로그인"แล้วนี่ขึ้นฉ่ายจะกลับบ้านเลยหรือเปล่า เดี๋ยวเราไปส่ง"
"แหมมม ถามแค่ขึ้นฉ่ายคนเดียวเลยนะ แล้วพวกฉัน 2 คนล่ะนี่ถามบ้างหรือไง นึกว่าในห้างนี้มีกันอยู่สองคนเหรอจ๊ะนายกร" ลดาแซว หล่อนมิใช่เด็กน้อยวัย 7-8 ขวบที่จะมองไม่ออกว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไรกับขึ้นฉ่ายเพื่อนสนิทของตน "เอ่อ..." กรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ "จะให้เราไปส่งเธอยังไงล่ะลดา เธอเพิ่งบอกไปหยกๆเมื่อครู่ว่าเธอมีนัดกับแฟน ถ้าแฟนเธอเห็นเราแฟนเธออาจจะเข้าใจผิดหรือไม่ก็บุกเข้ามาต่อยเราสลบคาที่ก็ได้นะ" แก้ตัวน้ำขุ่นๆ "อะจ้า ฉันจะเชื่อก็แล้วกันนะ แต่ มีนาล่ะ มีนายังไม่ได้พูดสักคำเลยนะว่ามีนามันมีแฟนน่ะ" "ก็เราเห็นว่าคอนโดของมีนาอยู่ตรงข้ามกับคอนโดของเธอ ก็น่าจะไปด้วยกันได้ยังไงล่ะ..." "พอๆเถอะ ไม่ต้องสรรหาคำพูดอะไรมาแก้ตัวอีกแล้ว ฉันมองออกน่ะว่าเธอรู้สึกยังไงกับขึ้นฉ่าย เพราะสายตาของเธอเวลาที่มองขึ้นฉ่ายกับมองพวกฉันสองคนมันไม่เหมือนกัน" "...เอ่อ..." "เอ่อ...ขอบคุณอีกครั้งสำหรับความหวังดีนะกร แต่ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวฉันนั่งรถเมล์หรือไม่ก็รถสองแถวกลับเองได้" ขึ้นฉ่ายรีบชิงพูดออกมาหลังจากที่รับรู้ได้ว่าความอึดอัดมันเริ่มครอบงำเมื่อลดาพูดจบ "อ๋อโอเค" "งั้นแยกย้ายกันตรงนี้นะ กลับบ้านดีๆล่ะขึ้นฉ่าย" เมื่อร่ำลากันเสร็จเรียบร้อยแล้วทั้ง 3 คนก็แยกย้ายกันกลับบ้านกลับช่อง มีเพียงหญิงสาวเรือนร่างบอบบางในชุดนักศึกษาเข้ารูปที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ยาว ณ ห้างสรรพสินค้าเพื่อรอใครบางคน... ผ่านไปประมาณ 20 นาทีเขาก็มาถึง "รอนานไหม" อาคมสวมใส่หมวกแก๊ป แว่นตาดำ แมสปิดปากเพื่อปกปิดใบหน้าหล่อเหลาจนแทบจะมองไม่ออกว่าเป็นใครเดินเข้ามาทักทายเธอ "ขอโทษนะที่ปล่อยให้รอ" "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ" เธอยิ้มบางๆ "ว่าแต่คุณอาคมจะพาฉันไปไหนเหรอคะ? แล้วทำไมถึงได้ใส่หมวก ใส่แว่นตา ใส่แมสปิดปากขนาดนี้?" "ก็เมื่อกี้น่ะสินักข่าวกรูอยู่หน้าห้างเต็มไปหมดเลย ฉันไม่อยากเป็นจุดสนใจแล้วก็ต้องปั้นหน้ายิ้มเสแสร้งเป็นคนดี" อาคมหย่อนสะโพกลงนั่งข้างๆเรือนร่างบอบบางแล้วถอดแว่นตาพร้อมกับแมสปิดปากและหมวกแก๊ปใบนั้นออก "ค่ะ" "เราไปเลือกซื้อของกันดีกว่า" เมื่อทำท่าจะลุกขึ้นเขาก็หยิบทั้งหมวก แว่นตาดำและแมสก์ปิดปากมาใส่ดังเดิม "ฉันว่ากระเป๋าใบนี้เหมาะกับเธอดีนะขึ้นฉ่าย" เขาพูดพร้อมกับหยิบกระเป๋าแบรนด์เนมสีดำขลับใบหนึ่งขึ้นมา "สวยมากเลยค่ะ..." เธอหยิบดูใบราคา "โห...ครึ่งแสนกระเป๋าอะไรจะแพงขนาดนี้คะเนี่ย ฉันทำงานทั้งชีวิตยังไม่มีเงินเก็บมากขนาดนี้เลยค่ะ" เธอแทบจะผลักไสไล่ส่งแล้วดึงมือออกมาจากกระเป๋าใบนั้นแทบไม่ทันเพราะกลัวว่าจะไปทำรอยขีดข่วนบนหนังงามๆให้มีจุดด่างพร้อย "เธออยากได้หรือเปล่าล่ะ?" "ฉันไม่อยากได้หรอกค่ะ ฉันไม่กล้าใช้ของแพงๆแบบนี้หรอก เพราะฉันไม่รู้ว่าควรจะจับยังไงหรือเวลาทำกิจกรรมอะไรต้องวางไว้ตรงไหน กลัวจะทำให้ของราคาแพงครึ่งแสนกลายเป็นของเซลล์ลดราคา 20-30 บาทเหมือนในตลาดนัดเสียเปล่าๆ" ขึ้นฉ่ายพูดด้วยน้ำเสียงแกมหัวเราะขบขัน แต่ก็จริงอย่างที่เธอพูดในเมื่อคนใช้ใช้ไม่เป็นและใช้ไม่ถูกที่ต่อให้ของนั่นจะมีราคาสูงมากแค่ไหนก็เปล่าประโยชน์... ตั้งแต่เกิดมาเธอมีกระเป๋าสะพายข้างเพียงใบเดียวที่เลือกซื้อเอาตามตลาดนัดราคา 99 บาท เห็นว่ามันก็สามารถใช้สอยได้ไม่ต่างไปจากกระเป๋าราคาครึ่งแสนที่อาคมกำลังถืออยู่เลยสักนิด "ฉันเต็มใจซื้อให้ ฉันอยากให้เธอใช้ของดีๆเหมือนคนอื่นเขาบ้าง" อาคมไม่ได้รีรอคำตอบจากเธอก็รีบหันไปกวักมือเรียกพนักงานเพื่อนำกระเป๋าใบนี้ไปคิดเงินที่เคาน์เตอร์ "คุณอาคมคะ!" เขาไม่ฟังเธอเลย "ก็ฉันบอกแล้วไงว่าฉันเต็มใจซื้อให้ ฉันแค่ถามเพื่อนำความคิดเห็นมาประกอบการตัดสินใจเฉยๆ แต่สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับฉันล้วนๆ" อาคมลอยหน้าลอยตาแล้วใช้แข็งแกร่งกระชับโอบกอดเรือนร่างบอบบางแน่นควงเธอเดินไปยังเคาน์เตอร์คิดเงิน "ขอบคุณมากๆเลยนะคะคุณอาคม" พนักงานสาวโปรยตาหวานฉ่ำหว่านเสน่ห์ให้กับคนตรงหน้าอย่างไม่ปิดบัง "คุณอาคมนี่แทบจะเป็นลูกค้าประจำของร้านเราแล้วนะคะ" "ขอบคุณครับ" เวลาที่อาคมมาซื้อกระเป๋าร้านนี้ก็มักจะมีหล่อนเป็นคนคอยจัดการและคิดเงินให้บริเวณเคาน์เตอร์ ซึ่งเรื่องที่ว่าเขาใช้บริการจนแทบจะกลายเป็นลูกค้าประจำนั่นคือเรื่องจริง...เพราะเขามักจะใช้เอาใจสาวๆเด็กๆในสต๊อกเพราะหวังเซ็กซ์ด้วยสิ่งนี้ซึ่งมันก็ได้ผลทุกครั้ง ยกเว้นขึ้นฉ่าย...ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันเรียกว่าอะไร เพียงแค่มันค่อนข้างต่างจากผู้หญิงคนอื่นๆที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตเขาและก็ผ่านไป "เราไปกันเถอะ" "ค่ะ" ขึ้นฉ่ายเองก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามอะไรอาคมให้มากความถึงเรื่องที่เขากลายเป็นลูกค้าประจำของที่นี่ อาจจะแอบรู้สึกน้อยใจเล็กน้อยที่ท้ายสุดแล้วเธอก็ถูกจัดเป็นเพียงเด็กในสต๊อกที่เขาเลี้ยงเอาไว้และเอาอกเอาใจด้วยกระเป๋าใบเดียว แต่เธอก็เข้าใจถูกแล้วนี่...เธอเป็นแค่เด็กเป็นเมียบำเรอที่เขาเลี้ยงเอาไว้บำบัดความใคร่เรื่องบนเตียงจริงๆ เธอไม่มีสิทธิ์น้อยอกน้อยใจหรือคิดอะไรเกินเลยนอกเหนือจากหน้าที่ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นการเงียบปากเป็นทางออกที่ดีที่สุด "แวะร้านนี้ดีกว่า" อาคมเลี้ยวเข้าร้านเสื้อผ้าแบรนด์หรูด้วยไอ้หน้ายิ้มแย้มแจ่มใสแลดูมีความสุขอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ใช่เสียทั้งหมด...อาคมต้องระมัดระวังอย่างรอบด้าน เขาถอดพวกสิ่งปกปิดใบหน้าทั้งหมดได้เพียงร้านที่เขาใช้เป็นประจำและอยู่ในการดูแลของเขาเท่านั้น เพราะหากนอกเหนือจากนี้เขาไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวหรือการกระทำใดๆได้มาก ซ้ำยังให้ลูกน้องและแม้นเมืองคนสนิทคอยดูแลความเรียบร้อยสอดส่องอย่างใกล้ชิด เพราะไม่อยากให้ขึ้นฉ่ายต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยหากพวกมันรู้ว่าเธอคือจุดอ่อนของเขาในตอนนี้ ถ้าเป็นไปได้เขาก็ไม่ได้อยากเป็นนักหรอกไอ้ตำแหน่งนายท่านของแก๊งอินทรีขาว ใช้ชีวิตยากเย็นแสนเข็ญ จะทำอะไรต้องคอยระแวดระวังเพราะอาจส่งผลคนรอบกายเดือดร้อนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในความเสี่ยงตลอดเวลา แต่เขาก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เนื่องจากเขาเป็นทายาทคนเดียวของตระกูล! "เสื้อผ้าพวกนี้สวยดีนะ" อาคมหยิบเดรสสายเดี่ยวเว้าหน้าอกสีดำสนิทขึ้นมาหมุนดูทางด้านหน้าและด้านหลังในระยะ 360 องศา "ถ้ามันอยู่บนตัวเธอคงจะสวยมากแน่ๆ" "แต่ถ้าจะใส่ขนาดนี้ไม่ต้องใส่ก็ได้นะคะ อายคนอื่นตาย" ความสั้นมันเพียงแค่คืบ หากทำสิ่งของตกแล้วก้มลงเก็บมีหวังได้เห็นแก้มก้นโผล่ออกมาทักทาย "ฉันก็ไม่ได้พูดนี่ว่าจะให้เธอใส่ไปด้านนอก..." อาคมกระตุกยิ้มมุมปากแล้วโน้มหน้ากระซิบกระซาบข้างๆใบหูเล็กด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเพื่อให้ได้ยินกันเพียงแค่ 2 ต่อ 2 ระหว่างเธอกับเขาเท่านั้น "เธอต้องใส่ให้ฉันดูคนเดียวเท่านั้นมันถึงจะเร้าใจ" "คนบ้า!" กำปั้นเล็กทุบเข้าไปที่แผงอบแก่งของเขาเบาๆ "พูดจาอะไรทะลึ่ง นี่เราอยู่ในที่สาธารณะนะคะคุณอาคม" "เวลาเธอเขินนี่ก็น่ารักดีเหมือนกันนะ" "...""ได้นอนกอดเมียแบบนี้ทุกคืนชื่นใจจังเลย" อาคมกระชับกอดเรือนร่างบางของภรรยาอย่างแนบชิดสนิทกาย ก่อนที่มือปลาหมึกของเขาจะเริ่มไล้ขึ้นไปใต้ทรวงอกแล้วช้อนความนุ่มนิ่มเข้าครอบครอง "หื่นอีกแล้วนะคะ!" "หรือว่าเมียจ๋าไม่ชอบ?" อาคมเลิกคิ้วถามด้วยใบหน้าเล่นหูเล่นตา "ว่าไงคะคนดี" แล้วกระซิบกระซาบข้างๆใบหูเล็กแกมน้ำเสียงแหบพร่าซาบซ่านไปทั้งกาย "ชอบสิคะ ชอบมากด้วย" ขึ้นฉ่ายดันเขาให้นอนราบลงบนเตียงนอนนุ่ม ก่อนจะยกขาก้าวขึ้นคร่อมแล้วใช้ฝ่ามือนุ่มนิ่มลูบไล้วนเวียนบริเวณแผงอกแกร่งกำยำของผู้เป็นสามี จากนั้นจึงปลดกระดุมเสื้อนอนออกทีละเมฺ็ดทีละเม็ด "..." อาคมชอบภรรยาตอนนี้เหลือเกิน เธอเหมือนมีใครอีกคนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวตนมาสิงสถิต ณ เรือนร่าง จนเขาอยากจะจับอัดลงเตียงแล้วกระแทกเน้นๆให้รู้แล้วรู้รอดสมใจอยากไป "อุ้ย!" มือเล็กไล่ต่ำลงไปเรื่อยไปจนถึงเป้าตุงๆของเขาที่ตอนนี้เจ้าหนอนน้อยคงจะสำแดงอานุภาพขยายพองตัวพร้อมพ่นพิษใส่เธอเต็มที่แล้ว "อ่าห์ อย่าทรมานพี่สิคะคนดี" อาคมเริ่มจะทนไม่ไหว เมื่ออีกฝ่ายกำลังนั่งบนเป้าตุงๆแล้วขยับสะโพกปล่อยให้เนินโหนกอวบอิ่มครูดถูกับความแข็งขืนของเขาโดยที่ไม่ยอมสอดใส่เสีย
@10 ปีผ่านไป..."สวยแล้วจ้าเมียจ๋า ไม่ว่าจะแต่งเสื้อโอเวอร์ไซส์ตัวใหญ่โคร่งหรือเสื้อหรูดูดีระดับแบรนด์ดังเมียจ๋าของผัวก็สวยไม่เคยเปลี่ยน" อาคมเดินเข้าไปหอมซอกคอภรรยาสาวสุดสวยที่กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งด้วยความหลงใหล วันนี้เมียของเขาคงจะสวยเป็นพิเศษ...เพราะแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศ ใส่ชุดเดรสสีแดงสดคล้องคอเว้าหน้าอกเห็นร่องอวบอูมเล็กน้อยพร้อมกับกระโปรงระบายด้านล่างแหวกขึ้นมาเพื่ออวดขาอ่อนเรียวยาวที่ขาวนวลซึ่งเขาคือผู้ที่โชคดีคนนั้นที่ได้มีโอกาสสัมผัสแล้วดอมดมทุกซอกทุกมุม "พี่อาคมนี่ก็ชมเกินจริงนะคะ ปีนี้หนู 30 กว่าแล้วนะคะ คงจะไม่สดไม่สวยเหมือนตอนแรกๆ" "สวยสิเมียจ๋าของผัวสวยที่สุด ต่อให้อายุมากกว่านี้ก็ยังสวยสวยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เนอะเมียจ๋า" แม้จะแต่งงานอยู่กินกันมา 10 ปีเสร็จแล้วแต่ความรักของทั้งสองคนยังหวานฉ่ำชื่นมื่นเหมือนเมื่อ 14 ปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน ซ้ำตอนนี้ยังมีโซ่ทองคล้องใจถึง 4 คน...นั่นก็คือคนโต อาทิตย์ และ ตะวันชายหนุ่มฝาแฝดรูปหล่อวัย 9 ขวบ น้อง เพียงดาว เด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มที่ถอดโครงแม่มาอย่างเป๊ะๆเพิ่งจะอายุครบ 8 ขวบ และน้อง เพียงฟ้า น้องเล็กของบ้านที่มักจะ
3 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก...ตอนนี้ทั้งลดา มีนา กร และขึ้นฉ่ายก็เรียนจบปริญญาตรีกันเรียบร้อยแล้ว ซึ่งวันนี้เป็นวันพระราชทานปริญญาบัตรรับจากทางมหาวิทยาลัยโดยตรงทำให้ภายในรั้วมหาวิทยาลัยค่อนข้างครึกครื้นไปด้วยนิสิตและคนที่มาแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม..."ในที่สุดพวกเราก็จบสักที!!!!" แก๊งเพื่อนรักกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจในขณะที่ตนเองกำลังสวมชุดครุยมหาวิทยาลัยอย่างมีเกียรติ "กอดคอพากันจบจนได้ แต่ก็ต้องขอบคุณหัวสมองยายขึ้นฉ่ายจริงๆที่เป็นแม่พระแล้วก็ทำให้พวกกู 3 คนจบพร้อมคนอื่นเขา""เอาพวงมาลัยมาไหว้ฉันเลยเดี๋ยวนี้!" ว่าจบทั้งสี่คนก็หัวเราะร่อมีความสุข "แล้วพวกมึงคิดไว้หรือยังจบปุ๊บจะไปทำอะไรกัน" กร หลังจากที่ผิดหวังจากขึ้นฉ่ายเขาก็พักใจยาวๆจนกระทั่งได้ไปลงเอยกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีอายุมากกว่าประมาณ 4-5 ปี... ทั้งสองคนเจอกันครั้งแรกที่นิวยอร์กประเทศอังกฤษ...ตอนนั้นเขาจำได้ว่าเขากะจะไปพักใจเรื่องขึ้นฉ่ายในช่วงปิดเทอมของมหาวิทยาลัยแล้วบังเอิญเจอกันพูดคุยกันถูกคอแล้วค่อยๆพัฒนาขยับความสัมพันธ์ขึ้นมาเรื่อยๆ ผู้หญิงคนนั้นก็คืออารยา..."กูก็คงจะกลับไปเปิดร้านตัดเย็บเล็กๆที่แถวบ้านนั่นแห
"..." คุณทรงอำนาจนิ่งเงียบ..."พ่อรู้ไหมว่าความหวังดีของพ่อมันทำให้ผมเป็นทุกข์มากแค่ไหน" น้ำใสๆของลูกผู้ชายเอ่อล้นคลอเบ้าด้วยอารมณ์ที่ยากจะกักเก็บเอาไว้อยู่ "หลังจากที่แม่ตายพ่อก็ไม่เคยมาดูดำดูดีหรือเอาใจใส่ผมอย่างที่พ่อคนอื่นทำเลยสักครั้ง...ฮึก ตอนมีงานวันพ่อที่โรงเรียนผมได้แต่ยืนมองดูเพื่อนคนอื่นๆกราบเท้าพ่อโอบกอดพ่อแล้วก็บอกรักพ่อ แต่ด้านหน้าของผมมีเพียงแค่เก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงินที่แสนว่างเปล่าไร้แม้กระทั่งเงาของพ่อ พ่อรู้หรือเปล่าว่าผมรู้สึกยังไง...ฮือ" อาคมพูดด้วยน้ำเสียงติดๆขัดๆเพราะการกลั้นลมหายใจไม่เป็นจังหวะของเขา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอาคมพยายามเก็บซ่อนไอ้ความรู้สึกแย่ๆเหล่านี้ให้ฝังและจมดินไปตลอดแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้..."อะ...อาคม" คุณทรงอำนาจไม่เคยรู้เลยว่าความหวังดีของตนจะไปทำร้ายลูกชายเพียงคนเดียวของเขาขนาดนี้ "พอผมโตขึ้น...ฮึก ผมอยากเรียนอยากได้ดีไปทางวาดรูปแต่พ่อก็ไม่เคยสนับสนุน พ่อเอากระดาษ เอาสีเอาพู่กันของผมไปทิ้งเพราะพ่อมองว่ามันไร้สาระ...พ่อบังคับให้ผมเรียนห้องคิงที่เป็นห้องส่งเสริมความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ พอมัธยมศึกษาตอนปลายพ่อก็ส่งผม
"เธอรู้หรือเปล่าว่าตอนที่ฉันเห็นเธอเจ็บหัวใจของฉันมันเหมือนถูกมือใครสักคนบีบให้แหลกละเอียด ฉันอยากจะเจ็บแทนเธอ อยากไปนอนอยู่บนเตียงนี้แล้วใส่สายน้ำเกลือแทนเธอ อยากป่วยไข้แทนเธอ และทุกครั้งที่ฉันคิดว่าหากฉันต้องเสียเธอไปฉันจะอยู่ยังไง...เมื่อก่อนฉันเป็นผู้ชายเละเทะไม่เอาไหน ใช้ชีวิตเรื่อยๆไปวันๆแทบไม่สนใจความรู้สึกใคร อยากจะทำอะไรก็ทำ แต่พอฉันได้มาเจอเธอจุดหมายปลายทางของฉันมันก็เริ่มมีความหมาย..." ทุกสิ่งทุกอย่างที่อาคมพูดออกมาล้วนจากใจจริงจากสิ่งที่เขารู้สึกจริงๆไม่ใช่ใส่สีตีไข่ให้สวยหรูดูดี "เธอทำให้ฉันอยากเป็นคนที่ดีขึ้น เธอทำให้ฉันอยากเป็นคนที่ดีพอที่จะยืนข้างๆเธอและสามารถดูแลเธอได้ เธอทำให้ผู้ชายคนนี้คนที่ไม่เอาไหนและไม่เคยคิดจะวาดฝันอนาคตหรือจริงจังมีครอบครัวกับใคร อยากสร้างอนาคตร่วมกับเธอโดยที่ที่ตรงนั้นต้องมีเธออยู่ข้างๆกาย ฉันรักเธอนะขึ้นฉ่าย" น้ำใสๆเอ่อล้นอาบสองพวงแก้มด้วยความปลื้มปริ่มใจชนิดที่ว่าไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ เธอไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไงเพราะตอนนี้ในใจมันเต้นโครมครามตื่นเต้นไปหมด "แล้วเธอล่ะรักฉันหรือเปล่า?" อาคมถามอย่างมีความหวัง "แต่ถ้าเธอบอกว่าเธอ
รุ่งเช้าวันถัดมา...อาคมกำลังนั่งป้อนข้าวต้มกุ้งตัวโตๆให้กับหญิงสาวร่างบอบบางด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความห่วงใยเธอ "คุณอาคมทานบ้างสิคะ..." "แค่ฉันเห็นเธอกินฉันก็อิ่มแล้ว" อาคมไม่รู้เหมือนกันว่าความรู้สึกพวกนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่และเกิดขึ้นตอนไหนนานแล้วหรือยัง แต่ทุกครั้งยามที่เขามีเรื่องทุกข์กายทุกข์ใจอะไรพอได้กลับมาเพนท์เฮ้าส์แล้วเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของขึ้นฉ่ายที่มีแต่รอยยิ้มพิมพ์ใจมอบให้แก่เขา เขาก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว...เขารู้สึกว่าตัวเองได้ค้นพบคำตอบของหัวใจตั้งแต่ครั้งแรกที่นั่งมองเธอผ่านกระจกสีดำยามส่งลูกน้องคนสนิทไปเหมาทั้งข้าวเหนียวหมูปิ้งและพวกขนมไทยหน้าโรงเรียนที่เธอมักจะมาตั้งโต๊ะขายเป็นประจำ จนตอนนี้ลูกน้องของเขาแทบทุกคนคงจะต้องพาไปตรวจร่างกายประจำปีที่โรงพยาบาลเพื่อเช็ควินิจฉัยดูว่ามีน้ำตาลในเลือดเกินกว่ามาตรฐานหรือไม่ "เธอรู้หรือเปล่าว่าเราเจอกันครั้งแรกตอนไหน..." จู่ๆอาคมก็หลุดปากถามคำถามนี้ออกไป "ก็ตอนที่ลูกน้องของคุณจับตัวหนูมาที่เพนท์เฮ้าส์ยังไงล่ะคะ" "เปล่า...เธอจำผู้ชายที่ชอบไปเหมาข้าวเหนียวหมูปิ้งและสั่งพวกขนมทีละหลายกิโลได้ไหม"
"ฉันขอยกเลิกงานแต่งระหว่างฉันกับเธอ! แล้วถ้าเป็นไปได้ไม่ต้องเสนอหน้ามาให้ฉันเห็นอีกเพราะฉันรังเกียจเธอ" แววตาของอาคมแฝงไปด้วยความโกรธแค้นและไฟบรรลัยกัลป์ที่กำลังมอดไหม้อยู่ตลอดเวลา "ทำแบบนี้ไม่ได้นะอาคม! บางสื่อก็ถูกปล่อยออกไปแล้วว่าเดือนหน้าจะมีการหมั้นหมายระหว่างพ่ออาคมกับลูกสาวลุง ถ้าขืนทำแบบน
"คนที่สั่งให้ฉันไปทำร้ายพี่ขึ้นฉ่ายนั่นก็คือผู้หญิงที่ชื่ออารยา" "ว่ายังไงนะ?" "ฉันบอกว่าคนที่สั่งให้ฉันไปทำร้ายพี่ขึ้นฉ่ายนั่นก็คือผู้หญิงที่ชื่ออารยา ฉันเคยถามแล้วว่ามันทำแบบนี้ไปเพราะอะไร มันก็ไม่บอก" ผักบุ้งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างน้อยๆวันนี้หล่อนก็กำไรได้ตั้ง 200,000 บาทโดยที่ไม่ต้องทำอะไรสัก
"โอ๊ย!!!ชีวิตฉันพังหมดแล้วเพราะแกคนเดียวแท้ๆนางขึ้นฉ่าย" "ก่อนจะโทษคนอื่นควรย้อนดูพฤติกรรมและสันดานของตัวเองก่อนก็แล้วกันนะว่าดีพอหรือเปล่า" เสียงอันน่าเกรงขามเรืองอำนาจของบุคคลปริศนาดังขึ้นมาอยู่เนืองๆก่อนที่เรือนร่างแกร่งกำยำจะก้าวขาเข้ามาในบ้าน "คะ...คุณ" ผักบุ้งแทบจะถอยไปหลบหลังมารดาไม่ทัน
"..." อาคมถอนหายใจอย่างแรงแล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพราะไม่อยากต่อปากต่อคำกับมัน "พี่ทำแบบนี้เพื่ออะไร! เข้ามายุ่งวุ่นวายในชีวิตขึ้นฉ่ายทำไม พี่ก็รู้ว่ายังไงซะลุงทรงอำนาจก็ไม่มีวันยอมรับขึ้นฉ่ายเป็นสะใภ้เด็ดขาด" กรผู้ที่รู้จักครอบครัวนี้ดีกล่าวออกมาด้วยความขุ่นเคืองใจเพราะเขาไม่อยากเห็นหญิงสาวที่







