LOGIN"แล้วนี่ขึ้นฉ่ายจะกลับบ้านเลยหรือเปล่า เดี๋ยวเราไปส่ง"
"แหมมม ถามแค่ขึ้นฉ่ายคนเดียวเลยนะ แล้วพวกฉัน 2 คนล่ะนี่ถามบ้างหรือไง นึกว่าในห้างนี้มีกันอยู่สองคนเหรอจ๊ะนายกร" ลดาแซว หล่อนมิใช่เด็กน้อยวัย 7-8 ขวบที่จะมองไม่ออกว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไรกับขึ้นฉ่ายเพื่อนสนิทของตน "เอ่อ..." กรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ "จะให้เราไปส่งเธอยังไงล่ะลดา เธอเพิ่งบอกไปหยกๆเมื่อครู่ว่าเธอมีนัดกับแฟน ถ้าแฟนเธอเห็นเราแฟนเธออาจจะเข้าใจผิดหรือไม่ก็บุกเข้ามาต่อยเราสลบคาที่ก็ได้นะ" แก้ตัวน้ำขุ่นๆ "อะจ้า ฉันจะเชื่อก็แล้วกันนะ แต่ มีนาล่ะ มีนายังไม่ได้พูดสักคำเลยนะว่ามีนามันมีแฟนน่ะ" "ก็เราเห็นว่าคอนโดของมีนาอยู่ตรงข้ามกับคอนโดของเธอ ก็น่าจะไปด้วยกันได้ยังไงล่ะ..." "พอๆเถอะ ไม่ต้องสรรหาคำพูดอะไรมาแก้ตัวอีกแล้ว ฉันมองออกน่ะว่าเธอรู้สึกยังไงกับขึ้นฉ่าย เพราะสายตาของเธอเวลาที่มองขึ้นฉ่ายกับมองพวกฉันสองคนมันไม่เหมือนกัน" "...เอ่อ..." "เอ่อ...ขอบคุณอีกครั้งสำหรับความหวังดีนะกร แต่ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวฉันนั่งรถเมล์หรือไม่ก็รถสองแถวกลับเองได้" ขึ้นฉ่ายรีบชิงพูดออกมาหลังจากที่รับรู้ได้ว่าความอึดอัดมันเริ่มครอบงำเมื่อลดาพูดจบ "อ๋อโอเค" "งั้นแยกย้ายกันตรงนี้นะ กลับบ้านดีๆล่ะขึ้นฉ่าย" เมื่อร่ำลากันเสร็จเรียบร้อยแล้วทั้ง 3 คนก็แยกย้ายกันกลับบ้านกลับช่อง มีเพียงหญิงสาวเรือนร่างบอบบางในชุดนักศึกษาเข้ารูปที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ยาว ณ ห้างสรรพสินค้าเพื่อรอใครบางคน... ผ่านไปประมาณ 20 นาทีเขาก็มาถึง "รอนานไหม" อาคมสวมใส่หมวกแก๊ป แว่นตาดำ แมสปิดปากเพื่อปกปิดใบหน้าหล่อเหลาจนแทบจะมองไม่ออกว่าเป็นใครเดินเข้ามาทักทายเธอ "ขอโทษนะที่ปล่อยให้รอ" "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ" เธอยิ้มบางๆ "ว่าแต่คุณอาคมจะพาฉันไปไหนเหรอคะ? แล้วทำไมถึงได้ใส่หมวก ใส่แว่นตา ใส่แมสปิดปากขนาดนี้?" "ก็เมื่อกี้น่ะสินักข่าวกรูอยู่หน้าห้างเต็มไปหมดเลย ฉันไม่อยากเป็นจุดสนใจแล้วก็ต้องปั้นหน้ายิ้มเสแสร้งเป็นคนดี" อาคมหย่อนสะโพกลงนั่งข้างๆเรือนร่างบอบบางแล้วถอดแว่นตาพร้อมกับแมสปิดปากและหมวกแก๊ปใบนั้นออก "ค่ะ" "เราไปเลือกซื้อของกันดีกว่า" เมื่อทำท่าจะลุกขึ้นเขาก็หยิบทั้งหมวก แว่นตาดำและแมสก์ปิดปากมาใส่ดังเดิม "ฉันว่ากระเป๋าใบนี้เหมาะกับเธอดีนะขึ้นฉ่าย" เขาพูดพร้อมกับหยิบกระเป๋าแบรนด์เนมสีดำขลับใบหนึ่งขึ้นมา "สวยมากเลยค่ะ..." เธอหยิบดูใบราคา "โห...ครึ่งแสนกระเป๋าอะไรจะแพงขนาดนี้คะเนี่ย ฉันทำงานทั้งชีวิตยังไม่มีเงินเก็บมากขนาดนี้เลยค่ะ" เธอแทบจะผลักไสไล่ส่งแล้วดึงมือออกมาจากกระเป๋าใบนั้นแทบไม่ทันเพราะกลัวว่าจะไปทำรอยขีดข่วนบนหนังงามๆให้มีจุดด่างพร้อย "เธออยากได้หรือเปล่าล่ะ?" "ฉันไม่อยากได้หรอกค่ะ ฉันไม่กล้าใช้ของแพงๆแบบนี้หรอก เพราะฉันไม่รู้ว่าควรจะจับยังไงหรือเวลาทำกิจกรรมอะไรต้องวางไว้ตรงไหน กลัวจะทำให้ของราคาแพงครึ่งแสนกลายเป็นของเซลล์ลดราคา 20-30 บาทเหมือนในตลาดนัดเสียเปล่าๆ" ขึ้นฉ่ายพูดด้วยน้ำเสียงแกมหัวเราะขบขัน แต่ก็จริงอย่างที่เธอพูดในเมื่อคนใช้ใช้ไม่เป็นและใช้ไม่ถูกที่ต่อให้ของนั่นจะมีราคาสูงมากแค่ไหนก็เปล่าประโยชน์... ตั้งแต่เกิดมาเธอมีกระเป๋าสะพายข้างเพียงใบเดียวที่เลือกซื้อเอาตามตลาดนัดราคา 99 บาท เห็นว่ามันก็สามารถใช้สอยได้ไม่ต่างไปจากกระเป๋าราคาครึ่งแสนที่อาคมกำลังถืออยู่เลยสักนิด "ฉันเต็มใจซื้อให้ ฉันอยากให้เธอใช้ของดีๆเหมือนคนอื่นเขาบ้าง" อาคมไม่ได้รีรอคำตอบจากเธอก็รีบหันไปกวักมือเรียกพนักงานเพื่อนำกระเป๋าใบนี้ไปคิดเงินที่เคาน์เตอร์ "คุณอาคมคะ!" เขาไม่ฟังเธอเลย "ก็ฉันบอกแล้วไงว่าฉันเต็มใจซื้อให้ ฉันแค่ถามเพื่อนำความคิดเห็นมาประกอบการตัดสินใจเฉยๆ แต่สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับฉันล้วนๆ" อาคมลอยหน้าลอยตาแล้วใช้แข็งแกร่งกระชับโอบกอดเรือนร่างบอบบางแน่นควงเธอเดินไปยังเคาน์เตอร์คิดเงิน "ขอบคุณมากๆเลยนะคะคุณอาคม" พนักงานสาวโปรยตาหวานฉ่ำหว่านเสน่ห์ให้กับคนตรงหน้าอย่างไม่ปิดบัง "คุณอาคมนี่แทบจะเป็นลูกค้าประจำของร้านเราแล้วนะคะ" "ขอบคุณครับ" เวลาที่อาคมมาซื้อกระเป๋าร้านนี้ก็มักจะมีหล่อนเป็นคนคอยจัดการและคิดเงินให้บริเวณเคาน์เตอร์ ซึ่งเรื่องที่ว่าเขาใช้บริการจนแทบจะกลายเป็นลูกค้าประจำนั่นคือเรื่องจริง...เพราะเขามักจะใช้เอาใจสาวๆเด็กๆในสต๊อกเพราะหวังเซ็กซ์ด้วยสิ่งนี้ซึ่งมันก็ได้ผลทุกครั้ง ยกเว้นขึ้นฉ่าย...ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันเรียกว่าอะไร เพียงแค่มันค่อนข้างต่างจากผู้หญิงคนอื่นๆที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตเขาและก็ผ่านไป "เราไปกันเถอะ" "ค่ะ" ขึ้นฉ่ายเองก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามอะไรอาคมให้มากความถึงเรื่องที่เขากลายเป็นลูกค้าประจำของที่นี่ อาจจะแอบรู้สึกน้อยใจเล็กน้อยที่ท้ายสุดแล้วเธอก็ถูกจัดเป็นเพียงเด็กในสต๊อกที่เขาเลี้ยงเอาไว้และเอาอกเอาใจด้วยกระเป๋าใบเดียว แต่เธอก็เข้าใจถูกแล้วนี่...เธอเป็นแค่เด็กเป็นเมียบำเรอที่เขาเลี้ยงเอาไว้บำบัดความใคร่เรื่องบนเตียงจริงๆ เธอไม่มีสิทธิ์น้อยอกน้อยใจหรือคิดอะไรเกินเลยนอกเหนือจากหน้าที่ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นการเงียบปากเป็นทางออกที่ดีที่สุด "แวะร้านนี้ดีกว่า" อาคมเลี้ยวเข้าร้านเสื้อผ้าแบรนด์หรูด้วยไอ้หน้ายิ้มแย้มแจ่มใสแลดูมีความสุขอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ใช่เสียทั้งหมด...อาคมต้องระมัดระวังอย่างรอบด้าน เขาถอดพวกสิ่งปกปิดใบหน้าทั้งหมดได้เพียงร้านที่เขาใช้เป็นประจำและอยู่ในการดูแลของเขาเท่านั้น เพราะหากนอกเหนือจากนี้เขาไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวหรือการกระทำใดๆได้มาก ซ้ำยังให้ลูกน้องและแม้นเมืองคนสนิทคอยดูแลความเรียบร้อยสอดส่องอย่างใกล้ชิด เพราะไม่อยากให้ขึ้นฉ่ายต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยหากพวกมันรู้ว่าเธอคือจุดอ่อนของเขาในตอนนี้ ถ้าเป็นไปได้เขาก็ไม่ได้อยากเป็นนักหรอกไอ้ตำแหน่งนายท่านของแก๊งอินทรีขาว ใช้ชีวิตยากเย็นแสนเข็ญ จะทำอะไรต้องคอยระแวดระวังเพราะอาจส่งผลคนรอบกายเดือดร้อนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในความเสี่ยงตลอดเวลา แต่เขาก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เนื่องจากเขาเป็นทายาทคนเดียวของตระกูล! "เสื้อผ้าพวกนี้สวยดีนะ" อาคมหยิบเดรสสายเดี่ยวเว้าหน้าอกสีดำสนิทขึ้นมาหมุนดูทางด้านหน้าและด้านหลังในระยะ 360 องศา "ถ้ามันอยู่บนตัวเธอคงจะสวยมากแน่ๆ" "แต่ถ้าจะใส่ขนาดนี้ไม่ต้องใส่ก็ได้นะคะ อายคนอื่นตาย" ความสั้นมันเพียงแค่คืบ หากทำสิ่งของตกแล้วก้มลงเก็บมีหวังได้เห็นแก้มก้นโผล่ออกมาทักทาย "ฉันก็ไม่ได้พูดนี่ว่าจะให้เธอใส่ไปด้านนอก..." อาคมกระตุกยิ้มมุมปากแล้วโน้มหน้ากระซิบกระซาบข้างๆใบหูเล็กด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเพื่อให้ได้ยินกันเพียงแค่ 2 ต่อ 2 ระหว่างเธอกับเขาเท่านั้น "เธอต้องใส่ให้ฉันดูคนเดียวเท่านั้นมันถึงจะเร้าใจ" "คนบ้า!" กำปั้นเล็กทุบเข้าไปที่แผงอบแก่งของเขาเบาๆ "พูดจาอะไรทะลึ่ง นี่เราอยู่ในที่สาธารณะนะคะคุณอาคม" "เวลาเธอเขินนี่ก็น่ารักดีเหมือนกันนะ" "...""ชุดนี้ก็สวย ถ้าอยู่บนร่างของเธอคงจะเร้าใจแล้วก็เย้ายวนมากเลยแน่ๆขึ้นฉ่าย" อาคมหยิบชุดตัวจิ๋วที่ตัดเย็บด้วยมีลักษณะคล้ายกับซีฟองบางๆขึ้นมาดู "เลิกชมเพื่อเอาใจฉันได้แล้วค่ะคุณอาคม" ขึ้นฉ่ายปลงกับการกระทำของเขาเสียแล้ว ต่อให้เธอจะปฏิเสธไม่เอาท่าเดียวแต่ฝ่ายนั้นก็รีบดึงไม้แขวนส่งให้พนักงานไปเช็คเงินรวบยอดที่เคาน์เตอร์ทันที "ก็เธอสวยจริงๆนี่ขึ้นฉ่าย รู้หรือเปล่าว่าหน้าตาเธอน่ะไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่หรือโหลๆบ้านๆเลยสักนิด ในทางกลับกันเธอห่างไกลจากคำพวกนั้นมากเลยนะขึ้นฉ่าย เธอค่อนข้างจัดอยู่ในระดับผู้หญิงพิมพ์นิยมที่ใครๆเห็นก็ต้องตกหลุมพรางเหมือนกับโดนมนต์สะกด ฉันคิดว่าหากมีการประกวดดาวเดือนเธอคงได้รับตำแหน่งนั้นและเป็นคนที่ฮอตมากคนหนึ่งในคณะในมหาวิทยาลัยเชียวล่ะ" อาคมพูดไปตามเนื้อผ้า เขาไม่ได้เป็นคนเยินยอใครง่ายๆแต่หากได้กล่าวมาแล้วคนๆนั้นจะต้องสะสวยและต้องใจเขาจริงๆตัวอย่างเช่นผู้หญิงตรงหน้า... คราวแรกที่เห็นเธอในชุดเสื้อโอเวอร์ไซซ์ กางเกงขายาวทรงกระบอกปิดตาตุ่มแนบด้วยผ้ากันเปื้อนฉบับแม่ค้าสาว ผมผ้าวนี่ก็กระเซอะกระเซิงยุ่งเหยิง ปาดเหงื่อไหลย้อยตามใบหน้าร่างกายทำงานงกๆตัวเป็นเกลียวจน
"แล้วนี่ขึ้นฉ่ายจะกลับบ้านเลยหรือเปล่า เดี๋ยวเราไปส่ง" "แหมมม ถามแค่ขึ้นฉ่ายคนเดียวเลยนะ แล้วพวกฉัน 2 คนล่ะนี่ถามบ้างหรือไง นึกว่าในห้างนี้มีกันอยู่สองคนเหรอจ๊ะนายกร" ลดาแซว หล่อนมิใช่เด็กน้อยวัย 7-8 ขวบที่จะมองไม่ออกว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไรกับขึ้นฉ่ายเพื่อนสนิทของตน "เอ่อ..." กรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ "จะให้เราไปส่งเธอยังไงล่ะลดา เธอเพิ่งบอกไปหยกๆเมื่อครู่ว่าเธอมีนัดกับแฟน ถ้าแฟนเธอเห็นเราแฟนเธออาจจะเข้าใจผิดหรือไม่ก็บุกเข้ามาต่อยเราสลบคาที่ก็ได้นะ" แก้ตัวน้ำขุ่นๆ "อะจ้า ฉันจะเชื่อก็แล้วกันนะ แต่ มีนาล่ะ มีนายังไม่ได้พูดสักคำเลยนะว่ามีนามันมีแฟนน่ะ" "ก็เราเห็นว่าคอนโดของมีนาอยู่ตรงข้ามกับคอนโดของเธอ ก็น่าจะไปด้วยกันได้ยังไงล่ะ..." "พอๆเถอะ ไม่ต้องสรรหาคำพูดอะไรมาแก้ตัวอีกแล้ว ฉันมองออกน่ะว่าเธอรู้สึกยังไงกับขึ้นฉ่าย เพราะสายตาของเธอเวลาที่มองขึ้นฉ่ายกับมองพวกฉันสองคนมันไม่เหมือนกัน" "...เอ่อ..." "เอ่อ...ขอบคุณอีกครั้งสำหรับความหวังดีนะกร แต่ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวฉันนั่งรถเมล์หรือไม่ก็รถสองแถวกลับเองได้" ขึ้นฉ่ายรีบชิงพูดออกมาหลังจากที่รับรู้ได้ว่าความอึดอัดมันเริ่มครอบงำเมื่อลดาพูดจบ "อ๋อโ
“งั้นเดี๋ยวรอฉันตรงนี้แป๊บนึงนะ ฉันขอตัวไปคุยโทรศัพท์ครู่เดียว” อย่างไรเสียจะทำอะไรเธอก็ควรรายงานให้ฝ่ายโน้นทราบด้วย คุณอาคม “คิดถึงฉันจนทนไม่ไหวหรือไง” ปลายสายแซวด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว “เดี๋ยวกลับเพ้นท์เฮ้าส์มาผัวจะจัดให้อย่างสมใจอยากเลย”“ถามจริงเถอะค่ะคุณอาคมในหัวคุณมีแค่เรื่องนี้เท่านั้นเหรอคะ? เอ่อ… พอดีว่าวันนี้มีกิจกรรมแค่รับน้องปีหนึ่งเท่านั้น ช่วงบ่ายฉันขอไปเดินเที่ยวห้างใกล้ใกล้กับเพื่อนได้ไหมคะ”“เพื่อนที่ไหน ชื่ออะไร ผู้หญิงหรือผู้ชายแล้วไปรู้จักกันได้ยังไง” อาคมถามคำถามยาวยืดซักไซร้เธอด้วยความเป็นห่วง “บอกฉันมาให้หมดเปลือกเลยนะขึ้นฉ่าย เธอน่ะชอบทำตัวให้ฉันเป็นห่วงอยู่เรื่อยเลย” อาคมไม่ได้กลัวว่าหญิงสาวจะไปประพฤติปฏิบัติตัวไม่ดีไม่งามแต่อย่างใด เพียงแค่เขาเกรงว่าเธอจะถูกใครเขาหลอกลวงได้อย่างง่ายดายเพราะอาศัยความไร้เดียงสาไม่ทันคนและดีจนเกินไปของเธออาคมไม่อยากจะคิดจินตนาการถึงภาพที่มีชายคนอื่นมากระทำกับของรักของหวงของเค้าเช่นเดียวกับที่เขากระทำเธอ…หากเป็นเช่นนั้นอาคมคงอาละวาดคลั่งตายแน่ๆ “ชื่อลดา มีนา แล้วก็กรค่ะ” หญิงสาวตอบไปตามความจริงโดยไม่ได้ปิดบัง “ทั้งสามค
“…” หญิงสาวดวงตากลมโตดุจไข่ห่านเหลือบขึ้นไปมองใบหน้าหล่อเหลาลูกเสี้ยวอิตาลีของเขาเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ อ้าริมฝีปากแล้วลากไล้แลบลิ้นเลียความแข็งแกร่งของแท่งแข็งขืนตั้งแต่โคนจรดปลาย “อ่าห์” แววตาอันแสนเร่าร้อนของเขาจ้องมองปฏิกิริยาและทุกการเคลื่อนไหวของร่างกายเย้ายวนจากคนตรงหน้าไม่ให้คลาดแม้แต่วินาทีเดียวอาคมเพียงจินตนาการคิดถึงภาพที่ตนเองกำลังกระแทกความใหญ่โตถาโถมใส่ร่างบอบบางแล้วได้ยินเสียงร้องครวญครางผสมผสานกับใบหน้าเหยเกของเธอมันรู้สึกดีมากแค่ไหน บ๊วบ บ๊วบ! “…” หญิงสาวครอบความเป็นชายกลืนกินลงไปจนสุดความยาวเอ็น แล้วออกแรงขยับเขยื้อนโยกศรีษะขึ้นลงตามจังหวะปรนเปรอเขาเต็มที่จนเขาส่งเสียงร้องฮึมฮัมในลำคอด้วยความพึงพอใจต่อการกระทำนี้ “อย่างนั้นแหละขึ้นฉ่าย อ่าห์!” อาคมใช้ฝ่ามือกดศีรษะเธอเอาไว้ยามที่กำลังเสร็จสรรพถึงปลายสวรรค์เพื่อสูบฉีดน้ำเหนียวข้นพุ่งกระฉูดเข้าไปในโพรงปากเล็ก“อ่าห์…” “แค่กๆ” เธอเผลอกลืนมันเข้าไปทุกหยาดหยด “คาว” นี่คือรสชาติแรกที่ได้ลิ้มชิม “ขอกระแทกเธอสักรอบก่อนไปเรียนได้ไหม?” ไฟปรารถนาอันแรงกล้าที่ลุกโชนโชติช่วงอยู่ในอกไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงได้เลย“คุณอาคมคะ
“ตั้งแต่ที่ไม่มีแคท พี่คงเป็นพ่อที่แย่มากใช่ไหมแคท พี่แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่ต้องเลี้ยงลูกยังไงลูกของเราถึงจะเติบโตมาอย่างดี… แต่วันนี้แคทรู้หรือเปล่าว่าเจ้าอาคมมันเรียนจบปริญญาโทและกำลังจะเปิดรีสอร์ทของตัวเองที่จังหวัดภูเก็ตด้วยน้ำพักน้ำแรงของมันเองแล้วนะ ถ้าวันนี้แคทยังอยู่ แคทคงจะมีความสุขมากที่ลูกชายของขวัญในชีวิตของเราสองคนประสบความสำเร็จสมดังที่คิดตั้งใจเอาไว้ยังไงล่ะ” เรือนร่างหนาของคุณทรงอำนาจสั่นคลอนตามแรงสะอึกสะอื้นที่ถ่ายทอดออกมายามอยู่ตัวคนเดียว ไม่เคยมีใครรู้เลยว่าภายใต้หน้ากากที่ต้องทำตัวเหมือนเข้มแข็งและเข้มงวดทุกคนรวมถึงลูกชายเพียงคนเดียวอยู่ตลอดเวลานั้นเบื้องหลังเขาไม่เคยมีความสุขเลยสักวัน เขาแทบใช้นิ้วมือนิ้วตีนนับไม่หมดเลยด้วยซ้ำว่า เขาแอบร้องไห้กับตัวเองเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วตั้งแต่ที่ภรรยาของเขาเสียชีวิต… คุณทรงอำนาจต้องทำเหมือนว่าตัวเองเข้มแข็งและแข็งแกร่งมาโดยตลอด นั่นเพราะเขาเป็นประมุขใหญ่ของบ้านที่ไร้ซึ่งคู่คิดและคนเคียงข้างกาย เขายืนอยู่ลำพังโดดเดี่ยวเดียวดาย หากเขาอ่อนแอลงแล้วทุกคนในการดูแล ทุกคนในบ้านจะอยู่อย่างไร จะเคารพนับถือได้อย่างไรกัน? ทั้งทั้งที
“ตาอำนาจนี้ก็กระไรดี แต่ถ้าคิดในทางกลับกันพ่อเค้าอาจจะหวังดีกับเราก็ได้นะอาคม ตอนนี้เราก็ไม่ใช่เด็กเด็กแล้วอายุอานามปาเข้าเลขสามควรจะเป็นฝั่งเป็นฝาแล้วก็มีเหลนให้ย่าอุ้มได้แล้วนะ” คุณหญิงประภาศิริปลงกับเรื่องนี้ไปเสียแล้ว หล่อนตั้งหน้าตั้งตาอุ้มเหลนเตรียมของไว้รับขวัญมากมายตั้งแต่อาคมเพิ่งเรียนจบปริญญาตรีหมาดๆ แต่นี่เวลาล่วงเลยผ่านพ้นมาหลายปีก็ไร้ซึ่งวี่แววทายาทรุ่นถัดไป“ผมยังไม่เจอใครที่ถูกใจนี่ครับย่า” ยกเว้นขึ้นฉ่าย“ย่าก็ไม่รู้จะพูดยังไงกับเราสองคนพ่อลูกจริงๆ” “ไม่เป็นไรหรอกครับย่า ผมจัดการเองได้” ว่าจบก็กระตุกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัยคล้ายกับสมองอันชาญฉลาดของเขาได้คิดแผนการเอาตัวรอดสำหรับดินเนอร์มื้อเย็นสุดหรูนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว “…” คุณประภาศิริถอนหายใจเฮือกใหญ่ นี่ถ้าลูกสะใภ้ยังอยู่หล่อนคงจะหาทางออกสำหรับเรื่องนี้ได้อย่างดีแน่นอน @ตกเย็น อาคมจัดการโทรไปบอกหญิงสาวที่กำลังนั่งรออยู่ที่เพนท์เฮาส์อย่างใจจดใจจ่อเอาไว้แล้วว่าเย็นนี้เขาอาจจะไม่ได้กลับไปรับประทานอาหารเย็นร่วมด้วย เนื่องจากมีธุระสำคัญที่ต้องเคลียร์และสะสางให้เรียบร้อย หากเธออยากรับประทานอะไรที่มันไม่มีในตู้เย็นก็ออกปา







