แคทคงจะมีความสุขมากที่ลูกชายของขวัญในชีวิตของเราสองคนประสบความสำเร็จสมดังที่คิดตั้งใจเอาไว้ยังไงล่ะ” เรือนร่างหนาของคุณทรงอำนาจสั่นคลอนตามแรงสะอึกสะอื้นที่ถ่ายทอดออกมายามอยู่ตัวคนเดียว ไม่เคยมีใครรู้เลยว่าภายใต้หน้ากากที่ต้องทำตัวเหมือนเข้มแข็งและเข้มงวดทุกคนรวมถึงลูกชายเพียงคนเดียวอยู่ตลอดเวลานั้นเบื้องหลังเขาไม่เคยมีความสุขเลยสักวัน เขาแทบใช้นิ้วมือนิ้วตีนนับไม่หมดเลยด้วยซ้ำว่า เขาแอบร้องไห้กับตัวเองเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วตั้งแต่ที่ภรรยาของเขาเสียชีวิต… คุณทรงอำนาจต้องทำเหมือนว่าตัวเองเข้มแข็งและแข็งแกร่งมาโดยตลอด นั่นเพราะเขาเป็นประมุขใหญ่ของบ้านที่ไร้ซึ่งคู่คิดและคนเคียงข้างกาย เขายืนอยู่ลำพังโดดเดี่ยวเดียวดาย หากเขาอ่อนแอลงแล้วทุกคนในการดูแล ทุกคนในบ้านจะอยู่อย่างไร จะเคารพนับถือได้อย่างไรกัน? ทั้งทั้งที
“ตาอำนาจนี้ก็กระไรดี แต่ถ้าคิดในทางกลับกันพ่อเค้าอาจจะหวังดีกับเราก็ได้นะอาคม ตอนนี้เราก็ไม่ใช่เด็กเด็กแล้วอายุอานามปาเข้าเลขสามควรจะเป็นฝั่งเป็นฝาแล้วก็มีเหลนให้ย่าอุ้มได้แล้วนะ” คุณหญิงประภาศิริปลงกับเรื่องนี้ไปเสียแล้ว หล่อนตั้งหน้าตั้งตาอุ้มเหลนเตรียมของไว้รับขวัญมากมายตั้งแต่อาคมเพิ่งเรียนจบปริญญาตรีหมาดๆ แต่นี่เวลาล่วงเลยผ่านพ้นมาหลายปีก็ไร้ซึ่งวี่แววทายาทรุ่นถัดไป“ผมยังไม่เจอใครที่ถูกใจนี่ครับย่า” ยกเว้นขึ้นฉ่าย“ย่าก็ไม่รู้จะพูดยังไงกับเราสองคนพ่อลูกจริงๆ” “ไม่เป็นไรหรอกครับย่า ผมจัดการเองได้” ว่าจบก็กระตุกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัยคล้ายกับสมองอันชาญฉลาดของเขาได้คิดแผนการเอาตัวรอดสำหรับดินเนอร์มื้อเย็นสุดหรูนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว “…” คุณประภาศิริถอนหายใจเฮือกใหญ่ นี่ถ้าลูกสะใภ้ยังอยู่หล่อนคงจะหาทางออกสำหรับเรื่องนี้ได้อย่างดีแน่นอน @ตกเย็น อาคมจัดการโทรไปบอกหญิงสาวที่กำลังนั่งรออยู่ที่เพนท์เฮาส์อย่างใจจดใจจ่อเอาไว้แล้วว่าเย็นนี้เขาอาจจะไม่ได้กลับไปรับประทานอาหารเย็นร่วมด้วย เนื่องจากมีธุระสำคัญที่ต้องเคลียร์และสะสางให้เรียบร้อย หากเธออยากรับประทานอะไรที่มันไม่มีในตู้เย็นก็ออกปา





![เล่ห์รักมายาลวง[SETเล่ห์รัก]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

