Masukเสียงหอบหายใจที่ผสมกับความเร่าร้อนก้องสะท้อนในห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเหงื่อและความปรารถนา นารากัดริมฝีปากแน่น ขณะกล้ามเนื้อทุกส่วนของเธอตึงเครียดรับแรงกระแทกจากเขา ความจุกเสียดแทรกซึมลึกจนกลายเป็นความเสียวซ่านที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มันเหมือนเปลวเพลิงที่โหมกระพือในท้องน้อยของเธอจนแทบจะลุกไหม้ไปทั้งตัว
“อึก... ใหญ่ฉิบ...หาย...ซื๊ด~อ๊า...” เธอครางพร่ากับตัวเอง ขณะที่สะโพกสวยเคลื่อนไหวอย่างไม่หยุดยั้ง ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อคลอเคล้ากับรอยยิ้มของคนที่กำลังลุ่มหลงในอารมณ์ความใคร่ ชรัณมองร่างบางที่โยกอยู่บนตักเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความครอบครอง มือหนาบีบสะโพกนุ่มแน่นไว้มั่น “ชอบล่ะสิ... ของใหญ่แบบนี้...” น้ำเสียงของเขาแฝงด้วยความเย้ยหยันเล็ก ๆ นาราเงยหน้าขึ้นพลางหัวเราะเบา ๆ แต่สายตากลับเต็มไปด้วยประกายซุกซนและยั่วยวน “หึหึ... ผู้หญิงที่ไหนจะไม่ชอบล่ะ? มัน... อ๊า~ ถึงใจจะตาย!” เสียงครางของเธอดังก้องเมื่อเขายกสะโพกเธอขึ้นแล้วกระแทกสวนอย่างแรง ร่างบางสะท้านไปทั้งตัวเหมือนสายลมที่พัดกระหน่ำต้นไม้ในพายุ เหงื่อของทั้งคู่เริ่มไหลรินจนผิวกายเปล่งประกายเหมือนน้ำค้างบนยอดหญ้าในยามเช้า นาราลูบท้องน้อยตัวเองเบา ๆ ความรู้สึกที่ไหลวนในร่างกายเธอเหมือนกระแสน้ำวนที่ดึงดูดเธอให้จมลึกลงไปทุกที บริเวณดังกล่าวที่เธอลูบจับปรากฏชัดถึงสิ่งที่โป้งนูนขึ้นมา นั่นคือท้อนเนื้อที่กระทุ้งเธอจากภายใน อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ทำให้เธอร้าย จู่ ๆ นาราก็กล่าวถ้อยคำด่าทอเสียดสีที่รุนแรงใส่เขา “ขยับได้แค่นี้เหรอ? เป็นผู้ชายแท้ ๆ แถมยังกล้ามใหญ่เสียเปล่า...แต่เย็ดเบาเหมือนเย็ดไม่เป็นนั่นแหละ” เธอแสยะยิ้มจางแต่ดวงตากลับเร่าร้อนเสียจนชรัณรู้สึกเหมือนถูกเธอท้าทาย “งั้นกูจะทำให้มึงรู้เองว่าถ้าให้กูเอาจริงมันจะเป็นยังไง...?” ชรัณยิ้มบางก่อนจะดันร่างเธอลงแล้วควบคุมจังหวะทุกอย่างไว้ในมือเขา แรงกระแทกที่ตามมาทำให้เสียงเนื้อกระทบกันดังสะท้อนในห้อง ตับ!! ตับ!! ตับ!! นารากัดฟันแน่นรับแรงปะทะ แต่กลับยิ่งเพิ่มความเสียวซ่านในทุกขณะ “อะ... อ๊า~!!” เสียงครางของเธอปะทุออกมาราวกับน้ำพุที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า มือบางจิกแน่นที่ไหล่หนา ความรู้สึกทั้งหมดของเธอถูกเติมเต็มเสียจนเธอรู้สึกเหมือนตัวเองล่องลอย ชรัณมองเธอด้วยความพึงพอใจ มือใหญ่เลื่อนไปสัมผัสผิวขาวที่ชุ่มเหงื่อของเธอราวกับต้องการจารึกทุกสัมผัสไว้ในใจ “มึงนี่มัน...เด็ดถึงใจกูจริง ๆ ” เขาพึมพำเบา ๆ ก่อนจะบดขยี้เธออีกครั้งด้วยแรงปรารถนาที่ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง เสียงครางของทั้งคู่ผสมกลมกลืนกับเสียงหัวใจที่เต้นถี่รัว ทุกจังหวะที่เคลื่อนไหวเหมือนบทเพลงที่เร่าร้อนและลึกซึ้งในค่ำคืนที่ไร้ซึ่งคำว่าสงบ เมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ชรัณเอ่ยเสียงต่ำแต่แฝงด้วยความเย้ยหยัน “ฮ่ะฮ่า...มึงชอบผู้หญิงไม่ใช่เหรอ...อีนารา...อย่างลูกสาวกูมัดหมี่...แล้วไหงตอนนี้ถึงได้ขย่มควยกูไม่เลิกเลยล่ะ” มือใหญ่ของเขาไล้สัมผัสสะโพกกลมกลึง ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาบีบกระชับเอวบางที่แสนเย้ายวนอย่างถือสิทธิ์ นาราแสยะยิ้มบาง ดวงตาคมฉายแววร้ายกาจที่ตัดกับใบหน้าสวย เธอยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่ผุดพรายบริเวณหน้าผาก ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการเสียดเย้าผสมความท้าทาย “ก็ใช่...แต่หลังจากที่กูได้รู้ว่ามึงเป็นคนยังไง? ตอนนี้กูว่า...กูคงต้องเปลี่ยนความคิดแล้วว่ะ ผู้ชายก็ไม่ได้แย่...โดยเฉพาะผู้ชายที่เป็นพ่อของคนที่หักอกกูอย่างมึง...” เสียงหัวเราะของเธอเหมือนสายลมที่พัดผ่านความเงียบ มันปลุกเร้าอารมณ์ร้อนในร่างชรัณให้พุ่งสูงขึ้น ดวงตาของเขาจับจ้องร่างบางที่เริ่มเคลื่อนไหวอย่างร้อนแรงขึ้นทุกขณะ ร่างของนาราสั่นระริกไปตามแรงกระแทกที่ดุดันและต่อเนื่อง ทุกจังหวะที่สะโพกเธอเคลื่อนไหวเหมือนเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ เธอกัดริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นเสียงครางที่พร้อมจะหลุดออกมา แต่เมื่อความสุขสมพุ่งทะยาน เธอก็อดไม่ได้ที่จะปล่อยเสียงครางพร่าหวานออกมาอย่างไม่อาจควบคุม ชรัณยิ้มกว้างขณะมองร่างบางที่กำลังเร่าร้อนอยู่ตรงหน้า “ดูเหมือนว่ามึงจะใกล้เสร็จแล้วนะ...” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยการยุแหย่ นาราช้อนตามองเขาด้วยแววตาท้าทาย “แล้วไง?” เธอแสร้งทำเป็นไม่สนใจ แม้ร่างกายของเธอจะตอบสนองต่อแรงกระแทกอย่างรุนแรงเกินควบคุม “ใช่ว่ากูจะต่อไม่ไหวเสียหน่อย...” ชรัณเลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ พลางยิ้มเหยียดอย่างพึงพอใจ “งั้นเหรอ?” เขากล่าวอย่างแผ่วเบาแต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยอำนาจ ก่อนจะเพิ่มจังหวะที่หนักแน่นและรุนแรงขึ้นอีก ทำให้นาราครวญครางเสียงกระเส่าไม่หยุดหย่อน ในเวลานี้ เซ็กส์และความรุนแรงก็เหมือนกับเปลวไฟ ยิ่งโหมกระหน่ำแรงเท่าไร ยิ่งเผาผลาญทั้งร่างกายและจิตใจจนไม่เหลือชิ้นดี แต่กลับทำให้เสพติดจนไม่อาจหลุดพ้นได้ To be continued...มัดหมี่ทอดสายตามองท้องฟ้าสีครามกว้างใหญ่ที่ทอดยาวไปจนสุดสายตา ริมฝีปากของเธอคลี่ยิ้มบางเบา แม้ว่าในใจจะยังมีความรู้สึกเหนื่อยหน่ายซ่อนอยู่ การได้รับคำชวนจากชรัณ—พ่อของเธอ และนารา—แม่เลี้ยงสุดสวย ให้เดินทางไปพักผ่อนบนเรือยอร์ชส่วนตัว ดูเหมือนจะเป็นข้อเสนอที่เธอไม่อาจปฏิเสธได้ แม้ว่าในบ้าน เธอจะยังคงหงุดหงิดกับพฤติกรรมของคนทั้งสอง ทั้งการแสดงความรักอย่าง ‘โจ่งแจ้ง’ ในบางครั้ง หรือแม้กระทั่งความเย็นชาที่แฝงมาในรูปแบบของความเฉยเมย แต่มัดหมี่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหนีออกจากกรอบชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายในตอนนี้ คือสิ่งที่เธอโหยหา มัดหมี่เคยคิดว่าตัวเองอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง การได้ทำงานในตำแหน่งนักการทูตในองค์กรเอกชนระดับนานาชาติที่ใครหลายคนใฝ่ฝันนั้นควรจะเติมเต็มชีวิตเธอ แต่เมื่อได้สัมผัสความจริง เธอกลับพบว่าเส้นทางนี้ไม่สวยงามอย่างที่คาดคิด งานที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน การแข่งขัน และความวุ่นวาย ทำให้เธอหมดพลังไปทีละน้อย ราวกับเปลวเทียนที่กำลังดับลง เธอตัดสินใจลาออก ปล่อยให้ความฝันที่เคยมีจางหายไปในความว่างเปล่า และกลับมาเป็นลูกสาวที่ต้องพึ่งพาความเมตตาของพ่ออีกครั้ง ชรัณไม่เคยเอ่ยคำตำหนิใด ๆ อ
วันรับปริญญาวันที่ท้องฟ้าสดใส บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงหัวเราะ นักศึกษาสวมชุดครุยเดินสวนกันไปมา พร้อมครอบครัวและเพื่อน ๆ ที่มาร่วมแสดงความยินดี เสียงแตรรถยนต์และดอกไม้ช่อใหญ่ที่ทุกคนถือไว้ในมือช่วยเติมสีสันให้วันนี้กลายเป็นความทรงจำอันล้ำค่า มัดหมี่ในชุดครุยสีขาวคาดแถบสีแดงดูสง่างามและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เธอเดินผ่านสวนดอกไม้ของมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของมวลพฤกษา นาราเดินตามหลังถือกล้องถ่ายรูป จับภาพทุกอิริยาบถของมัดหมี่อย่างตั้งใจ “มึงจะถ่ายทำเหี้ยอะไรนักหนา...” มัดหมี่โพล่งขึ้นเมื่อเห็นนารายกกล้องขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะอับอาย “กูก็อยากเก็บภาพลูกสาวให้ได้เยอะ ๆ ไง” นาราพูดติดตลก พร้อมกับหัวเราะเบา ๆ พลางกดชัตเตอร์อีกครั้ง “เลิกล้อได้แล้ว กูเขิน!” มัดหมี่พูดพลางทำท่าหลบกล้อง แต่ก็ยังเหลือบมองเพื่อนสาวที่ยืนยิ้มอยู่อย่างอดไม่ได้ เสียงพูดคุยและหัวเราะของทั้งสองดึงดูดสายตาจากคนรอบข้าง หลายคนหันมามองและยิ้มให้ ราวกับบรรยากาศสดใสระหว่างทั้งสองเป็นภาพที่ชวนมอง “เมื่อก่อนเห็นมีแต่จะหงุดหงิด...ทำไมเดี๋ยวนี้เขินเสียล่ะ?” น
ในวันที่ท้องฟ้าของมัดหมี่ที่เคยสว่างสดใสกลับกลายเป็นสีเทาหม่น ความทรงจำระหว่างเธอกับนาราผุดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เหมือนภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำในหัว—จากวัยมัธยมปลายจนถึงช่วงมหาวิทยาลัย ทั้งสองเป็นเพื่อนที่สนิทกันจนแทบจะเรียกได้ว่าไร้ช่องว่างระหว่างกันมัดหมี่ในวัยมัธยมปลายคือหญิงสาวที่เปรียบดั่งเจ้าหญิงในเทพนิยาย เธอสง่างาม เรียบร้อย และเป็นที่รักของทุกคน ไม่เพียงแค่ความงามภายนอก แต่ยังรวมถึงความมีความฝันอันชัดเจนที่จะเป็นนักการทูตอีกด้วย ตรงข้ามกับนารา สาวห้าวที่มักจะใช้ชีวิตอยู่บนสนามกีฬา เล่นบาสเกตบอลกับเพื่อนผู้ชายและไม่มีใครกล้าจีบ แต่ความแตกต่างเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้ทั้งสองคนกลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดต่อกันความสัมพันธ์เริ่มแน่นแฟ้นขึ้นเมื่อมัดหมี่ชวนนาราเข้าร่วมคณะกรรมการนักเรียน ทั้งสองได้ใช้เวลาร่วมกัน ทำกิจกรรมด้วยกัน และแม้กระทั่งแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง โดยเฉพาะเรื่องแฟนหนุ่มของมัดหมี่ในเวลานั้น—ชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แต่กลับไม่มีเป้าหมายในชีวิต ความรักครั้งนั้นของมัดหมี่เป็นเหมือนเชื้อไฟที่พร้อมจะดับลงทุกเมื่อ นาราเป็นคนกลางที่พยายามประคองความสัม
เสียงเนื้อกระทบกันดังถี่ระรัว ราวกับจังหวะกลองรบที่เร่งเร้า ชรัณพึมพำเสียงต่ำข้างหูของเธอ “เสี้ยนไม่ไหวแล้วรึไง...โอดครวญเหมือนหมาไปได้...” น้ำเสียงเขาเจือไปด้วยความกระหายและท้าทายชรัณปรับเปลี่ยนท่าทางอย่างไม่ทันให้เธอตั้งตัว เขาดึงแขนทั้งสองของเธอให้ยืดขึ้น ร่างของเธอถูกยกขึ้นจากโต๊ะจนเธอสามารถยืนและแอ่นก้นไปด้วยได้ แม้จะทำให้แผ่นหลังโค้งงอดูลำบากลำบนแต่ก็แลกมากับความรู้สึกดี ๆ ที่ทยานเข้ามานาราต้องแบกรับความรู้สึกท่วมท้นนั้นด้วยร่างกายบอบบางของตัวเอง ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวด้วยความรู้สึกที่เกินจะอธิบาย คิ้วขมวด ริมฝีปากเผยอ น้ำตาคลอจากความเสียวซ่านที่ท่วมท้น“ฉันชอบ…ท่านี้…” เธอกล่าวเสียงสั่น น้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความพอใจในสิ่งที่เขามอบให้ ผมยาวของเธอพลิ้วไหวไปตามแรงที่เขาขับเคลื่อน ชรัณถามยั่วด้วยเสียงทุ้มต่ำขณะที่โน้มตัวลงมากอดเธอแน่น “แล้วชอบอะไรมากที่สุดล่ะ...” เขากล่าวพลางใช้มือข้างหนึ่งประคองใบหน้าของเธอเอาไว้ กอบกุมคางอย่างมั่นคง นิ้วหัวแม่มือของเขาสัมผัสริมฝีปากของเธอ ก่อนที่เขาจะสอดนิ้วเข้าไปเบา ๆ หญิงสาวรับมันด้วยความเต็มใจ เธอกัดเบา ๆ พลางดูดนิ้วเขาราวกับต้องการยั่วกลั
“ยั่วเก่งจริง ๆ เลยนะเด็กคนนี้...” ชรัณกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยแรงกระตุ้นที่ยากจะซ่อนเร้น ดวงตาคมกริบจับจ้องเธออย่างลึกซึ้ง ขณะที่เขารับรู้ถึงแรงบีบอัดและสัมผัสที่เธอมอบให้ ผ่านริมฝีปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม และลำคอ ร่างกายของเขาเหมือนจะตอบสนองต่อสิ่งที่เธอทำโดยไม่อาจหักห้ามได้“ได้...” เขากล่าวพร้อมกับสูดลมหายใจลึกเพื่อควบคุมตัวเอง ริมฝีปากยกยิ้มมุมปากที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ “ถ้าเธอทำให้ฉันเสร็จได้จริง ฉันจะสนองความอยากเงี่ยนง่านของเธอให้เอง...”นาราค่อย ๆ ถอนริมฝีปากออกมาด้วยท่วงท่าเชื่องช้า น้ำลายบางส่วนเป็นสายลื่นไหลเชื่อมต่อระหว่างเธอกับส่วนปลายสีม่วงอมชมพูนั้น แสงไฟในห้องสะท้อนหยาดนั้นราวกับอัญมณีเลอค่า เธอใช้ปลายนิ้วเรียวเช็ดขอบปากตัวเองอย่างแผ่วเบา ดวงตาของเธอเปล่งประกายเจ้าเล่ห์ ท้าทาย และยั่วยวน“อย่ามาท้าทายฉันนะ...” เธอกล่าวเสียงหวาน รอยยิ้มที่มุมปากเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองในขณะที่เธอรู้ว่าเขาไม่อาจละสายตาไปจากเธอ หญิงสาวใช้มือกอบกุมท่อนเนื้อที่ใหญ่เกินมือนี้ไปด้วยพลางชักขึ้นชักลงขณะพูดคุยกับเขาชรัณไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่กลับเอนกายลงบนโซฟา ท่วงท่าที่เขาทำเหมือนจะ
ในห้องน้ำของโรงแรมนาราทรุดตัวลงกับขอบอ่างอาบน้ำ พลางใช้มือยันขอบไว้เพื่อพยุงร่างกายที่อ่อนล้า แข้งขาแทบไร้เรี่ยวแรง เธอค่อย ๆ สอดตัวลงในน้ำอุ่นที่ลอยละล่องด้วยฟองสบู่สีขาว สัมผัสของน้ำช่วยบรรเทาความปวดร้าวที่แล่นไปทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณท้องน้อยและต้นขาที่อ่อนยวบอย่างน่าใจหาย“แม่งเอ๊ย...ไม่น่าเลยกู...” เสียงพึมพำดังขึ้นจากริมฝีปากบางที่ยังคงเจือรอยซีดจาง เธอสบทกับตัวเองขณะพยายามปรับลมหายใจให้สม่ำเสมอ ความรู้สึกแสบร้อนจากแผ่นหลังและก้นยิ่งตอกย้ำถึงค่ำคืนอันร้อนแรงที่เพิ่งผ่านมา“อายุห้าสิบกว่าแล้ว แต่แรงแม่งยังกับหมาบ้า...” นาราบ่นอุบอิบ พร้อมกวาดมือไล่หยดน้ำจากใบหน้าที่เปื้อนด้วยหยาดเหงื่อและความเหนื่อยล้า ริมฝีปากบางโค้งขึ้นเล็กน้อยเมื่อคิดถึงชรัณ เจ้าของพลังที่ราวกับไม่เคยลดน้อยลงตามวัยเธอหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุด สูดควันเข้าปอดลึก ๆ ก่อนพ่นออกมาเป็นสายหมอกจาง ๆ ที่ล่องลอยวนเวียนในอากาศรอบตัว รอยยิ้มเย้ายวนปรากฏบนใบหน้า เธอนั่งเอนพิงขอบอ่าง น้ำอุ่นกระเพื่อมเบา ๆ ราวกับจะโอบอุ้มความอ่อนล้าของเธอไว้ เธอในตอนนี้ดูราวกับเทพธิดาที่หลบซ่อนความงดงามไว้ในแสงจันทร์จาง ๆ ภายในห้องน้ำสลัวความ







