ANMELDEN“ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องซักนะ พวกพี่จะมาซักตอนพักเที่ยง” ไป่หลิวกระซิบบอกเสียงเบาเช่นกัน
“ใช่ ใช่ ของพี่ก็เหมือนกันนะ น้องสาวอย่าทำให้ตัวเองลำบากล่ะ” ซู่ฟางรู้ดีว่าเพ่ยหยูยังเล็ก
“ทราบแล้วค่ะ พวกพี่เอามากองไว้ตรงนี้นะคะ พรุ่งนี้หนูจะจัดการให้” เพ่ยหยูชี้ให้พวกเธอนำชุดมาวางไว้ด้านล่างตู้เสื้อผ้าที่เธอเปิดเอาไว้ให้
ไป่หลิวกับซู่ฟางรีบเดินนำไปวางและกลับเตียงตัวเองทันที เพราะอีกไม่นานก็จะถึงเวลาดับไฟและเจ้าหน้าที่จะเข้ามาตรวจห้องแล้ว ทั้งสามจึงไม่อาจชักช้าได้อีก
เพ่ยหยูรีบปิดตู้เสื้อผ้าแล้วปีนขึ้นเตียงเตรียมนอนเช่นกัน คงเพราะมีคนเปิดหน้าต่างเอาไว้จึงทำให้อากาศตอนนี้ไม่อับชื้นเหมือนเมื่อเช้าแล้ว เพ่ยหยูหยิบผ้าห่มมาคลุมตัวเอาไว้หลวม ๆ เพื่อป้องกันความหนาวเย็นยามค่ำคืน เมื่อเที่ยงเธอนอนนานพอสมควร พอถึงตอนนี้จึงไม่ค่อยง่วงสักเท่าไหร่นัก แต่ด้วยกฎระเบียบที่ต้องทำ เพ่ยหยูก็ไม่กล้าหันไปชวนไป่หลิวคุย
ไม่ถึงสิบนาที ไฟทั้งหมดก็ดับพรึบลงพร้อมกัน ความมืดที่มาอย่างไม่ทันตั้งตัวทำเอาเพ่ยหยูอดสะดุ้งเบา ๆ ไม่ได้ ด้านนอกยังมีเสียงเดินเบา ๆ พอให้ได้ยินอยู่บ้าง คงเพราะพวกเธอนอนห้องชั้นล่างจึงมีเสียงทหารบ้านและเจ้าหน้าที่ตรวจตราเดินไปมาอยู่ก็เป็นได้
เพ่ยหยูหลับตาลงได้ไม่นาน เธอก็ได้ยินเสียงเปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าของเจ้าหน้าที่สองคนซึ่งเข้าเวรในวันนี้เดินเข้ามาเบา ๆ เพ่ยหยูหลับตาปี๋เพราะกลัวว่าหากไม่หลับตาลงแล้วจะถูกจับไปลงโทษ เธอจึงทำได้แค่หลับตาเอาไว้ด้วยความตื่นเต้นเท่านั้น
โชคดีที่เจ้าหน้าที่ที่เข้ามาไม่ได้ทำอะไรนอกจากเดินสำรวจดู ไม่นานเสียงฝีเท้าและเสียงปิดประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง เพ่ยหยูจึงได้ทอดถอนใจออกมาอย่างโล่งอก กว่าที่เพ่ยหยูจะง่วงนอนก็เป็นหลังจากนั้นกว่าครึ่งชั่วโมง
เสียงสัญญาณดังขึ้นอีกครั้งตอนเวลาหกโมงเช้า เด็ก ๆ รีบลุกขึ้นพับผ้าห่มและเปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็ว พวกเขายังต้องไปรวมตัวกันที่ลานด้านหน้าเพื่อออกกำลังกายตามระเบียบให้ตรงเวลา หากใครมาช้าก็จะถูกจับไปลงโทษตามกฎอยู่แล้ว เด็ก ๆ จึงไม่มีใครกล้าทำตัวเอื่อยเฉื่อยแม้แต่คนเดียว เพ่ยหยูเองก็เช่นเดียวกัน เธอยังไม่อยากถูกลงโทษทั้งที่มาที่นี่ได้เพียงวันที่สองเท่านั้น ไป่หลิวกับซู่ฟางเองก็ไม่ต่างกัน พวกเธอเดินเรียงแถวตามกันออกไป
หลังออกกำลังกายและกินข้าวเสร็จ เพ่ยหยูก็บอกกับสุ่ยอวี้ว่าจะไปซักผ้า สุ่ยอวี้เห็นว่าตอนนี้ไม่มีอะไรให้ทำพอดีจึงปล่อยให้เพ่ยหยูไป เธอยังคิดในใจอยู่ว่าเพ่ยหยูขยันต่างจากเด็กเล็กวัยเดียวกันมากนัก อย่างไรเสียเด็กอายุเจ็ดแปดขวบที่นี่บางคนก็ขี้เกียจจนกว่าจะซักผ้าครั้งหนึ่งก็ปล่อยเอาไว้หมักหมมเป็นเดือนแล้ว
เพ่ยหยูใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดซักผ้าในห้องน้ำอยู่นานเกือบหนึ่งชั่วโมง ดีที่เธอขอยืมเก้าอี้มาไว้ตักน้ำในห้องน้ำก่อนออกจากโรงอาหาร ทำให้การซักผ้าครั้งนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เพ่ยหยูยังหยิบไม้แขวนของไป่หลิวกับซู่ฟางไปไว้ตากผ้าด้วย
ขณะที่เพ่ยหยูกำลังยกชุดไปตากทีละชุด ทหารบ้านที่เดินตรวจตราเห็นเข้าจึงพากันเข้ามาสอบถามเพ่ยหยูด้วยความสงสัย
“ทำไมไม่ไปเข้าเรียน” ทหารบ้านนายหนึ่งอายุประมาณสิบสี่สิบห้าถามเสียงเย็นชา
“หนูอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ค่ะ คุณป้า ผอ.เลยปล่อยให้ทำงานเบา ๆ ได้ค่ะ” เพ่ยหยูตอบด้วยสีหน้าปกติ เธอไม่ได้หวาดกลัวพวกเขาซึ่งกำลังแสดงสีหน้าเย็นชาใส่เลยแม้แต่น้อย
“อืม… อย่างนั้นก็อย่าเดินไปทั่วล่ะ” ทหารอีกนายเห็นว่าเพ่ยหยูดูไม่เหมือนเด็กคนอื่นเท่าไหร่จึงไม่อยากยุ่งด้วยมากนัก เขากลัวว่าจะหาเรื่องจนเจอตอเข้า ใช่ว่าที่นี่จะไม่เคยมีเด็กที่ถูกพามาจากครอบครัวร่ำรวย ทุกคนเคยได้ยินพี่เลี้ยงเล่าให้ฟังมาก่อนจึงต่างระมัดระวังมาก
“ทราบแล้วค่ะ” เพ่ยหยูพูดจบก็เดินถือชุดต่อไปยังด้านหลังอาคารนอนเพื่อตากผ้าต่อไป เก้าอี้กับไม้แขวนเธอถือไปวางเอาไว้รอบหนึ่งแล้ว ก่อนจะกลับไปเอาเสื้อผ้าในห้องน้ำเมื่อครู่
เพ่ยหยูหลังตากผ้าและเก็บของเสร็จก็ยกเก้าอี้เดินกลับไปยังโรงอาหาร เธอเข้าไปขอช่วยงานเหมือนกับเมื่อวานนี้อย่างขยันขันแข็ง
สองปีต่อมา
กิจวัตรประจำวันของเพ่ยหยูไม่ต่างจากตอนมาถึงครั้งแรก ต่างกันที่ตอนนี้ตัวเธอสูงขึ้นมากอย่างคาดไม่ถึง ขนาดไป่หลิวกับซู่ฟางที่อายุมากกว่าเกือบสามปียังตัวเล็กกว่าเพ่ยหยูที่เพิ่งอายุห้าขวบในปีนี้เล็กน้อย ทำเอาเด็กคนอื่นก็อดแปลกใจไม่ได้เช่นเดียวกัน แต่พวกเขาก็ไม่มีใครกล้าที่จะยุ่งเรื่องของเพ่ยหยู อีกทั้งตอนนี้หน้าตาและผิวพรรณของเพ่ยหยูยังดูดีกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันที่เพิ่งเข้ามาอยู่ราวฟ้ากับเหว ทุกคนต่างอยากรู้นักว่าครอบครัวของเพ่ยหยูเป็นใครมาจากไหนกันแน่ เหตุใดจึงได้ปล่อยให้เทพธิดาตัวน้อยอย่างเพ่ยหยูมาลำบากอยู่ในสถาบันแห่งนี้นานถึงสองปีแล้ว
วันนี้เพ่ยหยูจะได้เข้าเรียนเป็นครั้งแรก เธอดีใจมากที่ในที่สุดจะได้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ เหมือนกับพวกไป่หลิวเสียที ปีนี้จางเจี้ยนถูกแยกไปอยู่ห้องนอนบนชั้นสองแล้วตามอายุ ทำให้ห้องนอนของเพ่ยหยูมีเพียงเด็กผู้หญิงทั้งหมดอยู่รวมกันเท่านั้น แน่นอนว่าถึงจะผ่านมาสองปีแล้วก็ตามที แต่เพ่ยหยูก็ยังคงสดใสร่าเริงไม่เปลี่ยนไปเลย เพียงแต่เธอไม่ได้ส่งเสียงดังหรือสร้างเรื่องสร้างราวจนต้องถูกลงโทษ เพ่ยหยูเพียงแค่กระซิบคุยกันเบา ๆ กับพวกไป่หลิวก่อนนอนไม่นานก็เท่านั้น ซึ่งความสัมพันธ์นี้ก็ทำให้พวกเธอสนิทกันมากขึ้นทุกวัน
“วันนี้เราจะมาเรียนเรื่องการเมืองเบื้องต้น” อาจารย์ประจำวิชาเข้าห้องเรียนมาเอ่ยขึ้นเสียงดังหลังจากเด็ก ๆ ลุกขึ้นทำความเคารพเขาตามระเบียบ
เพ่ยหยูมองดูอาจารย์หนุ่มอายุประมาณยี่สิบห้าปีด้วยความสนอกสนใจ เธอเองพอจะรู้เรื่องเหล่านี้บ้างจากการสอบถามไป่หลิวและซู่ฟาง เพ่ยหยูจึงตั้งใจจดจ่อกับการเรียนวันแรกนี้มากเป็นพิเศษ เธอไม่สนใจเด็กที่กำลังหันไปคุยกันเพราะเพิ่งเข้ามาใหม่เลยแม้แต่น้อย
“พวกเธอสามคนออกไปยืนนอกห้อง!” ตังหยางอาจารย์วิชาการเมืองซึ่งมีหน้าที่สอนเด็กอายุต่ำกว่าเก้าขวบเอ่ยขึ้นเสียงดังเมื่อเห็นเด็กสามคนยังนั่งคุยกันอยู่
“ทำไมล่ะคะอาจารย์ พวกเราไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย” เด็กผู้หญิงที่เพิ่งมาได้สองวันเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ เธอเป็นเด็กเอาแต่ใจและบ้านยากจนจึงถูกส่งตัวมาที่นี่ ตอนแรกเธออาละวาดอยู่นานจนถูกส่งเข้าห้องดัดสันดานไปก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่ง พอออกมาเข้าเรียนได้ก็ไม่วายก่อเรื่องขึ้นอีกในวันนี้
“ทหาร! เข้ามาพาตัวเด็กพวกนี้ออกไปยืนที่ลานด้านนอกเพื่อลงโทษที่พวกเขาคุยกันระหว่างเวลาเรียนให้อาจารย์” ตังหยางเอ่ยเรียกทหารบ้านที่มีหน้าที่ควบคุมเด็กในห้องเสียงดัง
“ครับ!” ทหารบ้านสองนายรีบเข้ามารวบตัวเด็กทั้งสามลากออกไปทันที พวกเขามีหน้าที่ทำตามคำสั่งของอาจารย์ตังหยางอย่างเคร่งครัด นานมากแล้วที่ไม่มีเด็กคนไหนกล้าท้าทายการสอนของเหล่าอาจารย์ในสถาบัน วันนี้พวกเขาจึงคิดว่าน่าจะเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูกระมัง
“เอาล่ะ พวกเธอตั้งใจเรียนให้ดี ห้ามคุยกันในเวลาเรียนเข้าใจไหม” ตังหยางเอ่ยเสียงเย็นชา
“ชู่...ไม่ร้องนะลูก เดี๋ยวแม่กับพ่อจัดการให้นะ” เถียนไป่ฮวาที่เลี้ยงชางเจียวอย่างตามใจมาตลอดเพราะเธอเคยแท้งลูกสาวไปจนเป็นโรคซึมเศร้า แต่พอรับเลี้ยงชางเจียวที่ชอบเอาอกเอาใจเธอกับสามีตั้งแต่ครั้งแรกที่พบ เถียนไป่ฮวาก็รักชางเจียวมากไม่ต่างจากลูกในไส้“เจียวเอ๋อใจเย็น ๆ ก่อน พาพวกพี่ไปดูสิว่าใครมันกล้าลงมือกับคู่หมั้นของพี่” ถานจงเห็นสภาพคู่หมั้นที่ปกติหน้าตาสวยเฉี่ยวเข้าก็อดโกรธไม่ได้ ตอนนี้ใบหน้าของชางเจียวบวมเป่งจนเริ่มจะกลายเป็นสีม่วงคล้ำแล้ว“ฮึก...หนูจะพาทุกคนไปหาพวกเขาค่ะ” ชางเจียวแสร้งทำเป็นอ่อนแอต่อหน้าครอบครัวเหมือนกับที่เธอมักจะแสดงมาตลอดตั้งแต่ได้รับเลี้ยงจากตระกูลชางเพ่ยหยูที่ไปเข้าห้องน้ำโดยมีเ
“พวกเรากินข้าวกันก่อนเถอะ คุยกันนานมากแล้ว” อ้ายอวี่ชวนทุกคนเมื่อเห็นพนักงานเริ่มยกอาหารมาที่โต๊ะของแขกในงาน“ทุกคนถ้าอยากกินอะไรเพิ่มก็บอกนะคะ หนูจะให้คนเอามาให้” เพ่ยหยูบอกตามฐานะที่ตัวเองเป็นหนึ่งในเจ้าภาพของงานแต่งงานครั้งนี้“พวกเรากินอะไรก็ได้ คุณหนูฉินไม่ต้องกังวลครับ” ฟู่เจิ้งหมิงบอกยิ้ม ๆ ก่อนหน้านี้พวกเขาก็ได้รับของว่างอร่อย ๆ มากินรองท้องไปแล้ว ตอนนี้จึงไม่ได้หิวกันมากนักเพ่ยหยูพยักหน้ารับคำพร้อมรอยยิ้ม ไม่นานพนักงานก็มาถึงโต๊ะของพวกเธอและเริ่มวางอาหารนับสิบอย่างลงบนโต๊ะ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นอาหารมงคลที่เวยฉิงเลือกมาอย่างดี เธอตั้งใจจัดงานแต่งงานของตัวเองให้ออกมาอย่างอบอุ่นและเป็นกันเองตามความชอบ ซึ่งฉินกวงเองก็ไม่ได้ห้ามอะไร เขาปล่อยให้เวยฉิงเลือกทุกอย่างตามใจ ฉินกวงเพียงแค่เป็นคนจ่ายเงินให้กับเวย
หกเดือนต่อมาเพราะการเร่งเร้าของตระกูลฉิน ทำให้ฉินกวงรีบไปสู่ขอเวยฉิงและจัดงานเลี้ยงแต่งงานในวันนี้ แขกเหรื่อทั่วเมืองหลวงที่ได้รับเชิญมาจากทั้งสองครอบครัวล้วนมีแต่คนใหญ่คนโตรวมถึงคนในวงการธุรกิจ เซี่ยเยี่ยนที่เรียนจบและดูแลบริษัทในต่างประเทศจนมั่นคงเดินทางกลับมาร่วมงานแต่งงานครั้งนี้พร้อมกับเซี่ยตงพ่อของเขาเพ่ยหยูวันนี้แต่งตัวด้วยชุดราตรีสีฟ้าอ่อนที่เธอชอบและคอยดูแลญาติผู้ใหญ่อยู่ใกล้ ๆ ตั้งแต่เข้ามาถึงห้องจัดเลี้ยงในโรงแรมใหญ่ใจกลางเมืองหลวง เพื่อนของเธอและพี่ชายพี่สาวห้าตระกูลใหญ่ต่างมากันพร้อมหน้าพร้อมตา พวกเขาเลือกนั่งโต๊ะเดียวกันเพื่อความสะดวกในการพูดคุยหลังจากไม่ได้พบกันมานาน“เซี่ยเยี่ยน กลับมาคราวนี้จะกลับไปอีกหรือเปล่า” กู้เฟิงถามเพื่อนที่กลับมาได้ไม่กี่วัน พ่อของเขาบอกว่าเซี่ยเยี่ยนเข้าบริษัทตอนไปติดต่องา
ช่วงหนึ่งปีมานี้เพ่ยหยูกับเพื่อน ๆ ดูแลร้านไอศกรีมได้เป็นอย่างดี ผลกำไรที่ได้รับมายังเพิ่มขึ้นทุกเดือนอย่างไม่น่าเชื่อ คงเพราะแถวนั้นไม่มีร้านน่านั่งพักผ่อนเหมือนกับที่ร้านของพวกเพ่ยหยู พอมีลูกค้ามามากขึ้น ที่ร้านต้องตั้งกฎไม่ให้ลูกค้านั่งนานเกินสองชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าคนอื่นที่อยากเข้ามาใช้บริการได้มีที่นั่งด้วย ซึ่งตอนแรก ๆ ก็วุ่นวายกันอยู่มากพอสมควร กระทั่งเหล่าลูกค้าเองก็เข้าใจดีว่าทุกคนต่างอยากมาพักผ่อนที่ร้านเหมือนกัน ลูกค้าที่เข้ามาจึงแบ่งปันที่นั่งและไม่ได้นั่งแช่ครึ่งค่อนวันกันอีกต่อไปเพ่ยหยูกับเพื่อนเคยคิดจะขยายร้านอยู่ครั้งหนึ่ง เพียงแต่พวกเขามองว่าไม่อยากขยายร้านเร็วเกินไปทั้งที่ผลกำไรยังไม่เพียงพอ ทั้งสามจึงตกลงกันว่าหากเมื่อไหร่ที่กำไรนั้นสามารถเช่าห้องและตกแต่งเพิ่มได้จึงจะลงมือขยายร้านงานปีใหม่ที่ผ่านมา เพ่ยหยูก็เข้าร่วมกับสี่ตระกูลใหญ่และห้าตระกูลรองเช่นกัน เธอแปลกใจมากที่ปีนี่
วันแรกของการรับน้องเป็นไปอย่างเรียบร้อย กว่ารุ่นน้องจะถูกปล่อยตัวกลับหอพักก็เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว ช่วงรับน้องใหม่ทางหอพักจะปิดไฟช้ากว่าปกติหนึ่งชั่วโมงเพื่อให้นักศึกษาใหม่ได้จัดการตัวเองก่อนเข้านอนตามระเบียบ เพ่ยหยูกับพวกเซียวอวี้ตงไม่ได้อยู่จนดึกกันขนาดนั้น พวกเขากลับออกจากสถานที่รับน้องตอนสามทุ่มสองสัปดาห์ต่อมาช่วงระหว่างการรับน้องที่ผ่านมา พวกเพ่ยหยูเข้าร่วมกันวันเว้นวัน เพราะพวกเธอต้องไปดูแลร้านในช่วงค่ำเพื่อดูแลวัตถุดิบให้เพียงพอสำหรับแจกนักศึกษาใหม่ในระหว่างการรับน้องตามหน้าที่รับผิดชอบ ซึ่งวันนี้พวกเพ่ยหยูก็เข้าไปร่วมดูการรับน้องที่ลานด้านหลังอีกครั้งไม่ต่างจากวันที่ผ่าน ๆ มา แต่ขณะที่เพ่ยหยูกับเพื่อนกำลังแจกของว่างอยู่นั้น เสียงเด็กใหม่อย่างฉี่ฟงก็ดังขึ้นอย่างไม่มีใครคาดคิด“พี่สาวคนสวยครับ ผมอยากได้ของว่าที่พี
ลูกค้าใหม่ที่เข้าร้านมาต่างหาที่นั่งสงบ ๆ ของตัวเองและดื่มด่ำกับบรรยากาศดี ๆ ภายในร้านอย่างมีความสุข กว่าที่พวกเพ่ยหยูจะเดินทางกลับบ้าน เวลาก็ล่วงเข้าช่วงเย็นแล้ว พนักงานในร้านห้าคนมีที่พักซึ่งฉินจ้วงเช่าเอาไว้ให้ในหมู่บ้าน พวกเขาจึงอยู่ทำงานต่อจนกระทั่งถึงเวลาร้านปิดตอนหนึ่งทุ่ม หวังหมิงทงเองก็กลับบ้านไปพร้อมกับเซียวอวี้ตงเช่นกัน ช่วงปิดเทอมนี้พวกเขาต่างไม่อยากอุดอู้อยู่ในมหาวิทยาลัย เด็กหนุ่มสองคนจึงพากันกลับบ้านตระกูลเซียวและนัดกับเพ่ยหยูเอาไว้ว่าจะเข้าไปดูร้านกันสัปดาห์ละครั้งข่าวที่มีร้านไอศกรีมน่านั่งแพร่กระจายไปในเวลาไม่ถึงสามวัน ราคาของในร้านก็ไม่ได้ถือว่าแพงมากนัก นักวิจัยและนักศึกษาที่พอจะมีเงินเก็บอยู่บ้างต่างแวะเวียนมาใช้บริการกันแทบทุกวัน กิจการของร้านนับวันก็ยิ่งดีวันดีคืน พวกเพ่ยหยูที่เข้าร้านมาสัปดาห์ละครั้งก็ยังนึกไม่ถึงว่าร้านของพวกเธอจะได้รับความนิยมมากจนแทบไม่มีที่นั่งเลยทีเดียว“
เมื่อเสียงประกาศดังออกมาจากลำโพงไม่นาน เพ่ยหยูที่นั่งอยู่รอดูขั้นตอนต่อไปของการทานมื้อเที่ยงถึงกับเบิกตาโตมองดูกลุ่มเด็กจำนวนมากเดินเรียงแถวเข้ามาอย่างเป็นระเบียบโดยมีเพียงเสียงก้าวเดินของทุกคนเท่านั้นที่ดังกังวานไปทั่วบริเวณ เพ่ยหยูอดคิดไม่ได้ว่า
เด็กสี่คนที่ยืนคุยกันอยู่เป็นจุดสนใจให้กับคนที่กำลังทำครัวอยู่ไม่น้อย พวกเขาหันไปมองกลุ่มของเพ่ยหยูไม่นานก็หันกลับไปทำงานของตัวเองเงียบ ๆ ต่อ ในตอนที่พวกเขาได้มาอยู่ที่นี่ครั้งแรกก็ไม่ต่างจากพวกเพ่ยหยูนัก แต่ละคนทั้งกลัวทั้งกังวลแต่ก็ไม่ถึงกับขาดค
เด็กทั้งสี่คนหอบหิ้วสิ่งของออกจากห้องนอนไปยังห้องน้ำที่อยู่อีกด้านหนึ่งซึ่งจูข่ายหนิงชี้บอกเอาไว้ก่อนหน้านี้ ในอาคารสองชั้นแห่งนี้มีห้องนอนใหญ่อยู่มากถึงหกห้อง และมีห้องน้ำใหญ่เอาไว้ใช้สอยอยู่เพียงแค่สี่ห้องเท่านั้น ดังนั้นหากใครมีเวลาว่างและอยากอ
“ทราบแล้วค่ะคุณป้า ขอบคุณนะคะ” เพ่ยหยูยิ้มหวานตอบ เธอไม่ได้รู้สึกกลัว ผอ.จู เหมือนกับคนอื่น เพราะเพ่ยหยูเคยเข้าสังคมกับครอบครัวบ่อย ๆ จึงคุ้นเคยกับผู้ใหญ่อย่าง ผอ







