Se connecterพวกเด็กที่เรียนร่วมกับไป่หลิน ซู่ฟางและจางเจี้ยนต่างไม่ได้สนใจพวกเขา มีเพียงเด็กไม่กี่คนในห้องนอนนี้ที่เพิ่งเคยเห็นพวกเขาเท่านั้นหันไปมองบ้างเป็นบางครั้ง กระทั่งพวกไป่หลิวเอนตัวลงนอนพักผ่อน เด็กพวกนั้นก็เลิกสนใจพวกเขาและนอนเงียบ ๆ เช่นกัน
บ่ายโมงครึ่งเสียงสัญญาณดังขึ้นไปทั่วบริเวณ เพ่ยหยูสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที เธอจำได้ว่าต้องรีบกลับไปทำงานที่โรงอาหารตามที่สุ่ยอวี้บอก แต่พอเพ่ยหยูหันไปเห็นไป่หลิวที่นอนเตียงติดกันเข้าก็อดไม่ได้ที่จะแย้มรอยยิ้มออกมาแล้วเอ่ยขึ้นเสียงใส
“พี่สาวไป่ เรียนเป็นยังไงบ้างคะ”
“น่าเบื่อมากเลย พี่ไม่เข้าใจสักอย่าง เฮ้อ” ไป่หลิวส่ายหัวทันที เธอไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อนจึงไม่เข้าใจเรื่องที่อาจารย์ในสถาบันสอนเลยแม้แต่น้อย
“พี่ก็เหมือนกัน เพ่ยหยูทำงานเป็นยังไงบ้างล่ะ” ซู่ฟางที่ลุกขึ้นเดินมาหาทั้งสองเอ่ยขึ้นบ้าง
“ก็ดีค่ะ หนูยังพอช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อยู่” เพ่ยหยูยิ้มแป้นตอบ
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปทำงานที่ครัวกับเพ่ยหยูดีไหม” จางเจี้ยนเดินมาสมทบพูดขึ้น
“อืม… ความคิดดีมากจางเจี้ยน พวกเราไปกันเถอะ” ไป่หลิวรีบลุกขึ้นไปพยุงเพ่ยหยูให้ลงจากเตียงอย่างระมัดระวัง เธอกลัวว่าร่างเล็ก ๆ จะกลิ้งตกจนบาดเจ็บเอาได้
“ขอบคุณค่ะพี่สาวไป่” เพ่ยหยูเอ่ยเมื่อลงมายืนดีแล้ว
เด็กคนอื่นในห้องเห็นพวกเขาสี่คนพูดคุยกันก็ไม่ได้เอ่ยว่าอะไร เพราะพวกเขาเองก็เข้ามาที่นี่ได้ยังไม่ถึงหนึ่งเดือนเสียด้วยซ้ำไป พวกเขาจึงไม่มีใครสนิทสนมกันมากนัก
ไป่หลิวกับซู่ฟางเดินจูงมือเพ่ยหยูกันคนละข้างแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมจางเจี้ยนที่เดินตามหลังมาติด ๆ เด็กคนอื่นพากันแยกออกเป็นกลุ่ม ๆ หลังออกจากห้องนอน มีบางส่วนที่เดินไปทางโรงอาหารเหมือนกับพวกไป่หลิว แต่พวกเขาก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปสอบถาม
เมื่อมาถึงโรงอาหาร สุ่ยอวี้เห็นเพ่ยหยูพาเด็กอายุมากกว่ามาด้วยก็ไม่ได้ว่าอะไร เธอแบ่งงานให้กับทุกคนเท่า ๆ กัน ส่วนเพ่ยหยูที่เด็กสุดก็มีงานเบา ๆ ของเธอให้ทำเช่นกัน
ระหว่างทำงาน เพ่ยหยูกับพวกไป่หลิวต่างไม่กล้าส่งเสียงออกมา พวกเขาเห็นอยู่ว่าคนอื่น ๆ ต่างก็ทำงานกันเงียบ ๆ หากมีเพียงพวกเขาคุยกันก็คงจะไม่ดีนัก พวกเขาจึงเงียบไว้
ทุกคนต่างทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง จนกระทั่งเสียงประกาศเรียกให้ไปเข้าร่วมกิจกรรมตอนสี่โมงเย็นดังขึ้น สุ่ยอวี้ก็เดินมาเรียกให้พวกไป่หลิวไปร่วมกลุ่มเข้ากิจกรรม
“พวกเธอไปเถอะ ที่นี่พวกพี่จะจัดการต่อเอง เสร็จกิจกรรมแล้วก็จะได้มากินข้าว” สุ่ยอวี้บอกพร้อมรอยยิ้มบาง เธอเห็นว่าเด็กสี่คนนี้สนิทสนมกันดีจึงอดยิ้มออกมาไม่ได้ ตัวเธออยู่ที่นี่มากว่าสิบปีแล้วแต่ก็ยังไม่มีเพื่อนสนิทสักคนเดียว เพราะทุกคนต่างสนใจแต่เรื่องของตัวเอง
“ขอบคุณค่ะพี่สาวสุ่ย” ทั้งสามสามเอ่ยขึ้นพร้อมกัน จางเจี้ยนที่ยืนอยู่ด้วยทำเพียงพยักหน้ารับคำเบา ๆ เท่านั้น เขาเองก็ไม่ค่อยกล้าคุยกับคนอื่นนอกจากพวกไป่หลิว
กิจกรรมสันทนาการของที่นี่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความสามัคคี ความแข็งแรงและความรักชาติเป็นหลัก ซึ่งวันนี้พวกเขาจะต้องเข้าร่วมขับร้องเพลงปฏิวัติที่ห้องโถงเอนกประสงค์ในอาคารหลังใหญ่ไม่ไกลจากห้องเรียนของพวกไป่หลิวนัก ที่รู้ก็เพราะมีพี่เลี้ยงมาตามพวกเขาซึ่งเป็นเด็กมาใหม่เข้าร่วมนั่นเอง
ไม่นานนักพวกเพ่ยหยูก็ได้เข้าไปนั่งในห้องโถงใหญ่ซึ่งตอนนี้มีเด็กที่ไม่ได้ทำงานมารวมตัวกันเกือบหมดแล้ว ทั้งสี่คนไม่กล้าส่งเสียงคุยกันแม้แต่คำเดียว เพราะทุกคนที่มาก่อนต่างนั่งเงียบอยู่จนรู้สึกถึงบรรยากาศอันหนักอึ้งของห้องโถงใหญ่แห่งนี้
รอบ ๆ ห้องโถงมีทหารบ้านและพี่เลี้ยงยืนคุมอยู่เป็นจุด ๆ ไม่นานนักก็มีอาจารย์หลายคนเดินขึ้นไปบนเวทีและประกาศเริ่มการร้องเพลง โดยเพ่ยหยูที่ยังเด็กก็ฮัมเพลงตามเบา ๆ ไปด้วยเช่นกัน เธอกับไป่หลิว ซู่ฟางและจางเจี้ยนเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกจึงยังจำเนื้อไม่ได้ ซึ่งเนื้อหานั้นมีประมาณว่า “หยาดเหงื่อของเราคือปุ๋ยชั้นดี แรงกายของเราจะเปลี่ยนภูเขาหัวโล้นให้กลายเป็นป่าเขียวขจี การทำงานคือความรุ่งโรจน์”
เสียงเพลงที่เด็กทุกคนเปล่งออกมานั้นดังไปทั่วห้องโถงใหญ่ ผอ.จูที่เข้าร่วมด้วยก็พยักหน้าอย่างพอใจที่เห็นเด็ก ๆ ต่างตั้งใจร้องเพลงออกมา กิจกรรมสันทนาการจะถูกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปในแต่ละวัน แต่อย่างไรเสียทุกสัปดาห์กิจกรรมเหล่านี้ก็ยังคงไม่ต่างจากเดิมเลยแม้แต่น้อย ยิ่งคนที่อยู่มานานก็ยิ่งเบื่อหน่ายกิจกรรมเหล่านี้ เพียงแต่พวกเขาไม่สามารถแสดงออกให้คนอื่นรู้ได้ว่าตนเบื่อหน่าย ไม่เช่นนั้นบทลงโทษที่จะได้รับก็ไม่เบาแน่ เคยมีเด็กใหม่ท้าทายกฎของที่นี่หลายคนจนถูกส่งออกไปอยู่ที่อื่นก็ไม่น้อย สถาบันแห่งนี้จึงขึ้นชื่อว่าการสอนเข้มงวดที่สุดและยังเป็นระเบียบที่สุดของเมืองซูโจวด้วย ถึงแม้ภายนอกจะมีสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของเอกชนอยู่บ้าง แต่ความเป็นอยู่และอาหารการกินก็ไม่ดีเท่ากับสถาบันแห่งนี้ซึ่งรัฐจัดสรรสวัสดิการต่าง ๆ ให้อยู่แล้ว
เพ่ยหยูอยู่ร่วมทำกิจกรรมจนกระทั่งสัญญาณเตือนดังขึ้นว่าถึงเวลาทานมื้อเย็นแล้ว เธอจึงลุกออกจากที่นั่งและเดินเรียงแถวตามหลังพวกไป่หลิวไปยังโรงอาหารอย่างเป็นระเบียบ มื้อเย็นนี้เพ่ยหยูไม่ได้แยกไปกินอาหารคนเดียวอีก แต่เธอเลือกที่จะเข้าแถวร่วมกับพี่ชายพี่สาวทั้งสามแทน ซึ่งระหว่างรอแถวอยู่นั้น พวกเธอยังคงไม่กล้าปริปากเลยแม้แต่คำเดียว ด้วยเพราะตอนนี้ยังคงมีเจ้าหน้าที่ พี่เลี้ยงและทหารบ้านคอยคุมอยู่อย่างเข้มงวด
กว่าเพ่ยหยูจะกินอาหารเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงตอนหกโมงครึ่งซึ่งสัญญาณดังขึ้นให้ทุกคนสามารถศึกษาด้วยตัวเองได้ เด็ก ๆ บางคนก็กลับห้องไปอ่านหนังสือที่ได้รับมา บางกลุ่มก็แยกไปหาพี่เลี้ยงเพื่อฟังเรื่องข่าวสารต่าง ๆ ภายนอกสถาบัน เพ่ยหยูกับพวกไป่หลิวเองก็เป็นหนึ่งในนั้น พวกเขาไม่อยากกลับไปห้องนอนที่อับชื้นเร็วนัก
เมื่อถึงเวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง พวกเพ่ยหยูก็กลับห้องเพื่อรวมตัวกันไปทำความสะอาดร่างกายที่ห้องน้ำรวมเหมือนตอนที่เพิ่งมาถึง ครั้งนี้เพ่ยหยูขอให้ไป่หลิวกับซู่ฟางช่วยอาบน้ำให้เพราะทนเหนียวตัวไม่ไหว ยังดีที่มีเด็กคนอื่นอาบน้ำอยู่ด้วยเหมือนกัน พวกเธอสามคนจึงไม่รู้สึกแปลกแยกสักเท่าไหร่นัก ในห้องน้ำมีเพียงเสียงพวกเธอสามคนเท่านั้นที่คุยกันอยู่
“รีบอาบให้น้องเร็วเข้า อีกไม่นานก็ต้องเข้านอนแล้ว เสื้อผ้าพวกนี้ค่อยซักพรุ่งนี้ก็ได้” ไป่หลิวบอกซู่ฟางที่ยังคงถูสบู่อย่างเอื่อยเฉื่อยอยู่
“อื้อ ๆ รู้แล้วน่า รีบอาบให้น้องก่อนเถอะ” ซู่ฟางเองก็บอกไป่หลิวกลับเช่นกัน
ทั้งสามคนรีบอาบน้ำและเปลี่ยนชุดใหม่ที่ได้รับเมื่อเที่ยงนี้ทันที ส่วนเด็กคนอื่นบ้างก็ซักเสื้อผ้าและถือไปตากด้านหลังอาคาร แต่ละคนล้วนมีไม้แขวนของตัวเองและต้องจำสถานที่ตากของตัวเองให้ได้ด้วย ไม่อย่างนั้นหากนำกลับมาผิดตัวและสวมใส่ไม่ได้ พวกเด็กเหล่านั้นก็จะถูกลงโทษตามกฎของสถาบันทันที
“พรุ่งนี้หนูซักเสื้อผ้าให้พวกพี่เองนะคะ ยังไงหนูก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว” เพ่ยหยูเอ่ยขึ้นเสียงเบาหลังจากพวกเธอกลับเข้ามาในห้องไม่นาน ถึงเพ่ยหยูจะแรงน้อยแต่เธอก็มั่นใจว่าทำได้
เพ่ยหยูรอหน้าร้านไม่นานก็เห็นม่อชิวกับซี่หลิวเข็นรถออกมานำของใส่ท้ายรถของเซี่ยเยี่ยนจนเสร็จ ก่อนพวกเขาจะนำรถเข็นกลับเข้าไปคืนในร้านแล้วชวนเพ่ยหยูขึ้นรถ“คุณหนูอยากไปไหนต่อครับ” ม่อชิวถามหลังจากขึ้นรถแล้ว“กลับบ้านเลยค่ะ รบกวนพวกพี่ช่วยขนของพวกนี้ขึ้นไปที่ห้องฉันให้ทีนะคะ ฉันยังมีงานต้องทำต่ออีกเยอะเลยค่ะ” เพ่ยหยูบอกทั้งสองคน“ช่วงนี้คุณหนูไม่ต้องเข้าเรียนเหรอครับ” ซี่หลิวอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้“ตารางเรียนพวกนั้นไม่มีผลกับการตัดเกรดค่ะ ฉันเลยไม่อยากเสียเวลาเข้าเรียน” เพ่ยหยูบอกไปตามตรง เธอไม่เห็นว่ารายวิชาพวกนั้นจะช่วยให้งานวิจัยของเธอเสร็จเร็วขึ้นสักนิด สู้เธอเอาเวลาไปอ่านหนังสือและรีบทำอัลกอริทึมของตัวเองยังเร็วกว่าอีก
“นายไม่ต้องขอบใจฉันหรอกน่า ฉันแค่อยากทำอะไรที่ท้าทายใหม่ ๆ และเป็นประโยชน์ให้นายด้วยยังไงล่ะ” เพ่ยหยูยิ้มบางตอบเพื่อนอย่างสบาย ๆ“คุณหนูรีบกินข้าวก่อนดีไหมครับจะได้ขึ้นไปพักผ่อนต่อ” ม่อชิวยังเป็นห่วงเพ่ยหยูที่ก่อนหน้านี้หลับไปนานจนเขาอดห่วงไม่ได้“ตกลงค่ะ คืนนี้ฉันจะพักผ่อนให้ดี ๆ แล้วจะได้เริ่มทำโปรแกรมให้หมิงทงพรุ่งนี้” เพ่ยหยูยิ้มรับคำของม่อชิว แต่ก่อนนอนเธอจะส่งอีเมล์หาเซี่ยเยี่ยนและปู่ของเธอเพื่อบอกสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำหลังจากนี้ เผื่อว่าทั้งสองคนจะมีคำแนะนำดี ๆ ส่งมาให้เธอบ้างหลังมื้ออาหารจบลง ทุกคนต่างแยกย้ายกันขึ้นห้องไป ส่วนพวกม่อชิวก็จัดเก็บจานชามตามหน้าที่ของตัวเอง พรุ่งนี้พวกเขาจะต้องตรวจสอบรถที่จอดทิ้งไว้หลายวันและนำรถไปเติมน้ำมันเอาไว้ให้เต็มถังตามปกติด้วย
เจ้าหน้าที่ช่วยม่อชิวขนสัมภาระของเพ่ยหยูลงจากรถเสร็จก็ขับจากไป เขายังได้ทิปจากม่อชิวอีกยี่สิบดอลลาร์สำหรับการช่วยเหลือครั้งนี้ด้วย เพ่ยหยูเองก็ช่วยม่อชิวนำกระเป๋าเดินทางขึ้นรถของเธอเช่นกัน ก่อนทั้งสองคนจะยืนรอคนอื่น ๆ อย่างไม่รีบไม่ร้อนเมื่อทุกคนมาถึงพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว แต่ละคนต่างช่วยกันขนของขึ้นรถของเซี่ยเยี่ยนและแบ่งไปใส่รถของเซียวอวี้ตงด้วยเช่นเดียวกัน โชคดีที่ของทั้งหมดถูกยัดใส่เข้าไปได้จนเต็มพื้นที่พอดี ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงต้องหารถเช่าอีกคันเพื่อขนของกลับไปแน่“รีบไปจ่ายค่าเช่าที่จอดรถกันดีกว่าค่ะ อ้อ ก่อนกลับเข้าบ้านพี่แวะที่ไชน่าทาวน์หน่อยนะคะ เราจะได้แวะซื้ออาหารเข้าไปกินกันที่บ้าน ฉันไม่อยากนั่งกินที่ร้านสักเท่าไหร่” เพ่ยหยูรู้สึกว่าเธอเหนื่อยเกินไปที่จะลงไปนั่งในร้านอาหารอีกครั้ง เพราะเมื่อคืนเพ่ยหยูเขียนแผนงานของตัวเองจนเกือบถึงเช้าเลยทีเดียว ขนาดว่าบนเครื่องเธอได้นอนบ้างแล้ว แ
“ได้ค่ะ พี่ม่อทำตามที่เห็นสมควรได้เลย แค่พาของพวกนี้กลับไปให้ฉันก็พอ” เพ่ยหยูไม่สนว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่หรือวิธีการอย่างไร นอกจากผลลัพธ์คือเธอได้ของกลับไปเท่านั้น“ทราบแล้วครับ พวกผมขอยกของขึ้นหลังรถสักครู่นะครับคุณหนู” ม่อชิวเห็นรถถอยกลับมาถึงด้านหน้าตรงที่พวกเขาอยู่แล้วจึงรีบบอกเพ่ยหยู“เดี๋ยวพวกเราช่วยด้วยครับ” เซียวอวี้ตงกับหวังหมิงทงเอ่ยขึ้นพร้อมกันจากนั้นคนทั้งหมดก็ช่วยกันยกของขึ้นไปไว้บนรถ ซึ่งกล่องคอนโทรลของเพ่ยหยูยังดีที่สามารถยัดเข้าไปได้พอดีกับพื้นที่หลังรถเช่า เพียงแต่ของใหญ่ ๆ ชิ้นอื่นจะใส่มาเพิ่มไม่ได้ เซียวอวี้ตงกับหวังหมิงทงเลยยกเมนบอร์ดกับแรมไปใส่ท้ายรถของพวกเขาแทน ส่วนของชิ้นเล็ก ๆ ที่เพ่ยหยูเลือกมาก็ยัดเข้าช่องว่างรถของเพ่ยหยูที่เหลืออยู่จนกระทั่งขนของเสร็จ
“แล้วคุณหนูจะให้พวกผมช่วยหาอะไรเพิ่มอีกไหมครับ” ม่อชิวรีบเอ่ยถาม เขารู้ดีว่าเซียวอวี้ตงกับหวังหมิงทงคงหาของให้เพ่ยหยูได้ไม่น้อยแน่ พวกเขาเองก็อยากช่วยด้วย“พวกพี่รู้จักเครื่องวัดกระแสไฟหรือเปล่าคะ ฉันอยากได้สักอันหนึ่ง ส่วนอย่างอื่นฉันอยากให้พวกพี่ไปดูในถังด้านโน้นดูหน่อยว่ามี TTL Logic Chips อยู่บ้างหรือเปล่า รูปร่างมันจะคล้ายกับชิปของหวังหมิงทงแต่มีขนาดใหญ่กว่ามากค่ะ ถ้าไม่มั่นใจก็เอามากองไว้แล้วฉันจะไปเลือกดูเองอีกครั้งค่ะ” เพ่ยหยูบอกบอดี้การ์ดทั้งสี่ เธอไม่รู้หรอกว่าพวกเขาจะรู้ไหมว่าเธอต้องการอะไรบ้างจริง ๆ แต่เพ่ยหยูก็ไม่ได้คิดมากเพราะเธอมีเวลาเลือกเหลือเฟือ“พวกผมจะลองไปหาดูนะครับ” ม่อชิวพยักหน้ารับคำแล้วแบ่งคนไปหาเครื่องวัดกระแสไฟที่เพ่ยหยูต้องการอีกด้านหนึ่ง เรื่องเครื่องวัดกระแสไฟพวกเขาก็เคยเห็นมาบ้าง
“อืม...ผมหวังว่าจะมีโอกาสได้เห็นชิปที่คุณสร้างขึ้นมาสักครั้งนะครับ” อลันบอกจากใจจริง เขาที่เป็นคนดูแลทุกอย่างในห้องวิจัยยังดูไม่ออกเลยว่าปัญหาอยู่ตรงไหนจึงทำให้ชิปที่สร้างมาใหม่ดูไม่สมบูรณ์สำหรับหวังหมิงทง พอเขารู้ถึงปัญหาใหญ่สองอย่าง อลันจะต้องเรียกนักวิจัยมาพูดคุย รวมถึงช่างในสายการผลิตให้ตรวจสอบเครื่องมือและเครื่องจักรทั้งหมด“ไม่มีปัญหาครับ รอให้ผมสร้างมันออกมาและทดสอบก่อน ผมจะเชิญคุณอลันไปดูชิปที่ผมสร้างด้วยตัวเองแน่นอนครับ” หวังหมิงทงยิ้มตอบ เขาไม่ได้มีอคติกับอลันเพราะรู้ดีว่าภาพลักษณ์ของเขาต่างจากเพื่อนทั้งสองคนจนมักมีคนไม่ค่อยให้เกียรติเขาสักเท่าไหร่ ซึ่งก็ไม่ต่างจากตอนที่พบกับอลันครั้งแรกตามที่หวังหมิงทงสังเกตเห็นแต่แรก“ขอบคุณมากครับ ไม่ทราบเที่ยงวันนี้พวกคุณจะให้ผมเลี้ยงข้าวสักมื้อได้หรือเปล่าครับ” อลันถามเผื
จูข่ายหนิงคุยกับเพ่ยหยูไม่นานก็บอกให้ทุกคนแยกย้ายกันไปกิินมื้อเที่ยงให้เสร็จ เธอเองก็เดินหายลับไปเพื่อกินข้าวที่เจ้าหน้าที่เตรียมเอาไว้ให้ในห้องทำงานเหมือนกับทุกวันไป่หลิวกับซู่ฟางช
“ครับ/ค่ะ” เสียงเด็กที่อยู่ในห้องต่างรับคำพร้อมกันทันที พวกเขาไม่เหมือนเด็กสามคนนั้นที่เพิ่งเข้ามาไม่กี่วันก็เอาแต่ก่อเรื่องแล้ว
“ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องซักนะ พวกพี่จะมาซักตอนพักเที่ยง” ไป่หลิวกระซิบบอกเสียงเบาเช่นกัน“ใช่ ใช่ ของพี่ก็เหมือนกันนะ น้องสาวอย่าทำให้ตัวเองลำบากล่ะ” ซู่ฟางรู้ดีว่าเพ่ยห
เมื่อเสียงประกาศดังออกมาจากลำโพงไม่นาน เพ่ยหยูที่นั่งอยู่รอดูขั้นตอนต่อไปของการทานมื้อเที่ยงถึงกับเบิกตาโตมองดูกลุ่มเด็กจำนวนมากเดินเรียงแถวเข้ามาอย่างเป็นระเบียบโดยมีเพียงเสียงก้าวเดินของทุกคนเท่านั้นที่ดังกังวานไปทั่วบริเวณ เพ่ยหยูอดคิดไม่ได้ว่า







