LOGINแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงสีขาวเข้ามาตกกระทบเตียงนอนคิงไซส์หนานุ่ม เวเรนิกาขยับตัวซุกใบหน้าลงกับหมอนขนเป็ดอย่างเกียจคร้าน กลิ่นหอมสะอาดของผ้าปูที่นอนแปลกไปจากที่บ้าน ทำให้สติสัมปชัญญะของหญิงสาววัยสิบเก้าปีค่อยๆ ถูกดึงกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
เธอไม่ได้อยู่ที่บ้านของตัวเองอีกต่อไปแล้ว... แต่อยู่ในอาณาจักรของผู้ชายที่ชื่อ ‘วิกเตอร์’
ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนวานไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวราวกับม้วนฟิล์มที่ถูกกดเล่นซ้ำ สัมผัสจากวงแขนแกร่งที่ตวัดรัดเอวคอดของเธอ แผ่นอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามเนื้อภายใต้เสื้อเชิ้ตเนื้อดี และที่สำคัญที่สุด... นัยน์ตาสีรัตติกาลที่จ้องลึกลงมา ราวกับเปลวไฟที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำแข็ง
เวเรนิกายกมือขึ้นทาบแก้มตัวเองที่จู่ๆ ก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะเพียงแค่คิดถึงกลิ่นซีดาร์วู้ดผสมวิสกี้ที่ยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ
‘บ้าจริงเวนิส... นั่นเพื่อนพ่อนะ!’ หญิงสาวสะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่าน พยายามย้ำเตือนสถานะระหว่างเธอกับเขาให้ขึ้นใจ ก่อนจะผุดลุกจากเตียงเพื่อไปจัดการธุระส่วนตัว
วันนี้เธอเลือกสวมเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์สีขาวกับกางเกงยีนส์ขายาวทรงกระบอก เพื่อหลีกเลี่ยงสายตาตำหนิติเตียนเรื่องการแต่งตัวเหมือนเมื่อวาน เวเรนิกาสำรวจความเรียบร้อยในกระจกบานยาวอีกครั้ง ใบหน้าจิ้มลิ้มไร้เครื่องสำอางดูสดใสสมวัย ก่อนที่เธอจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเปิดประตูห้องออกไปเผชิญหน้ากับความจริง
กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วบดลอยอวลมาจากโซนห้องรับประทานอาหาร เวเรนิกาสืบเท้าเดินไปตามทางเดินที่ปูด้วยหินอ่อนสีดำขลับ และภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือแผ่นหลังกว้างของผู้ชายที่กำลังยืนพิงเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อน
วิกเตอร์อยู่ในชุดทำงานที่ยังไม่เต็มยศ เขาสวมเพียงกางเกงสแล็คสีเทาเข้มตัดเย็บเข้ารูปกับเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทที่พับแขนขึ้นมาถึงข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนแกร่งที่มีเส้นเลือดปูดโปนอย่างคนออกกำลังกายเป็นประจำ มือข้างหนึ่งถือแก้วกาแฟเอสเปรสโซ่ ขณะที่สายตาคมกริบกำลังกวาดอ่านข้อมูลตลาดหุ้นในแท็บเล็ตบนเคาน์เตอร์
เขาดู... หล่อเหลา ดุดัน และทรงอำนาจจนน่าหมั่นไส้
"ตื่นสายนะ"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นทำลายความเงียบ ทั้งที่สายตาของเขายังไม่ได้ละไปจากหน้าจอแท็บเล็ตด้วยซ้ำ เวเรนิกาสะดุ้งเล็กน้อย ราวกับเขามีตาสับปะรดอยู่รอบตัว
"เพิ่งเจ็ดโมงครึ่งเองนะคะ ที่มหาลัยยังไม่เปิดเทอมด้วยซ้ำ" หญิงสาวเถียงกลับเสียงอุบอิบ พยายามดึงความกล้าหาญของตัวเองออกมาสู้
วิกเตอร์วางแท็บเล็ตลงช้าๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเธอ นัยน์ตาสีเข้มกวาดมองร่างบางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เสื้อยืดตัวโคร่งที่ปิดบังทรวดทรงองเอวทำให้เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจอยู่ลึกๆ แม้ใบหน้าหล่อเหลาจะยังคงเรียบตึงเป็นแผ่นน้ำแข็งก็ตาม
"มานั่งนี่สิ ฉันให้แม่บ้านเตรียมอาหารเช้าไว้ให้แล้ว" เขาพยักพเยิดหน้าไปยังโต๊ะอาหารกระจกตัวยาวที่มีจานอเมริกันเบรกฟาสต์จัดวางไว้อย่างสวยงาม
เวเรนิกาเดินไปทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างว่าง่าย ทว่าเธอยังไม่ทันจะได้หยิบส้อม กระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งก็ถูกเลื่อนข้ามโต๊ะมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ
"นี่อะไรคะ?" คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน
"กฎของบ้าน" วิกเตอร์ตอบสั้นๆ ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบด้วยท่วงท่าสง่างาม "อ่าน แล้วเซ็นชื่อรับทราบซะ"
เวเรนิกาก้มลงมองกระดาษแผ่นนั้น ลายมือตวัดเป็นระเบียบภาษาอังกฤษเขียนไว้เป็นข้อๆ อย่างชัดเจน
1. เคอร์ฟิว: ต้องกลับถึงเพนต์เฮาส์ก่อน 20.00 น. หากมีเหตุจำเป็นต้องขออนุญาตล่วงหน้า 24 ชั่วโมง
2. ผู้มาเยือน: ไม่อนุญาตให้พาเพื่อนมาที่นี่ โดยเฉพาะ ‘ผู้ชาย’ เด็ดขาด
3. การแต่งกาย: ห้ามใส่กระโปรงสั้นเหนือเข่าเกินสองนิ้ว เสื้อคอลึก หรือชุดที่ล่อแหลมออกไปข้างนอก
4. การติดตาม: ต้องเปิด Location Sharing บนโทรศัพท์มือถือไว้ตลอด 24 ชั่วโมง
5. การดื่ม: ไม่อนุญาตให้ดื่มแอลกอฮอล์จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ (หรือเว้นแต่ฉันจะเป็นคนรินให้)
ยิ่งอ่าน ดวงตากลมโตของหญิงสาวก็ยิ่งเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ เลือดในกายสูบฉีดด้วยความโกรธที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนหน้าแดงก่ำ นี่มันไม่ใช่กฎของการอยู่ร่วมกัน แต่มันคือสัญญาทาสชัดๆ!
"นี่มันบ้าไปแล้ว!" เวเรนิกาวางกระดาษลงบนโต๊ะเสียงดัง "คุณวิกเตอร์คะ ฉันอายุสิบเก้าแล้วนะคะ ปีนี้ฉันเข้ามหาลัยปีหนึ่งแล้ว ไม่ใช่เด็กประถมที่คุณจะต้องมากำหนดเวลาเข้าบ้านหรือเช็คโลเคชั่นแบบนี้!"
วิกเตอร์วางแก้วกาแฟลงบนจานรองเสียงดัง ‘กริ๊ก’ แววตาที่เคยมองดูสงบนิ่งแปรเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์และทรงอำนาจจนคนมองต้องเผลอกลั้นหายใจ
"สิบเก้า... แล้วยังไง?"
หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องแต่งตัว เวเรนิกายืนสำรวจภาพสะท้อนของตัวเองด้วยหัวใจที่เต้นระทึกผสมปนเปกับความประหม่า วันนี้คือวันแรกของการก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในฐานะนักศึกษาชั้นปีที่ 1 อย่างเต็มตัวเสื้อนักศึกษาพอดีตัวสีขาวสะอาดถูกรีดจนเรียบกริบ กระดุมโลหะสีเงินประทับตรามหาวิทยาลัยติดครบทุกเม็ดตามระเบียบเป๊ะ แม้เธอจะเลือกไซส์ที่ไม่ได้รัดรูปจนน่าเกลียด แต่มันก็พอดีเสียจนเน้นย้ำให้เห็นทรวดทรงองเอววัยสาวที่กำลังเบ่งบานอย่างชัดเจน หน้าอกอวบอิ่มที่ซ่อนอยู่ใต้เนื้อผ้าขับให้ช่วงเอวดูคอดกิ่วลงไปอีก ส่วนท่อนล่างเป็นกระโปรงพลีทสีกรมท่าเข้มจีบใหญ่ ความยาวคลุมเข่าลงมาเล็กน้อยตาม ‘กฎ’ ที่ผู้ชายจอมเผด็จการคนนั้นตั้งเอาไว้เมื่อวานเวเรนิกาหมุนตัวซ้ายขวา ถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยชุดนี้ก็เรียบร้อยพอที่จะไม่ทำให้ ‘ผู้ปกครองชั่วคราว’ ของเธอหาเรื่องดุเอาได้ เธอหยิบลิปสติกสีชมพูอ่อนมาแตะที่ริมฝีปากบางๆ รวบผมยาวสลวยขึ้นเป็นหางม้า ปล่อยปอยผมตกลงมาระกรอบหน้าเล็กน้อย ดูสดใสสมวัยเฟรชชี่ทันทีที่มือบางผลักประตูห้องนอนสีขาวออกไป กลิ่นกาแฟคั่วบดและกลิ่นขนมปังปิ้งก็ลอยมาเตะจมูก หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกความม
เขาเอ่ยถามเสียงเย็นยะเยือก ก่อนจะค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำแผ่รังสีคุกคามออกมากดดันจนบรรยากาศในห้องนั่งเล่นหรูหราดูคับแคบลงไปถนัดตาเขาเดินอ้อมโต๊ะอาหารมาหยุดยืนอยู่ด้านหลังเก้าอี้ของเธอ เวเรนิกาสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาจากเรือนกายแกร่ง กลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่คุ้นเคยผสมกับกลิ่นกาแฟทำให้ประสาทสัมผัสของเธอปั่นป่วนไปหมด สองมือเล็กกำเข้าหากันแน่นบนตัก พยายามไม่แสดงความหวาดหวั่นออกมา"ถ้าพ่อเธออยู่ เขาอาจจะปล่อยปละละเลยให้เธอทำตัวอิสระแค่ไหนฉันไม่สน" วิกเตอร์ก้มตัวลงมาใกล้ สองมือหนาวางค้ำลงบนพนักพิงเก้าอี้ของเธอ กักขังร่างบางไว้ในอ้อมแขนกลายๆ ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่บริเวณลาดไหล่บางที่โผล่พ้นคอเสื้อยืดตัวโคร่ง"แต่ในเมื่อพ่อเธอฝากชีวิตเธอไว้ในกำมือฉันแล้ว... เธอก็ต้องทำตามกฎของฉัน ทุก-ข้อ""แต่เรื่องการแต่งตัว หรือเรื่องเพื่อน..." หญิงสาวพยายามเถียง แม้เสียงจะเริ่มสั่น"สังคมมหาลัยมันไม่ได้สวยงามเหมือนทุ่งลาเวนเดอร์ เวเรนิกา" เขาขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงดุดัน "เด็กผู้หญิงหน้าตาสะสวยที่เพิ่งหลุดจากอ้อมอกพ่อแม่แบบเธอ คือเหยื่อชั้นดีของพวกผู้ชายมักมาก ฉันไม่ได้ว่างพอจะไปตามเช็ดต
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงสีขาวเข้ามาตกกระทบเตียงนอนคิงไซส์หนานุ่ม เวเรนิกาขยับตัวซุกใบหน้าลงกับหมอนขนเป็ดอย่างเกียจคร้าน กลิ่นหอมสะอาดของผ้าปูที่นอนแปลกไปจากที่บ้าน ทำให้สติสัมปชัญญะของหญิงสาววัยสิบเก้าปีค่อยๆ ถูกดึงกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงเธอไม่ได้อยู่ที่บ้านของตัวเองอีกต่อไปแล้ว... แต่อยู่ในอาณาจักรของผู้ชายที่ชื่อ ‘วิกเตอร์’ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนวานไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวราวกับม้วนฟิล์มที่ถูกกดเล่นซ้ำ สัมผัสจากวงแขนแกร่งที่ตวัดรัดเอวคอดของเธอ แผ่นอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามเนื้อภายใต้เสื้อเชิ้ตเนื้อดี และที่สำคัญที่สุด... นัยน์ตาสีรัตติกาลที่จ้องลึกลงมา ราวกับเปลวไฟที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำแข็งเวเรนิกายกมือขึ้นทาบแก้มตัวเองที่จู่ๆ ก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะเพียงแค่คิดถึงกลิ่นซีดาร์วู้ดผสมวิสกี้ที่ยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ‘บ้าจริงเวนิส... นั่นเพื่อนพ่อนะ!’ หญิงสาวสะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่าน พยายามย้ำเตือนสถานะระหว่างเธอกับเขาให้ขึ้นใจ ก่อนจะผุดลุกจากเตียงเพื่อไปจัดการธุระส่วนตัววันนี้เธอเลือกสวมเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์สีขาวกับกางเกงยี
@เพนต์เฮาส์สุดหรูใจกลางย่านทองหล่อลิฟต์ส่วนตัวเคลื่อนตัวขึ้นมาหยุดที่ชั้นบนสุดของตึกระฟ้า ประตูลิฟต์เปิดออกสู่โถงทางเดินที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนสีดำขลับและแชนเดอเลียร์คริสตัลระยิบระยับ เพนต์เฮาส์ของวิกเตอร์กว้างขวางราวกับคฤหาสน์ลอยฟ้า ผนังกระจกบานใหญ่เปิดรับวิวแสงสียามค่ำคืนของกรุงเทพมหานครได้อย่างเต็มตา การตกแต่งภายในเน้นโทนสีดำ เทา และทอง บ่งบอกถึงรสนิยมหรูหราและดุดันของเจ้าของบ้านได้อย่างชัดเจน"แม่บ้านนำกระเป๋าสัมภาระของเธอไปจัดไว้ในห้องนอนแล้ว" วิกเตอร์เอ่ยขึ้นขณะปลดกระดุมเสื้อสูทออกแล้วโยนมันพาดไว้บนพนักพนักโซฟาอย่างลวกๆ เผยให้เห็นรูปร่างกำยำและแผงอกกว้างที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัวเวเรนิกายืนเก้ๆ กังๆ อยู่กลางห้องนั่งเล่น รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกแกะตัวน้อยที่หลงเข้ามาในถ้ำของราชสีห์"ห้องของเธอคือห้องประตูสีขาวทางปีกขวา..." เขายกมือขึ้นชี้ทิศทาง ก่อนจะปลดเนคไทออกจากคอช้าๆ ท่วงท่าการขยับตัวของเขาเต็มไปด้วยเสน่ห์ทางเพศที่อัดแน่นจนเวเรนิกาเผลอมองตามตาไม่กระพริบ"ส่วนห้องของฉันคือห้องริมสุดทางเดิน... หากไม่มีเรื่องคอขาดบาดตาย ห้ามเข้าไปรบกวนฉันในห้องนั้นเด็ดขาด""เข้าใจแล้วค
เสียงประกาศเรียกผู้โดยสารเที่ยวบินชั้นเฟิร์สคลาสที่กำลังจะเดินทางไปสู่มหานครลอนดอน ดังก้องกังวานไปทั่วห้องรับรองพิเศษ VIP Lounge ของสนามบินสุวรรณภูมิ บรรยากาศภายในห้องสี่เหลี่ยมหรูหรานั้นเงียบสงบ ทว่ากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน"ฝากแก้วตาดวงใจของฉันด้วยนะวิกเตอร์"ธนา ชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัด หันไปตบไหล่เพื่อนรักที่ยืนอยู่เคียงข้างด้วยน้ำเสียงหนักแน่นปนเว้าวอน แววตาของคนเป็นพ่อเต็มไปด้วยความห่วงใยเมื่อทอดมองไปยังร่างบางที่นั่งอยู่บนโซฟาหนังสีเข้ม"นายไม่ต้องห่วง ธนา ไปรับตำแหน่งที่นั่นให้สบายใจเถอะ ฉันรับปากว่าจะดูแล ‘หลาน’ ให้ดีที่สุด... เหมือนเป็นลูกสาวของฉันเอง"น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของ วิกเตอร์ เอ่ยตอบรับเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความหนักแน่นที่ทำให้คนฟังวางใจชายหนุ่มลูกครึ่งไทย-อังกฤษในวัยสี่สิบห้าปี ยืนตระหง่านด้วยความสูงร้อยเก้าสิบเซนติเมตรในชุดสูทสั่งตัดพิเศษจากอิตาลีสีเทาเข้ม ไหล่กว้าง หลังตรง และใบหน้าหล่อเหลาคมคายที่ถูกกาลเวลาสลักเสลาให้ดูดุดันและน่าเกรงขามมากยิ่งขึ้นเสน่ห์ของเขาไม่ใช่ความหนุ่มแน่นแบบวัยรุ่น แต่เป็นความสุกงอมของผู้ชายที่ผ่าน







