تسجيل الدخولจูข่ายหนิงคุยกับเพ่ยหยูไม่นานก็บอกให้ทุกคนแยกย้ายกันไปกิินมื้อเที่ยงให้เสร็จ เธอเองก็เดินหายลับไปเพื่อกินข้าวที่เจ้าหน้าที่เตรียมเอาไว้ให้ในห้องทำงานเหมือนกับทุกวัน
ไป่หลิวกับซู่ฟางช่วยเพ่ยหยูเก็บกวาดถาดอาหารที่หกเลอะเทอะเสร็จ พวกเธอก็ชวนเพ่ยหยูไปนั่งกินข้าวกลางวันที่เลยเวลามาพอสมควรแล้วต่อ
“เธอว่าพวกไห่เฉียวถ้าออกมาแล้วจะยังก่อเรื่องอีกไหม” ซู่ฟางที่กินข้าวไปได้พักหนึ่งเงยหน้ามาคุยกับไป่หลิว ตั้งแต่สถาบันรับเด็กกำพร้าเข้ามามากขึ้น กฎระเบียบต่าง ๆ ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้มงวดเหมือนกับเมื่อก่อนมากนัก ทำให้พวกเธอสามารถคุยกันระหว่างกินข้าวได้
“อืม… ฉันว่าพวกเขาก็คงมาคอยหาเรื่องเพ่ยหยูเหมือนเดิมนั่นแหละ สงสัยจะอิจฉาที่เพ่ยหยูได้รับคำชมจากอาจารย์บ่อย ๆ” ไป่หลิวคาดเดาตามที่เธอสังเกตเห็น
“เฮ้อ หนูก็แค่ตั้งใจเรียนเหมือนคนอื่น ๆ นะคะพี่ ทำไมพวกไห่เฉียวถึงเอาแต่คอยหาเรื่องหนูก็ไม่รู้ค่ะ น่าเบื่อมากเลย” เพ่ยหยูส่ายหน้าอย่างระอาใจ เธอเบื่อหน่ายพฤติกรรมที่พวกไห่เฉียวทำมาตลอดตั้งแต่พวกเขาเข้ามาอยู่ที่นี่แล้ว หากวันนี้ไห่เฉียวไม่ทำอะไรเกินไป เพ่ยหยูก็คงปล่อยผ่านเรื่องพวกนี้ไปเหมือนกับทุกครั้งที่ถูกหาเรื่อง
“เอาน่า ๆ พี่ว่า ผอ. น่าจะไม่ปล่อยพวกเขาเอาไว้นานนักหรอก” ซู่ฟางเอ่ยสิ่งที่คาดเดาได้จากท่าทีของ ผอ. ที่มีต่อพวกไห่เฉียวก่อนหน้านี้
ทั้งสามคุยกันเบา ๆ จนกระทั่งกินมื้อเที่ยงเสร็จก็ชวนกันไปทำความสะอาดถาดอาหารและกลับไปพักผ่อนที่ห้องเหมือนกับทุกวัน ยังดีที่พวกไห่เฉียวไม่ได้พักห้องเดียวกันกับพวกเพ่ยหยู ไม่อย่างนั้นคงมีเรื่องวุ่ยวายมากกว่านี้แน่
ด้านจูข่ายหนิงที่กินข้าวเสร็จก็เรียกอาจารย์ประจำสถาบันมาสอบถามเรื่องการเรียนของเด็ก ๆ ในสถาบันตามวงรอบ หลังอาจารย์ทุกคนรายงานเสร็จ จูข่ายหนิงจึงเอ่ยสรุปขึ้น
“ในเมื่อผลการเรียนของเพ่ยหยูก้าวหน้ามากกว่าคนในวัยเดียวกัน ฉันคิดว่าให้เธอไปเรียนร่วมกับเด็กโตเลยดีไหมคะ อย่างไรเสียตอนนี้นโยบายก็เปลี่ยนแปลงมาหลายปีแล้ว และถ้าหากเพ่ยหยูสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่อายุยังน้อยก็จะเป็นหน้าเป็นตาให้กับสถาบันของเราด้วยเช่นเดียวกัน” จูข่ายหนิงเอ่ยจบก็มองอาจารย์ทั้งห้าคนของสถาบันเพื่อรอคำตอบ
“จะดีเหรอคะท่าน ฉันคิดว่าเพ่ยหยูยังเด็กเกินกว่าที่จะเรียนข้ามระดับค่ะ” เสี่ยวลี่อาจารย์ที่ไม่ค่อยชอบหน้าเพ่ยหยูสักเท่าไหร่นักเอ่ยขึ้น เธอมองดูการเติบโตของเพ่ยหยูมาตลอดหลายปีก็ยิ่งนึกอิจฉากับหน้าตาและความสามารถที่ดีกว่าเด็กคนอื่นของเพ่ยหยู
“ฉันว่าที่ ผอ. พูดมาก็เหมาะสมแล้วนะคะ อาจารย์เสี่ยวลี่ทำไมต้องให้เพ่ยหยูเรียนในระดับปกติให้เสียเวลาด้วยล่ะคะ เด็กอัจฉริยะแบบนี้ควรส่งเสริมไม่ใช่เหรอคะ” ฝูฉีเอ่ยขัดขึ้นมาทันที เธอเองก็ชอบที่จะสอนเด็กฉลาด ๆ อย่างเพ่ยหยูมาก ฝูฉีจึงไม่อยากให้เพ่ยหยูเอาแต่เรียนไปตามอายุเหมือนเด็กคนอื่น หากเธอส่งเสริมเพ่ยหยูได้มากกว่านี้ ฝูฉีเชื่อว่าเพ่ยหยูจะต้องกลายเป็นเด็กอัจฉริยะที่รัฐบาลให้การส่งเสริมอย่างแน่นอน
อาจารย์คนอื่น ๆ ต่างแสดงความเห็นตามที่ตนเองคิดออกมา โดยส่วนใหญ่ต่างก็เห็นชอบกับสิ่งที่จูข่ายหนิงเสนอ เมื่อจูข่ายหนิงเห็นว่ามีคนสนับสนุนเพ่ยหยูไม่น้อย เธอจึงตัดสินใจเอ่ยบทสรุปออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง
“ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ให้เพ่ยหยูเข้าเรียนระดับ ม.ต้น ร่วมกับพวกไป่หลิวได้เลย หากเพ่ยหยูสอบวัดระดับได้คะแนนเต็มอีก ให้อาจารย์ไฉปังตัดสินใจได้เลยว่าจะสอนเธอเป็นพิเศษในระดับสูงขึ้นไปเลยหรือไม่ได้เลย ฉันอนุญาตให้คุณเป็นคนดูแลเพ่ยหยูได้”
“ทราบแล้วครับท่าน ผมจะประเมินความรู้ของเพ่ยหยูหลังจากเธอเข้าร่วมเรียนในระดับ ม.ต้น ให้เร็วที่สุดแล้วจะรายงานให้ทราบอีกครั้งครับ” ไฉปังยิ้มกว้างออกมา เขาสอนคณิตศาสตร์เพ่ยหยูมาตลอดและรู้ว่าเธอเก่งมากแค่ไหน เหมือนกับว่าเพ่ยหยูจะเคยเรียนเบื้องต้นมาก่อนตั้งแต่ยังจำความไม่ได้เสียด้วยซ้ำไป ทำให้เขาอดที่จะอยากทดสอบเพ่ยหยูเร็ว ๆ ไม่ได้
“ดี คุณทำแผนการสอนของเพ่ยหยูออกมาให้ฉันดูด้วยล่ะ เอาล่ะ แยกย้ายกันได้แล้ว” จูข่ายหนิงเห็นว่าไม่มีเรื่องสำคัญอะไรเพิ่มเติมอีก เธอเองยังมีงานที่ต้องจัดการไม่น้อยจึงไม่อยากเสียเวลามากไปกว่านี้ในการประชุมตามวงรอบ
ตั้งแต่มีการเปลี่ยนผู้นำและมีนโยบายใหม่ประกาศออกมา สถาบันก็จ้างอาจารย์มาเพิ่มเพื่อสอนเด็ก ๆ ในสถาบันไม่ต่างจากโรงเรียนด้านนอกเลยแม้แต่น้อย เพราะเมื่อสามปีก่อนนั้นทางรัฐบาลประกาศให้เปิดสอบเกาเข่าได้หลังจากการสอบถูกยกเลิกไปนาน ทำให้ในเมืองใหญ่ต่างแข่งขันกันสอนเด็ก ๆ ให้มีความรู้ความสามารถเพื่อสอบเกาเข่าให้ได้มากที่สุด
เมื่อเพ่ยหยูไปเข้าเรียนร่วมกับเพื่อนวัยเดียวกันในวันต่อมา เธอกลับได้รับแจ้งจากอาจารย์ว่าให้ไปเข้าเรียนในระดับมัธยมต้นแทนเสียอย่างนั้น แต่ด้วยเพ่ยหยูไม่ใช่เด็กเรื่องมาก เธอจึงย้ายไปยังห้องเรียนเดียวกันกับพวกไป่หลิวทันที
“หืม? น้องสาวทำไมมาเรียนที่นี่ล่ะ” ไป่หลิวกระซิบถามหลังจากเห็นเพ่ยหยูกำลังเดินหาที่นั่งอยู่ในห้องเรียนเดียวกันกับของเธอและซู่ฟางกับจางเจี้ยน
“อาจารย์มาเรียกให้หนูเข้าเรียนกับพวกพี่น่ะสิคะ หนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม” เพ่ยหยูยิ้มบางตอบ เธอเห็นโต๊ะตัวหนึ่งใกล้กับซู่ฟางว่างอยู่จึงเดินถือสมุดไปนั่งที่โต๊ะตัวนั้นหลังพูดจบ
“แปลกแฮะ ทำไมอาจารย์ต้องให้น้องสาวมาเรียนกับพวกเราด้วยนะ” จางเจี้ยนหันกลับมาจากโต๊ะด้านหน้าไป่หลิวเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าสงสัย
“รออาจารย์เข้ามาก่อนก็น่าจะมีการประกาศบอกเองแหละน่า นายอย่าคิดมากเลย” ไป่หลิวเองถึงจะสงสัยไม่ต่างกัน แต่เธอก็คิดว่านี่คงเป็นการตัดสินใจของอาจารย์ทุกคนก็เท่านั้น
“อืม… ก็คงต้องอย่างนั้นแหละ ว่าแต่เธอทำการบ้านเสร็จหรือยังเนี่ย” จางเจี้ยนถามต่อ
“เสร็จแล้วสิ ถ้าไม่เสร็จมีหวังอาจารย์ไฉปังต้องให้ไปยืนหน้าห้องแน่เลย” ไป่หลิวบอกด้วยสีหน้าเข็ดขยาด เธอเคยลืมทำการบ้านมาครั้งหนึ่งและถูกลงโทษไปแล้วจึงไม่กล้าลืมอีก
สิบนาทีต่อมา ไฉปังเข้ามาในห้องของเด็กระดับมัธยมต้นปีหนึ่งก็เริ่มต้นด้วยการบอกที่มาที่ไปของเพ่ยหยูให้นักเรียนทุกคนทราบทันที
“เพ่ยหยูหลังจากนี้จะมาเรียนร่วมกับทุกคนจนกว่าจะมีคำสั่งใหม่ เพ่ยหยูคิดว่าจะสามารถเรียนในห้องเรียนระดับชั้นนี้ได้ไหม” ไฉปังหันไปถามเพ่ยหยูที่ยังนั่งเงียบฟังอย่างตั้งใจอยู่
“หนูมั่นใจว่าจะเรียนร่วมกับพวกพี่ ๆ ได้ค่ะอาจารย์” เพ่ยหยูลุกขึ้นตอบคำถามพร้อมรอยยิ้ม
“ดี นั่งลงเถอะ อาจารย์จะได้เริ่มสอนต่อจากเมื่อวานนี้ก่อน” ไฉปังพยักหน้ารับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสไม่ต่างกัน เขาดีใจที่ท่าน ผอ. ไว้วางใจให้เขาดูแลการเรียนของเพ่ยหยู
การเรียนการสอนวันนี้ยังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้นไม่ต่างจากทุกวัน ช่วงบ่ายยังมีวิชาที่พวกเด็ก ๆ ระดับมัธยมต้องเรียนต่อเหมือนกับโรงเรียนด้านนอกสถาบัน ซึ่งเด็ก ๆ ในสถาบันตอนนี้ไม่มีใครต้องไปคอยทำอาหารอีกแล้ว เมื่อนโยบายเปลี่ยนแปลงไป จูข่ายหนิงก็จ้างคนเข้ามาทำงานเพิ่มมากขึ้นตามงบประมาณที่ได้รับมาจากส่วนกลาง
ข่าวที่พวกไห่เฉียวถูกส่งไปสถานดัดสันดานแพร่ไปทั่วสถาบันในเวลาไม่ถึงวัน เด็กที่เคยทำตัวเกเรพอรู้ว่า ผอ. เอาจริงก็ไม่มีใครกล้าทำตัวเหมือนเดิมอีกต่อไป พวกเขายังเคยได้ยินมาด้วยว่าที่สถานดัดสันดานโหดร้ายกว่าที่นี่หลายร้อยเท่า ใครที่อดทนอยู่ได้จนครบอายุที่จะปล่อยตัวต่างไม่มีใครมีสุขภาพจิตสมบูรณ์เลยสักคน เรื่องนี้จึงทำให้พวกเขาหวาดกลัวเป็นอย่างมากจนไม่กล้าทำตัวเหมือนพวกไห่เฉียวอีกช่วงบ่ายของวันหลังจากหัวหน้าเวรมารับงาน กลุ่มของพวกเขาต้องใช้รถสามล้อสองคันนำตัวพวกไห่เฉียวไปส่งที่สถานดัดสันดานซึ่งอยู่ในเมืองใกล้เคียง คืนนี้พวกเขาคงต้องค้างที่นั่นก่อนเดินทางกลับ เพราะระยะทางไม่ใช่น้อย ๆ และถนนหนทางก็ไม่ได้ดีมากนัก“ฮึ่ม! รอให้ฉันได้ออกมาก่อนเถอะ ฉันจะฆ่านังเพ่ยหยูนั่นซะ” ไห่เฉียวกัดฟันเอ่ยขึ้นอย่างสุดจ
ห้าวันต่อมาวันนี้พวกไห่เฉียวได้รับการปล่อยตัวออกมาจากห้องขังเดี่ยว เธอกับกลุ่มเด็กเกเรรวมกลุ่มกันหลังจากออกมาและเริ่มวางแผนการแก้แค้นทันที“ฮึ่ม! นังเพ่ยหยูมันมีดีอะไรนักหนา ทำไมพวกผู้ใหญ่ถึงได้คอยปกป้องมันนักนะ” หลูหลีเอ่ยพร้อมขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างโกรธแค้น เธอไม่ได้ร่วมกลั่นแกล้งเพ่ยหยูในโรงอาหารแต่กลับต้องมาถูกลงโทษพร้อมคนอื่น ๆ หลูหลีคิดว่าเพ่ยหยูคือสาเหตุจึงต้องการจัดการเพ่ยหยูเสีย“ฮึ! แค่มันหน้าตาดีนิดหน่อย พวกผู้ใหญ่ตาถั่วก็พากันโอ๋มันน่ะสิ” ฟานเฉิงเอ่ยขึ้นบ้าง“มาคิดกันดีกว่าว่าจะจัดการมันยังไงดี คราวนี้ต้องไม่ปล่อยให้มันรอดไป
จูข่ายหนิงคุยกับเพ่ยหยูไม่นานก็บอกให้ทุกคนแยกย้ายกันไปกิินมื้อเที่ยงให้เสร็จ เธอเองก็เดินหายลับไปเพื่อกินข้าวที่เจ้าหน้าที่เตรียมเอาไว้ให้ในห้องทำงานเหมือนกับทุกวันไป่หลิวกับซู่ฟางช่วยเพ่ยหยูเก็บกวาดถาดอาหารที่หกเลอะเทอะเสร็จ พวกเธอก็ชวนเพ่ยหยูไปนั่งกินข้าวกลางวันที่เลยเวลามาพอสมควรแล้วต่อ“เธอว่าพวกไห่เฉียวถ้าออกมาแล้วจะยังก่อเรื่องอีกไหม” ซู่ฟางที่กินข้าวไปได้พักหนึ่งเงยหน้ามาคุยกับไป่หลิว ตั้งแต่สถาบันรับเด็กกำพร้าเข้ามามากขึ้น กฎระเบียบต่าง ๆ ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้มงวดเหมือนกับเมื่อก่อนมากนัก ทำให้พวกเธอสามารถคุยกันระหว่างกินข้าวได้“อืม… ฉันว่าพวกเขาก็คงมาคอยหาเรื่องเพ่ยหยูเหมือนเดิมนั่นแหละ สงสัยจะอิจฉาที่เพ่ยหยูได้รับคำชมจากอาจารย์บ่อย ๆ” ไป่หลิวคาดเดาตามที่เธอสังเกตเห็น
“ครับ/ค่ะ” เสียงเด็กที่อยู่ในห้องต่างรับคำพร้อมกันทันที พวกเขาไม่เหมือนเด็กสามคนนั้นที่เพิ่งเข้ามาไม่กี่วันก็เอาแต่ก่อเรื่องแล้วตังหยางกวาดสายตามองเด็กในห้องเรียนที่เหลืออยู่ประมาณสิบกว่าคนก็เห็นว่าพวกเขาดูจะตั้งใจเรียนจริงจึงพยักหน้าอย่างพอใจแล้วสอนเรื่องการเมืองต่อหลังจบชั่วโมงของตังหยาง ก็มีอาจารย์ฝูฉีสาวสวยของสถาบันเดินเข้ามาในห้องเพื่อสอนวิชาภาษาจีนทันที เพ่ยหยูคิดไม่ถึงว่าอาจารย์จะสวยมากถึงขนาดนี้ เธออดยิ้มบางออกมาไม่ได้เมื่อมีอาหารตาสวย ๆ ให้ดูก่อนเรียนชั่วโมงภาษาจีนของอาจารย์ฝูฉีไม่มีใครกล้าส่งเสียงดังอีก เด็กทั้งสามที่ถูกให้ออกไปยืนกลางแดดนานนับชั่วโมงเองก็เงียบกริบไปเช่นกัน พวกเขาไม่กล้าท้าทายกฎระเบียบของสถาบันแห่งนี้อีกต่อไปหลังจากถูกลงโทษติด ๆ กันโดยที่เพิ่งเข้ามาแ
“ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องซักนะ พวกพี่จะมาซักตอนพักเที่ยง” ไป่หลิวกระซิบบอกเสียงเบาเช่นกัน“ใช่ ใช่ ของพี่ก็เหมือนกันนะ น้องสาวอย่าทำให้ตัวเองลำบากล่ะ” ซู่ฟางรู้ดีว่าเพ่ยหยูยังเล็ก“ทราบแล้วค่ะ พวกพี่เอามากองไว้ตรงนี้นะคะ พรุ่งนี้หนูจะจัดการให้” เพ่ยหยูชี้ให้พวกเธอนำชุดมาวางไว้ด้านล่างตู้เสื้อผ้าที่เธอเปิดเอาไว้ให้ไป่หลิวกับซู่ฟางรีบเดินนำไปวางและกลับเตียงตัวเองทันที เพราะอีกไม่นานก็จะถึงเวลาดับไฟและเจ้าหน้าที่จะเข้ามาตรวจห้องแล้ว ทั้งสามจึงไม่อาจชักช้าได้อีกเพ่ยหยูรีบปิดตู้เสื้อผ้าแล้วปีนขึ้นเตียงเตรียมนอนเช่นกัน คงเพราะมีคนเปิดหน้าต่างเอาไว้จึงทำให้อากาศตอนนี้ไม่อับชื้นเหมือนเมื่อเช้าแล้ว เพ่ยหยูหยิบผ้าห่มมาคลุมตัวเอาไว้หลวม ๆ เพื่อป้องกันความหนาวเย็นย
พวกเด็กที่เรียนร่วมกับไป่หลิน ซู่ฟางและจางเจี้ยนต่างไม่ได้สนใจพวกเขา มีเพียงเด็กไม่กี่คนในห้องนอนนี้ที่เพิ่งเคยเห็นพวกเขาเท่านั้นหันไปมองบ้างเป็นบางครั้ง กระทั่งพวกไป่หลิวเอนตัวลงนอนพักผ่อน เด็กพวกนั้นก็เลิกสนใจพวกเขาและนอนเงียบ ๆ เช่นกันบ่ายโมงครึ่งเสียงสัญญาณดังขึ้นไปทั่วบริเวณ เพ่ยหยูสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที เธอจำได้ว่าต้องรีบกลับไปทำงานที่โรงอาหารตามที่สุ่ยอวี้บอก แต่พอเพ่ยหยูหันไปเห็นไป่หลิวที่นอนเตียงติดกันเข้าก็อดไม่ได้ที่จะแย้มรอยยิ้มออกมาแล้วเอ่ยขึ้นเสียงใส“พี่สาวไป่ เรียนเป็นยังไงบ้างคะ”“น่าเบื่อมากเลย พี่ไม่เข้าใจสักอย่าง เฮ้อ” ไป่หลิวส่ายหัวทันที เธอไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อนจึงไม่เข้าใจเรื่องที่อาจารย์ในสถาบันสอนเลยแม้แต่น้อย“พี่ก็เหมือนกัน เพ







