INICIAR SESIÓN“ครับ/ค่ะ” เสียงเด็กที่อยู่ในห้องต่างรับคำพร้อมกันทันที พวกเขาไม่เหมือนเด็กสามคนนั้นที่เพิ่งเข้ามาไม่กี่วันก็เอาแต่ก่อเรื่องแล้ว
ตังหยางกวาดสายตามองเด็กในห้องเรียนที่เหลืออยู่ประมาณสิบกว่าคนก็เห็นว่าพวกเขาดูจะตั้งใจเรียนจริงจึงพยักหน้าอย่างพอใจแล้วสอนเรื่องการเมืองต่อ
หลังจบชั่วโมงของตังหยาง ก็มีอาจารย์ฝูฉีสาวสวยของสถาบันเดินเข้ามาในห้องเพื่อสอนวิชาภาษาจีนทันที เพ่ยหยูคิดไม่ถึงว่าอาจารย์จะสวยมากถึงขนาดนี้ เธออดยิ้มบางออกมาไม่ได้เมื่อมีอาหารตาสวย ๆ ให้ดูก่อนเรียน
ชั่วโมงภาษาจีนของอาจารย์ฝูฉีไม่มีใครกล้าส่งเสียงดังอีก เด็กทั้งสามที่ถูกให้ออกไปยืนกลางแดดนานนับชั่วโมงเองก็เงียบกริบไปเช่นกัน พวกเขาไม่กล้าท้าทายกฎระเบียบของสถาบันแห่งนี้อีกต่อไปหลังจากถูกลงโทษติด ๆ กันโดยที่เพิ่งเข้ามาแค่ไม่กี่วัน
หลังจากฝูฉีสอนเสร็จ อาจารย์ไฉปังก็เข้ามาสอนวิชาคณิตศาสตร์ต่อทันที อีกเพียงแค่ชั่วโมงเดีียวเท่านั้นก็จะถึงเวลาพักกลางวันแล้ว เด็ก ๆ ในห้องจึงตั้งใจเรียนกันเป็นพิเศษ พวกเขาต่างรู้ดีว่าหลังมื้ออาหารจะได้นอนพักผ่อนก่อนเข้าร่วมกิจกรรมยามบ่ายต่อจึงไม่มีใครกล้าทำอะไรขัดกับกฎระเบียบของสถาบัน
เพ่ยหยูใช้ชีวิตตามตารางของสถาบันอย่างเคร่งครัดจนกระทั่งถึงปี 1980 ที่สถาบันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเอกชนและตามหมู่บ้านถูกปิดตัวลงเป็นจำนวนมากตามนโยบายใหม่ของท่านผู้นำคนใหม่ ทำให้สถาบันจำเป็นต้องรับเด็กเข้ามาอยู่เป็นจำนวนมากจนเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นบ่อย ๆ ยังดีที่จูข่ายหนิงจัดการโดยขอเจ้าหน้าที่เพิ่มเข้ามาในสถาบันอีกมากกว่าสามสิบคน รวมทั้งยังขอกำลังทหารจากหน่วยงานกลางมาช่วยสอนกฎระเบียบและให้ช่วยควบคุมความประพฤติของเด็กที่เข้ามาใหม่ซึ่งมีนิสัยก้าวร้าว ดื้อรั้นมากกว่าเด็กรุ่นก่อนที่เข้ามาอยู่ในสถาบันตั้งแต่แรก
เพ่ยหยูที่อายุสิบขวบแล้วยังเกือบถูกกลุ่มเด็กเกเรวัยเดียวกันอย่างไห่เฉียวรังแกอยู่หลายครั้ง ดีที่พวกไป่หลิวคอยดูแลอยู่จึงทำให้เธอรอดตัวมาได้ตลอด ทั้งที่กลุ่มไห่เฉียวซึ่งมีหลูหลี มู่จี ฟานเฉิงและเทียนป้าถูกลงโทษอย่างหนักหลายครั้งก็ไม่เคยจำกันสักที
วันนี้ก็ไม่ต่างจากทุกวันที่เพ่ยหยูถูกไห่เฉียวหาเรื่องระหว่างทานข้าวกลางวัน ในใจของเพ่ยหยูเริ่มเอือมระอากับกลุ่มของไห่เฉียวมากแล้ว เพียงแต่เธออดทนเพราะไม่อยากให้มีเรื่องราวใหญ่โต แต่วันนี้ไห่เฉียวถึงกับแย่งถาดอาหารและเขวี้ยงลงพื้น ทำให้เพ่ยหยูไม่มีข้าวกลางวันกินเหมือนคนอื่น
เพี๊ยะ!!! พลั่ก! ตุ้บ!
“กรี๊ด!!! นังสารเลว แกกล้าทำร้ายฉันเหรอฮะ!!” ไห่เฉียวที่ถูกตบและถีบลงไปนอนดิ้นเร่า ๆ อยู่ใกล้โต๊ะกินข้าวที่ประจำของกลุ่มเพ่ยหยู
“ใครใช้ให้เธอมาทำลายอาหารกลางวันของฉันล่ะ! เธอรู้ไหมว่ากว่าจะได้ข้าวแต่ละเม็ดมามันลำบากขนาดไหน” เพ่ยหยูตะคอกกลับเสียงดังอย่างโมโห เธออุตส่าห์อดทนการรังควานของไห่เฉียวมาได้นานหลายเดือนแล้ว แต่วันนี้เพ่ยหยูสุดจะทนแล้วจริง ๆ
“เกิดอะไรขึ้น!!!” จูข่ายหนิงวันนี้คิดจะเดินมาดูเด็ก ๆ ที่รับมาจากที่อื่นพอดีเห็นคนมุงกันอยู่ก็รีบเดินแหวกทางเข้ามาดูและเอ่ยขึ้นเสียงดัง
“นังเพ่ยหยูมันตบกับถีบหนูค่ะท่าน ผอ. ฮือ...” ไห่เฉียวแสร้งฟ้องร้องก่อนเพื่อขอความเห็นใจ
“คุณป้าคะ ไห่เฉียวแย่งถาดอาหารหนูแล้วเขวี้ยงลงพื้นค่ะ ข้าวแต่ละเม็ดกว่าเราจะได้มากินมันไม่ใช่วันสองวันจะหามาได้ หนูเสียดายอาหารของหนูค่ะ” เพ่ยหยูหันไปค้อมหัวคำนับจูข่ายหนิงก่อนแล้วจึงเอ่ยขึ้นมา หลายปีที่อยู่ในสถาบัน เพ่ยหยูยังคงติดเรียกจูข่ายหนิงว่าคุณป้ามาตลอดจนคนอื่น ๆ เองก็นึกว่าเธอเป็นหลานสาว ผอ.จริง ๆ ซึ่งเรื่องนี้จูข่ายหนิงก็ไม่ได้ห้ามเพ่ยหยูเพราะเธอเองก็รู้พฤติกรรมของเพ่ยหยูดีอยู่แล้ว จูข่ายหนิงยังนึกชื่นชมเพ่ยหยูที่เป็นเด็กดีมาตลอดตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาอยู่ที่นี่
“เจ้าหน้าที่!!! จับไห่เฉียวกับพวกไปขังเดี่ยวและงดอาหารสามวัน” จูข่ายหนิงพอรู้ความจริงก็ยิ่งโกรธไห่เฉียวกับเพื่อนในกลุ่มของเธอจนลงโทษสถานหนัก เรื่องอาหารเป็นเรื่องสำคัญของประเทศ แต่เด็กพวกนี้กลับกล้าทำลายอาหารที่หายากเย็นของสถาบันเพราะความอิจฉาเพียงเล็กน้อยแบบนี้ แล้วจะไม่ให้จูข่ายหนิงลงโทษอย่างหนักได้อย่างไร
“ผอ. ลำเอียงเกินไปแล้วนะคะ! พวกหนูไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย” มู่จีที่ติดหางเลขไปด้วยอดเอ่ยขึ้นเสียงดังไม่ได้ เธอแค่อยู่กลุ่มเดียวกับไห่เฉียวแค่นั้นเองนะ
“ฮึ! อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าพวกเธอก่อเรื่องอะไรเอาไว้บ้างตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่นี่ หากหลังการลงโทษครั้งนี้พวกเธอยังก่อเรื่องอีกก็เตรียมถูกส่งตัวไปสถานดัดสันดานได้เลย ฉันรับรองว่าพวกเธอจะไม่ได้อยู่สบายเหมือนที่นี่หรอกนะ” จูข่ายหนิงกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา เธอกวาดตามองไปยังกลุ่มของไห่เฉียวทั้งห้าคนอย่างนึกรังเกียจ จูข่ายหนิงเองก็ไม่คิดว่าพอรับคนเข้ามามากขึ้นจะเกิดเรื่องในสถาบันที่เธอดูแลอยู่แทบไม่เว้นแต่ละวัน
“ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด! ผอ. เข้าข้างนังเพ่ยหยูสินะครับ ไม่ใช่ว่ามันเป็นลูกสาวนอกสมรสของ ผอ.หรอกนะถึงได้เข้าข้างมันขนาดนี้” เทียนป้าจอมปากแจ๋วเถียงเสียงดังขึ้นมาอีกคน
“ฮ่า ฮ่า ตั้งแต่ฉันทำงานมา นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าดูถูกการทำงานของฉัน เพิ่มโทษพวกเขาเข้าไปอีกสามวัน รีบพาตัวพวกเขาไปให้พ้นหน้าฉัน!!” จูข่ายหนิงหัวเราะเสียงเย็นออกมา
เจ้าหน้าที่ทหารและทหารบ้านรีบเข้ามาจับตัวพวกไห่เฉียวไปลงโทษตามคำสั่งทันที พวกเขาเองก็ไม่คิดว่าอยู่ ๆ ผอ. จะลงโทษหนักมากถึงขั้นนี้ นับว่าเป็นครั้งแรกตั้งแต่จูข่ายหนิงดูแลสถาบันมาที่เธอลงโทษถึงขั้นอดข้าวห้าวันแบบนี้
“ขอบคุณคุณป้ามากนะคะที่ให้ความเป็นธรรมกับหนู” เพ่ยหยูไม่ลืมมารยาท เธอรีบหันไปค้อมหัวคำนับอย่างนอบน้อมทันทีที่เห็นคนที่รังควานเธอมาตลอดถูกลากออกไปแล้ว
“ไม่เป็นไร เป็นฉันที่ควบคุมเด็กพวกนี้หละหลวมเกินไป เธอไปเอาอาหารจากถาดใหม่มากินเถอะนะ ได้ข่าวว่าการสอบครั้งก่อนเธอก็ได้คะแนนเต็มอีกแล้วใช่ไหม ตั้งใจเรียนนะ” จูข่ายหนิงพยักหน้ารับคำของเพ่ยหยู เธอเองก็ไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะเติบโตขึ้นมาแล้วสวยและสูงขึ้นทุกวันจนดูเหมือนเพ่ยหยูอายุสิบสี่สิบห้าเลยทีเดียว จูข่ายหนิงคิดว่าเพราะความโดดเด่นทางการเรียนและคำชมจากรุ่นพี่รุ่นน้องที่เพ่ยหยูได้รับบ่อย ๆ น่าจะทำให้กลุ่มไห่เฉียวที่เข้ามาไม่นานคอยอิจฉาจนมาหาเรื่องเพ่ยหยูตลอด นี่ก็เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่เธอเห็นเพ่ยหยูลงมือกับไห่เฉียว เธอได้แต่คิดว่าเพ่ยหยูสามารถนำท่าทางการออกกำลังกายมาใช้เป็นวิชาการต่อสู้ได้ไม่เลวเลยทีเดียว น้อยนักที่จะมีเด็กผู้หญิงทำได้อย่างเพ่ยหยู
“หนูจะตั้งใจเรียนค่ะ ขอโทษด้วยนะคะที่ก่อเรื่องในวันนี้” เพ่ยหยูยังคงกล่าวด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“ไม่เป็นไร เธออดทนมานานหลายเดือนได้ก็เก่งมากแล้วล่ะ” จูข่ายหนิงส่ายหัวว่าไม่เป็นไรจริง ๆ หากเป็นเด็กคนอื่นคงต่อยตีกันไปตั้งแต่สองสามครั้งแรกที่ถูกรังแกแล้ว
“ทราบแล้วครับ ผมจะตรวจสอบเอกสารทุกอย่างให้ดีครับ” ผานฟงพูดจบก็ขอตัวออกไป“ว้าว บัตรนี่ทำเร็วเหมือนกันนะคะคุณปู่ หนูอยากเห็นจังเลยว่าหน้าตามันจะเป็นยังไง” เพ่ยหยูเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มกว้าง ยอดเงินที่คุณปู่ฝากให้เธอนั้นมากถึงสองแสนดอลลาร์เลย“เดี๋ยวก็ได้เห็นแล้วล่ะนะ อ้อ บัตรนี่ต้องเอาไปเปลี่ยนรหัสผ่านด้วยใช่ไหมเสี่ยวเยี่ยน” ฉินจ้วงจำได้ว่าตอนทำบัตรให้ฉินกวงเองก็ต้องไปเปลี่ยนรหัสที่ตู้เอทีเอ็ม“ใช่ครับคุณปู่ ที่หน้ามหาวิทยาลัยมีตู้เอทีเอ็มอยู่ครับ รอให้ได้บัตรมาก่อน ผมจะพาน้อง ๆ ไปเปลี่ยนรหัสเองครับ” เซี่ยเยี่ยนอาสาพาไป เขาอยากให้ฉินจ้วงได้พักผ่อนบ้างหลังจากออกนอกบ้านติดต่อกันสองวันแล้ว“ฝากด้วยนะเสี่ยวเยี่ยน ว่าแต่พวกเรายังมีอะไรต
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ในที่สุดการนับเงินสดก็เสร็จสิ้นลงเสียที พนักงานต่างถอนหายใจกันอย่างโล่งอกที่เสร็จงานสำคัญ พวกเขาเกิดมาก็เพิ่งเคยพบเศรษฐีหอบเงินสดมาเต็มกระเป๋าแบบนี้เป็นครั้งแรกจริง ๆ ผู้จัดการเองก็ยิ้มแป้นอย่างมีความสุขที่วันนี้ขายรถได้มากถึงสามคันในวันเดียว แถมยังเป็นลูกค้าเงินสดที่หาได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก“ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วครับ เอกสารพร้อมป้ายทะเบียนจะถูกส่งไปยังที่อยู่ที่ท่านให้ไว้ครับ ขอบคุณที่ใช้บริการโชว์รูมของเรานะครับ อ้อ ถ้ารถมีปัญหาสามารถนำเข้ามาที่นี่เพื่อตรวจสอบและซ่อมฟรีได้เลยนะครับท่าน” ผู้จัดการกล่าวกับฉินจ้วงด้วยความเคารพนบนอบสุด ๆ“ตกลง รบกวนตรวจสอบสภาพรถให้ผมด้วยนะครับ อย่าให้เกิดปัญหาขึ้นเด็ดขาด” ฉินจ้วงกำชับเรื่องสำคัญอีกครั้ง เขาไม่อยากให้บอดี้การ์ดต้องมาคอยเฝ้าดูการทำงานของช่างที่นี่“
“อ่า...ทราบแล้วค่ะคุณลูกค้า กรุณารอสักครู่นะคะ ฉันขอไปตามผู้จัดการมาก่อน” พนักงานอึ้งไปพักใหญ่กว่าจะคิดคำพูดได้ เธอเพิ่งรู้ว่ายังมีคนพกเงินสดมากมายเป็นกระเป๋าใบใหญ่แบบนี้อยู่อีกในประเทศ ทั้งที่ปกติแล้วพวกเขาจะจ่ายด้วยบัตรเครดิตมากกว่าฉินจ้วงพยักหน้ารับคำอย่างอารมณ์ดี เขายัังหยิบแผ่นโฆษณารถยนต์ที่เด็ก ๆ เลือกขึ้นมาดูด้วยว่าเหมาะสมกับเจ้าตัวจริงหรือเปล่า ซึ่งพออ่านไปเรื่อย ๆ ฉินจ้วงก็พบว่าเซี่ยเยี่ยนเลือกรถได้ถูกใจเขาเช่นเดียวกัน อีกทั้งรถยนต์ของหลานสาวเขายังดูน่ารักกระทัดรัดมากด้วย“เสี่ยวเยี่ยน พรุ่งนี้อย่าเพิ่งติวให้เด็ก ๆ ดีไหม ปู่อยากให้หลานสอนเสี่ยวหยูขับรถก่อนน่ะ นี่เป็นรถเกียร์ออโต้พอดี เสี่ยวหยูน่าจะเรียนรู้ได้ไม่ยาก” ฉินจ้วงรู้ดีว่าพรุ่งนี้เป็นวันที่เซี่ยเยี่ยนกำหนดเอาไว้ว่าจะสอนแนวข้อสอบให้กับเด็ก ๆ
“ไม่ทราบว่าเป็นคนไหนบ้างคะ ฉันจะได้แนะนำพวกเขาถูกค่ะ” พนักงานไม่รู้ว่าชายชราตรงหน้ามีใครเป็นหลานของเขาบ้างกันแน่จึงต้องสอบถามเพื่อความแน่ใจก่อน“เสี่ยวหยู เสี่ยวอวี้ตง เสี่ยวหมิงทง มาหาปู่สิลูก” ฉินจ้วงหันไปเรียกเด็ก ๆ พร้อมรอยยิ้ม“มีอะไรเหรอครับ/คะ คุณปู่” ทั้งสามรีบเดินเข้ามาถามด้วยความสงสัย“ไปเดินดูรถกับปู่กัน อยากได้คันไหนก็บอก ปู่จะซื้อให้” ฉินจ้วงบอกอย่างอารมณ์ดีทั้งสามหันมองหน้ากันไปมา ก่อนที่จะตัดสินใจเดินตามหลังฉินจ้วงกับเซี่ยเยี่ยนไปพร้อมกับพนักงานสาวที่เดินนำหน้าไปก่อนไม่ไกลนัก ส่วนคนที่เหลือต่างหาที่นั่งรออย่างไม่รีบไม่ร้อนอะไร พวกเขาปล่อยให้เด็ก ๆ ตัดสินใจกันเองจนเป็นเรื่อง
ระหว่างทานอาหารเที่ยงอยู่นั้น เซียวอวี้ตง หวังหมิงทงและเพ่ยหยูก็บอกผู้อาวุโสทั้งหมดว่าพวกเขาสามคนตกลงที่จะแยกสาขากันเรียนในระดับปริญญาโทตามความสนใจ ซึ่งผู้อาวุโสทั้งหมดก็ไม่ได้โต้แย้งอะไรกับเส้นทางของเด็ก ๆ ที่เลือกกันเอง“อืม...ในเมื่อพวกเธอเลือกกันแล้วปู่ก็จะสนับสนุนทุกอย่างเอง เสี่ยวเยี่ยน เดี๋ยวบ่ายนี้พาปู่ไปโชว์รูมรถยนต์ได้หรือเปล่า ปู่จะให้หูไห่กลับไปเอาเงินมาเพิ่มอีกสักหลายแสน เพราะถ้าปู่กลับจากที่นี่ไปแล้วมีรถยนต์ของหลานแค่คันเดียว เด็ก ๆ คงไปเรียนกันลำบาก” ฉินจ้วงคิดว่าเรื่องนี้เขาต้องจัดการด้วยตัวเอง เพราะการเรียนคนละสาขาย่อมมีเวลาเรียนต่างกัน“คุณปู่ครับ ผมเดินไปเรียนเองได้ครับ จากบ้านไปมหาวิทยาลัยไม่ไกลเลยครับ” หวังหมิงทงปฏิเสธเป็นคนแรกทันที เขาไม่อยากรบกวนเงินจากฉินจ้วงอีกแล้ว
“หืม? มันเกี่ยวกับอะไรเหรอครับพี่เซี่ย” หวังหมิงทงไม่คุ้นเคยกับคำนี้มาก่อน“สาขานี้จะสอนเกี่ยวกับอินเทอร์เฟซ (HCI - Human-Computer Interaction), กราฟิกคอมพิวเตอร์ (Computer Graphics), สื่อดิจิทัล และเทคโนโลยีมัลติมีเดีย พี่คิดว่าน้องหมิงทงชอบเขียนพวกโปรแกรมเลยน่าจะเหมาะกับงานด้านนี้น่ะนะ อีกอย่างสาขานี้ยังรวมไปถึงงานด้านเบื้องหลังวงการบันเทิงและงานข่าวด้วยนะ” เซี่ยเยี่ยนอธิบายอย่างละเอียด“อ่า...น่าสนใจมากจริง ๆ นั่นแหละครับพี่เซี่ย” หวังหมิงทงพอคิดตามแล้วก็อดวาดฝันไม่ได้ว่าเขาจะต้องเรียนเรื่องพวกนี้ให้ดีที่สุดเพื่ออนาคตของตัวเอง“
“หนูจะตั้งใจเรียนค่ะอาจารย์ ถ้าไม่มีอะไรแล้ว หนูขอตัวกลับหอพักก่อนนะคะ” เพ่ยหยูที่หอบหนังสือหลายเล่มเอาไว้รีบบอก เธอไม่คิดว่าหนังสือจะหนามากขนาดนี้“ไปเถอะ มีอะไรสง
จูข่ายหนิงคุยกับเพ่ยหยูไม่นานก็บอกให้ทุกคนแยกย้ายกันไปกิินมื้อเที่ยงให้เสร็จ เธอเองก็เดินหายลับไปเพื่อกินข้าวที่เจ้าหน้าที่เตรียมเอาไว้ให้ในห้องทำงานเหมือนกับทุกวันไป่หลิวกับซู่ฟางช
“ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องซักนะ พวกพี่จะมาซักตอนพักเที่ยง” ไป่หลิวกระซิบบอกเสียงเบาเช่นกัน“ใช่ ใช่ ของพี่ก็เหมือนกันนะ น้องสาวอย่าทำให้ตัวเองลำบากล่ะ” ซู่ฟางรู้ดีว่าเพ่ยห
พวกเด็กที่เรียนร่วมกับไป่หลิน ซู่ฟางและจางเจี้ยนต่างไม่ได้สนใจพวกเขา มีเพียงเด็กไม่กี่คนในห้องนอนนี้ที่เพิ่งเคยเห็นพวกเขาเท่านั้นหันไปมองบ้างเป็นบางครั้ง กระทั่งพวกไป่หลิวเอนตัวลงนอนพักผ่อน เด็กพวกนั้นก็เลิกสนใจพวกเขาและนอนเงียบ ๆ เช่นกัน







