로그인“มึงจะเอางี้เลยงั้นเหรอ...?” นาราเอ่ยด้วยน้ำเสียงกึ่งหยอกล้อ ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยไปตามผิวเนียนของตัวเอง ดวงตาของเธอจ้องมองหนุ่มใหญ่ตรงหน้าด้วยแววตาที่ทั้งเย้ยหยันและปลุกเร้าในคราวเดียว
ชรัณเงยหน้าขึ้นจากการสำรวจยอดอกของเธออย่างแผ่วเบา ริมฝีปากยังคงทิ้งรอยแดงจางไว้บนผิวเนียนที่อ่อนนุ่มนั้น “ไม่ให้เอางี้ แล้วจะให้เอายังไงล่ะ...?” เสียงของเขาต่ำลึก รอยยิ้มมุมปากปรากฏอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนที่มือหนาจะเลื่อนไปขยำเบา ๆ ที่อกอีกข้างของเธอซึ่งยังไม่ได้ถูกครอบครอง จากนั้นเขาก็ละเลงเลียต่อ ด้วยการเคลื่อนไหวปลายลิ้นเพื่อคลึงส่วนสีชมพูหวานนั้น นาราหัวเราะเบา ๆ ร่างกายของเธอสั่นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่ผสมผสานระหว่างความประหม่าและความท้าทาย เธอไม่ได้ขัดขืน กลับปล่อยตัวปล่อยใจไปตามสัมผัสของเขาที่ทั้งหนักหน่วงและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน ริมฝีปากของเธอเผยอขึ้นเล็กน้อย คล้ายจะร้องขอสัมผัสที่มากกว่านี้ แต่เธอกลับเงียบลง เลือกที่จะปล่อยให้เขาเป็นฝ่ายนำ ความรู้สึกที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายทำให้นาราแทบลืมตัว สัมผัสของเขาที่ลากไล้ไปบนผิวเนียนเหมือนเปลวไฟอ่อน ๆ ที่ค่อย ๆ ลุกโชนขึ้น กลิ่นกายอ่อน ๆ ของเขาผสมกับกลิ่นหอมจางจากตัวเธอสร้างบรรยากาศที่อวลไปด้วยความเร่าร้อน ชรัณยังคงมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำ ริมฝีปากของเขาสัมผัสลงอีกครั้งและอีกครั้งอย่างรุนแรง ทว่ามั่นคง เขาไม่ได้เร่งรีบ แต่กลับสร้างความร้อนแรงให้กับทุกจังหวะ ทุกสัมผัสเหมือนการวาดภาพที่ค่อย ๆ เติมเต็มด้วยสีสันแห่งความปรารถนา มือหนาของเขาลูบไล้เบา ๆ ก่อนจะเพิ่มแรงกดเหมือนต้องการตอกย้ำให้เธอรู้ว่าเขาไม่อาจยับยั้งตัวเองได้ “กูว่า...” นาราพึมพำเบา ๆ เสียงเธอแผ่วราวกับลมที่พัดผ่าน ก่อนจะกลืนคำพูดลงไปเมื่อเขายังคงสำรวจเธอด้วยความมุ่งมั่น สัมผัสที่หนักเบาสลับกันนั้นทำให้เธอแทบหลุดลอยจากความเป็นจริง ความเร้าใจที่ปะทุในตัวเธอนั้นเหมือนคลื่นที่ถาโถม ไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป ชรัณเงยหน้าขึ้น สายตาของเขาจับจ้องเธอด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความต้องการ นาราไม่หลบตา แต่กลับยิ้มรับอย่างท้าทาย มือเรียวของเธอยกขึ้นแตะที่แก้มของเขา ลูบเบา ๆ ไปตามตอขนแข็ง ๆ ที่เริ่มขึ้นมาหลังโกนไปได้ไม่กี่วัน คล้ายปลอบโยน ก่อนจะดึงเขาเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น ทุกสิ่งดูเหมือนจะหยุดนิ่ง เหลือเพียงเสียงลมหายใจที่ดังชัดในความเงียบ บทสนทนาไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปเมื่อความรู้สึกของทั้งคู่ถูกถ่ายทอดผ่านการกระทำที่ลึกซึ้งกว่า ความเงียบงันในห้องคลอด้วยเสียงลมหายใจที่หนักหน่วง และกลิ่นเหล้าที่ลอยอบอวล แสงไฟสลัวสะท้อนเงาร่างของทั้งคู่ที่กำลังอยู่ในความเร่าร้อนที่ไม่อาจห้ามใจได้ ชรัณจรดริมฝีปากลงบนคอระหงของนารา ไล่สัมผัสผ่านปลายจมูกที่ลากไล้ลงมาจนถึงไหล่ เขาใช้มือหนาค่อย ๆ ปลดตะขอกางเกงหนังสีดำของเธอออกอย่างเชื่องช้า ราวกับต้องการดื่มด่ำกับทุกวินาทีที่เกิดขึ้น เนื้อผ้าลื่นหลุดลงไปตามเรียวขาขาวเนียนของเธอเผยให้เห็นผิวที่นุ่มลื่นราวกับแพรไหม เขาไล้ปลายนิ้วไปตามแนวขาของเธอ ชะโลมสัมผัสที่ทำให้นาราต้องบิดตัวเล็กน้อยเพราะความเสียวซ่าน เขาถอดชั้นในตัวจิ๋วที่เหลืออยู่ของเธอออก ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกเผยให้เห็นเรือนร่างที่กำยำ กล้ามเนื้อแน่นหนาที่ปกคลุมด้วยเส้นเลือดที่ชัดเจนดั่งแผนที่ เส้นสายของกล้ามอก กล้ามแขน และหน้าท้องของเขาเด่นชัดราวกับรูปสลัก แม้อายุจะล่วงเลยถึง 50 ปี แต่ชรัณยังคงความหนุ่มแน่นในทุกส่วนของร่างกาย สายตาของนาราจับจ้องที่เขาอย่างหลงใหล เธอเองปลดสายเดี่ยวและเกาะอกออกอย่างไม่ลังเล เผยให้เห็นร่างกายที่อ่อนเยาว์และสมบูรณ์แบบ ผิวเนียนละเอียดและส่วนโค้งเว้าที่สมดุลราวกับศิลปินเอกได้สร้างขึ้น เมื่อทั้งคู่เปลือยเปล่าอย่างสมบูรณ์ นาราคว้าแก้วเหล้าบนโต๊ะแล้วดื่มรวดเดียวจนหมด เธอก้าวขึ้นไปนั่งคร่อมบนตัวของชรัณที่นั่งพิงโซฟาอย่างสง่างาม เธอประคองใบหน้าของเขาไว้ก่อนจะโน้มลงจูบอย่างเร่าร้อน ป้อนเหล้าที่อยู่ในปากของเธอให้เขาผ่านริมฝีปากที่หลอมรวมกัน กลิ่นเหล้าขมและรสหวานจากเธอทำให้ชรัณหลงใหลจนต้องตอบรับอย่างเต็มใจ พวกเขาจูบกันอย่างดูดดื่มและเร่าร้อน ริมฝีปากที่เชื่อมกันแนบแน่น กลายเป็นเครื่องมือที่ส่งผ่านความปรารถนาอันล้นทะลัก มือหนาของเขาเลื่อนไปตามแผ่นหลังของเธอ ไล้ปลายนิ้วอย่างเชื่องช้าและหนักแน่นในบางจังหวะ ร่างกายของทั้งคู่เคลื่อนไหวไปตามอารมณ์ที่พุ่งสูงจนถึงขีดสุด ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังจะปะทุ นาราก็ผละออกเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงกระซิบที่ข้างหูของเขา เสียงของเธอแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความยั่วยวนที่อ่อนโยน “นี่เป็นครั้งแรกของกูนะ...” คำพูดนั้นทำให้ชรัณชะงักไปเล็กน้อย แต่กลับเพิ่มความปรารถนาในตัวเขาให้มากขึ้น เขาโน้มใบหน้าลงช้า ๆ จุมพิตที่หน้าผากของเธออย่างอ่อนโยน ก่อนจะกระซิบตอบกลับด้วยเสียงต่ำที่เปี่ยมด้วยความรู้สึก “งั้นกูจะทำให้มันเป็นครั้งแรกที่มึงไม่มีวันลืมเลย...อีหนูของกู” นาราเผยรอยยิ้มอ่อนหวาน ปล่อยให้ชรัณบีบสะเอวเธอด้วยสองมือหนาใหญ่นั้นไว้แนบแน่น เสียงหัวใจของทั้งคู่ดังประสานกัน ท่ามกลางความปรารถนาอันร้อนแรงที่กำลังจะหลอมรวมกันในค่ำคืนที่ไม่มีคำพูดใดสามารถบรรยายได้ครบถ้วน หญิงสาวสัมผัสได้อย่างเด่นชัดมาตลอดถึงท้อนเนื้อที่แข็งแรงนั้น มันมีเส้นเอ็นปูดโปนอยู่ล้อมรอบ ความใหญ่เกินมือเธอจะจับ และมันก็น่าจะยาวพอ ๆ กับแขนของเธอ ในเวลานี้ท้อนเนื้อที่เธอคนึงหาก็กำลังส้มผัสกับร่องก้นและแผ่นหลังของเธออยู่ นาราจับไหล่ชรัณไว้มั่นเพื่อพยุงร่างกายบอบบางนี้เอาไว้ ขณะที่เขายกมันขึ้นอย่างง่ายดาย แม้จะเขินอายแต่หญิงสาวก็ไม่ยี่หระ เธอแสยะยิ้มพร้อมเลื่อนมือข้างหนึ่งลงไปใต้ว่างขาเพื่อจับท้อนเนื้อนั้นให้จ่อตรงรูร่องสีชมพูหวานของเธอ ที่นั่นมันเปียกชื้นและมีน้ำเยิ้ม ๆ ไหลย้อยลงมาจรดท้อนเนื้อนี้ด้วย มุมปากของหญิงฉีกออกกว้างขึ้นอีก ขณะที่เธอหย่อนตัวเองลงเพื่อคล้อยตามน้ำหนักมือของอีกฝ่ายที่กดให้ร่างของเขาจมลงไป นั่นทำให้ท้อนเนื้อนั้นพุ่งพรวดเข้ามาในร่างกายของเธอรวดเดียวมิดด้าม—ในห้วงอารมณ์ที่เร่าร้อน ร่างกายอาจเป็นเพียงเครื่องมือ แต่หัวใจคือที่ที่ไฟปรารถนาลุกโชน To be continued...มัดหมี่ทอดสายตามองท้องฟ้าสีครามกว้างใหญ่ที่ทอดยาวไปจนสุดสายตา ริมฝีปากของเธอคลี่ยิ้มบางเบา แม้ว่าในใจจะยังมีความรู้สึกเหนื่อยหน่ายซ่อนอยู่ การได้รับคำชวนจากชรัณ—พ่อของเธอ และนารา—แม่เลี้ยงสุดสวย ให้เดินทางไปพักผ่อนบนเรือยอร์ชส่วนตัว ดูเหมือนจะเป็นข้อเสนอที่เธอไม่อาจปฏิเสธได้ แม้ว่าในบ้าน เธอจะยังคงหงุดหงิดกับพฤติกรรมของคนทั้งสอง ทั้งการแสดงความรักอย่าง ‘โจ่งแจ้ง’ ในบางครั้ง หรือแม้กระทั่งความเย็นชาที่แฝงมาในรูปแบบของความเฉยเมย แต่มัดหมี่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหนีออกจากกรอบชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายในตอนนี้ คือสิ่งที่เธอโหยหา มัดหมี่เคยคิดว่าตัวเองอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง การได้ทำงานในตำแหน่งนักการทูตในองค์กรเอกชนระดับนานาชาติที่ใครหลายคนใฝ่ฝันนั้นควรจะเติมเต็มชีวิตเธอ แต่เมื่อได้สัมผัสความจริง เธอกลับพบว่าเส้นทางนี้ไม่สวยงามอย่างที่คาดคิด งานที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน การแข่งขัน และความวุ่นวาย ทำให้เธอหมดพลังไปทีละน้อย ราวกับเปลวเทียนที่กำลังดับลง เธอตัดสินใจลาออก ปล่อยให้ความฝันที่เคยมีจางหายไปในความว่างเปล่า และกลับมาเป็นลูกสาวที่ต้องพึ่งพาความเมตตาของพ่ออีกครั้ง ชรัณไม่เคยเอ่ยคำตำหนิใด ๆ อ
วันรับปริญญาวันที่ท้องฟ้าสดใส บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงหัวเราะ นักศึกษาสวมชุดครุยเดินสวนกันไปมา พร้อมครอบครัวและเพื่อน ๆ ที่มาร่วมแสดงความยินดี เสียงแตรรถยนต์และดอกไม้ช่อใหญ่ที่ทุกคนถือไว้ในมือช่วยเติมสีสันให้วันนี้กลายเป็นความทรงจำอันล้ำค่า มัดหมี่ในชุดครุยสีขาวคาดแถบสีแดงดูสง่างามและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เธอเดินผ่านสวนดอกไม้ของมหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของมวลพฤกษา นาราเดินตามหลังถือกล้องถ่ายรูป จับภาพทุกอิริยาบถของมัดหมี่อย่างตั้งใจ “มึงจะถ่ายทำเหี้ยอะไรนักหนา...” มัดหมี่โพล่งขึ้นเมื่อเห็นนารายกกล้องขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะอับอาย “กูก็อยากเก็บภาพลูกสาวให้ได้เยอะ ๆ ไง” นาราพูดติดตลก พร้อมกับหัวเราะเบา ๆ พลางกดชัตเตอร์อีกครั้ง “เลิกล้อได้แล้ว กูเขิน!” มัดหมี่พูดพลางทำท่าหลบกล้อง แต่ก็ยังเหลือบมองเพื่อนสาวที่ยืนยิ้มอยู่อย่างอดไม่ได้ เสียงพูดคุยและหัวเราะของทั้งสองดึงดูดสายตาจากคนรอบข้าง หลายคนหันมามองและยิ้มให้ ราวกับบรรยากาศสดใสระหว่างทั้งสองเป็นภาพที่ชวนมอง “เมื่อก่อนเห็นมีแต่จะหงุดหงิด...ทำไมเดี๋ยวนี้เขินเสียล่ะ?” น
ในวันที่ท้องฟ้าของมัดหมี่ที่เคยสว่างสดใสกลับกลายเป็นสีเทาหม่น ความทรงจำระหว่างเธอกับนาราผุดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว เหมือนภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำในหัว—จากวัยมัธยมปลายจนถึงช่วงมหาวิทยาลัย ทั้งสองเป็นเพื่อนที่สนิทกันจนแทบจะเรียกได้ว่าไร้ช่องว่างระหว่างกันมัดหมี่ในวัยมัธยมปลายคือหญิงสาวที่เปรียบดั่งเจ้าหญิงในเทพนิยาย เธอสง่างาม เรียบร้อย และเป็นที่รักของทุกคน ไม่เพียงแค่ความงามภายนอก แต่ยังรวมถึงความมีความฝันอันชัดเจนที่จะเป็นนักการทูตอีกด้วย ตรงข้ามกับนารา สาวห้าวที่มักจะใช้ชีวิตอยู่บนสนามกีฬา เล่นบาสเกตบอลกับเพื่อนผู้ชายและไม่มีใครกล้าจีบ แต่ความแตกต่างเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้ทั้งสองคนกลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดต่อกันความสัมพันธ์เริ่มแน่นแฟ้นขึ้นเมื่อมัดหมี่ชวนนาราเข้าร่วมคณะกรรมการนักเรียน ทั้งสองได้ใช้เวลาร่วมกัน ทำกิจกรรมด้วยกัน และแม้กระทั่งแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง โดยเฉพาะเรื่องแฟนหนุ่มของมัดหมี่ในเวลานั้น—ชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แต่กลับไม่มีเป้าหมายในชีวิต ความรักครั้งนั้นของมัดหมี่เป็นเหมือนเชื้อไฟที่พร้อมจะดับลงทุกเมื่อ นาราเป็นคนกลางที่พยายามประคองความสัม
เสียงเนื้อกระทบกันดังถี่ระรัว ราวกับจังหวะกลองรบที่เร่งเร้า ชรัณพึมพำเสียงต่ำข้างหูของเธอ “เสี้ยนไม่ไหวแล้วรึไง...โอดครวญเหมือนหมาไปได้...” น้ำเสียงเขาเจือไปด้วยความกระหายและท้าทายชรัณปรับเปลี่ยนท่าทางอย่างไม่ทันให้เธอตั้งตัว เขาดึงแขนทั้งสองของเธอให้ยืดขึ้น ร่างของเธอถูกยกขึ้นจากโต๊ะจนเธอสามารถยืนและแอ่นก้นไปด้วยได้ แม้จะทำให้แผ่นหลังโค้งงอดูลำบากลำบนแต่ก็แลกมากับความรู้สึกดี ๆ ที่ทยานเข้ามานาราต้องแบกรับความรู้สึกท่วมท้นนั้นด้วยร่างกายบอบบางของตัวเอง ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวด้วยความรู้สึกที่เกินจะอธิบาย คิ้วขมวด ริมฝีปากเผยอ น้ำตาคลอจากความเสียวซ่านที่ท่วมท้น“ฉันชอบ…ท่านี้…” เธอกล่าวเสียงสั่น น้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความพอใจในสิ่งที่เขามอบให้ ผมยาวของเธอพลิ้วไหวไปตามแรงที่เขาขับเคลื่อน ชรัณถามยั่วด้วยเสียงทุ้มต่ำขณะที่โน้มตัวลงมากอดเธอแน่น “แล้วชอบอะไรมากที่สุดล่ะ...” เขากล่าวพลางใช้มือข้างหนึ่งประคองใบหน้าของเธอเอาไว้ กอบกุมคางอย่างมั่นคง นิ้วหัวแม่มือของเขาสัมผัสริมฝีปากของเธอ ก่อนที่เขาจะสอดนิ้วเข้าไปเบา ๆ หญิงสาวรับมันด้วยความเต็มใจ เธอกัดเบา ๆ พลางดูดนิ้วเขาราวกับต้องการยั่วกลั
“ยั่วเก่งจริง ๆ เลยนะเด็กคนนี้...” ชรัณกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยแรงกระตุ้นที่ยากจะซ่อนเร้น ดวงตาคมกริบจับจ้องเธออย่างลึกซึ้ง ขณะที่เขารับรู้ถึงแรงบีบอัดและสัมผัสที่เธอมอบให้ ผ่านริมฝีปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม และลำคอ ร่างกายของเขาเหมือนจะตอบสนองต่อสิ่งที่เธอทำโดยไม่อาจหักห้ามได้“ได้...” เขากล่าวพร้อมกับสูดลมหายใจลึกเพื่อควบคุมตัวเอง ริมฝีปากยกยิ้มมุมปากที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ “ถ้าเธอทำให้ฉันเสร็จได้จริง ฉันจะสนองความอยากเงี่ยนง่านของเธอให้เอง...”นาราค่อย ๆ ถอนริมฝีปากออกมาด้วยท่วงท่าเชื่องช้า น้ำลายบางส่วนเป็นสายลื่นไหลเชื่อมต่อระหว่างเธอกับส่วนปลายสีม่วงอมชมพูนั้น แสงไฟในห้องสะท้อนหยาดนั้นราวกับอัญมณีเลอค่า เธอใช้ปลายนิ้วเรียวเช็ดขอบปากตัวเองอย่างแผ่วเบา ดวงตาของเธอเปล่งประกายเจ้าเล่ห์ ท้าทาย และยั่วยวน“อย่ามาท้าทายฉันนะ...” เธอกล่าวเสียงหวาน รอยยิ้มที่มุมปากเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองในขณะที่เธอรู้ว่าเขาไม่อาจละสายตาไปจากเธอ หญิงสาวใช้มือกอบกุมท่อนเนื้อที่ใหญ่เกินมือนี้ไปด้วยพลางชักขึ้นชักลงขณะพูดคุยกับเขาชรัณไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่กลับเอนกายลงบนโซฟา ท่วงท่าที่เขาทำเหมือนจะ
ในห้องน้ำของโรงแรมนาราทรุดตัวลงกับขอบอ่างอาบน้ำ พลางใช้มือยันขอบไว้เพื่อพยุงร่างกายที่อ่อนล้า แข้งขาแทบไร้เรี่ยวแรง เธอค่อย ๆ สอดตัวลงในน้ำอุ่นที่ลอยละล่องด้วยฟองสบู่สีขาว สัมผัสของน้ำช่วยบรรเทาความปวดร้าวที่แล่นไปทั่วร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณท้องน้อยและต้นขาที่อ่อนยวบอย่างน่าใจหาย“แม่งเอ๊ย...ไม่น่าเลยกู...” เสียงพึมพำดังขึ้นจากริมฝีปากบางที่ยังคงเจือรอยซีดจาง เธอสบทกับตัวเองขณะพยายามปรับลมหายใจให้สม่ำเสมอ ความรู้สึกแสบร้อนจากแผ่นหลังและก้นยิ่งตอกย้ำถึงค่ำคืนอันร้อนแรงที่เพิ่งผ่านมา“อายุห้าสิบกว่าแล้ว แต่แรงแม่งยังกับหมาบ้า...” นาราบ่นอุบอิบ พร้อมกวาดมือไล่หยดน้ำจากใบหน้าที่เปื้อนด้วยหยาดเหงื่อและความเหนื่อยล้า ริมฝีปากบางโค้งขึ้นเล็กน้อยเมื่อคิดถึงชรัณ เจ้าของพลังที่ราวกับไม่เคยลดน้อยลงตามวัยเธอหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุด สูดควันเข้าปอดลึก ๆ ก่อนพ่นออกมาเป็นสายหมอกจาง ๆ ที่ล่องลอยวนเวียนในอากาศรอบตัว รอยยิ้มเย้ายวนปรากฏบนใบหน้า เธอนั่งเอนพิงขอบอ่าง น้ำอุ่นกระเพื่อมเบา ๆ ราวกับจะโอบอุ้มความอ่อนล้าของเธอไว้ เธอในตอนนี้ดูราวกับเทพธิดาที่หลบซ่อนความงดงามไว้ในแสงจันทร์จาง ๆ ภายในห้องน้ำสลัวความ







